ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว
การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม
มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 71 คมความรัก
นี่เป็นครั้งแรกที่หนานอี่เดินเข้ามาในร้านซ่อมคอมพิวเตอร์แห่งนี้
เมื่อฉีโม่ที่กำลังสอนเด็กมัธยมคนหนึ่งลงโปรแกรมอยู่ในร้านเห็นเขากับเจี่ยงเถียนเดินเข้ามา ดวงตาที่อยู่ใต้ปีกหมวกแก๊ปก็ฉายแววตื่นตะลึง
แต่ไม่นานฉีโม่ก็ลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพ เขาใส่มาสก์ที่ห้อยไว้ที่คางให้เรียบร้อยก่อนจะถามพวกหนานอี่ว่าต้องการให้ช่วยเรื่องอะไร
ตลอดเวลาที่ตกลงกันหนานอี่ไม่พูดเลยสักประโยค เขายืนอยู่ด้านข้าง ปล่อยให้เจี่ยงเถียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฉีโม่ฟังอย่างร้อนใจ
คนที่ถูกตามใจจนเคยตัวมักช่างเรียกร้อง หญิงสาวพูดคำว่า ‘ขอด่วน’ ‘ต้องซ่อมให้ได้’ ไม่หยุดราวกับสาดกระสุน
ห้านาทีต่อมาพวกเขาก็เดินออกมาจากร้านซ่อมคอมพิวเตอร์
ข้างนอกลมแรงมาก ใบไม้แห้งถูกพัดจนหมุนวนปนอยู่กับถุงขยะสีดำพักหนึ่ง ก่อนจะร่วงลงพื้น
ในที่สุดแผนที่วางไว้มานานก็มีความคืบหน้าก้าวใหญ่ นี่เป็นเรื่องที่ควรยินดีอย่างยิ่ง แต่หนานอี่กลับไม่รู้สึกตื่นเต้นเลย การจมอยู่ในความแค้นมาเนิ่นนาน ต้องออกเดินด้วยความยากลำบากทุกย่างก้าวทำให้เขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องนี้
“สรุปคือต้องใช้เวลาซ่อมสามวัน โชคดีที่กว่าพ่อฉันจะกลับก็อีกหนึ่งสัปดาห์” เจี่ยงเถียนพูดพลางรวบเสื้อขนแกะสีขาวหิมะบนตัวแน่น “ถ้าพ่อรู้ต้องด่าฉันตายแหง”
“ขอโทษ ผมไม่ระวังเอง”
ถ้าได้ของแล้วเผ่นหนีทันทีมันจะดูน่าสงสัย หนานอี่เลยแสร้งทำหน้าสำนึกผิด ซึ่งก็สมใจเจี่ยงเถียน เธอเลยเริ่มได้คืบจะเอาศอก
“ถ้านายอยากขอโทษฉันจริงๆ ก็ไปกินข้าวกับฉันนะ” หญิงสาวพูดยิ้มๆ “ฉันรู้จักร้านอาหารอร่อยๆ อยู่ที่หนึ่ง”
หนานอี่รู้สึกรุ่มร้อนในทุกนาทีที่ต้องอยู่กับเธอ แต่เพื่อทำให้เจี่ยงเถียนคลายความระแวดระวังลงให้มากที่สุด หนานอี่จึงไม่ได้ปฏิเสธ
ที่นั่งติดหน้าต่างเห็นวิวกิ่งไม้แห้งสีดำที่อยู่ด้านนอก ไกลออกไปคือผนังตึกสีขาวออกเทาที่ดูสะอาดสะอ้าน สีของกิ่งไม้กับสีของผนังตัดกันกลายเป็นภาพเครื่องกระเบื้องสีขาวแตกลายงา
ไข่มุกบนคอของเจี่ยงเถียนเป็นสีขาว มันล้อกับแสงไฟเหนือโต๊ะอาหารเป็นประกายแกมชมพูอันนุ่มนวล
ภาพนี้ทำให้หนานอี่คิดถึงคลิปที่พ่อแม่ของเซวียอวี๋เคยเอาให้เขาดู เซวียอวี๋ที่อยู่ในคลิปใส่เสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อน ติดกระดุมไข่มุกครบทุกเม็ด แต่ไม่นานเสื้อตัวนั้นก็ถูกเจี่ยงเถียนกระชากจนกระดุมหลุดร่วงลงกระทบพื้นกระเบื้องเสียงดัง
ทว่าเสียงร้องไห้อ้อนวอนกลับชัดยิ่งกว่า
“ทำไมไม่กินล่ะ ไม่ชอบอาหารฝรั่งเหรอ”
พอได้ยินคำถามของหญิงสาว หนานอี่ก็หันไปมองหน้าเธอ ภาพใบหน้าที่กำลังหัวเราะเสียงแหลมดังลั่นในคลิปตัดสลับกับภาพของเซวียอวี๋อยู่ในสมองของเขาไม่หยุด
ถ้าเสียงหัวเราะเป็นสีแดงและเสียงร้องไห้เป็นสีเขียว ทั้งสองสีก็ผสมกันเละเทะเหมือนสลัดจานที่อยู่ตรง คนที่ชอบบูลลี่คนอื่นไม่เคยแยกเสียงหัวเราะหรือเสียงร้องไห้ออกมาเดี่ยวๆ พวกเขาจะกินทุกอย่างลงท้องทีละคำๆ ตอบสนองความหฤหรรษ์ของตัวเองและรังเกียจความเจ็บปวดของคนอื่น
“ผมไม่ชอบ” หนานอี่ตอบ
มือเบสหนุ่มหั่นเนื้อสเต๊กในจาน แต่พอได้กลิ่นเขากลับรู้สึกอยากขย้อน
ทุกวินาทีที่นั่งประจันหน้ากับเจี่ยงเถียนทำให้เขาคิดถึงเจี่ยงเจิ้ง คิดถึงเฉินซั่นหง ลามไปถึงคุณยายกับน้าชาย มันทรมานทั้งการมองเห็นและการได้กลิ่นอย่างยิ่ง หนานอี่เลยหันเหความสนใจไปที่โสตประสาท ด้วยการตั้งใจฟังเพลงที่เปิดอยู่ในร้านอาหาร
มันเป็นเพลงที่ตัดต่อใหม่เป็นโพสต์ร็อกตามมาตรฐาน เสียงเครื่องดนตรีเรียบง่าย กีตาร์ไฟฟ้าที่ถูกปรับเสียงจนแตกพร่าให้ความรู้สึกมืดหม่นเหมือนมีฝนตกปรอยๆ มานานแสนนาน
แต่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายคือพอเพลงเล่นไปได้ถึงหนึ่งในสามก็มีเสียงร้องเนื้อภาษาอังกฤษซ้ำๆ สองสามประโยค
เสียงนี้ค่อนข้างคุ้นหู หนานอี่อดใจไม่ไหวต้องหยิบมือถือออกมาใช้โปรแกรมค้นหาชื่อเพลง และผลที่ได้ทำให้เขาชะงักงันไปหนึ่งวินาที
เพราะมันคือเพลงของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์
มือเบสหนุ่มคลิกเปิดหน้าอัลบั้ม พบว่านี่เป็นซิงเกิลใหม่ที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อสามเดือนก่อน ชื่อ ‘Recollection’
หลังเปิดดูเนื้อเพลงเขาก็พบสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้มีสไตล์ที่แตกต่างจากสไตล์เก่าของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์…ชื่อผู้แต่งเนื้อร้องกับเมโลดี้คือสวี่ซือ มือเบสวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์
เมื่อก่อนสวี่ซือร้องโซโล่น้อยมาก เพลงนี้ไม่ได้เข้าไปอยู่ในอัลบั้มชุดไหนๆ ของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เลย เพราะมันเหมาะจะเอาไปทำเป็นเอาต์โทร* แนวโพสต์ร็อกมากกว่า
“นายชอบคนแบบไหน”
หนานอี่ไม่ได้ตั้งใจฟังเจี่ยงเถียนพูดเลยไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนเรื่องมาถามปัญหาข้อนี้ได้
“คนใจดี” เขายอมรับว่าตัวเองจงใจพูดแบบนี้ออกไป
แต่คนที่ไม่รู้จักกลับเนื้อกลับตัวไม่มีทางรับรู้ถึงความจงใจนี้ เจี่ยงเถียนยิ้ม “ขอบเขตกว้างเกินไปหน่อยไหม มีอย่างอื่นอีกหรือเปล่า”
หนานอี่มองเนื้อร้องสองสามประโยคที่มีคำอยู่แค่ไม่กี่คำ ส่วนหูก็ถูกกรอกด้วยเสียงร้องที่ฟังดูเหมือนทอดถอนใจของสวี่ซืออยู่ในร้านอาหารแห่งนี้
‘I always think of the video store, which now sells desserts.’
