X
    Categories: everYทดลองอ่านท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 73-74 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4

ผู้เขียน :  จื้อฉู่ (稚楚)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

      

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ 

การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว 

การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม

มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

            

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 73 คนเก่ากับคนใหม่

 

ทันทีที่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ปรากฏตัว สีหน้าของนักดนตรีทุกคนที่อยู่ภายในห้องซ้อมต่างก็แสดงออกไม่เหมือนกัน

พวกเขามีกันทั้งหมดสี่คน สวี่ซือมือเบสกับต้าเฉิงมือกลอง ทั้งสองเป็นสมาชิกที่ก่อตั้งวงขึ้นมากับฉินอีอวี๋ เหลียงเยวี่ยที่เป็นนักร้องนำเข้าวงมาหลังจากที่ฉินอีอวี๋ออกจากวงไปแล้ว ทำหน้าที่เป็นมือกีตาร์ควบนักร้องนำ หลังฟอร์มวงใหม่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ก็ทำวงที่มีกันสามคนมานานสามปี

จนเมื่อสองเดือนก่อนวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ก็ประกาศว่าได้รับมือกีตาร์เข้ามาหนึ่งคน ชื่ออินลวี่ เพิ่งจะอายุสิบเก้าปี เป็นแชมป์ล่ารางวัลจากการประกวดกีตาร์ไฟฟ้ามามากมาย หลายคนเลยยกให้เขามีระดับเทียบเท่ากับฉินอีอวี๋สมัยเข้าวงการใหม่ๆ

พออินลวี่เข้ามาอยู่ในวงก็โชว์ของออกมาทันที

ตอนที่เสียงบรรยายบอกให้ ‘ปรบมือต้อนรับ’ คนส่วนใหญ่ยังช็อกไม่หาย แต่ไม่นานเสียงปรบมือแบบลากยาวก็ดังขึ้นทำลายความเงียบที่หาได้ยากนี้

แปะ…แปะ…แปะ…

ทุกคนหันไปมองที่ต้นเสียง ก่อนจะพบว่าเป็นฉินอีอวี๋ เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ขณะปรบมือเนือยๆ บนใบหน้ามีรอยยิ้มไม่ยี่หระ

ไม่รู้ทำไมฉือจือหยางเห็นภาพนี้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่การปรบมือ แต่เหมือนการตบหน้าผ่านอากาศมากกว่า

แต่เมื่อมีคนปรบมือเยอะขึ้น บรรยากาศกระอักกระอ่วนนั้นก็ค่อยๆ หายไป ทว่าก็ยังคงน่าอึดอัดอยู่เหมือนเดิม

“ผู้ท้าชิง…” เหยียนจี้ที่อยู่ด้านข้างพูดเสียงเบา “น่าจะเลือกวงอื่นมาท้าดวลมากกว่าหรือเปล่า”

ฉือจือหยางโกรธจัดที่ทางรายการทำแบบนี้จนไม่สนใจเรื่องการตัดต่อ มือกลองหนุ่มพูดโพล่งออกมาว่า “วงดังอย่างพวกเขาต้องมาเข้าร่วมการประกวดด้วยเหรอ ทำแบบนี้มีเจตนาอะไรหรือเปล่า ฉันยังไม่ลืมการดวลนัดแรกที่พุ่งเป้ามาที่ฉินอีอวี๋นะ ตอนนี้ยังจะลากเขาออกมาสร้างประเด็นอีกหรือไง”

หนานอี่ไม่พูดเลยสักคำ

ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจเรื่องอะไรหลายๆ อย่าง

ไม่ว่าจะเป็น ‘กระแสต่อต้านการทำร้ายร่างกาย’ ก่อนการแข่งขันรอบก่อน รวมถึงคอมเมนต์ที่พุ่งเป้าไปที่ฉินอีอวี๋คนเดียวอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดไม่ใช่รายการเครซี่แบนด์ แต่เป็นวงเก่าของฉินอีอวี๋ ด้วยเหตุนี้หนานอี่เลยเดาว่ามือมืดที่อยู่เบื้องหลังสงครามคอมเมนต์น่าจะเป็นอดีตผู้จัดการวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้จัดการคนนั้นถึงต้องส่งสายเข้ามาในรายการเครซี่แบนด์ แถมยังติดต่อช่างไฟให้มาก่อกวนไวขนาดนี้

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้…

ความจริงอดีตผู้จัดการวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ตั้งใจจะให้วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เข้ามาเป็นผู้ท้าชิงในรายการ เรื่องที่ผ่านมาถือว่าเป็นแค่การปูทางเท่านั้น

ถ้าไม่มีคลิปเสียงจากเหยียนจี้ ต่อให้วงเดอะเกรตโมเมนต์ไม่ถูกคัดออกจากการประกวด ชื่อเสียงของฉินอีอวี๋ที่เพียรสะสมมาในช่วงที่อยู่ในรายการเครซี่แบนด์ก็ต้องพังยับ ยิ่งคนเกลียดฉินอีอวี๋มากเท่าไหร่ พวกนั้นก็จะยิ่งให้ความสนใจวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ที่เป็นวงเก่าของเขามากขึ้นเท่านั้น และตอนนี้การที่ให้วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เข้ามาเป็นวงผู้ท้าชิงก็เพราะมั่นใจว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มหาศาล

พวกเขาจะไม่ได้แค่เป็นที่สนใจ แต่ยังจะได้สร้างชื่อให้ ‘มือกีตาร์อัจฉริยะ’ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ด้วย

พอคิดมาถึงตรงนี้หนานอี่ก็เริ่มรู้สึกนับถือผู้จัดการคนนี้

เพราะเขาสามารถเหยียบย่ำซากของคนคนเดียวกันเพื่อขึ้นสู่ที่สูงได้ถึงสองครั้ง

“ตอนนี้นักดนตรีทุกท่านครับ การเลือกของพวกคุณเมื่อกี้จะมีการแบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ วงเดอะเกรตโมเมนต์กับวงเอ็กซ์คิวท์เป็นกลุ่มหนึ่ง วงแอสแซสซิเนชัน วงยูลิสซีสไกแดนซ์ และวงรีดรีมเป็นกลุ่มสอง

ตอนนี้สองวงใหม่ที่อยู่ตรงหน้าพวกคุณจะแยกกันไปเข้ากลุ่มหนึ่งกับกลุ่มสอง และทุกคนจะต้องเข้าร่วมการแข่งขันรอบนี้ด้วยกัน”

“อะไรนะ” ฉือจือหยางพูดไม่ออก

เหยียนจี้รู้สึกว่าลางไม่ดีมากขึ้นกว่าเดิม “ฉันรู้สึกว่าทางรายการกำลังให้พวกเราเลือกอยู่นะ”

“ก่อนทุกท่านจะตัดสินใจ ผมขอให้ทุกท่านทำความเข้าใจกับกฎของผู้ท้าชิงก่อน โดยผู้ท้าชิงจะสามารถเลือกคู่ประลองจากวงที่อยู่ในกลุ่มคู่แข่งแบบไม่เปิดเผย โปรดจำไว้ว่าการประลองกับผู้ท้าชิงจะเป็นแบบตัวต่อตัว ซึ่งการเลือกแบบไม่เปิดเผยนี้จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในการแสดงสดรอบคัดเลือกเพื่อเล่นเปิดการแสดง”

หนีฉือนิ่วหน้า “ประกาศในวันนั้นเลย? แสดงว่าจะไม่ให้เวลาเตรียมตัวเลยน่ะสิ”

นิคเพิ่งได้สติ “แข่งด้นสดแหง”

“ไม่แฟร์” รุ่ยโหรวที่อยู่ด้านข้างชี้ประเด็นให้เห็นอย่างชัดเจน “วงผู้ท้าชิงรู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะส่งใครออกมา เขาสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้ แต่ฝ่ายที่ถูกท้าดวลไม่มีเวลาให้เตรียมตัวเลย หรือไม่จริง?”

เห็นได้ชัดว่ากฎนี้เอื้อผลประโยชน์ให้กับวงผู้ท้าชิง ยิ่งไปกว่านั้นวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ไม่ใช่วงดนตรีเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก พวกเขามีกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดัง ยังไงก็ได้เปรียบเรื่องคะแนนโหวต

“นอกจากนี้…” เสียงบรรยายพูดต่อ “การดวลแบบตัวต่อตัวกับผู้ท้าชิงจะส่งผลต่อผลการแข่งขันในรอบนี้ด้วย”

จอใหญ่ฉายภาพแอนิเมชั่นอธิบายขึ้นมาพร้อมกันว่ามีความเป็นไปได้สี่แบบ

 

‘หนึ่ง ผู้ท้าชิงชนะและวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ชนะการแข่งขันแบบกลุ่ม วงที่ดวลกับผู้ท้าชิงจะถูกคัดออก (โดยไม่สนใจลำดับภายในของวง)

สอง ผู้ท้าชิงชนะ แต่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์แพ้ในการแข่งขันแบบกลุ่ม วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์จะได้ไปต่อ (โดยไม่สนใจลำดับภายในของวงผู้ท้าชิง)

สาม ผู้ท้าชิงแพ้ แต่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ชนะการแข่งขันแบบกลุ่ม วงที่ดวลกับผู้ท้าชิงจะได้ไปต่อ (โดยไม่สนใจลำดับภายในของวง)

สี่ ผู้ท้าชิงแพ้และวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ก็แพ้ในการแข่งขันแบบกลุ่ม วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์จะถูกคัดออก (โดยไม่สนใจลำดับภายในของวง)’

 

เมื่อกฎเป็นแบบนี้ไม่ว่าวงที่ถูกคัดออกจะมีกี่วง มันก็จะมีวงที่ถูกวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ท้าชิงและเตะออกไปวงหนึ่งแน่นอน

ถึงตอนนี้วงที่ดังพอจะฟาดกับวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ได้ก็มีแต่วงเดอะเกรตโมเมนต์กับวงเอ็กซ์คิวท์

นี่เป็นเรื่องทุกคนรู้ดี

ถ้าวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เข้ากลุ่มหนึ่ง พวกเขาก็จะเป็นศัตรูตัวฉกาจของกลุ่มสอง

หลังนิ่งกันไปชั่วอึดใจหนึ่งเสียงบรรยายก็พูดต่อว่า “เนื่องจากกลุ่มหนึ่งมีคะแนนสะสมเยอะกว่าแต่จำนวนวงน้อยกว่า พวกคุณจึงมีสิทธิ์เลือกว่าใครจะเข้ากลุ่มของพวกคุณ ระหว่างวงอีเทอร์นัลวู้ดที่ชนะรอบแก้ตัวหรือวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ที่เป็นผู้ท้าชิง โดยพวกคุณมีเวลาคุยกันหนึ่งนาที”