(ฉันมักจะนึกถึงร้านขายวิดีโอ ที่ตอนนี้เปลี่ยนไปขายของหวานแล้ว)
ไม่รู้ทำไมเขากลับตกหลุมพรางของคำถามข้อนี้จริงๆ ในสมองมีใบหน้าของใครคนหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ราวกับว่าภาพนั้นคือคำตอบ
มือเบสหนุ่มเผลอเอามือเท้าคาง…ทั้งที่ปกตินี่เป็นท่าที่ใครอีกคนติดทำเป็นประจำ หนานอี่พูดเสียงเบา “คนแปลกๆ”
“คนแปลกๆ เหรอ”
หนานอี่ไม่คิดจะดูจอมือถืออีกเลยปิดมัน แต่ยังคงหลุบตาลงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท “คนที่มีพลังยอดมนุษย์”
คำตอบนี้ทำให้เสียงหัวเราะของเจี่ยงเถียนดังขึ้นแบบเกินจริง จนหนานอี่รู้สึกเหมือนมีเชือกป่านที่ถูกยกขึ้นสูงฟาดขวับๆ ลงมาที่ข้างหูเขา
“หนานอี่ บางทีนายก็เล่นมุกหน้าตายเก่งเหมือนกันนะนี่”
หนานอี่กระตุกมุมปาก แต่ไม่พูดอะไร
ต่อมามือถือของเขาก็สั่น เป็นฉือจือหยางที่โทรมา ตามที่เขาส่งข้อความไปบอกเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
หนานอี่อาศัยสายที่โทรเข้ามาจากการเตี๊ยมกันไว้เพื่อยุติ ‘เดต’ ที่เป็นเหมือนเรื่องตลกนี้ โดยอ้างว่าทางรายการเร่งให้พวกเขากลับเข้าค่าย จากนั้นมือเบสหนุ่มก็ออกจากร้านอาหารที่แสนจะน่าอึดอัดแล้วเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง
เจี่ยงเถียนวิ่งตามออกมายืนส่งเขาที่ริมถนน ลอนผมที่เธอตั้งใจทำถูกลมพัดจนยุ่ง
หญิงสาวรีบวิ่งมาดึงประตูเบาะหลังที่กำลังจะปิดไว้ ถามว่า “คราวหน้านายยังไปดูดอกกล้วยไม้ที่บ้านฉันอีกหรือเปล่า”
หนานอี่ใช้มือป้องลำโพงโทรศัพท์ มุมปากของเขายกโค้งขณะมองดูเธอ “ไว้ถึงช่วงดอกไม้บานแล้วค่อยคุยดีกว่า ดูแต่ใบมันไม่น่าสนใจอะไรเลย”
“นั่นมันหน้าร้อนเลยนะ” เจี่ยงเถียนแอบนึกท้อใจ แต่ไม่นานหญิงสาวก็ยกมุมปากขึ้นอีกครั้งอย่างเข้าใจผิด คิดว่าหนานอี่จงใจถ่วงการเดตให้ยาวไปจนถึงฤดูร้อนปีหน้า
“อืม” หนานอี่ยกมุมปากขึ้น ทว่าสายตากลับเย็นชา “ไว้ค่อยคุยกันอีกทีตอนหน้าร้อน”
ไม่รู้ว่าฤดูร้อนปีหน้าบ้านหลังนั้นยังจะเป็นบ้านของเธออยู่อีกไหม
ไม่รู้ว่าดอกกล้วยไม้แพงๆ พวกนั้นจะถูกติดหมายด้วยหรือเปล่า
รถวิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ จนโอเวอร์โค้ตสีขาวในกระจกมองหลังหายลับไป
“ใครเหรอ” ฉือจือหยางถามอยู่ในสาย
“ไม่มีอะไร” หนานอี่สังเกตว่าเสียงของฉือจือหยางฟังดูอ่อนแรง เลยนิ่วหน้า “นายไม่สบายเหรอ”
“เปล่า” คนที่อยู่ปลายสายทำตัวมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
“ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ให้ฉันไปหานายที่มหาวิทยาลัยไหม”
ใครจะรู้ว่าฉือจือหยางจะปฏิเสธ
“ไม่ต้องหรอกเสี่ยวอี่ ฉันไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัย คืนนี้ต้องกลับไปถ่ายรายการประกวดแล้ว ไว้เจอกันตอนนั้นละกัน”
ความคิดแรกของหนานอี่คือฉือจือหยางอาจจะอยู่กับเหยียนจี้ แต่เรื่องที่น่าแปลกคือถ้าฉือจือหยางอยู่กับเหยียนจี้จริงแล้วทำไมเขาถึงดูห่อเหี่ยวแบบนี้
หนานอี่อยากสอดมือเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แต่ดูเหมือนฉือจือหยางจะอยากปิดบังเรื่องอะไรบางอย่าง เช่นเดียวกับตัวเขา ซึ่งถ้าเขาสอดมือเข้าไปมันจะละลาบละล้วงเกินไปหน่อยไหม
พวกเขาแต่ละคนก็ไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว
“ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจก็บอกฉัน ฉันจะไปดื่มด้วย”
“ช่างเถอะ!” ฉือจือหยางเริ่มหัวเราะได้ “พ่อคนชอบจัดระเบียบจักรยาน นายอย่าดื่มเลยดีกว่า”
หนานอี่หัวเราะ
หลังวางสายมือเบสหนุ่มก็ย้อนกลับไปที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะมาที่จุดจอดรถมอเตอร์ไซค์ พอหนานอี่ไขกุญแจก็ได้รับสายจากฉีโม่
ฉีโม่เหมือนจะอยู่ข้างนอกเช่นเดียวกัน ในสายเลยมีเสียงรบกวนอยู่มาก
“ทำไมถึงไม่ใช้ไวรัสที่ฉันให้ไปล่ะ” ฉีโม่เข้าประเด็นแบบเปิดประตูเจอภูเขา*
“มันไม่สะดวก ฉันหาโอกาสแยกเธอออกไปไม่ได้เลย”
ฉีโม่หัวเราะ “แหงสิ สายตาเธอเกาะติดอยู่ที่ตัวนายตลอดเลย”
สักพักโปรแกรมเมอร์หนุ่มก็บอกมาอีกว่า “ตอนพวกนายสองคนโผล่มา ฉันถึงกับสะดุ้ง คิดไม่ถึงว่าพวกนายจะหอบเอาโน้ตบุ๊กมาด้วย แบบนี้มันไม่ชัดเกินไปหน่อยเหรอ”
“ไม่หรอก แค่ดูเปิดเผย” หนานอี่เอนตัวพิงรถ “ร้านของนายเป็นร้านซ่อมที่เธอเสนอเอง แถมฉันยังบอกว่าน่าจะไม่เวิร์กให้ส่งไปที่ร้านซ่อมที่เป็นออฟฟิเชียลดีกว่า แต่เจี่ยงเถียนกลัวว่าพ่อเธอจะสังเกตเห็นบันทึกของร้านซ่อมแบบออฟฟิเชียลเลยยืนกรานว่าจะไม่ไป เธอเป็นคนพาฉันไปที่บ้าน ทำโน้ตบุ๊กพัง ถ้าไม่อยากโดนด่าเธอก็ต้องเป็นฝ่ายปิดบังเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น”
ลมพัดผมของมือเบสหนุ่มจนยุ่ง หนานอี่เลยยกมือขึ้นรวบ
“เจี่ยงเถียนเดินเข้าออกประตูหมู่บ้านทุกวัน เห็นร้านของพวกนายกับโบรชัวร์พวกนั้น ต้องได้รับการชี้นำไปแบบไม่ทันรู้ตัวนานแล้ว ทั้งหมดนี้ฉันไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยเลย เป็นการตัดสินใจของเธอล้วนๆ”
ฉีโม่เข้าใจแล้ว
ต่อให้หลังจากนี้จะเกิดเรื่องจนเจี่ยงเถียนต้องมาคิดทบทวนดูทีหลังก็เป็นเรื่องยากที่เธอจะคิดถึง ‘เหยื่อ’ ที่ตัวเองพยายามตามจีบอย่างยากเย็น เนื่องจากเธอเป็นคนไปตื๊อเขา หนานอี่ถึงได้ฝืนใจมากับเธอสักครั้ง
หญิงสาวคงคิดได้แค่ว่ามีคนในร้านซ่อมคอมพิวเตอร์เอาข้อมูลในโน้ตบุ๊กไป
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมตอนแรกหนานอี่ถึงให้ฉีโม่ใช้บัตรประชาชนปลอมมาสมัครทำพาร์ตไทม์ที่ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์แห่งนี้ การจับตาดูเจี่ยงเถียนนั้นเป็นแค่เหตุผลหนึ่ง แต่นี่คือแผนบีที่หนานอี่วางไว้
“รู้แล้ว ฉันจะพยายามก๊อปปี้ข้อมูลออกมาให้เร็วที่สุดกับติดตั้งไวรัสก๊อปปี้และตรวจสอบเข้าไปสักตัวด้วย”
แต่หนานอี่กลับบอกว่า “ไม่ต้องรีบ ถ้าไม่ได้อะไรเลยจริงๆ ค่อยติดตั้ง แต่ถ้ามันมีจริงๆ ก็อย่าทำอะไร”
รอจนฉีโม่วางสาย หนานอี่ถึงค่อยใส่หมวกกันน็อกแล้วก้าวขึ้นคร่อมรถ