วงเอ็กซ์คิวท์กับวงเดอะเกรตโมเมนต์ที่เพิ่งฟอร์มทีมกันได้ไม่นานต้องเจอกับโจทย์ยากหลังฟอร์มวงได้แค่สิบนาที

วงเอ็กซ์คิวท์ทั้งสามคนเป็นฝ่ายเดินมาคุยกับวงเดอะเกรตโมเมนต์

หนีฉือพูดกับฉินอีอวี๋ว่า “คุณว่าไง”

แต่ฉินอีอวี๋กลับยิ้ม “ฉันโอเคหมด ไม่เป็นไร”

หนานอี่มองหน้าเขาแล้วสังเกตเห็นว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของนักร้องหนุ่มค่อยๆ เลือนหายไปจนเหลือแค่ความจริงจัง

ฉินอีอวี๋ไม่ชอบถูกมองว่าจะต้องได้รับการปกป้อง เพราะสำหรับฉินอีอวี๋การทำแบบนี้ไม่ต่างจากการดูถูกกัน หนานอี่รู้เรื่องนี้ดี

“ที่ฉันบอกว่าไม่เป็นไรคือไม่เป็นไรจริงๆ พวกนายไม่ต้องห่วงความรู้สึกฉัน ฉันโคตรไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยจริงๆ อย่ามองว่าฉันเคยเป็นนักร้องนำของพวกเขา” ดวงตาของฉินอีอวี๋ฉายแววเครียดอย่างหาได้ยาก “ฉันคือนักร้องนำของวงเดอะเกรตโมเมนต์”

ฉือจือหยางคิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋จะพูดแบบนี้เลยหันมามองเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อ

“ฉันรู้” หนีฉือยิ้ม “นายแทบจะเขียนคำว่าเดอะเกรตโมเมนต์ไว้บนหน้าผากอยู่แล้ว!”

“ถ้าคุณไม่แคร์” รุ่ยโหรวหันไปมองทุกคนแวบหนึ่ง “งั้นก็เปิดเกมเลยเถอะ”

นิคยิ้มพร้อมถูมือ “มาเลย!”

เหยียนจี้แอบรู้สึกกังวลอยู่ในใจ เนื่องจากมือกีตาร์คนใหม่ของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เก่งมาก หากเขาท้าดวลกับฉินอีอวี๋จริงๆ ด้วยสภาพของฉินอีอวี๋ตอนนี้น่ากลัวว่าคงจะสู้ไม่ไหว

ถึงจะไม่ได้พูดออกไปชัดๆ แต่หนานอี่ก็กำลังคิดถึงเรื่องนี้เหมือนกับเขา

“ใกล้หมดเวลาแล้ว ถ้าไม่มีใครเขียนฉันเขียนเองนะ” ฉินอีอวี๋หยิบปากกาขึ้นมาเขียนคำตอบลงบนกระดานไวท์บอร์ดแล้วหันไปให้คนอื่นๆ ดู

“โอเคไหม”

ตอนที่เหลือเวลาอีกสามวินาทีวงเอ็กซ์คิวท์ทั้งสามคนก็เดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง

คนฉลาดย่อมรู้ว่าควรเลือกยังไง นี่เป็นวิธีที่พวกเขาจะได้ประโยชน์มากที่สุดและปลอดภัยที่สุด

แต่พวกเขากลับเป็นวงที่ไม่คำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ แบบสุดๆ

“ตอนนี้ขอเชิญกลุ่มหนึ่งประกาศการตัดสินใจของพวกคุณครับ!”

จุดที่วงเดอะเกรตโมเมนต์กับวงเอ็กซ์คิวท์มีเหมือนกันคือนิสัยไม่ยอมแพ้

หนานอี่หันกระดานไวท์บอร์ดมาให้กล้อง พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “วงอีเทอร์นัลวู้ด”

พอเขาพูดจบ นักดนตรีสามคนจากวงเอ็กซ์คิวท์และนักดนตรีที่เหลือของวงเดอะเกรตโมเมนต์ก็เริ่มปรบมือร้องไชโยออกมาอย่างตื่นเต้นเหมือนกัน

ผิดกับสมาชิกวงอีเทอร์นัลวู้ดบนเวทีที่อึ้งงันไปพร้อมกันสองสามวินาที โดยเฉพาะเฉิงเฉิง เขายกนิ้วขึ้นชี้หน้าตัวเองเหมือนไม่เชื่อในการตัดสินใจของพวกเขา

แต่ฉินอีอวี๋กลับยิ้มแล้วพยักพเยิดหน้าให้ “นายนั่นแหละ ยังไม่รีบมาอีก”

การตัดสินใจนี้ทำให้วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์รู้สึกเหนือคาด แต่ก็ไม่แปลกใจ

นับตั้งแต่ที่ฉินอีอวี๋ออกจากวง วาสนาของพวกเขาก็ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิงจนไม่สามารถอยู่ทีมเดียวกันได้อีก แต่เมื่อสองสามนาทีก่อนหน้านี้สวี่ซือยังคงมีความหวังเล็กๆ ว่าพวกเขาน่าจะมีโอกาสได้ร่วมวงกันอีกครั้ง

แต่ภาพฝันนั้นกลับถูกทำลาย

“เอาล่ะครับ เท่ากับเราตั้งกลุ่มแข่งขันรอบนี้กันอย่างเป็นทางการแล้ว…กลุ่มหนึ่ง ได้แก่ วงเดอะเกรตโมเมนต์ วงเอ็กซ์คิวท์ และวงอีเทอร์นัลวู้ด และกลุ่มสอง ได้แก่ วงแอสแซสซิเนชัน วงยูลิสซีสไกแดนซ์ วงรีดรีม และวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์”

หลังการแบ่งกลุ่มสิ้นสุดเสียงบรรยายก็ฟังดูแฮปปี้ขึ้นไม่น้อย

“ลำดับต่อไปขอให้ทุกท่านโปรดลืมเรื่องการแข่งขันรอบสามไปก่อนชั่วคราวและสนุกกับทริปสกีรีสอร์ตของพวกคุณให้เต็มที่!”

 

สำหรับคนอื่นนี่เป็นทริปพักผ่อนระหว่างการประกวดที่ทางรายการจัดมาให้ แต่สำหรับฉินอีอวี๋ นี่คือทริปฮันนีมูน

เขากับหนานอี่รักกันมานานขนาดนี้ แต่กลับต้องแอบลูบๆ คลำๆ กันใต้หนังตาของรายการที่มีเพื่อนร่วมวงอยู่ด้วยในทุกวัน ต่อให้อยากทำอะไรที่มากกว่านั้นก็ต้องอดใจไว้ ในที่สุดตอนนี้ก็มีโอกาสแล้ว พอคิดถึงเรื่องนี้ฉินอีอวี๋ก็ยอมยกโทษให้กับทางรายการที่จงใจสร้างเรื่อง ไม่สิ…เขายอมยกโทษให้คนทั้งโลกเลยด้วย!

จะให้เขาไปคุยกับคนของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ตอนนี้แบบเผชิญหน้ากันตรงๆ เลยก็ยังได้ เขายินดีมาก เพราะฉินอีอวี๋ในตอนนี้ไม่ใช่ถังเชื้อเพลิงที่เจอประกายไฟแค่นิดเดียวก็ระเบิดแล้ว ตอนนี้เขาคือเด็กผู้ชายตัวน้อยที่มีความสุขที่สุดและใจดีที่สุดในโลก

“อีอวี๋”

พอได้ยินเสียงนี้ฉินอีอวี๋ก็ชะงักไปหนึ่งวินาที

ไม่นะ แค่เปรียบเปรยในใจเท่านั้นเอง ทำไมแค่พูดถึงปุ๊บก็มาปั๊บแบบนี้ล่ะ

ตรงโถงทางเดินสมาชิกทั้งสี่คนของวงเดอะเกรตโมเมนต์หันหน้ามามองมือเบสของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ที่เดิมดุ่มๆ มาคนเดียว

ฉินอีอวี๋หมุนตัวไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย เขาไม่เข้าใจว่าสวี่ซือจะมาทำอะไรตอนนี้ ใบหน้าจึงฉายแววฉงนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

“ฉันอยากคุยกับนายตามลำพัง ได้ไหม”

คำพูดนี้ทำให้ฉือจือหยางกับเหยียนจี้มองหน้ากัน ก่อนจะหันไปมองหนานอี่อย่างพร้อมเพรียง

แต่ฉินอีอวี๋กลับทำท่าไม่เข้าใจ เขาเกาศีรษะแกรกๆ “คุยเรื่องอะไร มีอะไรน่า…”

เหยียนจี้กลัวว่าฉินอีอวี๋จะถูกแคปภาพร้ายๆ เลยตัดบทคำพูดของเขาว่า “พอดีเลย เมื่อกี้ฉันบอกว่าจะไปช่วยพวกซิ่วเหยี่ยนย้ายเครื่องดนตรีพอดี เสี่ยวหยาง เสี่ยวอี่ เราไปกันก่อนเถอะ”

พูดจบเหยียนจี้ก็ตบไหล่ฉินอีอวี๋และก้มหน้าไปกระซิบที่ข้างหูเขา “เก็บอารมณ์หน่อยนะ”

ไม่รอให้ฉินอีอวี๋ได้พูด หนานอี่ที่ไม่พูดอะไรเลยมาจนจบก็เดินนำหน้าไปก่อนแล้ว

สวี่ซือไม่อยากถูกกล้องบันทึกภาพตอนคุยกับฉินอีอวี๋ และทางรายการก็อนุญาต พวกเขาเลยเดินออกจากตึกไปหาที่เงียบๆ ในสวนเพื่อยืนคุยกัน

“นายอยากคุยเรื่องอะไร” ฉินอีอวี๋สอดมือไว้ในกระเป๋า สีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก

สวี่ซือเงยหน้าขึ้นมองฉินอีอวี๋ วูบหนึ่งมีลมพัดแรงมากจนผมของฉินอีอวี๋ปลิวยุ่งทำให้อีกฝ่ายดูเหมือนสมัยที่เรียนอยู่มัธยมปลาย

สวี่ซือฝืนยิ้ม เขาบอกฉินอีอวี๋ว่า “ฉัน…เรื่องเมื่อก่อนฉันขอโทษ ความจริงตอนนั้น…”

ฉินอีอวี๋ตัดบทเขาทันที “หยุด”

หลังพูดคำนี้ออกไปฉินอีอวี๋ก็กลับเป็นฝ่ายชะงักค้างพลางคิดในใจว่านี่มันเป็นคำพูดติดปากของหนานอี่ไม่ใช่เหรอ

แต่พอเห็นสวี่ซือหยุดนิ่งจริงๆ ฉินอีอวี๋ก็ได้สติแล้วพูดต่อ “ทุกอย่างมันผ่านไปนานแล้ว นายไม่ต้องขอโทษฉัน เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน เมื่อก่อนในวงมีเรื่องกันแรงมาก นายต้องติดแหง็กอยู่ตรงกลางระหว่างฉันกับต้าเฉิง เรื่องนี้ฉันรู้ดี ฉันเลยไม่โทษนาย”

สิ่งที่ฉินอีอวี๋พูดทำให้สวี่ซือประหลาดใจ ดวงตาฉายแววมึนงง

“ฉันควรลุกขึ้นพูดแทนนาย แต่พวกเขาบอกว่าถ้าฉัน…”

“ถ้านายช่วยฉันก็จะเป็นเหมือนฉัน” ฉินอีอวี๋ตัดบทแถมยังยิ้ม “ฉันเข้าใจ นายเป็นคนอ่อนโยน จะไปสู้กับจิ้งจอกเฒ่าพันธุ์นั้นได้ยังไง แถมตอนนั้นต่อให้นายลุกขึ้นมาช่วยฉัน แล้วผลลัพธ์มันจะต่างออกไปเหรอ ไม่มีทาง”

ใบหน้ายิ้มแย้มของฉินอีอวี๋ทำให้สวี่ซือนึกถึงตอนที่ตนสารภาพรักกับอีกฝ่าย

ช่วงก่อนที่ฉินอีอวี๋จะออกจากวงสองเดือนเป็นวันเกิดของสวี่ซือ ตอนนั้นพวกเขาเพิ่งจบคอนเสิร์ตเลยไปหาร้านอาหารญี่ปุ่นเพื่อฉลองวันเกิดให้เขา

ในตอนนั้นฉินอีอวี๋เป็นคนเดียวที่ไม่ได้เตรียมของขวัญไว้ให้สวี่ซือ อีกฝ่ายดูรู้สึกผิดแต่ก็พูดยิ้มๆ ว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อมาให้และถามสวี่ซือว่าอยากได้อะไร

สวี่ซือในตอนนั้นนิ่งไปสองสามวินาทีก่อนจะบอกว่าอยากกินไอศกรีม ขอให้ฉินอีอวี๋ไปซื้อไอศกรีมที่ร้านสะดวกซื้อข้างๆ กับเขาตอนนี้เลย

‘แค่นี้เองเหรอ โอเค ไปกัน’ ฉินอีอวี๋รับคำทันที

สวี่ซือรู้ว่าฉินอีอวี๋จำวันเกิดของเขาไม่ได้ แต่ไหนแต่ไรมาฉินอีอวี๋ไม่เคยจำวันเกิดใคร ในใจเขามีแต่ตัวเอง แต่ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงฉินอีอวี๋ยอมลุกขึ้นไปซื้อไอศกรีมเป็นเพื่อนเขาเท่านี้ก็ดีมากแล้ว

หลังร้านสะดวกซื้อมีลานเล็กๆ อยู่ ถึงจะบอกว่าเป็นลาน แต่ความจริงแทบไม่ต่างจากป่า เพราะมีต้นไม้รกครึ้ม รอบๆ มีม้านั่ง เลยมีคู่รักที่นัดเดตกันโผล่มาให้เห็นเป็นระยะ

ตอนนั้นสวี่ซือกำลังเดินกินไอศกรีมอยู่กับฉินอีอวี๋บนถนนสายเล็กๆ ภาพของคู่รักทำให้มือเบสหนุ่มมองเห็นภาพหลอนอันแสนหวาน สวี่ซือต้องมนตร์จากภาพนี้เลยหยุดเดินเพื่อสารภาพรักกับฉินอีอวี๋เบาๆ ว่า

‘ฉันชอบนาย’

แต่ปฏิกิริยาแรกของฉินอีอวี๋กลับเป็นการหยอกเขาว่า ‘ฉันรู้ ฉันก็ชอบตัวเองมากเหมือนกัน ใครๆ ก็ชอบฉันกันทั้งนั้น’

สวี่ซือทวนคำพูดด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง เขาบอกฉินอีอวี๋อย่างจริงจังว่า ‘ไม่ใช่ชอบแบบเพื่อนหรือสมาชิกในวง แต่ชอบแบบแฟน’

มือเบสหนุ่มเข้าใจว่าฉินอีอวี๋คงตกใจ หรือไม่ก็อึ้งไปสักสองสามวินาที

แต่ฉินอีอวี๋กลับไม่เป็นแบบนั้น นักร้องหนุ่มเพียงแค่ยิ้ม แสงจันทร์สาดส่องใบหน้าที่ไม่ยี่หระของเขาทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน

‘โอเค’ ฉินอีอวี๋ตอบ ‘ฉันรู้แล้ว’

ฉินอีอวี๋กินไอศกรีมถ้วยเล็กหมดไปหนึ่งถ้วย นักร้องหนุ่มโยนถ้วยไอศกรีมทิ้งลงถังขยะที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก่อนจะหันหน้ามายิ้มให้

‘เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสามัคคีในวงเรา ฉันจะทำเป็นไม่ได้ยินนะ’

ฉินอีอวี๋ทำตามที่พูดคือทำเหมือนไม่เคยได้ยินการสารภาพรักครั้งนี้ พอพวกเขากลับไปที่ร้านอาหารญี่ปุ่นก็ตัดเค้ก ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันอย่างมีความสุข เสร็จแล้วฉินอีอวี๋ก็หาข้ออ้างปลีกตัวออกไป

ถ้าไม่มีแฟนคลับถ่ายภาพเขาเล่นหมากรุกอยู่กับคนแก่ในสวนสาธารณะ สวี่ซือคงไม่รู้ว่าฉินอีอวี๋ไม่ใส่ใจเรื่องนี้มากแค่ไหน

ตั้งแต่ต้นจนจบฉินอีอวี๋ทำเป็นไม่ได้ยินคำสารภาพรักของเขาอย่างจริงจังจนเกือบถึงขั้นโหดร้าย

ด้านหนึ่งสวี่ซือเสียใจ แต่อีกด้านหนึ่งเขาก็ดูถูกความเสียใจของตัวเอง ทว่านี่มันก็คือสิ่งที่ทำให้เขาชอบฉินอีอวี๋ไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงต้องเสียใจอีกล่ะ

ฉินอีอวี๋ก็เป็นแบบนี้กับทุกคน หรือไม่จริงล่ะ

มือที่ซุกอยู่ในกระเป๋าของสวี่ซือกำของที่อยู่ข้างในแน่น มันเป็นของที่เขาอยากมอบให้ฉินอีอวี๋มาโดยตลอด แต่ตอนนี้ความผิดหวังกลับทำให้เขามึนไปหมด

สวี่ซือรู้สึกสับสนจนคิดไปว่าการที่ฉินอีอวี๋ไม่เลือกอยู่ทีมเดียวกันวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์คงเป็นเพราะเขายังมีใจที่ตัดไม่ขาดไม่มากก็น้อยและคงเจ็บแค้นนิดๆ ด้วย ไม่ใช่ไม่แคร์เลยเหมือนอย่างที่เขาแสดงอยู่ตอนนี้

มือเบสหนุ่มทำได้แค่คิดแบบนี้เท่านั้น

“ลมแรงมาก” ฉินอีอวี๋หันไปมองสวี่ซือแวบหนึ่ง “นายสุขภาพไม่ดี อย่ามายืนตากลมอยู่ที่นี่เลย กลับไปเถอะ”

สวี่ซือไม่พูดอะไรเหมือนที่ผ่านมา เขาเอาแต่เดินตามหลังฉินอีอวี๋เงียบๆ เหมือนพวกเขาเป็นแค่มือกีตาร์กับมือเบสที่อยู่วงเดียวกัน พอกลับไปถึงตึกของรายการเครซี่แบนด์ก็เข้าไปในลิฟต์

ฉินอีอวี๋ไม่เข้าใจเลยว่าเรื่องมันก็ผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว สวี่ซือยังจะมาขอโทษเขาอีกทำไม หรือถ้าเขายอมรับคำขอโทษนี้แล้วทุกอย่างจะสามารถย้อนกลับไปเหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้เหรอ

ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นฉินอีอวี๋คงด่าไปแล้ว แต่เขารู้ว่าสวี่ซือเป็นโรคซึมเศร้าเลยไม่อยากไปกระตุ้นอารมณ์ด้านลบของอีกฝ่าย

ทั้งคู่อยู่ในลิฟต์กันเงียบๆ จนสวี่ซือเผลอจามเสียงดังออกมา ถือเป็นการทำลายบรรยากาศประดักประเดิดนี้ลง

ไม่ง่ายเลยที่ฉินอีอวี๋ซึ่งกำลังอึดอัดแทบแย่จะสบช่อง เขาเลยพูดแบบหยอกๆ ว่า “ดูสิ ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าที่ผีหลอกนี่ลมแรงมาก อย่ามัวแต่ยืนคุยกันอยู่ตรงนั้นเลย”

พอประตูลิฟต์เปิดนักร้องหนุ่มก็ตั้งใจจะเดินออกไปพลางพูดต่อว่า “กลับไปอาบน้ำอุ่นด้วยนะ อย่าปล่อยให้ตัวเองแข็งไปจริงๆ ล่ะ เดี๋ยวต้องไปเล่นสกี…”

เขาพูดไม่จบ เพราะคนที่อยู่อีกฟากของประตูลิฟต์ที่เปิดออกคือหนานอี่

แถมยังมีปีศาจตังเมสมควรตายอย่างนิคด้วย

“เอ๋? บังเอิญจัง!” นิคว่า “พวกนายไปไหนกันมาเหรอ ฉันกับเสี่ยวอี่ตั้งใจจะออกไปซื้อขนม อยากได้อะไรหรือเปล่า”

เสี่ยวอี่?

แถมยังจะออกไปซื้อขนมกันด้วย?