ที่เขาไม่ได้เลือกใช้โปรแกรมไวรัสที่ฉีโม่ให้มาในทันที ไม่ใช่เพราะมันไม่สะดวกเพียงอย่างเดียว
พอคิดแผนให้เจี่ยงเถียน ‘พาตัวเองไปติดกับ’ ได้ หนานอี่ก็โยนวิธีการที่ดูซ่อนเร้นแต่มีความเสี่ยงนี้ทิ้งไป
เพราะอย่างไรการแฮกเข้าโน้ตบุ๊กส่วนตัวและเปิดเผยข้อมูลอย่างจงใจกับการ ‘เจอโดยไม่ได้ตั้งใจ’ ขณะซ่อมโน้ตบุ๊กนั้น ถือเป็นเจตนาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในทางกฎหมาย
ในสายตาของหนานอี่ ฉีโม่ไม่ได้เป็นแค่ห่วงโซ่ห่วงหนึ่งในแผนการ อีกทั้งไม่ใช่เบี้ย แต่เป็นเพื่อนที่ยืนอยู่ในจุดเดียวกับเขา
หนานอี่รู้ดีว่านับตั้งแต่ที่ฉีโม่ตัดสินใจเดินทางกลับจากต่างประเทศมาเข้าร่วมในแผนร้ายที่ว่านี้อย่างไม่มีลังเล เขาก็พร้อมจะทิ้งทุกอย่างแบบทุบหม้อจมเรือ* แล้ว แต่หนานอี่ก็ยังหวังว่าจะสามารถลดความเสียหายจากการแก้แค้นที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของเขาให้ได้มากที่สุด
พอคิดถึงน้ำตาของฉีโม่ตอนที่เห็นหลี่ปู้เหยียนในสภาพเจ้าชายนิทรา คิดถึงเส้นเลือดที่ปูดโปนบนหน้าเขาตอนที่รู้ความจริงเรื่องอุบัติเหตุและเสียงตะโกนอย่างเจ็บปวดนั่นแล้ว หนานอี่ก็เหมือนมองเห็นตัวเองตอนอายุเจ็ดขวบกับสิบห้า
พวกเขาคือภาพสองด้านในแผนการนี้ เป็นด้านสว่างกับด้านมืด หากจะชั่งน้ำหนักว่าใครมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขจริงๆ ทั้งฉีโม่และตัวเขาเองต้องมีน้ำหนักเท่ากัน
ระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์หนานอี่สัมผัสได้ถึงการควบคุมสติอารมณ์อีกครั้ง ท่ามกลางพายุแห่งความโกลาหล แผนของเขากำลังเดินหน้าไปทีละก้าวอย่างมั่นคง สำหรับเขานี่ถือเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด
แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงชอบคิดถึงเพลงที่ไม่มีความเป็น ‘วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์’ ในร้านอาหารนั่นขึ้นมา
เสียงของสวี่ซือดังอึงอลอยู่ในสมองของเขาเหมือนภูตผีวิญญาณ นี่เป็นครั้งแรกที่หนานอี่ได้เห็นผลงานของสวี่ซือในฐานะนักดนตรี
ในสายตาเขา สวี่ซือเหมือนต้นอ้อเรียวบาง ภาพลักษณ์ภายนอกของเขาแสดงให้เห็นถึงความงดงามบอบบาง ดูสวยแบบอ่อนแอ ผลงานของเขาก็เหมือนกัน สวี่ซือเหมือนพร้อมจะปลิวไปตามลมได้ตลอด เวลาที่เจอกับพายุอารมณ์อันเกรี้ยวกราดของฉินอีอวี๋ เขาจะเลือกเล่นไลน์เบสที่จำเป็นตามนักร้องหนุ่ม เมื่อเปลี่ยนตัวมือกีตาร์กับนักร้องนำ สวี่ซือก็พาตัวลอยพลิ้วไปยังทิศทางใหม่ๆ เพื่อให้เข้ากับสไตล์ใหม่
นี่เป็นครั้งแรกที่หนานอี่สัมผัสได้ถึงงานโซโล่เดี่ยวของเขา เป็นผลงานที่แสดงความในใจ เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก
แต่หนานอี่ไม่สามารถมองเพลงนี้ในฐานะนักดนตรีจริงๆ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ เพราะประสาทสัมผัสอันเฉียบไวบอกเขาว่าคำภาษาอังกฤษไม่กี่วรรคนี้กำลังพูดถึงคนคนเดียวกัน
ยิ่งผ่านการแปล ความรู้สึกที่ดูคล้ายมีคล้ายไม่มีนั้นก็ยิ่งชัดแจ้ง
‘ฉันมักจะนึกถึงร้านขายวิดีโอ ที่ตอนนี้เปลี่ยนไปขายของหวานแล้ว
ระหว่างมาการงกับเค้กโรล เธอกับฉันยื่นมือออกไปหยิบแผ่นเสียงอันเดียวกันพร้อมกัน
ฉันถ่ายภาพใบหน้ายิ้มแย้มของเธอ เพื่อเก็บเป็นภาพปกของอดีตไว้ตลอดกาล
เค้กวันเกิดที่ยังกินไม่หมด ถ้อยคำที่เธอแกล้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจ
บางครั้งฉันก็จะคิดเรื่องทุกอย่างนี้’
เพราะเพลงนี้ทำให้หนานอี่เพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่าเขาได้ขี่รถกลับมาที่โรงเรียนมัธยมต้นของตัวเองกับฉินอีอวี๋แล้ว
ซึ่งที่นี่ก็เป็นโรงเรียนมัธยมต้นของสวี่ซือด้วย
มือเบสหนุ่มจอดรถไว้นอกโรงเรียน ส่วนตัวเองเดินเข้าไปด้านใน ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่นี่จะร้างกว่าปกติ ยิ่งเป็นช่วงฤดูหนาวยิ่งไม่มีคน ร้านค้าหลายแห่งที่อยู่แถวประตูโรงเรียนเลยไม่มีลูกค้า
การเดินๆ หยุดๆ อย่างไม่มีจุดหมายเป็นเรื่องที่หนานอี่ทำน้อยครั้งมาก ทว่าเขาก็ไม่รู้ว่าวันนี้ตัวเองเป็นอะไรไป
ลมพัดกรีดผิวหน้าจนรู้สึกเจ็บ แถมยังแทรกเข้าไปในร่องกระดูกอย่างไม่เกรงใจ ระหว่างที่เดินๆ อยู่เขาก็หยุด
หนานอี่หยุดที่หน้าร้านขายขนมแห่งหนึ่ง มองผ่านกระจกหน้าร้านเข้าไปเห็นตู้ขนมที่ตกแต่งด้วยโทนอบอุ่นอยู่ข้างใน ในตู้มีมาการงกับเค้กโรลที่จัดเรียงไว้อย่างสวยงาม
อาจเพราะเขามาหยุดยืนอยู่นานมากเลยไปเรียกความสนใจของพนักงานเข้า พนักงานสาวที่ใส่ผ้ากันเปื้อนสีชมพูยกถาดขนมตัวอย่างออกมา เธอยิ้มพร้อมกับแนะนำเค้กขนาดพอดีคำให้หนานอี่
หนานอี่ถึงค่อยดึงตัวเองออกมาจากความทรงจำของคนอื่นแล้วหันไปเห็นหน้าของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนกระจกหน้าร้าน ดูทะมึนมาก
“ขอโทษครับ” เขาปฏิเสธคำเชิญชวน “ผมทานของหวานไม่ได้”
ดวงตาของพนักงานสาวฉายแววไม่เข้าใจ
แน่นอนว่าการที่คนไม่กินขนมหวานคนหนึ่งมายืนอยู่หน้าร้านขนมนานๆ แบบนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกว่ามันประหลาด
แต่หนานอี่กลับไม่พูดอะไร ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เขามีความทรงจำอันลึกล้ำต่อร้านขายวิดีโอ เพราะมันเป็นที่ที่ฉินอีอวี๋โดดเรียนมาบ่อยที่สุด
บางครั้งนักร้องหนุ่มมาอยู่ที่นี่ตลอดทั้งช่วงบ่าย ในขณะที่หนานอี่มักจะไปอยู่ที่ร้านชานมฝั่งตรงข้าม โดยมีถนนหนึ่งสายคั่นกลาง เขาจะเฝ้ามองฉินอีอวี๋ที่ใส่หูฟังฟังเพลงผ่านกระจกหน้าร้านสองบาน
หลังจากที่ร้านขายวิดีโอแห่งนั้นปิดตัวไป ฉินอีอวี๋ก็ไม่เคยมาที่นั่นอีกเลย
ที่แท้ร้านนั้นก็ถูกขายแล้วกลายเป็นร้านขนม
ความจริงในร้านขายวิดีโอแห่งนั้นก็เคยมีเรื่องที่เขาไม่รู้เกิดขึ้น ในสถานที่แห่งเดียวกัน แต่ช่วงเวลาอาจจะเร็วกว่าเขา ฉินอีอวี๋กับสวี่ซือที่เรียนอยู่ชั้นเดียวกันได้ไปอยู่ที่นั่นและบังเอิญถูกใจแผ่นเสียงแผ่นเดียวกันเข้า
มันเลยทำให้พวกเขาสนิทกัน? กลายเป็นเพื่อนสนิทที่มีเรื่องให้คุยกัน พอถูกทำโทษให้ไปยืนตรงมุมตึกก็เลยกลายเป็นวงเดียวกันด้วย?