นายไปเองไม่ได้หรือไงฮะ ไม่ต้องพาแฟนคนอื่นไปด้วยได้หรือเปล่า

ฉินอีอวี๋กล้ำกลืนความไม่พอใจไว้แล้วปั้นหน้ายิ้ม “พาฉันไปด้วยสิ”

สวี่ซือหันไปมองฉินอีอวี๋แล้วกะพริบตาปริบๆ

แต่หนานอี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูลิฟต์กลับบอกว่า “งั้นพวกคุณไปกันเองละกัน”

พูดจบหนานอี่ก็หมุนตัวเดินกลับไปห้องพัก

นิคงงไปหมด เขากับฉินอีอวี๋มองหน้ากันแล้วนิคก็รีบวิ่งตามหนานอี่ไป “เดี๋ยวสิ เสี่ยวอี่ เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ รอฉันก่อนสิ”

“รออะไรฮะ” ฉินอีอวี๋ดึงตัวนิคไว้ ก่อนจะใช้พละกำลังมหาศาลราวกับฆาตกรฆ่าอำพรางศพลากมือเบสหนุ่มเข้าไปในลิฟต์แล้วบอกเขาว่า “ร้านสะดวกซื้ออยู่ชั้นหนึ่ง ห้องพักของวงเอ็กซ์คิวท์อยู่ชั้นสิบห้า เชิญ”

เสร็จสรรพเขาก็วิ่งตามหนานอี่ไปราวกับไม่มีใครอยู่ตรงนั้นด้วย

นิคที่ถูกลากเข้าไปในลิฟต์กดปุ่มเปิดประตูค้างไว้ ตามองสวี่ซือที่ยืนอึ้งอยู่ข้างนอกแล้วยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “คือว่านายอยากไปซื้อขนมกับฉันหรือเปล่า”

 

ฉินอีอวี๋ต้องวิ่งผ่านโถงทางเดินทั้งสายกว่าจะตามหนานอี่ทัน

“ทำไมนายถึงไม่ไปซื้อขนมกับเขาล่ะ” ฉินอีอวี๋โอบไหล่หนานอี่ “หรือพอเห็นฉันแล้วหักใจทิ้งฉันไว้ไม่ได้?”

แต่ใครจะรู้ว่าวินาทีต่อมาหนานอี่จะบอกว่า “ตรรกะของคุณผิด ถ้าผมหักใจทิ้งคุณไม่ได้คงพาคุณไปด้วยกันแล้ว”

ฉินอีอวี๋ชะงัก

“หา?”

“แค่อยู่ดีๆ ผมก็ไม่อยากไป” หนานอี่พูดจบก็ปัดมือของฉินอีอวี๋ที่วางพาดอยู่บนไหล่ของเขาออก ก่อนจะเดินตรงไปเปิดประตูเข้าห้องพัก

ในห้องรับแขกนั้นอึกทึกครึกโครมมาก ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยกระเป๋าเดินทางที่เปิดอ้า คนกลุ่มใหญ่กำลังชุลมุน เสียงดังเซ็งแซ่ ถ้าคนไม่รู้มาเห็นอาจเข้าใจว่าที่นี่มีการแข่งขันแพ็กกระเป๋าอะไรสักอย่าง

“เฮ้ พวกนายมีใครอยากได้ถุงเท้าขนแกะไหม ฉันมีเพียบ!”

“ฉันขอคู่หนึ่งสิ!”

“นายไม่ต้องใช้หรอก นายเป็นลูกแกะอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

“ฮ่าๆๆ!”

ฉินอีอวี๋ฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังยุ่งลากแขนหนานอี่กลับเข้าห้องแล้วปิดประตูดังปัง จากนั้นนักร้องหนุ่มก็ดันตัวหนานอี่ให้แนบติดกับบานประตูโดยไม่พูดพล่ามอะไร ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปจูบมือเบส

คิดไม่ถึงว่าหนานอี่จะเบือนหน้าหนีทันที

ฉินอีอวี๋ชะงักไปหนึ่งวินาที กะพริบตาปริบๆ เอียงศีรษะมองหนานอี่อย่างไม่อยากจะเชื่อ

“นายเป็นอะไรไป”

“เปล่า” หนานอี่ยื่นมือออกไปผลักฉินอีอวี๋ “ถอยไป ผมจะเก็บของ”

“ไม่” ฉินอีอวี๋จับหน้าเขา พูดจาวางโตอย่างหน้าไม่อาย “ฉันจะจูบ”

พูดจบเขาก็เอียงหน้าประทับจูบ แต่หนานอี่หลบ จุมพิตของฉินอีอวี๋เลยไม่โดนปาก แต่ไปโดนคางแทน นักร้องหนุ่มขยับตามติดหนานอี่ไปอย่างรวดเร็ว โดยรอบนี้เป้าหมายคือปาก ยิ่งหนานอี่หนี ฉินอีอวี๋ก็ยิ่งไล่ตาม ยื้อยุดกันอยู่หลายครั้ง หลังจากนั้นก็เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา เขาจูบอย่างดูดดื่มโดยพยายามให้อีกฝ่ายเปิดปาก

ทว่ารอบนี้ฉินอีอวี๋กลับทำไม่สำเร็จ นักร้องหนุ่มไม่เพียงอดได้จูบที่ลึกซึ้ง แต่ยังถูกกัดด้วย

“โอ๊ย!” ฉินอีอวี๋ใช้มือปิดปากตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ เขามองหนานอี่ด้วยสีหน้าเจ็บปวด แลบลิ้นออกมาพูดเสียงอู้อี้ “กัดฉันทำไม มันเจ็บนะ”

แต่หนานอี่กลับไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด เขาพูดเลียนเสียงของฉินอีอวี๋ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก “มันเจ็บนะ”

“นายทำแบบนี้หมายความว่าไง หนานอี่ ฉันเสียใจนะ” ฉินอีอวี๋แสร้งทำตัวน่าสงสาร โชว์ลิ้นที่ถูกกัดจนแดงของตัวเอง จากนั้นนักร้องหนุ่มก็สวมกอดหนานอี่อย่างออดอ้อน หันหน้าเข้าหากัน “จูบฉันหน่อยสิ”

“ทำไมผมถึงต้องจูบคุณ” หนานอี่จ้องหน้าเขา

“เพราะฉันเสียใจมาก”

“เหรอ” หนานอี่เลิกคิ้ว “คุยกับมือเบสเก่าของคุณแล้วไม่มีความสุขหรือไง”

“หา?” ฉินอีอวี๋งง เขาคิดไม่ถึงว่าประเด็นจะถูกเปลี่ยนมาเป็นเรื่องนี้อย่างฉับพลัน อารมณ์อินเลิฟที่เพิ่งเปิดสวิตช์เลยยังหมุนเปลี่ยนตามมาไม่ทัน “ไม่นี่ เราก็คุยกันดีนะ”

ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ในระดับสุดยอด มีพัฒนาการเยอะขนาดนี้ นายจะไม่จูบให้รางวัลหน่อยเหรอ

“งั้นคุณก็ไปคุยกับเขาให้นานหน่อยสิ”

หนานอี่พูดจบก็ออกแรงผลักเขา ก่อนจะหิ้วกระเป๋า เปิดประตูออกไปร่วมการแข่งขันแพ็กกระเป๋าที่กำลังคึกคัก หลังการแข่งขันอันร้อนแรงดำเนินไปได้ครึ่งชั่วโมง หนานอี่ก็ได้แชมป์ในฐานะที่แพ็กกระเป๋าได้เนี้ยบเป๊ะ

ไม่ว่าฉินอีอวี๋จะออดอ้อนขอร้องยังไง แชมป์จัดกระเป๋าก็ไม่ยอมช่วยจัดกระเป๋าให้คนที่ไม่มีพรสวรรค์ในการจัดกระเป๋าอย่างเขา ฉินอีอวี๋เลยต้องเล่นลูกไม้ด้วยการแอบเปิดกระเป๋าของหนานอี่ตอนกลางดึกแล้วเอาเสื้อผ้าสีสันสดใสของตัวเองยัดเข้าไป

แต่ไม่นานก็ถูกจับได้ เพราะฉินอีอวี๋ยัดเข้าไปเยอะเกินจนปิดกระเป๋าไม่ลง อีกทั้งเสียงมันยังดังมากจนทำให้หนานอี่ที่แกล้งหลับอยู่ต้องสะดุ้งตัวขึ้นมา

คุณแชมป์ลุกขึ้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจแต่ก็มีท่าทีโอนอ่อนอยู่นิดหน่อย หนานอี่ช่วยฉินอีอวี๋แพ็กกระเป๋าและยอมเอาเสื้อผ้าส่วนหนึ่งของนักร้องหนุ่มที่เก็บใส่กระเป๋าตัวเองไม่ได้มาใส่ในกระเป๋าของตัวเองแทน

“นายนี่ เหมือนมาก”

คำพูดประโยคนี้ทำให้อารมณ์ของหนานอี่ที่เพิ่งจะดีขึ้นเล็กน้อยเดือดทันที “ถ้าคุณไม่อยากโดนต่อยก็หุบปาก”

“โอเค” ฉินอีอวี๋รูดซิปปากตัวเอง

แต่ไม่นานนักร้องหนุ่มก็เม้มปาก ทำท่าชี้ตัวเองให้หนานอี่ดูและลูบติ่งหูของตัวเอง

ผ่านไปสองวินาทีหนานอี่ถึงเพิ่งเข้าใจว่าหมอนี่กำลังสื่อสารภาษามือกับเขา

‘เหมือนภรรยาฉัน’

เล่นแรงเกินไปแล้ว หนานอี่คว้าหมอนมาฟาดหน้าฉินอีอวี๋อย่างแรง

“หุบปาก”

“ฉันก็หุบปากอยู่” ฉินอีอวี๋อ้าปากให้ดูอย่างพาซื่อแล้วหุบปากลงอย่างว่านอนสอนง่าย

บทที่ 74 รายการเรียลลิตี้หาคู่

 

ข่าวเรื่องที่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เข้าร่วมรายการเครซี่แบนด์แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ปลุกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาอย่างเมามัน

 

ไม่นะ รายการเครซี่แบนด์ของพวกเธอเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า ไหนตอนแรกบอกว่าจะปั้นวงเล็กวงไม่ดังไม่ใช่เหรอ วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์มันแตะขอบคำว่าวงเล็กวงไม่ดังตรงไหน’

น่ากลัวว่าจะเชิญวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์มาเป็นป๋าดัน…’

แฟนคลับวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์นี่ตลกจริงๆ พวกเธอคิดว่าทำไมวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ถึงมาแจมด้วย ก็เพราะเห็นว่าตอนนี้รายการเครซี่แบนด์กำลังดังไง ตอนแรกก็คงคิดว่าการประกวดวงดนตรีคงไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้มันดังจนต้องรีบแทรกตัวเข้ามาเป็นผู้ท้าชิงอะไรก็ไม่รู้ แบบนี้มันแฟร์กับวงที่ตะเกียกตะกายกันมาตั้งแต่รอบออดิชันหรือเปล่า’

กระแสของรายการในช่วงเปิดตัวครึ่งหนึ่งมาจากฉินอีอวี๋คัมแบ็ก ต่อมาก็อาศัยม้ามืดอย่างคู่ฉินหนาน จื้ออี่ กับวงเดอะเกรตโมเมนต์ ตอนนี้เขาเม้าท์กันให้แซ่ดว่าที่ให้พวกนักดนตรีไปเล่นสกีก็เพื่อสร้างซีนความรักความแค้นระหว่างฉินอีอวี๋กับวงเก่าหรือเปล่า พวกเธอนี่มันซื่อเป็นลูกแกะกินหญ้ากันจริงๆ’

ตอน qyy อยู่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ ซีนจิ้นกับ xs* ก็มีคนฟินเยอะอยู่นะ รายการเครซี่แบนด์ของพวกเธอเตรียมจะเทิร์นจากงานดูตัวมาเป็นการประกาศเปิดตัวแฟนหรือไงยะ’

นั่นสิ แค่พ่อไลต์มิวสิก* ไม่ตีกับคนของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ก็ไม่เลวแล้ว ยังจะฝันหวานอะไรอีกฮะ’

พวกเธอเลิกพูดเถอะ เมื่อสองสามวันก่อนมีแฟนคลับที่ไปเฝ้าในพื้นที่ถ่ายรูปฉินอีอวี๋ยืนคุยกับสวี่ซือได้’

มิน่าในคลิปแพ็กกระเป๋าที่ปล่อยออกมาฉันถึงเห็น ny ไม่คุยกับ qyy เลย เอาแต่เก็บของตัวเองคนเดียว qyy เลยเอาถุงมือสีส้มไปยัดใส่กระเป๋าเดินทางของ ny พอถูกจับได้ก็โดนโยนทิ้ง ฮ่าๆๆ’

ก่อนหน้านี้พวกเขาสวีตกันมากจนเหมือนการแสดง ฉันเลยไม่อิน พอดูคลิปนั้นจบฉันโดนตกเลย ทั้งที่ฉันกับเพื่อนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน แถม ny เป็นคนหน้านิ่งๆ เฉยๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้าทำให้เขาแสดงอารมณ์ออกมาได้นะ จุ๊ๆ’

ต่อให้พวกเขาสองคนไม่ได้คุยกันในที่สาธารณะ แต่รับรองว่าเบื้องหลังต้องจูบกันจนหน้ามืด ไม่งั้นคงอธิบายไม่ได้ว่าทำไมปากสองคนนี้ถึงได้แตกได้แตกดี แตกทุกวัน’

ฉันไถไปเห็นว่ามีด้อมแฟนคลับคู่จิ้นคู่นี้ซื้อบัตรไปลานสกีแล้ว ถ้าบังเอิญเจอก็รบกวนช่วยรายงานสถานการณ์มาหน่อยนะ! ถ้าไลฟ์สดได้ยิ่งดี!’

เมื่อกี้ฉันเห็นคลิปที่ถ่ายในร้านอาหารที่สนามบินแล้ว! สี่หนุ่มวงเดอะเกรตโมเมนต์ของพวกเราเป็นลูกน้อยที่น่ารักสุดๆ! แม่ขอหอมคนละฟอด!’

ฉันไม่เห็นคลิปอะไรเลย ใครก็ได้ช่วยพิมพ์เล่าสถานการณ์หน่อย’

ขำจัง น้องแกะกับเสี่ยวอี่นั่งเก้าอี้ในห้องพักรอของผู้โดยสาร เยื้องไปข้างหน้าเป็นซุ่ยซุ่ยกับซิ่วเหยี่ยน น้องแกะถ่ายรูปให้พวกเธอสองคน พอเปียเขาหลุด เสี่ยวอี่ก็ช่วยถักให้ ไลต์มิวสิกกับเหยียนจี้ยืนคุยกันอยู่ที่หลังเก้าอี้ของพวกเขา ไลต์มิวสิกเล่นผมของเสี่ยวอี่ ผลคือเผลอทำให้มวยดังโงะที่เขามัดไว้หลุดกระจาย ไลต์มิวสิกเลยต้องช่วยเสี่ยวอี่มัดใหม่ แต่พอไลต์มิวสิกก้มหน้าแว่นตาดำบนหัวก็จะร่วง เหยียนจี้ต้องช่วยเขาจับแว่นไว้ทั้งที่มือก็ต้องถือบอร์ดดิ้งพาสสี่ใบ’

ฮือๆ เด็กๆ วงเดอะเกรตโมเมนต์ของพวกเราทั้งสี่คนคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สนิทกันดีเหลือเกิน’

ก็ดีแล้ว กลุ่มเซียน* ตีกันแล้ว qyy มือซนไปดึงเปียของน้องแกะเลยถูกน้องแกะเขกกบาล’

ฉันเห็นคู่แฝดโผล่มาในคลิปของวงเดอะเกรตโมเมนต์ หนีฉือต้องเป็นตุ๊กตาห้อยกระเป๋ากลับชาติมาเกิดแน่นอน ถึงได้เอาแต่ห้อยตัวติดกับพี่ชายตลอด พี่ชายนายเป็นคนรีแอ็กชั่นช้าอยู่แล้วยังต้องหอบหิ้วขวดน้ำมันตัวใหญ่อย่างนายไปด้วยอีก มีหวังเขาตายแหง’

หนีฉือสูงขึ้นหรือเปล่า ทำไมเขาดูสูงกว่าอาซวิ่นอีกนะ สงสัยรายการเครซี่แบนด์จะเลี้ยงดีจริงๆ

นิคฮามาก เขาฉวยโอกาสตอนที่คู่ปลาแกะมีเรื่องกันแอบไปหา ny เพื่อแบ่งขนมให้เขา แต่ดูเหมือน ny จะบอกปัดเลยถูกวงอีเทอร์นัลวู้ดฉกไป ยูกะเอาเนื้อวัวอบแห้งไปให้เฉิงเฉิงก่อน เขาโคตรตลกเลยจริงๆ’

‘ขาจรอยากรู้ค่ะว่าทำไมถึงเรียก qyy กับ czy* ว่ากลุ่มเซียนเหรอคะ’

เพราะพวกเขาเป็นคู่ที่ชอบทักทายบรรพบุรุษ* ของอีกคน (ทำหน้าซีเรียส)’

ดูคลิปสนามบินของทุกคนหมดแล้ว วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ดูไม่เข้ากับวงในรายการเครซี่แบนด์เลยวางตัวไม่ถูก ถึงได้บอกไงว่าถ้าไม่ใช่ที่ของตัวเองก็อย่าเข้ามาแทรก’

ผ้าพันคอที่สวี่ซือใส่ใช่ผ้าพันคอที่แม่ของ qyy ให้สมาชิกวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์คนละผืนหรือเปล่า’

แล้วเธอรู้ไหมว่าที่ฉินอีอวี๋ใส่อยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสเว็ตเตอร์พอดีตัวกับแว่นดำบนหัว ทุกชิ้นเป็นของหนานอี่ และสร้อยที่หนานอี่ใส่อยู่ที่คอก็คือปิ๊กสั่งทำของ qyy ส่วนต่างหูที่เขาใส่อยู่ก็เป็นห่วงปากของฉินอีอวี๋เหมือนกัน’

ขึ้นเครื่องกันแล้ว ขอให้ฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้ คู่แฝด น้องนิทรา ยูกะ เฉิงเฉิง และคู่รักคู่อื่นๆ สนุกกับทริปฮันนีมูน รายการเครซี่แบนด์ถ้าฉลาดก็อย่าได้กล้าแยกคู่จิ้นของฉัน ไม่งั้นขอให้สมาชิกทั้งหมดถอนตัวจากการแข่งขัน!’

แฟนคลับทั้งหลาย เวยป๋อออฟฟิเชียลของรายการเครซี่แบนด์ลงภาพหมู่ที่สนามบิน! วงเดอะเกรตโมเมนต์อยู่ตรงกลาง!’

เสื้อขนเป็ดของน้องแกะตัวใหญ่มากจนมองไม่เห็นมือเลย ดูจากแพตเทิร์นกับสีแล้วน่าจะของเหยียนจี้นะ’

‘qyy ถ่ายรูปทุกครั้งต้องเอาหน้าไปแนบหน้า ny เป็นรูปหัวใจ เห็นฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้ สวีตกันแบบนี้แล้วสบายใจ ต่อไปขอภาพคืนแรกด้วยนะคะ ขอบคุณ’

 

กว่าจะไปถึงวิลล่าในลานสกีก็เป็นเวลาสิบเอ็ดโมงแล้ว ทั้งเจ็ดวงทยอยลงจากรถ พวกเขาเดินทางมาถึงบ้านแฝดสองหลังที่ทางรายการจัดหาไว้

ผู้กำกับพูดมาจากหลังกล้องว่า “เนื่องจากจำนวนคนค่อนข้างเยอะ อยู่รวมกันหลังเดียวไม่พอเลยต้องเหมาบ้านเบอร์หนึ่งกับเบอร์สองเอาไว้ และเพื่อเซฟเวลาทางเราได้แบ่งห้องเอาไว้ล่วงหน้า ถ้าพวกเธออยากสลับห้องกัน เดี๋ยวค่อยไปสลับกันเองนะ”

หนานอี่ที่ยืนอยู่หน้าสุดรับคีย์การ์ดห้องมาจากสตาฟฟ์แล้วเห็นชื่อของตัวเองกับฉินอีอวี๋ทันที พวกเขาอยู่ห้องเดียวกันในบ้านเบอร์สอง แต่เรื่องบังเอิญคือคนที่อยู่ห้องติดกันนั้นคือสวี่ซือกับอินลวี่

เขารู้ว่านี่เป็นความตั้งใจของรายการ เมื่อคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วหนานอี่ก็ไม่รู้สึกแปลกใจ ทว่าพอนึกถึงภาพที่ไม่อยากเห็นแต่จำต้องเห็นแล้ว ไม่ว่าจะมากหรือน้อยมันก็ต้องส่งผลกระทบต่อจิตใจอยู่บ้าง

ส่วนสวี่ซือ หนานอี่ถึงขั้นไม่รู้สึกอะไรกับเขาเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกเป็นอริ แต่ถ้าจะให้มองเห็นเขากับฉินอีอวี๋อยู่บ้านหลังเดียวกัน หนานอี่ก็คอยแต่จะคิดถึงภาพที่พวกเขาทำอะไรต่อมิอะไรด้วยกันสมัยเรียนมัธยมปลาย คิดถึงช่วงเวลาที่พวกเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน ซ้อมกีตาร์ด้วยกัน ซ้อมวงด้วยกัน ไปจนถึงออกแสดงด้วยกัน

สำหรับคนที่มีนิสัยชอบบงการแบบสุดๆ คนหนึ่ง การที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้ถือเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างที่สุด

หนานอี่โกรธตัวเองมาก

เขาถือคีย์การ์ดไปหาฉือจือหยางกับเหยียนจี้เพื่อเป็นฝ่ายถามว่า “พี่จี้ เราแลกห้องกันไหม ผมขออยู่กับเสี่ยวหยาง”

เหยียนจี้ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร กลายเป็นฉือจือหยางที่ทำตาโตแทน

“หา?”

พอเห็นเขาเป็นแบบนี้ หนานอี่ก็รู้สึกแปลกใจเลยถามตรงๆ “ก่อนหน้านี้นายอยากอยู่กับฉันมาตลอดไม่ใช่เหรอ หรือตอนนี้ไม่อยากแล้ว”

“อยากสิ! ฉัน…” ความรู้สึกผิดของฉือจือหยางฉายชัดอยู่บนใบหน้า มือกลองหนุ่มเกาศีรษะ เกาแก้มอย่างบอกไม่ได้ว่ามันผิดปกติที่ตรงไหน “ยังไง คราวนี้ฉัน…”

ไม่รอให้เขาพูดจบ ฉินอีอวี๋ก็ลากกระเป๋าเดินมาล็อกตัวหนานอี่ พูดยิ้มๆ “พวกนายซุบซิบอะไรกัน เอาของไปเก็บที่ห้องก่อนเถอะ”

ฉือจือหยางกำลังคิดหาทางลงอยู่ นึกไม่ถึงว่าเหยียนจี้ที่อยู่ข้างๆ จะพูดขึ้นว่า “เสี่ยวอี่อยากแลกห้องกับฉัน อีอวี๋ นายโอเคไหม”

คราวนี้กลายเป็นฉือจือหยางกับฉินอีอวี๋ทำตาโตกันทั้งสองคน

“หา?” ฉินอีอวี๋สงสัยว่าตนน่าจะฟังผิด “จะให้ฉันกับเสี่ยวอี่ย้ายไปอยู่ห้องนายกับฉือจือหยางเหรอ”

“เปล่า” เหยียนจี้ยิ้มน้อยๆ “ฉันไปอยู่กับนาย ส่วนพวกเขาสองคนอยู่ด้วยกัน”

“โทษที ฉันไม่เข้าใจภาษาจีน” ฉินอีอวี๋พูดมั่วซั่วไปเรื่อย ก่อนจะลากตัวหนานอี่ไปยังห้องพักที่ถูกจัดเอาไว้ให้โดยไม่มองหนีฉือกับอาซวิ่นที่อยู่บ้านหลังเดียวกันและกำลังทักทายพวกเขาเลย นักร้องหนุ่มหิ้วกระเป๋าขึ้นไปที่ชั้นสอง พอเจอห้องพักก็เสียบคีย์การ์ดเข้าไปข้างในแล้วปิดประตูดังปัง

เมื่อภายในห้องเหลือเพียงพวกเขาสองคน ฉินอีอวี๋ที่ไม่สนใจจะตรวจสอบด้วยซ้ำว่าในห้องมีกล้องไหมก็เอ่ยปากถามไปตรงๆ

“ทำไมถึงอยากแลกห้อง”

หนานอี่ไม่มองอีกฝ่าย เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรและเขาก็กลัวว่าตัวเองจะพูดเรื่องที่ไม่สมควรออกไปเลยไม่ตอบมันซะเลย

ตอนแรกฉินอีอวี๋โมโห แต่พอคิดได้ว่ากว่าจะได้ออกมาเที่ยวกันก็แสนยาก นักร้องหนุ่มจึงไม่อยากทำให้หนานอี่ไม่พอใจ จากนั้นก็เดินมาจับมืออีกฝ่าย

“ทำไมมือนายเย็นแบบนี้” พูดพลางรูดซิปเสื้อตัวเองเพื่อเอามือของหนานอี่ใส่เข้ามาตรงอก ก่อนจะพูดสิ่งที่ตั้งใจจะพูดเมื่อกี้ต่อ “ฉันทำอะไรผิดตรงไหนเหรอ นายถึงไม่พอใจ”

ทันใดนั้นหนานอี่ก็ตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังงี่เง่า เขาโกรธทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ แม้แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังดูออก และนี่เป็นพฤติกรรมที่แย่มาก

ทั้งที่ตัวเขาเก่งเรื่องการควบคุมอารมณ์มากแท้ๆ

มือเบสหนุ่มยกศีรษะขึ้นส่ายหน้าให้ฉินอีอวี๋

“เปล่า ผมแค่ลองเสนอดู” เขาพยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูนิ่งเหมือนปกติและยิ้มเล็กน้อย “เพราะก่อนหน้านี้ฉือจือหยางไม่ได้อยู่กับผมเลย ทั้งที่เมื่อก่อนพวกเรานอนด้วยกัน”

พอพูดจบเขาก็ดึงมือออกมาจากเสื้อตรงอกของอีกฝ่ายแล้วพูดกับฉินอีอวี๋ด้วยน้ำเสียงเบาแสนเบาว่า “อย่าคิดมากสิ”

“นายอารมณ์ไม่ดี” ฉินอีอวี๋มองหลังเขา

หนานอี่ไม่ชอบถูกใครอ่านใจเลยไม่ยอมแม้แต่จะหันหน้ากลับไปมอง เขาเดินไปเปิดกระเป๋าเพื่อเอาเสื้อผ้าออกมาแขวนและถือโอกาสเช็กห้อง พอมั่นใจว่าไม่มีกล้องเขาก็ตอบฉินอีอวี๋ว่า “โทษที ผมเป็นคนหน้าบูดอยู่แล้ว”

“ทำไมถึงพูดแบบนี้” ฉินอีอวี๋นึกถึงภาพของหนานอี่ตอนที่พวกเขาเจอกันครั้งแรกแล้วเดินไปกอดเอวอีกฝ่าย จากนั้นก็โยนเสื้อผ้าที่หนานอี่ถืออยู่ในมือไปไว้บนเตียง “ฉันชอบหน้านายมาก”

ใช่สิ ถ้าไม่ชอบก็ไม่มีทางจูบลงหรอก

หนานอี่ผงกศีรษะอย่างไม่ใส่ใจ “อืม ผมก็ชอบหน้าคุณเหมือนกัน”

“เรื่องนี้ฉันรู้” ฉินอีอวี๋ยิ้มพลางจุ๊บปากหนานอี่ “เวลาจูบกันนายไม่เคยหลับตา”

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้

หนานอี่คิดในใจว่าถึงเขาอาจจะไม่มีวันบอกชอบฉินอีอวี๋ก็จริง แต่ถ้าวันหนึ่งเขาเผลอหลุดปากพูดออกไป น่ากลัวว่าปฏิกิริยาของฉินอีอวี๋ก็คงเป็นแบบนี้เหมือนกัน

นั่นคือ ‘ฉันรู้ การชอบฉันเป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็ชอบฉันกันทั้งนั้น’

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หนานอี่ก็นึกขำ อารมณ์หงุดหงิดพลันหายไปเกินครึ่ง

“เสื้อผ้าคุณต้องแขวนไหม”

“ไม่ต้องหรอก นายอุตส่าห์พับให้ฉัน”

“เดี๋ยวก็ยับหมด” หนานอี่ผละออกจากอ้อมกอดของฉินอีอวี๋ ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้ากระเป๋าเดินทางของอีกฝ่าย

พอความสนใจเปลี่ยนไปอยู่ที่กระเป๋า ฉินอีอวี๋ก็พลันฉุกคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ”

นักร้องหนุ่มย่อตัวลงมานั่งยองตาม “นายเดาซิว่าฉันเอาอะไรมา”

“คงไม่ใช่เบสนะ” หนานอี่อดมองใบหน้าด้านข้างของฉินอีอวี๋ไม่ได้ เขารู้สึกว่าช่วงสันจมูกกับหว่างคิ้วของอีกฝ่ายช่างดูดีจริงๆ

“ปากนายนี่มันจริงๆ เลย…” ฉินอีอวี๋เปิดกระเป๋าเดินทาง ทำเสียงแต่น แตน แต๊น แบบเด็กๆ “ดูสิ!”

วินาทีแรกที่เห็นหนานอี่อึ้งงัน

เพราะมันคือหมอนที่เขาทำให้ฉินอีอวี๋

ทั้งที่เมื่อคืนตอนที่เขาช่วยฉินอีอวี๋แพ็กกระเป๋าก็ไม่เห็นจะมีแท้ๆ

“ฉันตั้งใจกลับไปที่บ้านของโจวไหวเพื่อเอาหมอนน้อยสุดรักสุดหวงของฉันมา” ฉินอีอวี๋พูดพลางเลิกคิ้วอย่างภูมิใจ เขาเอาหมอนวางบนพรม เอนตัวลงนอนแล้วหลับตา

พอเห็นหมอนหนานอี่ก็นึกถึงช่วงที่ฉินอีอวี๋อยู่ที่ยูนนานคนเดียวด้วยความรู้สึกหวั่นไหว

นี่คือความรู้สึกที่กำลังปวดใจใช่ไหม หนานอี่ก็ไม่รู้ ฉินอีอวี๋มีพรสวรรค์ในด้านที่ทำให้คนนิยมชมชอบแน่นอน เพราะเขามักจะทำอะไรที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเกินคาดและปลาบปลื้มใจอยู่เสมอ

เพราะฉะนั้นถ้าฉันจะชอบเขา มันก็ไม่ใช่ความผิดของฉัน หนานอี่คิด

เมื่อการกระทำไม่ยอมรับคำสั่งจากสมอง กว่าหนานอี่จะได้สติเขาก็จูบหน้าผากฉินอีอวี๋ไปแล้ว

นี่ฉันทำอะไรลงไป…

หนานอี่อยากไล่อีกฝ่ายให้ลุกขึ้น แต่ฉินอีอวี๋กลับลืมตาขึ้นอย่างได้จังหวะพอดี นักร้องหนุ่มจับมือของหนานอี่ไว้แล้วพูดยิ้มๆ “นายรักฉันจริงด้วย”

รักจริง?