หยุด…
หนานอี่เบรกกะทันหันตรงหน้าไฟแดง
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ว่าที่แท้ฉินอีอวี๋ก็ไม่ได้เป็นตัวเอกที่มีชีวิตอยู่ในความทรงจำของตนแค่คนเดียว
ฉินอีอวี๋เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ ย่อมต้องเคยพูดคุย มีปฏิสัมพันธ์กับคนจำนวนมาก มีใครต่อใครผ่านเข้ามาทิ้งร่องรอยไว้ในชีวิตซ้ำไปซ้ำมา สร้างความทรงจำที่เขาไม่รู้และไม่มีส่วนร่วมขึ้นมามากมาย
แบบนี้มันบัดซบจริงๆ
แต่เรื่องที่เลวร้ายที่สุดคือตอนนี้เขารู้สึกหายใจไม่ออกเอามากๆ ความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของเขากำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่งอยู่ในอก ปิดตายหน้าต่างทุกบาน ไม่ให้มีอากาศเล็ดลอดออกไปได้
นี่มันคงไม่ใช่เรื่องปกติแล้วล่ะมั้ง หนานอี่บอกตัวเอง เมื่อก่อนเขาจงใจมองข้ามวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ทั้งที่วงนี้มีตัวตนอยู่จริง
ด้วยเหตุนี้เวลาที่มีคนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เขาจึงไม่สามารถเก็บซ่อนความชิงชังไว้ได้มิด ทั้งยังพูดออกไปว่า ‘เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นับ’
ตอนที่รู้ว่าเรื่องที่ถูกฉินอีอวี๋ถูกไล่ออกจากวงเป็นเรื่องจริง หนานอี่ก็ตั้งเป้าหมายขึ้นมาเองทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อนว่าเขาจะทำให้วงเดอะเกรตโมเมนต์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
ไม่ใช่แค่มีชื่อเสียงกับเงินตามค่านิยมทั่วไป แต่เขาจะใช้วงใหม่ที่เป็นวงของเขากับฉินอีอวี๋ลบวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ออกจากใจของฉินอีอวี๋ ทำให้อดีตเป็นแค่แสงที่วาดผ่าน ลบความทรงจำอันเลวร้ายที่ซัดกระหน่ำออกไป เหลือไว้เพียงความทรงจำใหม่ที่เป็นของพวกเขา
หนานอี่ในตอนนั้นเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นแค่ทิฐิที่เขามีติดตัวมาโดยตลอด
แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่
มือเบสหนุ่มอ่านคอมเมนต์เพลง Recollection
ไม่ใช่แค่เขาที่เดาออกว่าพระเอกอีกคนในเพลงนี้คือใคร เพราะทุกคนก็เดาออกเหมือนกัน เนื่องจากเพลงนี้ร้องบอกความในใจออกมาชัดมาก
‘อย่างกับเพลงแอบรัก’
‘น่าจะเป็นเพลงเลิกกันมากกว่า…’
‘สรุปว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในวันเกิดเหรอ และวันเกิดที่ว่านี่มันเป็นวันเกิดของใคร’
‘ในเพลงบอกว่าเอารูปที่เขาถ่ายมาทำเป็นปก น่าจะเป็นอัลบั้มแรกของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์หรือเปล่า เพราะเสี่ยวซือเป็นคนถ่ายภาพ…’
หนานอี่ย้อนกลับไปที่ลานเพื่อจอดรถ ทันใดนั้นมือถือก็สั่น มีข้อความเข้าจากกลุ่มเครซี่แบนด์ โดยเหยียนจี้เป็นคนส่งมา
‘ได้ยินว่าช่วงนี้ทีมโปรดักชั่นมีเรื่องขัดแย้งภายในหนักมาก อาจส่งผลกระทบต่อการประกวด มีสตาฟฟ์แอบกระซิบว่าอาจแทรกโปรเจ็กต์พิเศษอย่างอื่นเข้ามา เพื่อฉวยโอกาสนี้ปรับแก้กติกาการแข่งขัน’
คนอื่นๆ พากันแสดงความคิดเห็น แต่หนานอี่ไม่มีอารมณ์จะสนใจเลยสลับแอพฯ แต่กลับเผลอย้อนกลับไปที่แอพฯ เพลงที่เคยใช้
เขาถูกอารมณ์บางอย่างบงการจึงกดเปิดแถบรายชื่อศิลปินขึ้นมา แล้วเลื่อนดูหน้าอัลบั้มไม่หยุดจนถึงด้านล่างสุด
นิ้วหยุดนิ่งอยู่ที่อัลบั้มแรกของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ ปลายนิ้วกดอยู่ที่ใบหน้ายิ้มแย้มของฉินอีอวี๋
มันเป็นภาพถ่ายฟิล์มระยะใกล้ ฤดูที่ถ่ายก็เป็นฤดูเดียวกับตอนนี้ นั่นคือฤดูหนาว
นี่ยังไม่ถือว่าเป็นรูปที่ดูมีชีวิตชีวา เพราะเป็นภาพตอนที่แบบอยู่เฉยๆ แต่หนานอี่กลับได้ยินเสียงหัวเราะดังๆ ของฉินอีอวี๋สมัยเป็นวัยรุ่น มองเห็นควันสีขาวที่เขาพ่นออกจากปาก และเห็นภาพฉินอีอวี๋กางแขนทิ้งตัวลงบนกองหิมะ
หนานอี่เซฟภาพอัลบั้มนี้ไว้และมองมันเหมือนเป็นเป้าธนู จากนั้นก็ ‘ประสานสายตา’ กับฉินอีอวี๋ในวัยเลขหนึ่งนำหน้าบนปกอัลบั้ม
จนถึงวันนี้เขาเพิ่งรู้ว่าคนที่อยู่หลังเลนส์กล้องคือใคร
สิ่งที่ทำให้หนานอี่หมดแรงมากที่สุดคือการที่รอยยิ้มของฉินอีอวี๋ในตอนนั้นไม่ได้เป็นของเขา แต่เขากลับไม่สามารถปฏิเสธรอยยิ้มที่ออกมาจากใจนั่นได้เลย
หัวใจถูกความรู้สึกแปลกประหลาดบีบคั้นจนมีน้ำเปรี้ยวฝาดซึมออกมา
หนานอี่กำจัดภาพหน้าปกนั้นออกจากสมองไม่ได้
ใบหน้าของฉินอีอวี๋กินพื้นที่ส่วนใหญ่ในรูป ผมหยักศกนิดๆ นั้นฟูฟ่อง พอโดนลมพัดก็ยุ่ง จมูกโด่งเป็นสันตรง อากาศหนาวจนจมูกแดง ฉินอีอวี๋กำลังคาบอมยิ้มไว้ในปาก มีควันสีขาวลอยออกมาจากมุมปาก พรางใบหน้าครึ่งล่างไว้จนมองเห็นไม่ชัด ขับเน้นดวงตาให้ดูสุกสว่างเป็นพิเศษ ดวงตาสีดำกลมโตสะท้อนภาพหิมะ
ภาพนี้เหมือนจะค่อยๆ ถูกอคติของหนานอี่ใส่ความมีชีวิตชีวาเข้าไปทีละนิด ราวกับใช้เวทมนตร์ทำให้มัน ‘มีชีวิต’ ขึ้นมา
ควันสีขาวกระจายฟุ้งแล้วค่อยๆ สลายหายไป ผมของฉินอีอวี๋เปลี่ยนเป็นยาวขึ้น มุมปากยกสูงขึ้นกว่าเดิม ก้านอมยิ้มสีขาวที่เขาคาบอยู่เปลี่ยนเป็นยาวขึ้น สีของภาพเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น ภาพหิมะกับเลนส์กล้องที่แจ่มชัดอยู่ในดวงตาสีดำคู่นั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นภาพใบหน้าของใครคนหนึ่งแทน
เมื่อเขม้นมองอย่างละเอียดก็พบว่านั่นคือภาพใบหน้าของตัวหนานอี่เอง
“เหม่ออะไรอยู่”
ฉินอีอวี๋ที่นั่งอยู่บนโซฟายิ้มสดใสไม่ต่างจากเมื่อก่อน เขาคาบบิสกิตแบบแท่งยี่ห้อพีจอยเอาไว้ในปากแล้วหักมันออกครึ่งหนึ่งขณะเดินมา
ก่อนจะเอาปลายบิสกิตแท่งนั้นแตะริมฝีปากล่างของหนานอี่
“วงเดอะเกรตโมเมนต์มากันครบทุกคนแล้วใช่ไหมคะ” สตาฟฟ์มาเคาะประตู “เตรียมติดไมค์ได้แล้วค่ะ อีกครึ่งชั่วโมงจะเริ่มเก็บภาพในห้องซ้อมแล้ว”
แต่บิสกิตแท่งนั้นกลับไม่ยอมออกห่างจากปากของเขา
หนานอี่ดึงสายตากลับมาจ้องตาฉินอีอวี๋ด้วยความรู้สึกที่ว่านักร้องหนุ่มยังคงยิ้มเหมือนตอนนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่
“รีบกินสิ” เสียงของฉินอีอวี๋เบามาก ทั้งยังมีความประจบประแจง
แต่หนานอี่กลับใช้มือรับขนมมา เขาลดสายตาลงไปมองรอยสักตัวอักษรที่อยู่บนคอของฉินอีอวี๋ซึ่งเป็นของตัวเขาเอง
ณ ชั่วอึดใจนี้เขาถึงรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของออกซิเจน
แต่ไม่นานหนานอี่ที่เพิ่งหายจากอาการหายใจไม่ออกก็พลันรู้ได้ในทันที
ชายหนุ่มอายุสิบแปดปีที่ถูกความแค้นเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาคนหนึ่งได้ค้นพบอย่างถ่องแท้ในวินาทีนี้ว่าแท้จริงแล้วเขาตกหลุมรักคนคนนี้เข้าจริงๆ และหลงรักมานานแล้ว
ที่แท้ความรักของเขาก็ไม่ได้สวยงาม มันบ้าคลั่งเหมือนความแค้นอาฆาต และถ้าไม่เพ่งดูให้ละเอียดก็จะเข้าใจว่ามันเป็นมีดแหลมที่แทงเข้ามาที่หัวใจ
ชื่อของมีดเล่มนั้นคือความริษยา
* เอาต์โทร (Outro) คือท่อนจบของเพลง เป็นส่วนสุดท้ายของเพลงที่ทำหน้าที่ปิดท้ายเรื่องราวหรืออารมณ์
* เปิดประตูเจอภูเขา เป็นสำนวน อุปมาถึงการพูดหรือเขียนที่ตรงไปตรงมา เข้าประเด็นทันที
* ทุบหม้อจมเรือ เป็นสำนวน หมายถึงไปตายเอาดาบหน้า ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะสู้ให้ถึงที่สุด
บทที่ 72 เซอร์ไพรส์แล้วเซอร์ไพรส์อีก
เหยียนจี้กับฉือจือหยางถูกเรียกไปสัมภาษณ์ ภายในห้องพักศิลปินเลยเหลือแค่หนานอี่กับฉินอีอวี๋เพียงสองคน
บนโต๊ะเครื่องแป้งมีไมค์วางอยู่ ฉินอีอวี๋เดินไปหยิบไมค์ที่มีชื่อของเขากับหนานอี่มาสองตัว พอหมุนตัวกลับมาก็พบว่าหนานอี่ยังนั่งพิงโซฟาอยู่ อีกฝ่ายเอามือเท้าคาง ตามองต่ำ ใช้นิ้วคีบบิสกิตแท่งพีจอยที่ฉินอีอวี๋ให้เมื่อกี้ไว้ บิสกิตแท่งยาวนั้นดูเหมือนบุหรี่
เหมือนหนานอี่จะมีเรื่องในใจ ไม่อยากกินขนม เลยเอาบิสกิตแท่งมาทำเป็นของเล่น หมุนควงด้วยนิ้วเรียวยาว
“ฉันเอาขนมมาให้กิน ไม่ใช่ให้เล่น”
หนานอี่ยังจมอยู่กับความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอันบ้าคลั่งของตัวเอง เขาสลัดไม่หลุด ยิ่งได้ยินฉินอีอวี๋วางท่าสั่งสอนแบบผู้ใหญ่ เขาก็ยิ่งไม่อยากคุย
แต่ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆ ฉินอีอวี๋จะคุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้าเขา ทำให้มือของหนานอี่ที่วางอยู่บนหัวเข่าพลันหยุดนิ่ง บิสกิตแท่งที่ถูกจับควงก็หยุดด้วยเหมือนกัน
วินาทีต่อมาฉินอีอวี๋ก็อ้าปากงับปลายอีกด้านหนึ่งของขนมบิสกิตแท่งพีจอยเอาไว้
หัวใจของหนานอี่เต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่ยอมกลับไปเต้นเป็นปกติ สำหรับมือเบสคนหนึ่งแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย
ฉินอีอวี๋กินบิสกิตแท่งยี่ห้อพีจอยที่อยู่ในมือของหนานอี่ทีละคำ คล้ายกำลังสาธิตให้ดู ซึ่งการจะไม่สนใจริมฝีปากและฟันของอีกฝ่ายนั้นถือเป็นเรื่องยากมาก แม้รอยยิ้มของฉินอีอวี๋ที่อยู่บนหน้าปกอัลบั้มหรือของจริงจะไม่เคยทำให้หนานอี่มีความคิดแปลกๆ แต่เวลาที่ฉินอีอวี๋กินอาหารทุกอย่างจะต่างออกไป เพราะริมฝีปากที่เดี๋ยวปิดเดี๋ยวเปิดกับบิสกิตที่ถูกฟันกัดก่อนจะเอาเข้าปากไปด้วยปลายลิ้นนั้นล้วนทำให้เขาคิดถึงการจูบกับฉินอีอวี๋
อีกสามเซนติเมตรฉินอีอวี๋จะกินขนมมาโดนปลายนิ้วของเขาแล้ว
หนานอี่คิดอย่างนึกสนุกว่าคนที่เล่นของกินจริงๆ เหมือนจะเป็นใครอีกคนหนึ่งมากกว่า
ในห้องพักศิลปินมีกระจกบานใหญ่กับไฟบนโต๊ะเครื่องแป้งสี่ชุดกำลังสะท้อนภาพของกันและกันทำให้ห้องสว่างแบบร้อนระอุ กระจกทุกบานสะท้อนแผ่นหลังของฉินอีอวี๋ที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าขาเขา แต่มองไม่เห็นบิสกิตแท่ง
แม้ที่นี่จะไม่มีกล้อง แต่อาจจะมีคนเดินเข้ามาได้ตลอดเวลา
แล้วคนอื่นจะเห็นฉินอีอวี๋ที่เป็นแบบนี้เหมือนกันไหม
ตอนที่คำพูดประโยคนี้ผุดขึ้นมาในสมอง หนานอี่ก็พลันนิ่วหน้า สัญชาตญาณสั่งให้เขายกมือขึ้นเหมือนตอนที่ไม่ยอมให้ฉินอีอวี๋สูบบุหรี่คราวก่อน
ฉินอีอวี๋ดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเลิกคิ้ว แกล้งทำเป็นถามหนานอี่ยิ้มๆ ว่า “ไม่ให้ฉันกินเหรอ”
“อืม ไม่ให้”
หนานอี่โยนบิสกิตที่เหลืออยู่แค่นิดเดียวใส่ถังขยะตรงมุมห้องอย่างแม่นยำ จากนั้นก็กระชากคอเสื้อของฉินอีอวี๋ ดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นอย่างแรงแบบไม่ให้โอกาสได้ตั้งตัว จนฉินอีอวี๋ต้องรีบใช้มือยันโซฟา รักษาการทรงตัวไว้เพื่อไม่ให้ล้มใส่หนานอี่
แต่หนานอี่กลับเป็นฝ่ายยื่นหน้ามาหาเขาแล้วเอียงหน้าจูบ
ที่แท้ก็อยากได้อันนี้?