หนานอี่ไม่คิดว่าตัวเองมีความเชื่อมโยงอะไรกับคำนี้

ฉินอีอวี๋พูดพลางจับมือของหนานอี่ไปจูบที่ปลายนิ้ว

“ตอนที่นายทำหมอนให้ฉันโดนเข็มทิ่มมือหรือเปล่า” นักร้องหนุ่มพูดพลางจูบข้อนิ้วของหนานอี่เบาๆ แล้วไล่ตามเรียวนิ้วขึ้นไป จุมพิตในแต่ละครั้งเบาหวิวเหมือนขนนกปัดผ่าน

“เปล่า” หนานอี่จั๊กจี้แต่ก็อดทนไว้ เขาไม่พูดอะไรอีกแล้วก็ไม่ได้ดึงมือหนี

ฉินอีอวี๋ยิ้ม ประทับจูบตรงเส้นเลือดบนหลังมือของหนานอี่

ตอนแรกเขาตั้งใจจะบอกว่า ‘เก่งมาก’ แต่พอคำนั้นเดินทางมาถึงริมฝีปากก็เปลี่ยนเป็น “สวยจริงๆ”

“อะไร” หนานอี่นิ่วหน้า เข้าใจว่าตัวเองฟังผิด

“มือนายสวยมาก โดยเฉพาะเวลาเล่นดนตรี ทุกครั้งฉันจะแอบดูอยู่นาน” มือซ้ายที่มีรอยสักรูปดอกไม้ยื่นนิ้วชี้กับนิ้วโป้งออกไปจับโคนนิ้วชี้ของหนานอี่เบาๆ แล้วบีบไล่ไปจนถึงปลายนิ้ว จากนั้นก็เปลี่ยนนิ้ว ไล่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ทีละนิ้วก่อนจะหยุดนิ่งที่นิ้วนาง จนกระทั่งไปถึงนิ้วก้อย

หลังจากนั้นฉินอีอวี๋ที่นอนอยู่ก็เอามือของหนานอี่มาแนบแก้มตัวเอง เขาจูบฝ่ามือหนานอี่ ดวงตาสีดำมองผ่านร่องนิ้วตรงมาที่เขา

ทั้งที่ไม่ได้จูบกัน แต่หนานอี่กลับรู้สึกทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่าตอนจูบกันเสียอีก เพราะถ้าเทียบกับการแสดงความสนิทชิดเชื้อกันแบบทั่วๆ ไปนี้ เขาคุ้นชินกับการรับมือจุมพิตดิบเถื่อนที่เต็มไปด้วยความปรารถนามากกว่า

มือเบสหนุ่มดึงมือตัวเองกลับมาอย่างวางตัวไม่ถูก เขากำมือแน่นจนฝ่ามือร้อนผ่าว

แต่เรื่องนี้ต้องโทษฉินอีอวี๋ เขาไม่เคยเรียนรู้อะไรดีๆ จากคนคนนี้เลย

ระหว่างที่หนานอี่กำลังใช้ความคิดก็พลันมีเสียงเคาะประตู

ตอนนี้เองเขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าที่แท้ที่นี่ก็ไม่ใช่โลกของสองเรา พวกเขายังอยู่ในรายการ

เสียงของหนีฉือดังมาจากด้านนอก

“สุดหล่อสองคนในห้องลงมาทำภารกิจกันได้แล้ว!”

แค่ได้ยินเสียงเขา ฉินอีอวี๋ก็อยากจะมองค้อน

เขาอุตส่าห์ตะล่อมหนานอี่อย่างดี แถมบรรยากาศก็เป็นใจซะขนาดนี้ อีกแค่นิดเดียวเอง

ไอ้รายการประกวดสมควรตาย ไอ้ภารกิจเฮงซวย

 

ฉินอีอวี๋เดินตามหนานอี่ลงมาจากห้องอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจแล้วพบว่าตัวเองสบถด่าไวเกินไป

“นายว่ารายการบ้านี่มันคิดอะไรอยู่วะ อุตส่าห์มาถึงสกีรีสอร์ตทั้งที มันก็น่าจะปล่อยให้ทุกคนไปทำกิจกรรมตามใจชอบ ใครอยากจะเล่นสกีก็ไปเล่น ใครอยากทำสงครามหิมะก็ทำสิ”

หนีฉือที่ถูกดึงมาเข้าพวกด้วยพูดไม่ออก เขาหมุนพวงมาลัยรถพลางหันมาพูดกับฉินอีอวี๋ที่นั่งอยู่ข้างคนขับว่า “คุณพูดแบบนี้มาสามรอบแล้ว”

เขาก็ไม่อยากแยกกับอาซวิ่นเหมือนกัน หนีฉืออารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอกับฉินอีอวี๋ที่เอาแต่บ่นไม่หยุดเขาก็ยิ่งหงุดหงิดคูณสอง

ฝ่ายโปรดักชั่นมอบหมายภารกิจให้สองอย่างคือให้คนกลุ่มหนึ่งไปเอาอุปกรณ์เล่นสกีประเภทต่างๆ มา ส่วนอีกกลุ่มก็รับหน้าที่เตรียมมื้อเที่ยงซึ่งรวมถึงการไปซื้อของสดด้วย โดยแบ่งกลุ่มจากการจับสลาก

บังเอิญเหลือเกินที่เขากับฉินอีอวี๋จับได้กลุ่มซื้อของสด

แน่นอนว่าต้องมีสวี่ซือด้วย แบบนี้มันกระอักกระอ่วนสุดๆ

พอคิดมาถึงตรงนี้หนีฉือก็ปรายตามองผ่านกระจกมองหลังเพื่อมองสวี่ซือกับตากล้องที่นั่งอยู่ข้างเขา ก่อนจะพบว่าสวี่ซือไม่พูดอะไรเลย หนีฉือรู้สึกว่ามันไม่เข้าทีเลยเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง “สวี่ซือ คุณช่วยผมตั้งจีพีเอสหน่อยสิ”

“ได้” สวี่ซือพยักหน้า

“อีกเดี๋ยวพวกเราคงไม่ต้องทำกับข้าวเองหรอกใช่ไหม” หนีฉือว่า “ผมทำเป็นแค่หุงข้าว”

ฉินอีอวี๋เอามือเท้าคาง ตามองหิมะขาวโพลนบนหลังคากระท่อมของรีสอร์ต พูดยิ้มๆ “งั้นนายก็กากมาก เพราะฉันทำเนื้อตุ๋นเป็น”

ฉินอีอวี๋ทำเนื้อตุ๋นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งที่เมื่อก่อนเขายังหั่นผลไม้ไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ สวี่ซือฟังนักร้องหนุ่มพูดด้วยอาการเหม่อลอยจนไม่สามารถตั้งสมาธิอยู่กับจีพีเอสได้

“จริงหรือเปล่า ทีเด็ดนะเนี่ย”

“จริงแท้แน่นอน ฉันหัดทำมาจากเพื่อนสมัยเด็กโดยเฉพาะ เขาทำอาหารเก่งมาก”

ระหว่างที่ทั้งสองคนคุยกัน สวี่ซือก็ชี้นิ้วไปทางด้านขวาเพื่อบอกพวกเขาเสียงเบาว่า “ฉันเห็นซูเปอร์ฯ แล้ว ทางนั้น”

“โอเค” หนีฉือมองผู้โดยสารทั้งสองคนแวบหนึ่งแล้วก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าในบรรดาพวกเขาสามคน คนที่ชิลที่สุดและไม่อินังขังขอบกับอะไรมากที่สุดคือฉินอีอวี๋

เพราะในใจของฉินอีอวี๋มีแต่เนื้อตุ๋น

พอเข้าใปในซูเปอร์ฯ ฉินอีอวี๋ก็บอกสวี่ซือว่า “นายไปเอาของที่ตัวเองชอบกินมาก็พอ เผื่อให้เหลือหน่อย ไม่งั้นของจะไม่พอ”

สวี่ซือพยักหน้า “อืม”

พูดจบฉินอีอวี๋ก็พุ่งปราดไปที่แผนกเนื้อเพื่อไปยืนเลือกเนื้อวัวที่หน้าตู้แช่อย่างเอาจริงเอาจัง

นาทีนั้นสวี่ซือรู้สึกไม่คุ้นกับฉินอีอวี๋ที่เป็นแบบนี้อย่างมาก มือเบสหนุ่มไม่เคยเห็นฉินอีอวี๋ทำอะไรจริงจังแบบนี้มาก่อน แถมการเข้าครัวแบบนี้มันก็ดูไม่ใช่ฉินอีอวี๋เลย

เขาเป็นคนที่ปล่อยวางได้มากขนาดนี้เลยเหรอ

หนีฉือเดินมาหาฉินอีอวี๋แล้วหยิบเนื้อแบบอื่นมาใส่รถเข็น เสร็จแล้วก็จุปากใส่นักร้องวงเดอะเกรตโมเมนต์

“จริงจัง? เดี๋ยวผมต้องขอลองหน่อยว่าคุณทำได้อร่อยแค่ไหน”

“นายฝันไปเถอะ ฉันทำให้หนานอี่ต่างหาก”

หนีฉือเลยมองค้อน “ผมรู้”

สวี่ซือที่ถือโยเกิร์ตเดินมาได้ยินบทสนทนาของพวกเขาพอดี มือเบสหนุ่มถึงกับอึ้งงัน

ทำให้หนานอี่

มือเบสท่าทางเย็นชาเป็นน้ำแข็งคนนั้น

ความเชื่อที่สวี่ซือยึดมั่นอยู่ในใจพลันมีรอยปริร้าวปรากฏขึ้นมาในนาทีนี้

ที่แท้ฉินอีอวี๋ที่ชอบพูดยิ้มๆ ว่า ‘ใครรักฉัน คนนั้นซวย’ และ ‘ฉันไม่เก็บเอาใครหรือเรื่องอะไรมาใส่ใจหรอก เพราะฉันไม่อยากทำเรื่องโง่ๆ ให้เปลืองแรงตัวเอง’ ก็รู้จักคิดถึงใครสักคน จำได้ว่าเขาชอบอะไร ถึงขั้นหัดทำอาหารอย่างเต็มอกเต็มใจและมีความสุขขนาดนี้

นี่เป็นเรื่องน่ากลัวที่สวี่ซือไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน

ฉินอีอวี๋เริ่มเข็นรถไปหาวัตถุดิบ

“แครอต!”