ฉินอีอวี๋ยิ้ม แกล้งทำเป็นถอยห่าง แต่รอบนี้เขากลับทำไม่สำเร็จ
เนื่องจากหนานอี่ดึงคอเสื้อเขาไว้อย่างแรงจนจูบนี้เกือบจะเป็นการเอาปากกระแทกกัน ฟันที่อยู่ด้านหลังกลีบปากนุ่มๆ ชนกันจนรู้สึกเจ็บ สันจมูกชนกรอบแว่น แต่ไม่นานฉินอีอวี๋ก็ปรับตัวได้ นักร้องหนุ่มเปิดปากของหนานอี่ออกแล้วสอดลิ้นเปียกชื้นเข้าไปด้านใน
สิ่งที่ทำให้เขาเซอร์ไพรส์คือจูบนี้ หนานอี่แสดงท่าทีดึงดันอย่างรุนแรงเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง เขี้ยวแหลมกัดคางและปลายลิ้นของฉินอีอวี๋ ทำให้จูบนี้มีทั้งความเจ็บปวดและความดูดดื่ม ฉินอีอวี๋ยื่นมือไปดันกรอบแว่นบนสันจมูกของหนานอี่ที่เป็นอุปสรรคขึ้นไปอยู่บนศีรษะของอีกฝ่าย เผยให้เห็นเครื่องหน้าทั้งหมด
ระหว่างนั้นนักร้องหนุ่มก็หยอกยิ้มๆ ว่า “นาย…อยากกินฉันเหรอ”
ประโยคนี้ทำให้หนานอี่จูบเขาอย่างดุดันมากขึ้น จนเรียกได้ว่าไร้ระเบียบแบบแผนหรือความยับยั้งชั่งใจใดๆ ปลายลิ้นสอดเข้าไปลึกอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ลิ้นร้อนวาดผ่านเพดานปากอย่างท้าทาย ทุกครั้งที่พวกเขาได้ยินเสียงพูดคุยกับเสียงเดินของสตาฟฟ์ที่ดังอยู่อีกฟากหนึ่งของประตูขยับเข้ามาใกล้ หัวใจก็จะเต้นตุบๆ มันเร้าใจยิ่งกว่าก่ออาชญากรรมเสียอีก
พวกเขากัดทึ้งและกลืนกินความชุ่มฉ่ำจากน้ำลาย เมื่อความกระหายการตายและความรักพบเจอจุดร่วมในอารมณ์เสน่หา มันก็กระตุ้นให้ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูเหมือนเสียงนาฬิกาปลุกที่กระชากทั้งคู่ออกจากจุดไคลแมกซ์ในห้วงอารมณ์ ฉินอีอวี๋ไปนั่งอีกฟากหนึ่งของโซฟาคู่ พยายามระงับอาการหัวใจเต้นแรงและหอบหนัก นักร้องหนุ่มใช้มือเช็ดริมฝีปาก ก่อนจะกระแอมให้คอโล่ง
“เชิญครับ”
พอประตูเปิดสตาฟฟ์ก็ยื่นตัวเข้ามาเตือนยิ้มๆ ว่า “ไปสัมภาษณ์ได้แล้วค่ะ”
ฉินอีอวี๋สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะยิ้มน้อยๆ อย่างสุภาพ แล้วบอกสตาฟฟ์ว่า “โอเคครับ” แต่แค่แป๊บเดียวเขาก็พูดใหม่ “เรายังติดไมค์ไม่เสร็จเลย”
“ไม่เป็นไรค่ะ ถือไปติดที่นั่นก็ได้”
ทั้งสองคนเลยเดินตามสตาฟฟ์ออกจากห้องพักศิลปินไปทั้งอย่างนั้น
ฉินอีอวี๋กับหนานอี่เดินตีคู่กันโดยเว้นระยะห่างจากสตาฟฟ์ที่อยู่ด้านหน้า มือของฉินอีอวี๋พาดอยู่บนไหล่ของหนานอี่ เขาโอบมือเบสหนุ่มไว้ขณะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูอีกฝ่ายว่า “อร่อยไหม”
หนานอี่ทำหน้านิ่ง เอาแว่นที่อยู่บนศีรษะลงมาใส่อีกครั้ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทว่า “ก็ธรรมดา”
อะไรนะ
ฉินอีอวี๋รับคำนี้ไม่ได้ ขมับเต้นตุบๆ
ใครธรรมดา จะธรรมดาได้ไง
มุมปากหนานอี่ยกโค้งเมื่อรับรู้ได้ว่ามือที่พาดอยู่บนไหล่กำแน่น มือเบสหนุ่มพูดเสริมไปอีกหนึ่งประโยคว่า “รสมัทฉะเข้มข้นดี”
พวกเขาเดินเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ พอนั่งปุ๊บผู้ช่วยตากล้องก็ชี้นิ้วบอกฉินอีอวี๋ว่า “อีอวี๋ ปากคุณ…เลือดไหลหรือเปล่า”
ฉินอีอวี๋ยกมือขึ้นลูบปาก พบว่ามีเลือดอยู่จริงๆ เขาเลยเช็ดเลือดทิ้งแล้วพูดยิ้มๆ ว่า “พอเข้าหน้าหนาวก็จะเป็นแบบนี้แหละ ปากแห้งมาก”
พูดจบนักร้องหนุ่มก็แกล้งทำเป็นหันไปมองหนานอี่พลางถามยิ้มๆ “จริงปะ”
หนานอี่ผงกศีรษะสองครั้งอย่างไม่ได้ใส่ใจ สีหน้าไม่มีความรู้สึกผิดเลยสักนิด เขาแค่บอกว่า “ดื่มน้ำอุ่นหน่อยสิ”
ขนาดผู้ช่วยตากล้องยังขำเขา
“แมนเว่อร์”
“นั่นสิ” ฉินอีอวี๋ยิ้ม แกล้งทำเป็นพูดทวนคำให้หนานอี่ได้ยิน “แมนเว่อร์”
แม้จะได้ยินนักร้องหนุ่มแกล้งทำเป็นกัดฟันพูดเสียงหนัก หนานอี่ก็แค่พูดเรียบๆ ว่า “เลิกขำได้แล้ว เดี๋ยวก็เลือดไหลอีกหรอก”
พอเริ่มการสัมภาษณ์ฉินอีอวี๋ก็สังเกตเห็นว่าหนานอี่เหมือนจะผิดไปจากปกติจริงๆ เมื่อก่อนเวลาเจอคำถามพวกนี้เขาจะตอบเร็วเหมือนเป็นหุ่นยนต์ที่ตอบคำถามแบบไร้อารมณ์ความรู้สึก แต่วันนี้หนานอี่กลับเผลอคอยมองหาจุดบอดในคำตอบของฉินอีอวี๋เพื่อเอามาซักและโต้แย้ง
เหมือนกำลังหาเรื่อง
เจ้าลูกหมาป่าไปของขึ้นมาจากไหนถึงได้จะมาเอาคืนกับเขา
แต่สิ่งที่ทำให้ฉินอีอวี๋ประหลาดใจมากยิ่งกว่าก็คือถึงหนานอี่จะเปลี่ยนเป็นฝ่ายรุก ดูมีอารมณ์อยากปะทะแบบปิดไม่มิด แต่เขากลับเริ่มหลบเลี่ยงการสบตากับฉินอีอวี๋
ทั้งที่ฉินอีอวี๋ใช้เวลาอยู่นานมากกว่าจะแก้นิสัยแย่ๆ นี้ของอีกฝ่ายได้
หลังจบการสัมภาษณ์พวกเขาสี่คนมารวมตัวกันเพื่อไปเก็บฟุตห้องซ้อมในที่ที่ทางรายการกำหนดไว้ ตอนที่พวกเขาเดินไปถึงหน้าประตู ฉือจือหยางก็สังเกตเห็นความผิดปกติทันที
“บนประตูบานนี้ไม่มีป้ายบอก” มือกลองหนุ่มนิ่วหน้า “หรือรอบนี้พวกเราได้เลื่อนเป็นกลุ่มเอแล้ว?”
“รอบก่อนพวกเราชนะกลุ่มเอส” ฉินอีอวี๋พูดยิ้มๆ “ทำไมถึงไม่สลับตำแหน่งเป็นกลุ่มเอสแทนล่ะ”
เหยียนจี้ยิ้มตาหยี ถามว่า “ที่แท้นายก็อยากสลับตำแหน่ง?”
ฉินอีอวี๋ยิ้มเลียนแบบเขา “แล้วทำไมจะไม่ล่ะ ทอดปลาต้องทอดสองฝั่งนะ”
ฉือจือหยางยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ เลยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่า “พวกนายพูดจามั่วซั่วอะไรเนี่ย”
ฉินอีอวี๋ “โฮ่ง…”
เหยียนจี้ “นายมันพันทาง”
หนานอี่ที่ไม่คิดจะแสดงท่าทีใดๆ ต่อเรื่องป้าย เดินอ้อมพวกเขาไปผลักประตูบานใหญ่
สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกเหนือคาดคือพวกเขาเป็นวงสุดท้ายที่เดินเข้ามาในห้อง เพราะอีกสี่วงที่ผ่านเข้ารอบ ทั้งวงเอ็กซ์คิวท์ วงแอสแซสซิเนชัน วงรีดรีม และวงยูลิสซีสไกแดนซ์ล้วนนั่งกันหมดแล้ว
ถ้าอย่างนั้นรอบนี้คงไม่มีการแบ่งกลุ่มแล้วใช่ไหม
ไกลออกไปวงแอสแซสซิเนชันกับวงยูลิสซีสไกแดนซ์ที่เคยอยู่กลุ่มบีต่างโบกมือทักทายอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับเรียกพวกเขาไปหา พอพวกเขาสี่คนเดินไปนั่งลงเรียบร้อย อาซวิ่นถึงทำเหมือนฉุกคิดเรื่องอะไรขึ้นมาได้เลยยกมือขึ้นโบกทักทายพวกเขาพลางพูดเสียงมึนๆ ว่า “ไฮ”
ทำเอาพวกเขาสี่คนหัวเราะ ก่อนจะตอบพร้อมกันว่า “ไฮ…”
ไม่นานไฟเวทีในห้องซ้อมก็สว่าง พวกเขาจึงเลิกเล่นแล้วหันมานั่งดีๆ รอให้งานเริ่ม
แต่รอบนี้กลับไม่มีเงาของเมนทอร์ มีแต่เสียงบรรยาย
“สายัณห์สวัสดิ์ นักดนตรีทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่รายการเครซี่แบนด์! อย่างแรกต้องขอแสดงความยินดีที่ทุกท่านได้ยกระดับจากการแข่งขันรอบก่อน
จากการแข่งขันสองครั้งทำให้ตอนนี้ยี่สิบวงในตอนต้นเหลือแค่หนึ่งในสี่ อย่างที่ทุกท่านเห็นว่าในห้องซ้อมรอบนี้ไม่มีการแบ่งกลุ่ม นั่นหมายความว่าเครื่องหมายกลุ่มบนตัวของพวกคุณถูกถอดออกไปเรียบร้อยแล้ว
ในการแสดงสดแบบไลฟ์เฮ้าส์สองครั้งก่อนหน้านี้ผู้ชมในงานได้โหวตคะแนนให้วงที่ตัวเองชื่นชอบ ทางเครซี่แบนด์จึงได้รวบรวมคะแนนโหวตจากผู้ชมในการแสดงสดทั้งสองครั้ง เพื่อจัดอันดับให้ทั้งห้าวงในขณะนี้ ผลที่ออกมาคือ…”
จอใหญ่บนเวทีฉายภาพอันดับกับคะแนนของวง
‘No.1 วงเดอะเกรตโมเมนต์ 4,982 คะแนน
No.2 วงเอ็กซ์คิวท์ 4,897 คะแนน
No.3 วงยูลิสซีสไกแดนซ์ 4,247 คะแนน
No.4 วงรีดรีม 3,865 คะแนน
No.5 วงแอสแซสซิเนชัน 3,849 คะแนน’
พอคะแนนออกฉือจือหยางก็ตื่นเต้น เขาจับเข่าของหนานอี่ พยายามกดเสียงให้เบาลง “เรากลับมานำแล้ว!”
แต่ฉินอีอวี๋กลับสาดน้ำเย็นทั้งอ่างใส่ด้วยการพูดยิ้มๆ ว่า “อย่าลืมสิว่ารอบก่อนมีคะแนนโหวตจากผู้ชมห้าพันคะแนน พวกกลุ่มเอสต้องแบ่งกันสี่วง ส่วนพวกเรามีกันสามวง การที่จะได้คะแนนเยอะกว่าคนอื่นก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”
ฉือจือหยางเบะปากนึกอยากด่าแต่ก็ห้ามใจไว้ เพราะฉินอีอวี๋พูดไม่ผิดจริงๆ
“รู้สึกได้เลยว่ารายการกลับมาแอ็กทีฟอีกครั้ง” เหยียนจี้อดที่จะคาดเดาไม่ได้ “คงไม่ใช้ลำดับมาเลือกวงที่จะดวลหรอกใช่ไหม”
ฉินอีอวี๋ว่า “แล้วจะเลือกกันยังไง มีกันห้าวง มันต้องเหลือเศษ หรือจะดวลแบบวน?”
ตอนนี้เองเสียงบรรยายของทางรายการก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ตอนนี้ทุกท่านน่าจะรู้อันดับของวงตัวเองแล้ว จากนี้ขอให้ทุกคนเลือก…”
“ต้องเลือกคนที่จะดวลด้วยจริงๆ เหรอ” ฉือจือหยางชิงพูดขึ้นก่อน
“…วงที่พวกคุณอยากร่วมงานด้วย”
พอคำนี้ถูกประกาศออกมา ทุกคนที่อยู่ด้านล่างเวทีก็พากันประหลาดใจ
“พวกเราเลือกได้เหรอ”
“เลือกได้ตามใจชอบ?”
“เลือกได้แค่วงเดียวใช่ไหม…”
“การถ่ายทำรอบห้องซ้อมรอบนี้ไม่มีการดวล แต่สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือการเลือก” เสียงบรรยายพูดต่อ “พวกคุณมีเวลาประชุมกันสามนาที ขอให้ปรึกษากันในวงเพื่อเลือกวงที่พวกคุณอยากเป็นทีมเดียวกันในการแข่งขันรอบนี้ ใต้ที่นั่งของทุกคนมีกระดานไวท์บอร์ดหนึ่งแผ่น ขอให้เขียนตัวเลือกของพวกคุณลงไปบนกระดานภายในระยะเวลาที่กำหนด
โปรดจำเอาไว้ว่าการเลือกครั้งนี้จะต้องเกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย หากทั้งสองวงต่างเลือกกันและกันก็จะกลายเป็นกลุ่มเดียวกัน…”
หลี่อินยกมือขึ้นถาม “แบบนี้ก็ต้องเหลือเศษสิคะ”
“ถูกแล้วครับ” เสียงบรรยายตอบ “การแข่งขันในรอบนี้จะหมุนวนไปจนได้สองทีมที่เลือกกัน ส่วนวงที่เหลือจะไปรวมกับวงที่มีคะแนนโหวตรวมน้อยที่สุดทันที”
หนานอี่พูดโพล่งขึ้น “สรุปคือรอบนี้จะมีสองกลุ่มที่มีวงดนตรีจำนวนไม่เท่ากัน”
เสียงบรรยายว่า “ขออธิบายให้ทราบก่อนว่าทุกคนต้องเลือกอย่างระมัดระวัง เพราะการตัดสินใจของพวกคุณจะส่งผลต่อการแบ่งกลุ่มในการแสดงสดรอบนี้ ซึ่งรอบนี้ก็จะมีผู้ชมจำนวนห้าพันคนเหมือนเดิม ผู้ชมแต่ละคนสามารถโหวตได้หนึ่งคะแนน กลุ่มที่ได้คะแนนรวมสูงกว่าจะเป็นผู้ชนะ แต่ละวงห้ามคุยกัน เริ่มต้นนับถอยหลัง สาม สอง หนึ่ง”
เมื่อภาพนาฬิกาทรายบนจอยักษ์โผล่มาอีกครั้ง ทุกวงก็เริ่มประชุมกันเป็นการภายใน
ฉือจือหยางเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ “ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนพวกเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเองเลยนะ”
“นายพูดแบบนี้ก็ถูก” ฉินอีอวี๋ว่า “คะแนนของพวกเราตอนนี้เป็นที่หนึ่งก็จริง แต่ความจริงมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย”
“ทำไมล่ะ”
หนานอี่ “เพราะถ้าเราไม่ระวัง ต่อให้ตั้งกลุ่มสำเร็จแต่ดันเป็นฝ่ายที่มีคะแนนสูงกว่าก็จะกลายเป็นทีมที่มีสองวง คู่ต่อสู้ของเราจะมีวงดนตรีมากกว่าเราหนึ่งวง ในการแข่งขันแบบคัดออกที่ผู้ชมมีสิทธิ์โหวตคนละหนึ่งคะแนน การมีวงดนตรีมากกว่าหนึ่งวงจะทำให้ได้เปรียบมาก”
ฉือจือหยางตีมือฉาด “งั้นเราก็เลือกวงที่มีคะแนนโหวตน้อยดีกว่าไหม เราเลือกวงแอสแซสซิเนชันได้นะ!”
แต่เหยียนจี้กลับบอกว่า “ถ้าวงแอสแซสซิเนชันไม่เลือกเราล่ะ”
“…” ฉือจือหยางสะอึก “เกมนี้ต้องอาศัยโชคสินะ”
“บางทีเราอาจจะเป็นวงที่เหลือเศษ” เหยียนจี้ว่า “ตกเป็นเป้าสายตาก็ไม่เลว จะได้เข้าไปเป็นตัวเสริมในกลุ่มที่ได้คะแนนน้อย กลายเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีสามวง”
“ถ้าเป็นแบบนี้ก็เลือกไปตามใจชอบเลยเถอะ” ฉินอีอวี๋เต๊ะท่ามือใหม่ดวงเฮงล้มเซียน “เสี่ยวอี่ บอกชื่อวงอะไรก็ได้มาชื่อหนึ่ง”
“วงเอ็กซ์คิวท์”
แต่พอได้ยินหนานอี่พูดชื่อวงเอ็กซ์คิวท์ออกมาอย่างไม่ลังเล แต่ฉินอีอวี๋กลับไม่พอใจอย่างไม่มีเหตุผล “ทำไม”
“ผมชอบคนเก่ง” หนานอี่ตอบ
แต่ฉันไม่ชอบให้นายใช้คำว่าชอบ ฉินอีอวี๋แย้งอยู่ในใจ
“จะหมดเวลาแล้ว” ฉือจือหยางเตือน
เหยียนจี้หยิบปากกาขึ้นมา “งั้นก็วงเอ็กซ์คิวท์นะ”
ฉินอีอวี๋ประชด “มั่วดีจริงๆ”
“หมดเวลา…”
บนจอยักษ์มีภาพโคลสอัพห้าช่อง โดยแบ่งออกไปจับภาพของห้าวง
“ตอนนี้ขอให้ทุกคนชูกระดานไวท์บอร์ดขึ้นเพื่อประกาศการตัดสินใจของพวกคุณด้วยครับ!”
ทุกคนชูกระดานขึ้นอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะหันไปมองหน้ากัน จากนั้นสีหน้าของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปเป็นสีหน้าแปลกประหลาดทันที
‘วงเดอะเกรตโมเมนต์ ——> วงเอ็กซ์คิวท์
วงเอ็กซ์คิวท์ ——> วงยูลิสซีสไกแดนซ์
วงยูลิสซีสไกแดนซ์ ——> วงแอสแซสซิเนชัน
วงรีดรีม ——> วงแอสแซสซิเนชัน
วงแอสแซสซิเนชัน ——> วงยูลิสซีสไกแดนซ์’
วงแอสแซสซิเนชันทั้งสามคนปรบมืออย่างตื่นเต้น พวกเธอบอกวงยูลิสซีสไกแดนซ์ว่า “เราเลือกกันและกัน!”
ตอนนี้บรรยากาศเหมือนจับคู่ในงานดูตัวสำเร็จ โดยเฉพาะซิ่วเหยี่ยนกับซุ่ยซุ่ย พวกเธอถึงขั้นเริ่มส่งจูบให้กันและกันอย่างตื่นเต้น แม้จะมีวงเดอะเกรตโมเมนต์คั่นกลาง
“หา?”
นักดนตรีที่ระงับอารมณ์ไม่อยู่คนแรกโชว์ตัวออกมาแล้ว
หนีฉือลุกพรวด หันไปหาวงยูลิสซีสไกแดนซ์ “ไม่นะ ทำไมถึงไม่เลือกฉัน”
แต่ผู้ร่วมชะตากรรมอีกคนกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย อาซวิ่นหันไปถามหลี่กุยอย่างมึนๆ “คุยกันเสร็จแล้วหรือยัง”
“เสร็จตั้งนานแล้ว!” หลี่กุยมึนตึ้บ “เมื่อกี้ก็บอกอยู่ว่าจะเลือกวงแอสแซสซิเนชัน นายก็โอเคแล้วไม่ใช่เหรอ”
“อ้อ…โอเค” อาซวิ่นผงกศีรษะ
หนีฉือหัวใจสลาย ทิ้งตัวกลับลงไปนั่งที่อีกครั้ง
“พวกนายไม่เลือกพวกเรา?” ฉินอีอวี๋งง “หรือชอบเป็นคู่แข่งกับเรา?”
แต่นิคกลับโบกมือให้หนานอี่ “เสี่ยวอี่ ฉันอยากเลือกนายนะ แต่ปากกามันอยู่ในมือของหนีฉือ!”
พอได้ยินว่ามีคนเรียกชื่อ หนานอี่ก็ตั้งท่าจะหันหน้าไปมอง แต่กลับถูกฉินอีอวี๋ล็อกหน้าไว้
“อย่าโดนคำหวานตบตาเชียว”
เหยียนจี้พยักหน้าสนับสนุน “อย่าฟังว่าเขาพูดอะไร แต่ให้ดูว่าเขาทำอะไร”
ฉือจือหยางแอ่นตัวไปด้านหลังเพื่อคุยกับนิค “ลมปากผู้ชาย ใครเชื่อก็บ้า”
“เราทุกคนเป็นผู้ชายนะ เสี่ยวหยาง…” นิคเบะปากอย่างไร้เดียงสา
เสียงบรรยายประกาศผลอย่างไร้น้ำใจ “ขอแสดงความยินดีกับวงแอสแซสซิเนชันและวงยูลิสซีสไกแดนซ์ ขอให้สามวงที่เหลือเลือกใหม่อีกครั้งครับ”
ความจริงเมื่อผลมันออกมาแบบนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าในรอบก่อน วงเอ็กซ์คิวท์กับวงรีดรีมมีเรื่องกันแรงมากจนกลายเป็นแก้วที่มีรอยร้าว ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางเลือกกันและกัน
ในอีกสามนาทีต่อมาเมื่อพวกเขาชูกระดานขึ้นอีกครั้ง สถานการณ์ก็เป็นอย่างที่คิด นั่นคือรอบนี้วงเดอะเกรตโมเมนต์กับวงเอ็กซ์คิวท์ต่างเลือกกันและกัน ในขณะที่วงรีดรีมเขียนชื่อวงแอสแซสซิเนชัน
ฉินอีอวี๋ดูสีหน้าหนีฉือแล้วแกล้งอำว่า “เป็นอะไรไป มีคนเกิดมาไม่ชอบเล่นมุกด้วยเหรอ จับมือกับเรามันเสียเกียรตินักหรือไง”
“นั่นสิ” เป็นเรื่องยากมากที่ฉือจือหยางจะยืนอยู่แนวรบเดียวกับฉินอีอวี๋
เหยียนจี้พูดยิ้มๆ “พวกเราไม่ได้บังคับนะ”
ในขณะที่หนานอี่แทงเข็มเดียวเห็นเลือด* “แค่เป็นเจ้าภาพจัดงานแต่งเอง”
แต่นิคกลับตื่นเต้นเป็นพิเศษ เหมือนเป็นคนที่นิยมการแต่งงานกันก่อนค่อยไปรักกันทีหลังมาก นิคพูดเสียงดัง “ประกาศเร็วๆ สิ!”
เสียงบรรยายดังขึ้นอย่างได้จังหวะ “เนื่องจากคะแนนรวมของวงเดอะเกรตโมเมนต์กับวงเอ็กซ์คิวท์ค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้วงรีดรีมที่เหลือเศษจึงต้องเข้าไปอยู่กลุ่มเดียวกับวงแอสแซสซิเนชันและวงยูลิสซีสไกแดนซ์โดยอัตโนมัติ”
“แค่นี้ก็เสร็จแล้วเหรอ” ฉินอีอวี๋รู้สึกได้อย่างแปลกประหลาดว่าทางรายการน่าจะเก็บไม้เด็ดเอาไว้ข้างหลัง
“อาจมีการเปลี่ยนกฎจริงๆ” เหยียนจี้ว่า “ถึงได้ไม่เหมือนเมื่อก่อน”
“สาธุ ขอให้รอบนี้ไม่ยากมาก” ฉือจือหยางพนมมือ
แต่หนานอี่กลับบอกว่า “จริง ขอให้มีวันหยุด”
แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้เองเสียงบรรยายจะพูดต่อว่า “ในการแข่งขันสองช่วงที่ผ่านมา นักดนตรีทุกคนต้องทุ่มเททั้งเวลาและสมองไปกับการฝึกซ้อมและสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยเหตุนี้ก่อนที่การแข่งขันรอบนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ทางรายการเครซี่แบนด์จึงได้จัดทริปสกีเป็นเวลาสองวันเอาไว้เพื่อให้นักดนตรีทุกท่านได้เดินทางไปสกีรีสอร์ตที่ฉงหลี* ถือเป็นตอนพิเศษ”
“อะไรนะ”
“สกีรีสอร์ต!”
ภายในห้องซ้อมเต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
“แต่…” เสียงบรรยายพลันเปลี่ยนเรื่อง “ก่อนหน้านั้นเราขอต้อนรับผู้ชนะจากการแข่งขันรอบแก้ตัวที่ทางรายการเครซี่แบนด์จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนพร้อมๆ กับการแข่งขันของพวกคุณ…”
ฉือจือหยางขนลุกซู่ “รอบแก้ตัว?”
ในเวลาเดียวกันนี้ลำโพงภายในห้องซ้อมพลันระเบิดเสียงดังกึกก้อง เป็นเพลงที่วงเดอะเกรตโมเมนต์คุ้นเคยกันดี
“ขอแสดงความยินดีกับวงอีเทอร์นัลวู้ดด้วยครับ!”
ท่ามกลางเสียงเพลงสัญญาณฤดูร้อน วงอีเทอร์นัลวู้ดเดินออกมาจากหลังม่าน โดยมีเฉิงเฉิงกับยูกะเดินนำทีมมาโบกมือให้ทุกคน
“แสดงว่าวงอีเทอร์นัลวู้ดจะมาแจมกับพวกเราด้วยเหรอ” ฉือจือหยางหลุดประเด็นไปทันที
ไม่รอให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นได้สติจากอาการช็อก เสียงบรรยายก็ให้ข้อมูลสำคัญล่าสุดว่า…
“คำเตือน วงที่เข้าร่วมการแข่งขันรอบนี้ยังมากันไม่ครบ ลำดับต่อไปขอให้พวกเราปรบมือต้อนรับวงผู้ท้าชิง…”
ลางสังหรณ์เฮงซวยของฉินอีอวี๋กลายเป็นจริงในนาทีนี้
หนานอี่เองก็อึ้งสนิท เมื่อเห็นวงใหม่ที่ขึ้นมายืนอยู่บนเวที ในดวงตาพลันมีระลอกคลื่นเกิดขึ้น
“วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์”
* แทงเข็มเดียวเห็นเลือด เป็นสำนวน หมายถึงพูดหรือเขียนอย่างตรงจุดตรงประเด็น
* ฉงหลี เป็นเขตที่ตั้งอยู่ในเมืองจางเจียโขว่ มณฑลเหอเป่ย
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.