หนึ่งถุง

“ข้าวโพด!”

หนึ่งกล่อง

“พริกหยวก…”

“หนานอี่ชอบกินพริกหยวกด้วยเหรอ” หนีฉือประหลาดใจ

“เท่าที่ฉันสังเกตดู หนานอี่ไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่” แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังหยิบพริกหยวกมาหนึ่งกล่อง “แต่ในพริกหยวกมีสารอาหาร”

หนีฉือยอมรับนับถือ “ผมยกให้คุณเป็นพี่ และจะขอเรียนรู้จากคุณ”

“อย่าเลย” ฉินอีอวี๋เข็นรถสองคันไปที่แคชเชียร์ “เป็นพี่ชายนายนี่โคตรอันตราย”

 

ซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ชั้นใต้ดิน ส่วนชั้นหนึ่งกับชั้นสองเป็นแหล่งให้เช่าอุปกรณ์เล่นสกี อีกทีมหนึ่งกำลังแยกย้ายกันไปทำงาน เหยียนจี้ หนานอี่ ยูกะ และเฉิงเฉิงกำลังเลือกชุดเล่นสกี

เหยียนจี้เห็นหนานอี่ไปยืนเหม่อหน้าชุดสกีสีส้มชุดหนึ่งเลยเดินไปหา มือคีย์บอร์ดหนุ่มพูดยิ้มๆ “เทสต์ชุดสกีของนายต่างจากการแต่งตัวปกติขนาดนี้เลยเหรอ”

“เปล่า” หนานอี่หมุนตัวไปหยิบชุดสกีสีดำมาอย่างเขินๆ “แค่รู้สึกว่าชุดนี้มันน่าเกลียดมาก”

เหยียนจี้เกือบหลุดหัวเราะออกมา

ยูกะกับเฉิงเฉิงที่อยู่ด้านข้างถือชุดสกีสองชุดมาพร้อมกัน ของเฉิงเฉิงเป็นสีม่วง ส่วนของยูกะเป็นสีแดง ทั้งคู่ยังไม่ทันพูดอะไร แค่เห็นหนานอี่ก็ยิ้ม

หนานอี่มองพวกเขานิ่งๆ แล้วหมุนตัวไปเช็กชุดสกีที่แขวนอยู่ทีละตัว

“ชุดนี้เหมาะกับฉือจือหยาง คู่กับหมวกสีขาว” เขาหยิบชุดสีขาวออกมาหนึ่งชุด ก่อนจะหยิบชุดสีเทาแบบเดียวกันที่อยู่ข้างๆ มาโชว์ให้เหยียนจี้ดู “ส่วนนายใส่ชุดนี้”

เหยียนจี้พยักหน้ารับการจัดแจงแบบโจ่งแจ้งนี้ เขารับชุดมาจากมือของหนานอี่ “ก็สวยดี”

หนานอี่ไม่อยากเลือกต่อแล้วเลยถ่ายรูปชุดสกีแบบต่างๆ ในร้านแชร์ลงกลุ่มเพื่อให้ทุกคนเลือกกันเอง

“ของอีอวี๋ล่ะ”

หลังถามปัญหานี้ออกไปเหยียนจี้ก็สังเกตเห็นว่ามือของหนานอี่ที่กำลังพิมพ์ข้อความหยุดชะงักไปสองวินาที

“แล้วแต่เขา” หนานอี่พูดจบก็เผลอส่งรูปซ้ำไปรูปหนึ่ง แต่โรคย้ำคิดย้ำทำทำให้เขาไม่สบายใจเลยต้องกดยกเลิกข้อความ

ครึ่งชั่วโมงต่อมาพวกเขาเริ่มคิดเงินกันที่แคชเชียร์ เนื่องจากเงินอยู่ที่เหยียนจี้ เขาเลยต้องอยู่จ่ายเงิน โดยปล่อยให้พวกหนานอี่ไปเลือกสโนว์บอร์ดที่ร้านข้างๆ ก่อน

“เท่าไหร่ครับ ผมจะเคลียร์บิลเลย”

“สักครู่นะครับ ของที่ลูกค้าต้องการมันเยอะมาก ทางเราขอตรวจนับก่อนเพื่อป้องกันความผิดพลาด” พนักงานของร้านพูดพลางเริ่มนับจำนวนชุดสกีทีละตัวๆ

“โอเคครับ” เหยียนจี้ยืนดูอยู่ข้างๆ แล้วพลันสังเกตเห็นว่าในบรรดาชุดสกีพวกนั้นมีสีสว่างโดดเด้งขึ้นมาจนสะดุดตาอย่างที่สุด เหมือนแถบสะท้อนแสงบนเสื้อชูชีพเวลาที่ลงไปลอยคออยู่ในทะเลสีดำทะมึน

มือคีย์บอร์ดหนุ่มดึงมุมผ้าออกมาดูแล้วก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่ามันคือชุดสกีสีส้มที่หนานอี่บอกว่า ‘น่าเกลียด’ เมื่อกี้นี้

มันถูกซ่อนเอาไว้ใต้กองผ้า

พนักงานเห็นเขายิ้ม แต่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเลยถามแบบหยั่งเชิง “ตัวนี้เอาด้วยหรือเปล่าครับ”

“เอาด้วยครับ” เหยียนจี้วางชุดกลับเข้าไปในกอง รอยยิ้มกดลึกขึ้น “ชุดอื่นหลุดได้ไม่เป็นไร แต่ชุดนี้ของห้ามขาด ไม่งั้นน้องผมจะไม่สบายใจ”

 

พอซื้อของสดเสร็จพวกฉินอีอวี๋ทั้งสามคนก็หิ้วของมายังที่จอดรถใต้ดิน แต่ตอนกำลังจะเอาวัตถุดิบไปเก็บที่รถ เขาก็ได้ยินเสียงเฉิงเฉิงดังมาแต่ไกล อีกฝ่ายเรียกชื่อเขาดังมาก “ฉินอีอวี๋”

นักร้องหนุ่มเงยหน้าขึ้นก็เห็นทีมที่ไปเช่าอุปกรณ์เล่นสกีพอดี

ทั้งทีมได้มาเจอแป๊บหนึ่ง ฉินอีอวี๋โบกมือพลางสอดส่ายสายตามองหาหนานอี่โดยอัตโนมัติ ไม่นานเขาก็เห็นอีกฝ่ายเลยปิดประตูท้ายรถเพื่อเดินไปหาอย่างตื่นเต้น แต่คิดไม่ถึงว่าข้างตัวหนานอี่จะมีผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย

ผู้ชายคนนี้ตัวสูงมากและเหมือนจะตัวใหญ่กว่าเขาเล็กน้อย ใส่ชุดเล่นสกี

ฉินอีอวี๋ไม่สนใจจะมองรูปร่างหน้าตาของหมอนั่นให้ละเอียด เพราะสิ่งที่เขาสังเกตเห็นคือหนานอี่กำลังคุยกับชายร่างสูงคนนั้นพร้อมด้วยรอยยิ้ม

จนกระทั่งลักยิ้มเผยออกมาให้เห็น

เปลวไฟที่ไร้เหตุผลลุกโชนขึ้นมาทันที ฉินอีอวี๋ตั้งใจจะเดินไปหาหนานอี่ แต่เพราะเห็นเหยียนจี้ที่กำลังเก็บของอยู่ ฉินอีอวี๋เลยดึงตัวมือคีย์บอร์ดหนุ่มมาถามว่า “ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”

เหยียนจี้มองไปตามการชี้ของเขาแวบหนึ่ง “โค้ชของที่นี่ล่ะมั้ง เหมือนเขาจะเคยรู้จักกับหนานอี่มาก่อน พวกเราเจอกันตอนเลือกสโนว์บอร์ดเมื่อกี้ เขาบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเสี่ยวอี่ด้วย”

“จะมาเลี้ยงอะไร หนานอี่เขาจะกินเนื้อที่ฉันทำต่างหาก” ฉินอีอวี๋พูดจบก็ไม่สนใจการห้ามปรามของเหยียนจี้ ตรงดิ่งไปหาสองคนนั้นทันที

โค้ชที่หันหน้ามาทางฉินอีอวี๋สังเกตเห็นเขาก่อน โค้ชมองหนุ่มหล่อที่เดินกระฟัดกระเฟียดมาอย่างประหลาดใจจึงหยุดการสนทนา

“คุณคือ?”

หนานอี่หันหน้าไปมองตาม พอเห็นฉินอีอวี๋ มือเบสหนุ่มก็ประหลาดใจ “คุณไปซื้อของไม่ใช่เหรอ”

“ซื้อเสร็จแล้ว” ฉินอีอวี๋โอบไหล่หนานอี่ เขามองชายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มๆ “คนนี้คือ?”

หนานอี่ยังไม่ทันได้พูด โค้ชก็เป็นฝ่ายยื่นมือออกมาก่อน อีกฝ่ายแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้มสดใส “สวัสดีครับ ผมชื่อจางสวิน เป็นโค้ชพาร์ตไทม์ของที่นี่และเป็นรุ่นพี่ของเสี่ยวหนานด้วย เราสองคนเรียน ม.ปลาย…”

ไม่รอให้จางสวินพูดจบ ฉินอีอวี๋ก็จับมือจางสวินเสียงดังปับจนอีกฝ่ายตกใจ

“บังเอิญจังนะครับ!”

ใบหน้ายิ้มแย้มของเขาดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ

“ผมก็เป็นรุ่นพี่ของเขาเหมือนกัน ตอน ม.ต้น อยู่โรงเรียนเดียวกัน”

 

* xs ย่อมาจาก Xu Si ชื่อภาษาอังกฤษของสวี่ซือ

* ไลต์มิวสิก (Light Music) เป็นชื่อที่นำมาใช้เรียกแทนฉินอีอวี๋ เพราะในภาษาจีนอ่านว่า ‘ชิงอินเยวี่ย’ ซึ่งออกเสียงใกล้กับชื่อฉินอีอวี๋

* กลุ่มเซียน ใช้เรียกแทนฉินอีอวี๋กับฉือจือหยาง โดยคำว่าเซียน (鲜) นี้เป็นการประกอบตัวอักษรระหว่างคำว่าปลา (鱼) กับแกะ (羊) ในภาษาจีน

* czy ย่อมาจาก Chi Zhi Yang ชื่อภาษาอังกฤษของฉือจือหยาง

* บรรพบุรุษ ในภาษาจีนออกเสียงเหมือนกับคำว่ากลุ่มเซียน

  

  

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4

วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป

 

รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่

Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN

 

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: