ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ
อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน
และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 87 ของขวัญปลอกคอ
“ตรวจสอบ?” ฉินอีอวี๋หัวเราะ “ฉันไม่เข้าใจ ตรวจสอบเรื่องอะไร”
หนานอี่บีบคางเขาไว้ พูดทั้งสีหน้าเย็นชา “ห้ามย้อนถาม ตอบผมมาว่าใช่หรือไม่ใช่”
ถึงในใจฉินอีอวี๋จะนึกสงสัย แต่เขาก็ยังนึกไม่ออกว่าตัวเองถูกจับพิรุธได้ยังไง นักร้องหนุ่มยังคงยิ้มพลางเลิกคิ้วสูง ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า “ใช่” เขาถึงขั้นจงใจพูดยั่วด้วยว่า “ฉันตรวจสอบเรื่องของนายก็จริง แต่ต้องยอมรับว่ามันแทบไม่ได้อะไรเลย”
สีหน้าของหนานอี่เหมือนจะเยียบเย็นกว่าเดิม “คุณรู้อะไรบ้าง”
ความจริงนี่ไม่ใช่ฉากการเปิดใจคุยกันอย่างที่ฉินอีอวี๋วาดหวังไว้ แต่การเปิดใจคุยกับหนานอี่แต่ละครั้งล้วนห่างไกลจากภาพที่เขาคิดไว้ตลอดจนฉินอีอวี๋เริ่มชิน นอกจากนี้ตัวเขารู้ดีว่าถึงตอนนี้หนานอี่จะทำท่าทำทางดูเย็นชา แต่ความจริงอีกฝ่ายกำลังใกล้จะทรุดเต็มที แล้วแบบนี้เขาควรสงวนท่าทีให้หนานอี่มีพื้นที่คุมเกมได้หรือควรผลักดันไปให้สุดเพื่อให้หนานอี่ระบายความในใจออกมาทั้งหมดดี
“บอกมา” หนานอี่จ้องหน้าเขา
สุดท้ายฉินอีอวี๋ก็เลือกอย่างหลัง “ฉันรู้ว่านายเข้าร่วมการประกวดนี้เพราะมีจุดประสงค์อย่างอื่น” นักร้องหนุ่มคอยสังเกตสีหน้าหนานอี่อยู่ตลอด “และฉันรู้ด้วยว่านายตั้งใจจะทำอะไรบางอย่างเพื่อญาติของนาย…”
“พอ” หนานอี่ร้องห้ามออกมาทันที
แต่ฉินอีอวี๋ไม่อยากให้หนานอี่ต้องแบกรับเรื่องทุกอย่างเอาไว้คนเดียวอีก เขาถามว่า “ฉันพูดถูกหรือเปล่า”
หนานอี่ไม่ตอบ มือเบสหนุ่มหลุบตาลงแล้วพลันยิ้มบางๆ ท่ามกลางแสงหรุบหรู่ เส้นผมและเสื้อผ้าของหนานอี่เป็นสีดำสนิท ในขณะที่ลำคอกับกระดูกไหปลาร้าขาวจัด ส่วนดวงตาซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวที่พ้นไปจากโทนสีขาวดำ ตอนนี้ถูกขนตาบดบังไว้ หนานอี่งอขาข้างหนึ่งขึ้นแล้วพาดแขนไว้บนหัวเข่า มือเรียวปิดหน้าไปเกินครึ่ง อำพรางรอยยิ้มของตัวเองไว้
“หนานอี่” ฉินอีอวี๋เรียกชื่อเขาเบาๆ ขืนปล่อยให้เรื่องเป็นแบบนี้ต่อไป นายต้องบ้าแน่
หนานอี่ช้อนตาขึ้นก่อนจะเอามือเท้าคาง เขาหยุดยิ้มขณะที่ตามองฉินอีอวี๋ “คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”
ฉินอีอวี๋แจกแจงสมมติฐานของตัวเองออกมาอย่างละเอียด แต่มีเรื่องเดียวที่เขาพยายามเลี่ยง นั่นคือคดีกราดยิงเมื่อสามปีก่อน
หลังฟังเรื่องทั้งหมดที่เขาเล่าจบ หนานอี่ก็นิ่งไปนานมาก เหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจเรื่องทุกอย่าง แต่ข้อมูลพวกนี้คงมากเกินไปสำหรับคนเมา
ในสมองของหนานอี่มีรายชื่อที่เขาเฝ้าคิดวางแผนจัดการมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดระยะเวลาหลายปีวนเวียนอยู่ ก่อนที่รายชื่อพวกนั้นจะจมหายเข้าไปในถ้ำที่ไร้จุดสิ้นสุด กระทั่งฉินอีอวี๋เรียกชื่อเขาอีกครั้งด้วยชื่อ “เสี่ยวอี่”
ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้หนานอี่หูแว่วได้ยินน้ำเสียงคุ้นหูของใครอีกคนแทรกอยู่ในเสียงของฉินอีอวี๋ ซึ่งสองคนนี้ล้วนเป็นคนสำคัญที่สุดของเขา หนานอี่สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หนึ่งครั้งเพื่อเรียกสติก่อนหันไปมองฉินอีอวี๋ “คุณคิดยังไง”
“อะไรคือฉันคิดยังไง” ฉินอีอวี๋เสริมว่า “นี่ไม่ใช่การย้อนถามนะ ฉันแค่อยากให้นายพูดให้เคลียร์หน่อย”
“ไม่ผิด คุณเดาถูก” หนานอี่ขยับตัวเข้าไปใกล้เพื่อสัมผัสใบหน้าของฉินอีอวี๋อย่างอ่อนโยนพลางพูดเสียงเบาหวิว “ผมตั้งใจจะแก้แค้น ผมคอยจับตาดูคนพวกนั้นเหมือนปีศาจร้ายหมายเอาชีวิต คอยวนเวียนอยู่รอบตัวพวกเขามานานหลายปีเพื่อเอาคืน การตายมันง่ายเกินไป ผมอยากให้ไอ้พวกสวะ เดนมนุษย์สมองกลวงพวกนั้นพินาศย่อยยับกันให้หมด ผมจะทำให้พวกมันได้รู้รสความเจ็บปวดของการสูญเสียทุกอย่างและทรมานกว่าผมเป็นหมื่นเท่า”
“…”
“คุณคิดยังไงกับเรื่องพวกนี้” หนานอี่ถามพร้อมหัวเราะเบาๆ
ฉินอีอวี๋มองหน้าหนานอี่ด้วยสีหน้านิ่งสนิท เขาอยากบอกว่า ‘นายด่าคนได้โคตรหล่อจริงๆ’ แต่ถ้าเขาพูดแบบนี้ มันคงไม่ค่อยถูกกาลเทศะเท่าไหร่ “ฉันคิดยังไงเหรอ ฉันอยากช่วยนาย”
นักร้องหนุ่มทำหน้าจริงจัง ร่างสูงที่พิงกับหัวเตียงขยับตัวโน้มมาด้านหน้า เข้าไปใกล้จนเกือบจูบหนานอี่ได้ “ฉันช่วยนายได้และฉันมีประโยชน์มาก หนานอี่ ฉันอาจจะยังไม่รู้ว่าแผนของนายคืออะไร แต่ฉันโอเคกับทุกอย่าง นายอยากเปิดโปงพวกนั้น? หรือฆ่าพวกมันทิ้ง? ได้หมดเลย ไม่มีอะไรสำคัญทั้งนั้น ประเด็นสำคัญคือฉันคือดาบที่เหมาะมือนายที่สุด”
ดวงตาของหนานอี่ฉายแววไม่คาดฝัน เขามึนงงจนต้องย่นหัวคิ้ว
“นายเชื่อใจฉันได้” ฉินอีอวี๋ว่า
“คุณอย่าแม้แต่จะคิด” หนานอี่ถอยห่างพลางยื่นมือไปผลักฉินอีอวี๋ให้ออกห่างจากตัว แสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธอย่างชัดเจน
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหมือนฝันร้ายที่เขากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นมากที่สุด แต่ตอนนี้สมองของเขากำลังสับสน เมื่อศักยภาพในการคิดถูกฤทธิ์แอลกอฮอล์กัดกร่อนไปเกินครึ่ง ทำให้เขาคิดหาวิธีหยุดฉินอีอวี๋ไม่ได้
หนานอี่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนเด็กน้อยที่พอเจอเรื่องเจ็บช้ำน้ำใจแล้วคว้าอะไรได้เป็นต้องปาทิ้ง เขาเลยหาเรื่องพูดไปเรื่อยว่า “ถ้าคุณเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของผมอีก ชาตินี้ผมจะไม่ยอมบอกคุณว่าจูบแรกของผมเป็นใคร”
แต่ใครจะรู้ว่าฉินอีอวี๋ฟังจบแล้วจะยิ้มเหมือนโกรธจนขำ “นายคิดจริงๆ เหรอว่าฉันซีเรียสเรื่องนี้”
หนานอี่กะพริบตาช้าๆ ไม่พูดอะไรต่อ
“จริงอยู่ที่ฉันชอบนายแล้วต้องคิดมากกับเรื่องนี้บ้างไม่มากก็น้อย เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะมีความเห็นแก่ตัว หวังว่าคนที่เราชอบจะเป็นของเราคนเดียว” ฉินอีอวี๋พูดจบก็ยื่นมือออกไปจับเสื้อของหนานอี่ แววตาเปลี่ยนไป “แต่ฉันรักนาย เทียบกับสวัสดิภาพของนายหรือสิ่งที่นายอยากทำจริงๆ แล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ได้มีค่าเลยสักนิด อย่าว่าแต่จูบแรกเลย ต่อให้เป็นคืนแรก ไม่สิ ต่อให้นายไม่ใช่แฟนฉัน แต่เป็นแฟนคนอื่น ขอแค่ฉันรักนาย ฉันก็ไม่มีทางปล่อยให้นายไปทำเรื่องเสี่ยงๆ พวกนั้นคนเดียวเหมือนกัน!”
คำพูดยาวเหยียดของฉินอีอวี๋ทำให้สมองของหนานอี่แทบหยุดทำงาน ตอนแรกสมองเขาค้างเพราะฉินอีอวี๋บอกว่าไม่ซีเรียส เนื่องจากคำนี้เหมือนก้อนอิฐที่ฟาดใส่ศีรษะของเขา แต่พอฟังๆ ต่อไปอีกสักพัก หนานอี่ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ว่าฉินอีอวี๋ไม่แคร์เขา ในจังหวะที่มือเบสหนุ่มเริ่มหายมึน เขาก็ได้ยินว่า ‘เป็นแฟนคนอื่น’ ตามมาด้วย ‘ฉันรักนาย’ ทำเอาเขางงไปหมด
ผมจะไปเป็นแฟนคนอื่นได้ยังไง ถ้าผมเป็นแฟนคนอื่น คุณก็จะยังรักผมอีกเหรอ คุณยังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่า
แม้หนานอี่จะไม่เข้าใจคำพูดในช่วงแรก แต่เขาก็ได้ยินคำพูดในประโยคสุดท้ายชัด ที่ฉินอีอวี๋บอกว่าจะไม่ยอมฟังเขา
หนานอี่โมโหจนหน้ามืดเลยหยิบยกคำพูดที่เขาคิดว่าแรงที่สุดขึ้นมาขู่ “ถ้าคุณเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ผมจะ…”
“หยุด” จู่ๆ ฉินอีอวี๋ก็ยกมือที่ถูกมัดขึ้นมาแล้วใช้นิ้วกดริมฝีปากหนานอี่ นักร้องหนุ่มทำหน้าจริงจังระคนอ่อนใจขณะบอกเขาว่า “คุณตำรวจเล่นสนุกได้นะครับ จะสอบปากคำหรือลงโทษอะไรก็ได้ทั้งนั้น ถ้าคุณอารมณ์ไม่ดีจะทำอะไรผมก็ได้ แต่ห้ามพูดคำนี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน เพราะพอคุณหลุดปากพูดคำนี้ออกมาแล้ว ผมเสียใจจริงๆ นะ”
หนานอี่มองหน้าเขาโดยไม่พูดอะไร แต่สายตาที่เปลี่ยนไปของมือเบสหนุ่มทำให้ฉินอีอวี๋รู้ว่าหนานอี่ได้ยินสิ่งที่เขาบอก ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มมีน้ำตารื้น ดูเหมือนขวดแก้วใสๆ ที่ถูกทุบแตกกลางแดดจ้า
ฉินอีอวี๋กลัวที่จะเห็นหนานอี่เป็นแบบนี้ที่สุด นักร้องหนุ่มจึงรีบยอมแพ้ทันที “โอเค ฉันรับปาก ฉันรับปากแล้ว อย่าร้องไห้เลยนะ โอเคไหม”
แต่หนานอี่ยังคงมองเขาอยู่แบบนั้นเหมือนเดิม
ฉินอีอวี๋ว่า “แกะเข็มขัดออกให้หน่อยสิ ฉันอยากกอดนาย”
“ไม่”
ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ ฉินอีอวี๋เพลียใจแต่ก็ยังพยายามขยับเข้าไปหาอีกฝ่าย เขายื่นมือทั้งสองข้างที่ถูกมัดไว้ไปคล้องตัวหนานอี่เพื่อดึงมือเบสหนุ่มเข้ามากอด “นายทำอะไรฉันไม่ได้หรอก” พูดจบฉินอีอวี๋ก็จูบเปลือกตาหนานอี่ “ทำไมถึงดื้อนักนะ ถือว่าจับฉันอยู่แล้วใช่ไหม”
เขาพูดพลางเอียงศีรษะ พยายามจะยื่นหน้าไปจูบอีกฝ่าย แต่ขยับเข้าไปยังไม่ทันถึงริมฝีปาก หนานอี่ก็ยกแขนของเขาขึ้นแล้วหนีออกไปจากวงแขนนักร้องหนุ่ม
ฉินอีอวี๋ทำหน้างง กะพริบตาปริบๆ “ยังไม่ได้จูบเลย”
แต่หนานอี่กลับลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เขาเปิดตู้ รื้อค้นของข้างในอยู่เป็นนานสองนาน สุดท้ายก็ได้เนกไทสีดำมาหนึ่งเส้น มือเบสหนุ่มถือเนกไทเส้นนั้นไว้ในมือ มองมันอยู่พักหนึ่งก่อนเดินย้อนกลับมาที่เตียง ท่าเดินของเขาทำให้ฉินอีอวี๋มั่นใจว่าหนานอี่เมาแน่ๆ แถมยังเมาหนักด้วย
“แค่เข็มขัดยังไม่พออีกเหรอ” ฉินอีอวี๋คิดไม่ถึงว่าหนานอี่จะเล่นเขาจริงๆ “หรือนายจะมัดขาฉันด้วย?”
หนานอี่กลับมานั่งที่เตียงโดยไม่พูดอะไรสักคำ ทว่าตอนที่เขายื่นมือมา เป้าหมายกลับไม่ใช่ขา แต่เป็นดวงตา
ฉับพลันนั้นภาพทุกอย่างก็มืดดับ ฉินอีอวี๋มองไม่เห็นอะไรเลย “นายจะปิดตาฉันทำไม ไม่อยากให้ฉันมองนายเหรอ งั้นนายก็เอาฉันไปสอบปากคำในห้องมืดเลยสิ”
ปากของฉินอีอวี๋ยังคงไม่มีหูรูดเหมือนเดิม แต่ระหว่างที่กำลังพูดอยู่ เขาก็กลัวว่าหนานอี่จะรำคาญแล้วหาอะไรมาปิดปากตัวเอง ถึงตอนนั้นเขาจะทำยังไง “ที่รัก ถ้านายไม่อยากฟังฉันพูดก็ปิดปากฉันได้นะ หรือจะจูบฉันก็ได้ แต่อย่าเอาเสื้อมาอุดปากฉันได้หรือเปล่า”
หนานอี่ไม่ตอบ ในห้องเงียบมาก เงียบจนฉินอีอวี๋สงสัยว่าหนานอี่หนีไปแล้วหรือเปล่า หรือมือเบสหนุ่มจะยืนแล้วใช้ดวงตาสวยๆ คู่นั้นมองเขาอยู่ที่ข้างเตียง แต่ไม่นานในห้องก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบ เสียงเหมือนคนรื้อตู้หาของ
“หาอะไรอยู่น่ะ” ฉินอีอวี๋หันหน้าไปทางต้นเสียง “เสี่ยวอี่ แก้มัดให้ฉันหน่อยสิ เดี๋ยวฉันช่วยหา นายดื่มเยอะขนาดนั้น สายตาน่าจะไม่โอเค”
เสียงหาของดังต่อเนื่องอยู่นานมากจนฉินอีอวี๋นึกสงสัยว่าหนานอี่จะค้นทั้งห้องเลยหรือเปล่า และในที่สุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างก็หยุดลง
มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่เตียงจะยวบลงเล็กน้อย ในที่สุดเสียงของหนานอี่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง มือเบสหนุ่มพูดช้ากว่าปกติแต่ฟังดูโรคจิตกว่าเดิม “บางครั้ง…ผมก็อยากมัดคุณไว้จริงๆ จับใส่กุญแจมือ ล่ามโซ่ ขังไว้ในที่ที่จะไม่มีใครหาเจอ”
ปลายนิ้วเยียบเย็นลากจากแก้มของเขาลงไปยังเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอ ต่อไปที่กระดูกไหปลาร้า
ไม่นานฉินอีอวี๋ก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างฉีกขาด เสียงนั้นคล้ายกระดาษห่อของ ต่อจากนั้นสองมือของหนานอี่ก็วกกลับมาพร้อมบางสิ่งที่เย็นจัดเหมือนทำจากโลหะ ก่อนจะเอามันมาพันรอบคอเขา ทำเอาฉินอีอวี๋ขนลุกซู่
เขารับรู้ได้ว่ามือของหนานอี่อ้อมไปที่หลังคอเขาเพื่อเกี่ยวตะขอให้ เสร็จสรรพหนานอี่ก็ใช้ปลายนิ้วกดบริเวณคอหอยของนักร้องหนุ่ม คล้ายกำลังยืนยันอะไรบางอย่าง สุดท้ายก็บอกว่า “พอดีเป๊ะ”
ฉินอีอวี๋ก้มศีรษะลง เนกไทที่ปิดตาอยู่ทำให้เขามองไม่เห็น แต่เมื่อคางสัมผัสกับมือของหนานอี่ นักร้องหนุ่มจึงจูบมืออีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ “นายซื้อปลอกคอให้ฉันจริงเหรอ หนานอี่ ดูท่านายจะชอบอะไรแบบนี้จริงๆ นะ แล้วไงต่อ อยากทำอะไรอีก มีพร็อพอย่างอื่นอีกไหม…”
ไม่รอให้ฉินอีอวี๋พูดจบ นิ้วเรียวของหนานอี่ก็สอดเข้ามาในโพรงปาก หยุดคำพูดที่เหลือไว้
หนานอี่จะเอาแบบนี้จริงเหรอ พอเมาแล้วเขาไม่เหมือนเดิมจริงๆ
ตอนแรกฉินอีอวี๋จับต้นชนปลายไม่ถูกเลยค่อนข้างว้าวุ่น คิดไม่ถึงว่าหนานอี่จะเป็นฝ่ายเอาตัวเองมาประเคนให้ ใจของฉินอีอวี๋ลิงโลดขึ้นมาทันที เขาอมนิ้วของหนานอี่ไปจนถึงโคนนิ้ว โดยที่ลิ้นจำแนกได้ว่านิ้วนี้คือนิ้วมือขวา เป็นนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ซึ่งเป็นปลายนิ้วที่มือเบสต้องใช้เป็นประจำ
มีกลิ่นสนิมเหล็กนิดๆ เป็นกลิ่นที่ติดมาจากการใส่ปลอกคอให้เขาเมื่อกี้หรือเปล่า ปกติปลอกคอมันต้องทำจากหนังไม่ใช่เหรอ ทำไมเจ้าหนูคนนี้ถึงได้ใจร้ายขนาดนี้ ถึงขั้นทำห่วงคอมาล็อกเขาไว้
ฉินอีอวี๋สังเกตเห็นว่าการล่อลวงของตัวเองได้ผล เพราะนิ้วของหนานอี่สอดเข้ามาในโพรงปากเพื่อกดลิ้นของเขาไว้อย่างหยาบคายผิดไปจากปกติ
แต่ไม่นานมือข้างนั้นก็ดึงออกไป
ฉินอีอวี๋ไอค่อกแค่ก ก่อนจะถามยิ้มๆ ว่า “ชอบไหม” แต่หนานอี่ไม่ตอบ
ในห้องมีเสียงอะไรบางอย่างหล่น คล้ายพวกเสื้อผ้า จากนั้นก็มีเสียงเปิดลิ้นชัก เหมือนหนานอี่จะหยิบอะไรบางอย่างออกมา ฟังจากเสียงดังแกร๊กของฝากล่องที่ถูกเปิด
เนกไทสีเข้มมากจนฉินอีอวี๋มองไม่เห็นอะไรเลย เมื่อความอยากรู้อยากเห็นของเขาถูกตีกรอบ นักร้องหนุ่มก็ไม่เหลือมาดเอ้อระเหยลอยชายอย่างที่ผ่านมาและเริ่มร้อนรนกระวนกระวาย หัวใจเต้นถี่เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนแผ่นหลังมีเหงื่อบางๆ ผุดซึม
บรรลัยแล้ว ท่ามกลางความมืดมิด ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในสมองของฉินอีอวี๋
แต่หนานอี่ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวเขา ไม่แม้แต่จะจูบเขา เอาแต่เมินฉินอีอวี๋อยู่แบบนั้น สุดท้ายก็กลายเป็นฉินอีอวี๋ที่ทนไม่ไหว เพราะแบบนี้มันน่ากลัวเกินไป เขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีช่วงเวลาแบบนี้ด้วย
แต่ไม่นานฉินอีอวี๋ก็ได้ยินเสียงหอบเบาๆ ที่ทำให้เส้นประสาทอันตึงเครียดในสมองเกร็งหนักขึ้น
นักร้องหนุ่มเข้าใจว่าตัวเองคิดมากไปหรือไม่ก็หูฝาด แต่มันมีเสียงน้ำดังมาซ้ำๆ
หนานอี่บ้าไปแล้วเหรอ
ฉินอีอวี๋ได้ยินเสียงหอบเบาๆ เหมือนหนานอี่กำลังอดทนต่อความเจ็บปวด เสียงลมหายใจขาดห้วง เดี๋ยวดังเดี๋ยวหาย
ตอนนี้นิ้วชี้กับนิ้วกลางของมือขวาที่ฉินอีอวี๋อมไว้ในปากก่อนหน้ากำลังพยายามมุดเข้าไปในช่องทางเล็กๆ ด้านล่าง สารหล่อลื่นถูกบีบออกมาเยอะมากจนเปียกโชกไปทั่ว ของเหลวเหนียวเหนอะไหลจากโคนขาลงมาที่ต้นขา ลามไปถึงน่องขาวราวหิมะ
เนื่องจากหนานอี่ทำไม่เป็น แถมตอนนี้ยังเมา ร่างกายท่อนล่างก็ลื่นมาก มือเบสหนุ่มเลยเผลอทำนิ้วหลุดออกมาจากช่องด้านหลัง กว่าจะสอดกลับเข้าไปได้อีกพักใหญ่
ความผิดพลาดนี้ทำให้หนานอี่เงยหน้าขึ้นมองให้ชัดว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่กลับเห็นฉินอีอวี๋คลายเนกไทที่ปิดตาอยู่ออกแล้ว
นักร้องหนุ่มเบิกตาโต เนกไทพาดอยู่ที่หูกับมือที่ยกค้างไว้โดยไม่ได้เอาลง ทำให้เขาดูเหมือนกำลังขวัญกระเจิง
ทว่าหนานอี่กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวราวกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ได้กลืนกินความขัดเขินของเขาไปจนหมด
“ใครให้คุณเอาเนกไทออกฮะ” หนานอี่คอแดงแต่สีหน้ายังคงไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมามากนักเหมือนเช่นเคย มือเบสหนุ่มหยุดชะงักแล้วเอียงศีรษะ เอาหูแนบกับไหล่ซ้าย ก่อนจะเหยียดขาออกไปกดร่างกายส่วนล่างที่พองตัวขึ้นมาของฉินอีอวี๋เหมือนเป็นการลงทัณฑ์
“อื้อ…” เหงื่อผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากของฉินอีอวี๋
“คุณแข็งแล้วเหรอ” น้ำเสียงของหนานอี่ล่องลอยทั้งยังแผ่วเบา หน้าตาจริงจังระคนอยากรู้อยากลอง สายตาเลื่อนกลับมาที่ใบหน้าของฉินอีอวี๋ หนานอี่จ้องหน้าเขาพลางใช้ปลายเท้ากดแรงกว่าเดิม “ใครอนุญาต”
ฉินอีอวี๋ถูกเขาไล่บี้จนสติหลุด “เสี่ยวอี่ นาย…”
“ชู่ว์…ดูอย่างเดียวพอ ห้ามส่งเสียง” หนานอี่ก้มหน้า ชำแรกนิ้วเข้าไปในเป้าหมายแล้วขยับสองสามที แต่ดูเหมือนจะยังไม่สำเร็จ มือเบสหนุ่มรู้สึกเวียนศีรษะและอึดอัดมาก
“ทำไมผมถึงยังไม่มีอารมณ์นะ…” หนานอี่พึมพำเบาๆ เหมือนอยากรู้ต้นตอของปัญหา “เพราะผมตายด้านไปแล้ว? หรือ…นิ้วมีปัญหา”
หนานอี่ที่กำลังเมามีความอดทนต่ำกว่าปกติมาก มือเบสหนุ่มดึงนิ้วออก ยันตัวลุกขึ้นนั่งคุกเข่าบนเตียง ก่อนจะขยับมาอยู่ตรงหน้าฉินอีอวี๋แล้วดึงกางเกงนักร้องหนุ่มให้ร่นต่ำ พร้อมใช้นิ้วเกี่ยวขอบกางเกงชั้นในลงให้ส่วนแข็งขืนที่อยู่ด้านในดีดตัวออกมา
“เสี่ยวอี่ นายดื่มเยอะเกินไปแล้วจริงๆ” มาถึงขั้นนี้แล้วฉินอีอวี๋ไม่สามารถหยุดยั้งอะไรได้อีก เขาไม่เคยเห็นหนานอี่โหมดนี้มาก่อนเลยเพ่งมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเคร่งเครียดเป็นพิเศษ
หนานอี่ไม่สนใจอีกฝ่าย มือข้างหนึ่งกดบนส่วนแข็งขืนของฉินอีอวี๋ ส่วนอุ้งมืออีกข้างก็กุมส่วนหัวเพื่อใช้ของเหลวที่ไหลออกมาทำมือให้เปียก ก่อนรวบโคนแท่งเนื้ออีกครั้ง
มือเบสหนุ่มไม่รู้จักหนักเบาเลยจับค่อนข้างแรง ทำเอาฉินอีอวี๋หลุดเสียงครางฮือ
“เบาหน่อยสิ นายคิดจะทำอะไร…”
“เอาคุณไง” หนานอี่ตอบพลางเคล้นคลึงส่วนนั้นของเขา แต่ปลายยอดยังไม่ทันโดนมือก็ชุ่มด้วยน้ำหล่อลื่นที่มีมากจนไหลย้อยลงมา น้ำเหนียวๆ ใสๆ เปื้อนตำแหน่งที่เป็นส่วนตัวที่สุดของทั้งสองคน
“แบบนี้ไม่โอนะ” ฉินอีอวี๋ยกมือกระตุกเสื้อหนานอี่
“คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” เสื้อไหมพรมของเขาถูกดึงจนเบี้ยว เผยให้เห็นบ่าแดงเรื่อ
“เดี๋ยวก่อน” ฉินอีอวี๋ลดมือลงไปจับก้นหนานอี่พลางพูดเสียงเบา “ถ้าไม่ขยายช่องทางให้ดี เข้าไปแล้วมันจะล่มเอานะ”
“ปล่อย”
“เจ้านายครับ ให้ผมช่วยคุณเถอะนะ” ฉินอีอวี๋เอนร่างกายท่อนบนเข้าไปพรมจูบไหล่เปลือยของหนานอี่ ไล่ไปถึงซอกคอ พูดด้วยน้ำเสียงหอบนิดๆ “โอเคไหม”
นักร้องหนุ่มฉวยโอกาสตอนที่หนานอี่กำลังลังเล ใช้นิ้วคลำไปถึงรอยจีบแล้วกดเบาๆ ก่อนจะสอดนิ้วแรกเข้าไปลึกๆ ไม่นานก็เจอจุดที่อ่อนไหว ฉินอีอวี๋ได้ขยี้จุดนั้นแรงๆ หลายครั้ง
พอได้ยินเสียงหนานอี่เริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่พร้อมทั้งหายใจหอบ ฉินอีอวี๋ก็ยิ้มเลียนแบบหนานอี่เมื่อกี้ “ชู่ว์…นายอยากให้เหยียนจี้กับฉือจือหยางได้ยินหรือไง”
“หุบปาก…” หนานอี่ก้มหน้า ตั้งใจจะจูบปิดปากฉินอีอวี๋ แต่นักร้องหนุ่มกลับหลบแถมยังจงใจใช้นิ้วกระแทกแรงขึ้น ส่วนมือซ้ายที่ถูกมัดติดกับมือขวาก็ขยับนวดเฟ้นถุงเนื้อของอีกฝ่าย
ถึงมือจะขยับได้จำกัดแต่กลับไม่เป็นอุปสรรค มิหนำซ้ำยังร้ายได้มากกว่าเก่า ทำเอาน้ำใสเปียกชุ่มสองมือ ไหลลงมาตามเข็มขัดหนังที่มัดมือเขาอยู่ด้วย
“เปียกขนาดนี้แล้วยังไม่มีอารมณ์อีกเหรอ” ฉินอีอวี๋แทรกอีกนิ้วหนึ่งเข้าไปอย่างมีเจตนาร้าย “นายดื่มไปเยอะแค่ไหนเนี่ย”
เสียงน้ำเฉอะแฉะดังไปทั่วห้อง ซ้ำยังเร็วขึ้นและดังขึ้นทุกทีๆ สมองของหนานอี่พองโตจนคิดอะไรไม่ออก ความเสียวซ่านพุ่งปราดแต่ยังไม่ถึงจุดสุดยอด
“พอแล้ว” มือเบสหนุ่มคว้าแขนฉินอีอวี๋เพื่อบังคับดึงมือเขาออก แต่ตัวเองกลับจับส่วนที่ตั้งตระหง่านของอีกฝ่ายไว้
“เฮ้ย ยังไม่ได้ใส่ถุง” ฉินอีอวี๋ใช้มือกดท้องน้อยของหนานอี่ แม้มันจะไม่มีประโยชน์เลยก็ตาม
“ผมเป็นคนเอาคุณ ไม่ต้องใส่” หนานอี่ก้มหน้าลงมาค้าน
“นายบ้าไปแล้วเหรอ พูดจาเพ้อเจ้ออะไร…”
ฉับพลันส่วนหัวก็แทรกเข้าไปในร่องอ่อนนุ่มชุ่มชื้น มันแทรกตัวเข้าไปไวมาก ทำเอาสองหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดพร้อมกัน โดยเฉพาะหนานอี่ที่เห็นได้ชัดมากว่าหายใจหายคอไม่ทัน
มือเบสหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองถูกผ่าแยกร่างออกเป็นสองซีก เจ็บจนแทบขาดใจ ท่อนเอ็นที่ขยายใหญ่จนสุดทำเอาเขาหายใจไม่ออก แต่แค่นี้มันยังไม่พอ หนานอี่ไม่ยอมแพ้ เอามือจับสะโพกของฉินอีอวี๋พลางกัดฟัน ทิ้งตัวลงนั่งเพื่อให้ตัวตนของอีกฝ่ายสอดลึกเข้าไปในตัวเขาจนไม่อาจจะลึกไปกว่านี้ได้อีก
ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์
“เจ็บหรือเปล่า” ฉินอีอวี๋ชะโงกตัวไปจูบซับเหงื่อบนหน้าผากของหนานอี่ “ตัวแสบ”
แต่หนานอี่กลับตอบว่า “ผมจะกินคุณให้หมดตัว”
ช่องทางคับแคบถูกขยายเต็มที่จนเกือบจะขยับตัวไม่ได้ หนานอี่ใช้มือจับสะโพกของฉินอีอวี๋เป็นหลักเพื่อลุกขึ้น แต่กลับทำได้ยากกว่าที่คิด ไม่นานมือเบสหนุ่มก็เริ่มคุ้นกับความรู้สึกนี้เหมือนจับเคล็ดลับอะไรบางอย่างได้เลยขยับตัวขึ้นลง
ฉินอีอวี๋มองจ้องตำแหน่งที่พวกเขากำลังมีเซ็กซ์กัน พอมองส่วนนั้นที่ขยับเข้าออกแล้วก็อดที่จะหยัดตัวขึ้นไม่ได้ แต่ไม่นานนักร้องหนุ่มก็ถูกหนานอี่บีบคอ
“อย่าขยับ”
หนานอี่ขยับเร็วขึ้นเรื่อยๆ มือเบสหนุ่มคุกเข่าจนเข่าแดง เหงื่อบนหน้าผากไหลรินลงมาเหมือนหยาดน้ำตา
นาทีนั้นฉินอีอวี๋รู้สึกปวดใจเพราะเขารู้ว่าในช่วงระยะเวลาหลายวันมานี้หนานอี่ถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด เรียกได้ว่าตึงเครียดจนสมองพังถึงขั้นต้องการระบายด้วยการทำอะไรบางอย่างให้ตัวเองหลุดพ้นจากวังวนความรู้สึกที่น่าอึดอัดสมควรตายนี้
นักร้องหนุ่มชะโงกตัวไปจูบซับเหงื่อที่หางตาของหนานอี่แล้วคลอเคลียที่สันจมูกของเขา ลมหายใจของทั้งคู่เต็มไปด้วยความปรารถนา ทั้งเร่าร้อนและเร่งเร้าผสมปนเปกัน
“เจ้านายครับ คุณสุดยอดมาก”
ฉินอีอวี๋จูบใบหูของหนานอี่ หายใจหอบไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของเขา “เอาเก่งจนทนไม่ไหวแล้ว…”
ฉับพลันนั้นหนานอี่ก็หยุดชะงักเหมือนทนต่อไปไม่ไหวและหลบจูบจากนักร้องหนุ่ม แต่ตัวเขากลับอ้าปากงับแก้มของฉินอีอวี๋แบบไม่แรงมากราวกับคันฟัน หนานอี่ทั้งขบทั้งกัดแก้มของฉินอีอวี๋ไปเป็นทางจนถึงกราม
“ฉันชอบให้นายเอาฉัน” มือของฉินอีอวี๋เลิกชายเสื้อของหนานอี่ขึ้น เวลาอยู่บนเตียงเขาชอบมองท้องน้อยของหนานอี่ อาจเพราะมือเบสหนุ่มมีไขมันน้อยมาก ที่ท้องเลยมีกล้าม แถมผิวยังบาง เวลาเกร็งท้องเลยจะมีเส้นเลือดปูดขึ้นมา
ทุกครั้งที่กระแทกแรงๆ จะเห็นกล้ามท้องของหนานอี่ขยับเป็นลายเส้นชัดขึ้นเรื่อยๆ หนานอี่ไม่ชอบส่งเสียง ไม่ค่อยออดอ้อนด้วย นี่จึงเป็นการแสดงออกถึงแรงอารมณ์ของเขาที่มากที่สุดแล้ว
“สวยมาก” ฉินอีอวี๋ต้องมนตร์สะกดของหนานอี่อย่างจัง “ทำไมถึงสวยขนาด หืม?”
เห็นได้ชัดว่าคำนี้ทำให้หนานอี่หมดความยับยั้งชั่งใจ ทิ้งตัวกระแทกลงมาให้ตัวตนของฉินอีอวี๋เข้าไปลึกแบบสุดๆ มือเบสหนุ่มร้องคราง ตัวอ่อนเหมือนถูกไฟช็อต เขาจับขาของฉินอีอวี๋ไว้แล้วแอ่นตัวไปด้านหลัง ทั้งยังหนีบเข่าทั้งสองข้างเข้าหากันตามสัญชาตญาณ
หนานอี่ตัวสั่นเทิ้ม เอวของเขาบางมาก พอแอ่นตัวไปข้างหลัง ส่วนนั้นที่อยู่ข้างในก็ดุนผิวท้องของเขาผ่านกล้ามท้องแน่นๆ จนเห็นเป็นเนินเล็กๆ
ฉินอีอวี๋ลองกระแทกตัวใส่ ทำเอาหนานอี่ตัวสั่น กัดปากแน่นกว่าเดิม
“เดี๋ยวนะ” เขายื่นมือข้างหนึ่งออกไปลองดึงขาของเขา
“ยังจะรออะไรอีก” ฉินอีอวี๋ยกมือขึ้นใช้ฟันปลดล็อกคลายพันธนาการที่หนานอี่สร้างขึ้นแล้วจับมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้ บังคับให้นั่งดีๆ ก่อนกระแทกตัวขึ้นซ้ำๆ อย่างแรง
หนานอี่เกือบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ กระทั่งส่งเสียงร้องออกมา แต่ไม่นานสติที่เหลืออยู่ก็สั่งให้เขากัดริมฝีปากล่างของตัวเอง
“กลัวใครได้ยินเหรอ ไม่เป็นไรหรอก” ฉินอีอวี๋ทำรุนแรงกว่าเดิม อัดสะโพกเข้าหาอีกฝ่ายไม่เป็นจังหวะ “ถึงอัดคลิปได้ พวกเขาก็ไม่กล้าโพสต์หรอก”
นักร้องหนุ่มจงใจพูดยั่วหนานอี่ “หรือต่อให้พวกเขาโพสต์ไปก็ไม่เป็นไร พวกเราเปิดตัวกันเลย โอเคไหม”
“เปิดตัว…” หนานอี่มีอาการใจลอย สลัดมือฉินอีอวี๋ออกแล้วโน้มตัวลงมา “ไม่เอา”
“ทำไมไม่เอา” ฉินอีอวี๋ไม่ชอบคำนี้เลยขยำก้นหนั่นแน่นทั้งสองข้างอย่างแรง ก่อนจะกระแทกตัวเสียงดัง “เขารู้กันทั้งโลกแล้วว่านายเอาฉัน ยังจะไม่ให้สถานะฉันอีกเหรอ”
“คุณ…”
“เจ้านาย” ฉินอีอวี๋ใช้มือข้างหนึ่งจับส่วนนั้นของหนานอี่ “ทำกับฉันมันดีมากใช่ไหม ที่นายดื่มจนเมาแอ๋แบบนี้ก็เพื่อทำให้ตัวเองแข็งล่ะสิ”
หนานอี่เหมือนอยากจะยื่นมือไปปิดปากเขา แต่เพราะถูกฉินอีอวี๋กระแทกแรงจนตัวโยน มือที่ยื่นออกไปเลยเผลอไปฟาดหน้าเขาแทน
สองหนุ่มเหวอไปชั่วอึดใจหนึ่งโดยเฉพาะฉินอีอวี๋ นักร้องหนุ่มกะพริบตาปริบๆ แต่กลับรู้สึกดียิ่งกว่าเดิม
เขากอดเอวหนานอี่แน่นพลางนวดข้างเอว ก่อนจะยืดตัวขึ้น “ตีอีก เร็วสิ”
“โรคจิต…” หนานอี่ด่า “ประสาทกลับ”
“เร็ว…”
ฉินอีอวี๋ไม่เพียงอ้อนขอฝ่ามือไม่สำเร็จ แต่ยังถูกหนานอี่ปิดปากด้วย ร่างกายของทั้งคู่โยกคลอนไปตามจังหวะ ขนาดจะจูบกันก็ยังไม่ค่อยถนัด เพราะฟันกระทบกับห่วงปาก ทำเอาหนังศีรษะของฉินอีอวี๋ชาวาบ ลิ้นกับส่วนนั้นรุกล้ำสอดเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายอย่างแรงจนหนานอี่ครางฮือ
การทำให้คนขี้เกียจพูดร้องครางได้ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก ฉินอีอวี๋รู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะหน้ามืด รับรู้ได้ว่าหนานอี่กำลังจะหลอมละลาย เนื้อตัวถึงได้อ่อนระทวยทั้งยังร้อนระอุแบบนี้ เขารู้สึกตัวเบาเหมือนกำลังจะตาย
วินาทีต่อมาหนานอี่กลับยกมือขึ้นถอดเสื้อออกเหมือนร้อนเหลือเกิน แต่พอถอดเสื้อเสร็จกลับยังไม่ยอมเอามือลง อีกฝ่ายปลดตะขอสร้อยห้อยปิ๊กกีตาร์ที่สวมอยู่ทั้งที่ตัวยังโยกคลอนเพื่อถอดสร้อยออก
“ไม่เอาปิ๊กอันนี้แล้ว?” ยิ่งฉินอีอวี๋พูดเสียงเบาเท่าไหร่ นักร้องหนุ่มก็ยิ่งขยับตัวแรงขึ้นเท่านั้น “นายไม่เอาฉันแล้วเหรอ”
แต่ใครจะรู้ว่าอึดใจต่อมาหนานอี่ที่กำลังจะสติหลุดกลับเอาสร้อยเส้นเล็กเส้นนั้นมาจ่อกับ ‘ห่วง’ ที่คอของฉินอีอวี๋ มือเบสหนุ่มหรี่ตาลงพลางว่าเขาด้วยน้ำเสียงตำหนิ “เบาหน่อย ผมเล็งไม่ถูก”
เสียเวลาไปมากกว่าจะใส่ได้ โซ่สีเงินร้อยผ่านช่องว่างเล็กๆ ช่องหนึ่ง จากนั้นหนานอี่ก็เอาปลายทั้งสองด้านมาติดล็อกเข้าด้วยกัน
เขาพันสร้อยไว้กับมือ พอหนานอี่ดึงสร้อย คอของฉินอีอวี๋ก็ขยับตาม
มันกลายเป็นห่วงคล้องคอไปแล้วจริงๆ
“คุณเป็นของผม” หนานอี่หัวเราะคิกคัก “ผมจะไม่เอาคุณได้ไง…”
ฉินอีอวี๋อยากดูให้รู้ชัดๆ ว่าหนานอี่ตั้งใจจะทำอะไร แต่พอเขาก้มหน้าลงไปเห็นอะไรบางอย่าง ฉินอีอวี๋ก็ช้อนตัวอีกฝ่ายขึ้นอุ้มทันที
หนานอี่ทำหน้าเหวอ รู้สึกเหมือนฟ้าเคลื่อนดินพลิกกลับ แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากสร้อย แถมยังจับมันเอาไว้แน่น
“จะไปไหน…”
“ไปส่องกระจก”
ตอนฉินอีอวี๋ออกเดินก็ได้กระแทกตัวเข้าหาหนานอี่อีกหลายครั้ง ทำเอาหนานอี่เกือบจะเสร็จสม แต่ฉินอีอวี๋กลับเหมือนจงใจดึงตัวเองออกมาก่อน หนานอี่หน้ามืดไปชั่วขณะ ทว่าในที่สุดขาทั้งสองข้างก็หย่อนลงแตะพื้น ตัวเขาถูกฉินอีอวี๋กดไว้กับหน้าอ่างล้างมือ
เสียงแป๊ะดังขึ้น เมื่อฉินอีอวี๋เปิดไฟในห้องน้ำ ภายใต้แสงไฟโทนอุ่น นักร้องหนุ่มหรี่ตาดูกระจก พอเห็นวัตถุที่อยู่บนคอก็ชะงักไป
เพราะมันคือโชกเกอร์ที่ทำจากสายเบส
สายเบสสามเส้นถักทอเข้าด้วยกัน พันรอบคอเขาไว้เหมือนรอยสักที่เขาสักเพื่อหนานอี่
หัวใจของฉินอีอวี๋เต้นเร็วสุดขีด เขาเคยวาดฝันเอาไว้หลายแบบ แต่ไม่เคยคิดถึงภาพโชกเกอร์ที่ทำจากสายเบสมาก่อน
เขาโน้มตัวไปรวบผมของหนานอี่ขึ้นแล้วจูบหลังคอกับข้างหูของมือเบสหนุ่ม “นี่เป็นของขวัญที่นายให้ฉันเหรอ คุณมือเบส”
ฉินอีอวี๋พูดพลางดึงหนานอี่ขึ้นมาก่อนจะดันตัวไปให้แนบติดผนัง จากนั้นก็ยกขาข้างหนึ่งของเขาขึ้นเพื่อแทรกตัวเข้าไป โดยที่มือซ้ายจับสะโพกของหนานอี่ไว้ “นายทำเองเหรอ ไปเอาสายเบสมาจากไหน”
หนานอี่ถูกฉินอีอวี๋กระแทกใส่จนพูดไม่ออกอยู่เป็นนานสองนาน เขารู้สึกว่าร่างกายตัวเองเหมือนมีน้ำรั่วไหลลงไปตามขา
“พูดสิ” ฉินอีอวี๋เอาปิ๊กกีตาร์ที่แกว่งหน้าอยู่ตรงหน้าอกตัวเองยัดคืนใส่มือของหนานอี่
“เบสตัวแรก…คุณเคยเห็นแล้ว เบสตัวที่ผมเล่นที่ห้องพักคุณ…”
“เบสตัวแรก” ฉินอีอวี๋ทวนคำพูดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะจูบหนานอี่ “ฉันชอบมาก นายมัดฉันไว้ได้เลย ฉันเป็นของนายแล้ว”
ฉินอีอวี๋ขยับสะโพกอย่างแรงและเร็วจนสมองของหนานอี่ว่างเปล่าขาวโพลน ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ แถมยังมีฤทธิ์แอลกอฮอล์กับฤทธิ์พิศวาสเข้ามาผสม ทำให้เขาเริ่มพูดพล่ามเสียงอู้อี้ เดี๋ยวก็ ‘ฆ่าผมเลย’ เดี๋ยวก็ ‘ช่วยผมด้วย’
ฉินอีอวี๋พลิกตัวหนานอี่แล้วสอดใส่เข้าไปในร่างกายอีกฝ่ายจากทางด้านหลัง เนื้อก้นหนั่นแน่นถูกกระดูกสะโพกกระแทกจนเกิดเสียงดัง “นายอยากให้ฉันทำอะไรกันแน่ ฆ่านายเหรอ”
ฉินอีอวี๋ทั้งจูบทั้งเลียตรงสะบักหลังของหนานอี่ ก่อนที่นักร้องหนุ่มจะเข้าไปใกล้หูของอีกฝ่ายเพื่องับติ่งหู และวาดมือไปกดท้องน้อยของหนานอี่อย่างแรง “เวลาเอากันห้ามเอาจนถึงตาย นายว่าถูกไหม”
หนานอี่ยืนไม่อยู่ เขาถูกกระทำจนกระบอกตาปวดร้าวเหมือนน้ำตาจะไหลออกมา นี่เขาบ้าไปแล้วเหรอ ถึงได้ถูกทำจนร้องไห้ แบบนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว “เร็ว…เร็วขึ้นอีก…”
“ฉันเก่งขนาดนั้นเลย?” ฉินอีอวี๋เร่งความเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับอยากจะสอดเข้าไปให้ถึงจุดที่ลึกที่สุด “ก้นจะไม่พังหรือไง”
หนานอี่ส่ายหน้าอย่างหมดแรง นิ้วมือซ้ายจิกลงตรงบริเวณหลังไหล่ของฉินอีอวี๋ แต่มือขวายังคงเกี่ยวสร้อยห้อยปิ๊กเส้นนั้นไว้เพื่อคอยดึงคอของอีกฝ่าย หนานอี่พูดจาไม่ได้ศัพท์ ฉินอีอวี๋ต้องใช้เวลาอยู่หลายวินาทีกว่าจะเข้าใจ “พังก็…ช่างมัน…”
การที่หนานอี่มีแนวโน้มจะทำร้ายตัวเองแบบนี้ทำให้ฉินอีอวี๋ปวดใจ เขากอดคนตรงหน้าแน่น จูบลิ้นที่หนานอี่ยื่นออกมาแล้วพูดย้ำซ้ำๆ ว่า “ฉันรักนาย”
ทันใดนั้นนักร้องหนุ่มรับรู้ได้ว่าร่างกายท่อนล่างถูกรัดอย่างแรง หนานอี่ตัวสั่นเทิ้มอยู่ในวงแขนของเขา มือเบสหนุ่มทรุดฮวบเหมือนหมดแรง แต่ฉินอีอวี๋รับไว้ได้
ทว่าหนานอี่ยังไม่หลั่ง
ฉินอีอวี๋ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยรู้สึกสับสนนิดหน่อย “ที่รัก นายเป็นอะไร เจ็บไหม”
หนานอี่ส่ายหน้าเบาๆ อยู่กับอกเขา “เสร็จแล้ว…”
“ยังไม่เสร็จสักหน่อย” ฉินอีอวี๋บ่นเบาๆ เขาอุ้มหนานอี่กลับไปที่เตียง ก่อนจะป้อนน้ำให้อีกฝ่ายดื่มสองสามอึก ไม่นานหนานอี่ก็เหมือนจะอาการดีขึ้น
“ยังไม่จบ…” หนานอี่ผลักฉินอีอวี๋ให้นอนลงเพื่อขึ้นคร่อมอีกครั้ง ช่องทางเบื้องล่างยังแฉะอยู่เลยสอดเข้าไปได้สะดวก
“นาย…ฉันกลัวว่าตัวนายจะ…” ฉินอีอวี๋พูดยังไม่ทันจบก็ถูกหนานอี่จูบปิดปาก หลังจุมพิตร้อนแรงสิ้นสุดลง หนานอี่ก็ถอยห่างออกไปมองเขาด้วยดวงตาฉ่ำชื้น มือเบสหนุ่มซบหน้าลงบนไหล่เขา “ผมหมดแรงแล้ว คุณทำต่อที”
ฉันก็ทำมาตั้งแต่ต้น ฉินอีอวี๋คิดอย่างช่วยไม่ได้
“ทำเร็วๆ แบบเมื่อกี้ได้ไหม” หนานอี่ถาม “หรือเร็วกว่านั้นก็ได้”
“โอเค” ฉินอีอวี๋หอมแก้มหนานอี่ “แต่มันจะนานเกินไปหรือเปล่า นายต้องนอนพักผ่อนอีก”
“ขออีกนิดนึง” หนานอี่จูบปลายจมูกฉินอีอวี๋ สองตาแดงเรื่อ “ผมนอนไม่หลับ อยากให้คุณทำไปเรื่อยๆ ได้ไหม”
ฉินอีอวี๋หัวใจเต้นแรง
“ได้สิ” นักร้องหนุ่มพูดเอาใจคนในอ้อมแขน “ที่รัก ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนายเอง”
หนานอี่หอบหายใจแรงอยู่ที่ข้างหูเขาและพูดอะไรบางอย่างเสียงอู้อี้ ตอนนั้นฉินอีอวี๋กำลังจมดิ่งจนจิตวิญญาณล่องลอย โสตประสาทจึงขาดความเฉียบไว ไม่เหมือนในตอนปกติ
จนเวลาผ่านไปพักใหญ่เขาถึงเพิ่งนึกได้ว่าชื่อที่หนานอี่เรียกคือชื่อเล่นของตัวเอง
“จิ่วจิ่ว…จิ่วจิ่ว ผมรักคุณ…อย่าทิ้งผมไปนะ”
ฉินอีอวี๋ไม่กล้าทำแรงเพราะกลัวว่าหนานอี่จะแหลกสลายอยู่ในอ้อมกอดของเขา “ฉันไม่ทิ้งนายหรอก เชื่อฉันนะ”
หนานอี่เอวเล็กบางจนฉินอีอวี๋สามารถประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ด้านหลังของอีกฝ่ายได้ ถึงทั้งคู่จะเป็นคนตัวสูงมาก แต่กลับสามารถหันหน้ากอดกันได้อย่างง่ายดาย พอหนานอี่เข้ามาอยู่ในวงแขนของเขาก็อ้อนขอให้ฉินอีอวี๋จัดการตัวเองให้พังยับ เหมือนอยากลืมเรื่องทุกอย่าง
แต่หนานอี่อยากลืมมันจริงๆ เหรอ
รอบนี้หนานอี่หลั่งออกมาใส่เสื้อของฉินอีอวี๋ นักร้องหนุ่มจึงถอดเสื้อออก ฉินอีอวี๋กอดหนานอี่ไว้เพื่อรักเขาไปพร้อมๆ กับฟังเขาพูดไปเรื่อย
“ฉินอีอวี๋…พอผมฆ่าเฉินอวิ้นกับพ่อของเขาและคุณฆ่าพ่อของคุณแล้ว…เราก็เลิกทำวงเฮงซวยนี่แล้วไปพเนจรกันดีไหม”
“เอาสิ” ฉินอีอวี๋หัวเราะเบาๆ “หนีไปไหนกันดี”
มือเบสหนุ่มพูดออกมาราวกับไม่จำเป็นต้องคิดเลย เขาร่ายเหมือนกับคนเมาที่สำรอกออกมา
“หนีไปไหนก็ได้…เวลาไม่มีเงินก็ทำการแสดงเปิดหมวก คุณถือกีตาร์ ส่วนผมจะสะพายเบสของผม วางหมวกไว้บนพื้นให้คนโยนเหรียญใส่ ถ้าใครถามว่าทำไมกีตาร์ของคุณถึงไม่มีเสียง ผมก็จะไม่กระทืบเขา…แค่ให้เงินมาก็พอ”
ฉินอีอวี๋หัวเราะ ทุกการเคลื่อนไหวพลันอ่อนโยนขึ้นเหมือนกลัวว่าจะขัดจังหวะอีกฝ่าย “ฉันจะกระทืบมันเอง ถ้าใครกล้าว่าเบสของเสี่ยวอี่ไม่มีเสียงก็สมควรตาย”
“อย่าเลย เดี๋ยวเขาแจ้งตำรวจ…” หนานอี่หายใจเข้าลึกๆ ถึงจะหอบแต่ก็ยังพูดต่อว่า “พอรวมเงินได้เราก็หนีกันต่อ…ไปรัสเซียกันดีไหม หรือจะไปไซบีเรีย…เวลาที่เราไปอยู่ในที่อากาศหนาวจัดๆ จะไม่ค่อยมีสติ พอไม่มีสติก็จะนึกเรื่องเฮงซวยพวกนี้ไม่ออก…”
ฉินอีอวี๋สังเกตเห็นว่าหนานอี่ร้องไห้ มือเบสหนุ่มน้ำตาไหลเงียบๆ ไม่รู้ว่าเพราะเสียใจหรือเพราะเสร็จสม แต่เขารู้ว่าหนานอี่ไม่ชอบคนรู้ทันเลยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นและช่วยจูบซับน้ำตาจนแห้ง “ถ้าวันไหนถูกตำรวจจับล่ะ”
“ถ้าถูกจับได้?” หนานอี่สูดจมูก หัวเราะอย่างเลื่อนลอยอยู่ในวงแขนของฉินอีอวี๋ “เราก็มาจบชีวิตตัวเองกัน คุณไม่ชอบติดคุกหรอก ผมรู้ ผมติดคุกไหว แต่ถ้าได้ไปอยู่ใต้พื้นหิมะกับคุณคงดีกว่า”
ฉินอีอวี๋รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะร้องไห้เลยใช้รอยยิ้มกลบเกลื่อน “หนานอี่ นายนี่เพี้ยนจริงๆ มีแต่คนเพี้ยนที่ชอบคนเพี้ยนจริงด้วย”
“แหงสิ” ท่ามกลางความสับสน หนานอี่จูบเปลือกตาของฉินอีอวี๋ ขยับตัวเข้ามากระซิบถามเสียงสั่นแล้วปลดปล่อยออกมา
“โอเค” ถึงปากของฉินอีอวี๋จะพูดแบบนี้ แต่เขากลับไม่ได้ทำอย่างที่พูด นักร้องหนุ่มกดหนานอี่เอาไว้ใต้ร่างเพื่อกระแทกเขาแรงๆ อีกหลายครั้งกว่าจะถอนตัวออกมาปลดปล่อยใส่ท้องน้อยที่หดเกร็งของอีกฝ่าย
“คนโกหก…” หนานอี่ลูบท้องตัวเอง “คุณมันคนโกหก”
“ทำไมถึงอยากไปที่หนาวๆ อย่างไซบีเรีย…” ฉินอีอวี๋รวบตัวหนานอี่เข้ามากอดและตบหลังเขาเบาๆ
เสียงของหนานอี่เปลี่ยนเป็นเบาหวิว “ใครใช้ให้คุณชอบพูดว่าผมเหมือนหมาป่าล่ะ ช่วงนี้…ผมชอบฝันถึงหิมะที่ไซบีเรีย มีป่าต้นสนด้วย เห็นแล้วผมรู้สึกว่าตัวเองน่าจะอยู่ที่นั่นหรือตายที่นั่นได้ แต่คุณล่ะ คุณคงอยู่ที่นั่นไม่ได้ แถมคุณยังไม่ใช่หมาป่า…”
เขารู้สึกว่าฉินอีอวี๋ควรจะอยู่ในทุ่งหญ้าที่มีแดดจ้ามากกว่าจะอยู่กับเขาจนหนาวตาย
“ฉันไม่ใช่เหยื่อของนายหรือไง นายอุตส่าห์เล็งฉันมาตั้งหลายปี” ฉินอีอวี๋ลูบหมุดคิ้วของหนานอี่ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวฉันเป็นอะไร สิงโตหรือจิ้งจอก แต่ก็ช่างมันเถอะ ฉันเป็นอะไรก็ได้ เอาเป็นว่านายอยู่ป่าไหนก็หาพื้นที่เลี้ยงฉันไว้ด้วยละกัน”
หนานอี่ฟังแล้วก็หลุดขำ เขาประคองใบหน้าของอีกฝ่ายขึ้นมามองด้วยสายตาอ่อนละมุนอย่างที่สุด “ผมกลัวว่าจะเลี้ยงคุณไม่รอด”
ฉินอีอวี๋ก้มศีรษะลงมาใช้มือบีบสันจมูกของหนานอี่ แต่สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว ทำน้ำตาหยดหนึ่งหยดใส่ขนตาล่างของหนานอี่ ก่อนที่หยดน้ำตาจะไหลรินลงไปถึงมุมปาก
“เสี่ยวอี่ ฉันเลี้ยงง่ายมากนะ แค่จูบก็อยู่ได้แล้ว”
บทที่ 88 ความทรงจำใหม่
ตอนตื่นขึ้นมาหนานอี่ปวดหัวหนักมาก
เขาไม่ได้ลืมตาทันทีแต่ยื่นมือออกไปคลำข้างตัวก่อน พอรู้ว่ามันว่างเปล่าก็ตื่นเต็มตาแล้วลุกขึ้นนั่งทันที
ทั้งร่างกายเจ็บร้าวไปหมด ถึงจะหาจุดที่เจ็บชัดๆ ไม่ได้ แต่ข้อดีคือเขารู้สึกตัวเบา หนานอี่ถูกจับเปลี่ยนใส่ชุดนอนสะอาด นอนอยู่บนเตียงของฉินอีอวี๋ แต่เจ้าของเตียงไม่อยู่ และเหมือนจะไม่มีคนอยู่ในห้องน้ำด้วย
นี่เป็นการนอนที่หลับสนิทที่สุดในช่วงนี้ แถมยังเหมือนจะหลับได้ดีกว่าการใช้ยาซะอีก
ภายในห้องมืดมากเพราะฟ้ายังไม่สว่าง ความทรงจำเมื่อคืนไหลทะลักเข้ามาในสมองเหมือนน้ำทะเล ทุกประโยคที่ฉินอีอวี๋พูดไปจนถึงคำพูดเพ้อเจ้อของตัวเองในตอนสุดท้าย
ทำไมภาพไม่ตัดเลยไปนะ…หนานอี่งอตัวพลางซบหน้าลงบนผ้าห่ม
เขาไม่น่าดื่มเยอะขนาดนั้นเลย แถมยังจับฉินอีอวี๋มัด ทำอะไรต่อมิอะไร พูดจาพิลึกกึกกือออกไปก็ตั้งเยอะแยะ
แล้วฉินอีอวี๋ไปไหน เขาคงไม่ขวัญกระเจิงที่หนานอี่พูดจาแปลกๆ อย่างจะฆ่าคนหรือฆ่าตัวตายหรอกใช่ไหม
ความเมาสร้างเรื่องแท้ๆ…
หนานอี่ใช้เวลาอยู่นานมากกว่าจะดึงสติกลับมาได้ และตัดสินใจเผชิญหน้ากับความจริงด้วยการเปิดไฟหัวเตียง
วินาทีที่ไฟสว่าง มือเบสหนุ่มที่กำลังควานหามือถือก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง
มีการ์ดแบบพับครึ่งหนึ่งใบวางอยู่บนหมอนว่างข้างตัวเขา
การ์ดสีแดงดำไดคัตเป็นรูปกีตาร์ทำให้เขารู้สึกคุ้นๆ
นี่มัน…การ์ดเชิญไปร่วมโชว์ทางการสเตจแรกของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ไม่ใช่เหรอ
หน้าการ์ดพิมพ์ฟอนต์ลายมือเป็นชื่อวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ เป็นลายมือของฉินอีอวี๋
หนานอี่ไม่รู้ว่าฉินอีอวี๋ไปหาการ์ดใบนี้มาจากที่ไหน ตอนไหน และทำไมถึงเอามันวางไว้บนเตียงแบบนี้
ถึงจะยังงงอยู่ แต่หนานอี่ก็เอื้อมมือไปหยิบมาเปิดดู พบว่าในการ์ดมีข้อความอยู่สองสามบรรทัด ลายมือหวัดเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากภาพที่เขาวาดไว้ราวกับคนละคน
แต่เรื่องที่น่าแปลกคือลายมือนี้แตกต่างจากลายมือของฉินอีอวี๋ในปัจจุบันอยู่บ้าง เพราะมันดูยโสโอหังกว่า
‘ขอเชิญคุณเพื่อนผีน้อย (นายอ่านไม่ผิดหรอก ฉันรู้ว่านายคอยตามฉันอยู่ตลอด นี่คือฉายาที่ฉันตั้งให้นาย) เข้าร่วมการแสดงสดครั้งแรกของมือกีตาร์คนนี้! ให้ถือบัตรเชิญวีไอพีใบนี้มาเข้างานทางประตูหลัง ไม่ต้องผ่านจุดตรวจความปลอดภัย (p.s. อย่าใส่เครื่องแบบมานะ เพราะถ้ามีคนรู้ว่ารุ่นพี่ปล่อยนายเข้ามา มันจะเป็นเรื่อง ^^)
สถานที่ : ดรีมไอแลนด์ไลฟ์เฮ้าส์’
ตอนที่เห็นวันเวลาที่อยู่ใต้สถานที่ หนานอี่ก็ถึงกับอึ้งงันไปอย่างสิ้นเชิง
‘เวลาแสดง วันที่ 30 เดือนกรกฎาคม ปี 2020 เวลา 18.30 น. (มาให้ถึงก่อนเวลางานนะ อย่าสายล่ะ)’
ผ่านมาสี่ปีตัวอักษรเริ่มกลายเป็นสีเหลืองจนซีด แต่เขากลับไม่เคยรู้เลยว่ามีการ์ดใบนี้อยู่
หนานอี่เพิ่งจะมารู้สึกตัวในภายหลังว่ากำลังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่วเบาและค่อยๆ คลี่คลายออกมาทีละน้อย แต่ก็ไม่สามารถหาคำจำกัดความให้กับความรู้สึกนี้ได้ ได้แต่พยายามจดจ่ออ่านข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่บรรทัดนี้ซ้ำๆ เพราะนี่คือคำเชิญจากเด็กหนุ่มที่ความฝันของเขากำลังจะเป็นจริงในวันเกิดครบรอบสิบแปดปี ทว่าพอหนานอี่อ่านจบกลับพบว่าตัวเองได้พลาดทุกอย่างที่ระบุอยู่ในการ์ดใบนี้ไปแล้ว
เวลาผ่านไปพักใหญ่จนการ์ดถูกปิด พลิกด้านหลังขึ้นมาหนานอี่ถึงเพิ่งเห็นว่าที่ด้านหลังก็มีตัวอักษรอยู่อีก
มันเป็นลายมือของฉินอีอวี๋ในตอนนี้ ตัวอักษรมีความสุขุมขึ้น ลายมือเป็นระเบียบแฝงไว้ด้วยความเฉียบคม
ทว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งกลับต่างออกไป
‘ขอเชิญคุณเพื่อนผีน้อย (แฟนหนุ่มผู้เป็นทั้งมือเบสและนักร้องนำของฉัน) เข้าร่วมการแสดงสดครั้งแรกของมือกีตาร์ผู้หวนคืนวงการคนนี้! ให้ถือบัตรเชิญวีไอพีนี้ขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นบนสุดแล้วเลี้ยวขวา เดินขึ้นบันไดมาที่ดาดฟ้าและคอยหลบกล้องด้วย (p.s. ใส่เสื้อผ้าหนาหน่อยนะ ข้างนอกอากาศหนาวสุดๆ ^^)
สถานที่ : ดาดฟ้าตึก CB
เวลาแสดง วันที่ 31 เดือนธันวาคม ปี 2024 เวลา 06.30 น. (ไม่ต้องมาถึงก่อนเวลา ฉันรอนายได้เสมอ)’
เข็มวินาทีเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนถึงเวลาตีห้า
ฉินอีอวี๋มองเวลาแล้วรีบเปิดลังกระดาษใบใหญ่เพื่อเอาโซฟาบีนแบ็กที่อยู่ข้างในออกมา เขาได้แอบขนโซฟาตัวนี้ออกมาจากห้องนอนเมื่อตอนกลางดึก และไม่ได้มีแค่โซฟาบีนแบ็กอย่างเดียว เพราะฉินอีอวี๋ยังประดับไฟดาวสีทองไว้รอบๆ พื้นที่อีกด้วย
เขาเฟ้นหาสถานที่ที่สามารถมองเห็นวิวนอกตัวตึกแต่ก็ยังมีแผ่นคอนกรีตช่วยบังจนเจอ จากนั้นก็หอบโซฟาบีนแบ็กไปตั้ง แต่ระหว่างที่กำลังจัดแต่งสถานที่ ฉินอีอวี๋ก็พลันได้ยินเสียงประตูหนีไฟเปิดดังแอ๊ด
สองหนุ่มอยู่ห่างกันประมาณครึ่งดาดฟ้า ต่างคนต่างนิ่งงัน
“ทำไมนายมาเร็วขนาดนี้” แม้ฉินอีอวี๋จะตกใจ แต่ก็ยังพูดเสียงเบามาก การถูกจับได้ทำให้เขามีอาการลนลานอย่างหาดูได้ยาก
เขายังจัดสถานที่ไม่เสร็จเลย
หนานอี่ยืนนิ่งอยู่ตรงประตูในชุดเสื้อดาวน์แจ็กเก็ตสีขาวตัวยาว พันผ้าพันคอสีเทา สวมหมวกบีนนี่สีดำที่ดึงลงมาต่ำๆ ดูหล่อมาก แต่ไม่รู้ทำไมฉินอีอวี๋ถึงมองว่ามันน่ารักจับใจ
นักร้องหนุ่มเดินไปจูงมือหนานอี่ พอปิดประตูหนีไฟเสร็จสรรพก็ยื่นมือทั้งสองข้างไปกอดเขาไว้
“ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมถึงตื่นเช้าขนาดนี้”
หนานอี่ส่ายหน้า กระซิบว่า “ผมเห็นการ์ดแล้ว” เขาหยิบการ์ดใบนั้นออกมา “อากาศหนาวมาก ผมไม่อยากให้คุณรอนาน”
หัวใจของฉินอีอวี๋อ่อนยวบ เขาจูบหน้าผากหนานอี่ผ่านหมวกบีนนี่ ก่อนจะจูงมือเบสหนุ่มไปที่โซฟาบีนแบ็ก ใช้มือตบๆ โซฟายับย่นพร้อมกับบอกอีกฝ่ายว่า “นายนั่งตรงนี้”
พอเห็นหนานอี่นั่งลงเรียบร้อย ฉินอีอวี๋ก็ย่อตัวลงมาห่มผ้าให้
“แบบนี้ยังหนาวอยู่ไหม”
หนานอี่ตอบด้วยท่าทางขึงขัง “รุ่นพี่ ผมฮอตมากแล้ว”
ฉินอีอวี๋ชะงักก่อนจะหัวเราะจนตาหยี ผมของเขาฟูฟ่อง ดูเหมือนสมัยเรียนมัธยมปลายมาก นักร้องหนุ่มใช้นิ้วชี้แก้มตัวเองพลางยื่นแก้มไปหาหนานอี่ เป็นการบอกให้หอมแก้มตน
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำให้หนานอี่ตีความผิดเลยยื่นมือไปตบหน้าเขาแทน
ฉินอีอวี๋ทำตาโต
หนานอี่ทำหน้างง “ก็คุณบอกให้ทำแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”
ฉินอีอวี๋ลูบแก้มตัวเอง “ก็ใช่…มั้ง?”
หนานอี่ยังถือการ์ดรูปกีตาร์เอาไว้ในมือ เขานิ่งไปก่อนจะเอ่ยถามว่า “บัตรเชิญนี่ คุณตั้งใจให้ผมตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ฉันจำได้ว่าตัวเองเขียนการ์ดใบนี้ตอนเดือนพฤษภาคม…” ฉินอีอวี๋ทบทวนความจำ “อา นึกออกแล้ว วันที่ยี่สิบพฤษภาคม เพราะวันนั้นมีคนมาสารภาพรักกับฉันที่หน้าประตูห้องทบทวนที่พวกเราชอบไปกันบ่อยๆ”
หนานอี่ได้ยินแล้วก็อดที่จะเลิกคิ้วไม่ได้
“แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น เพราะคนที่มาสารภาพรักกับฉันมีเยอะมาก ตอนถ่ายรูปหมู่ที่โรงเรียนอนุบาลมีเด็กผู้หญิงเอาหัวมาซบไหล่ฉันด้วยซ้ำ” ฉินอีอวี๋เล่ายิ้มๆ พลางจับมือของหนานอี่ทั้งสองข้างแกว่งไปมา เขาเล่าต่อ “พอฉันปฏิเสธไปแล้วก็เอาการ์ดไปใส่ไว้ในลิ้นชักตรงที่นายชอบนั่ง”
ฉินอีอวี๋ชอบนั่งตรงริมหน้าต่างที่เห็นต้นแม็กโนเลียได้สวยที่สุด ส่วนหนานอี่ชินกับการนั่งหลังเขา ห่างออกไปสองแถว เป็นระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป
“แต่นายกลับไม่เคยไปที่ห้องทบทวนอีกเลย” ดวงตาของฉินอีอวี๋ฉายแววผิดหวัง “ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย พอฉันเคลียร์หนังสือเสร็จก็ไปดูที่ห้องทบทวนอีกครั้ง ปรากฏว่าห้องนั้นถูกล็อก ฉันเลยไปตีซี้กับอาจารย์ฝ่ายอาคารสถานที่เพื่อขอกุญแจมาเปิดประตูเข้าไปดู”
นักร้องหนุ่มเล่าพลางใช้นิ้วดีดการ์ดเชิญ “พบว่าเจ้านี่ยังอยู่ในลิ้นชัก ไม่มีใครเอาไป”
หนานอี่รีบอธิบาย “ตอนนั้นผมย้ายโรงเรียน…”
“ฉันรู้” ฉินอีอวี๋ลูบศีรษะหนานอี่ “ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันทำเซอร์ไพรส์คนแล้วล่มไม่เป็นท่า โคตรไม่อยากจะเชื่อ ตอนนั้นฉันคิดในใจว่านายคงไม่ใช่ผีจริงๆ หรอกนะ บางทีฉันอาจจะมีซิกซ์เซ้นส์อะไรพวกนั้น ถึงได้มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น”
หนานอี่ยิ้มบางๆ แต่ไม่นานความรู้สึกเสียใจก็เอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณเลยเก็บมันกลับไป”
“ก็แหงสิ ในเมื่อไม่มีใครเอาไปและฉันก็ทำใจทิ้งมันไม่ได้ ฉันเลยสอดมันไว้ในหนังสืออ่านนอกเวลาแล้วเอากลับบ้าน โชคดีที่ฉันเก็บหนังสือเล่มนั้นไว้ ฉันเลยไปค้นมันมาจากบ้านของโจวไหวได้”
ฉินอีอวี๋พูดยิ้มๆ “ฉันไม่ค่อยเก็บอะไรไว้เกินสี่ปี แถมการ์ดใบนี้ก็ไม่สะดุดตา โชคดีที่มันยังอยู่” เขาพูดตาประกาย “ในที่สุดมันก็ได้กลับมาหาเจ้าของแล้ว”
บางครั้งฉินอีอวี๋ก็คิดว่าถ้าชีวิตของตัวเองเป็นพลังงานก็น่าจะมีเส้นกราฟที่ขึ้นสุดและลงสุด ถึงจะมีเรื่องดีๆ มากมาย แต่เรื่องเศร้ากลับมีเยอะกว่า แถมไม่มีอะไรที่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขหรือชดเชยได้เลย ทว่าเขาก็ชินกับมันแล้ว
ตอนนี้มีหลุมเล็กๆ หลุมหนึ่งที่ได้รับการเติมเต็มเรียบร้อย
ที่แท้ชีวิตของเขาก็มีช่วงที่ได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาเหมือนกัน
“ขอบคุณที่เชิญผมมา”
หนานอี่โน้มตัวไปจูบปากฉินอีอวี๋ก่อน
“ไม่เป็นไร ตอนนั้นฉันแค่อยากจับโป๊ะนาย” ฉินอีอวี๋หยิกแก้มเขา “ให้นายตกใจเล่นต่างหาก”
ฉินอีอวี๋ใช้มือเท้าโซฟาบีนแบ็กขณะก้มหน้าลงไปจูบปลายจมูกของหนานอี่ จูบเสร็จก็หยัดตัวขึ้นเดินไปที่เก้าอี้ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโซฟาบีนแบ็กไปประมาณสามเมตร จากนั้นนักร้องหนุ่มก็กระแอมให้คอโล่ง
“ยินดีต้อนรับหนานอี่สู่การแสดงสดเพื่อหวนคืนสู่วงการของฉัน! ในเมื่อตอนนี้ทุกคนมากันครบแล้ว มือกีตาร์ก็เตรียมตัวเรียบร้อย เราก็เริ่มกันเลยเถอะ”
ฉินอีอวี๋หยิบกีตาร์ไม้สีขาวแบบเล่นสลับมือตัวหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเก็บกีตาร์ที่อยู่หลังเก้าอี้แล้วนั่งลง
ไม่รู้ทำไมทั้งที่เขาเริ่มเล่นกีตาร์มาตั้งแต่อายุสิบกว่าปี ผ่านการแสดงน้อยใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน เคยยืนอยู่ในงานเทศกาลดนตรีต่อหน้าผู้ชมนับหมื่น แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังไม่เคยหวั่นใจเหมือนอย่างตอนนี้
“แย่ล่ะสิ ฉันตื่นเต้นมาก นายรีบเชียร์ฉันหน่อย”
หนานอี่ผงกศีรษะ “สู้ๆ นะ”
“ผีน้อยคนดี” ฉินอีอวี๋ถอดถุงมือแล้วจับกีตาร์
ฟ้ายังไม่สาง ท้องฟ้าจึงเป็นสีกรมท่าเข้มเหมือนน้ำหมึก พวกเขาอยู่บนยอดตึกสูงแถบชานเมือง มีโรงงานสีขาว ทางด่วนยกระดับสีเทา ไฟทางทอดยาวล้อไปตามถนนหลวง กังหันลมผลิตไฟฟ้าที่หมุนติ้วกลางลมหนาว และทิวเขาสีดำสลับซับซ้อน ทุกอย่างเงียบสงบ
แต่ตัวฉินอีอวี๋กลับเหมือนย้อนกลับไปในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนระอุ ในไลฟ์เฮ้าส์มืดๆ นักร้องหนุ่มยืนอยู่บนเวทีพร้อมสะพายกีตาร์ หันหน้าเข้าหาผู้ชมนับร้อยหน้าเวที ทว่าสิ่งที่เขาคิดคือผู้ชมที่ตนตั้งใจเชิญมาเป็นพิเศษกลับไม่ได้มา เด็กน้อยที่ชอบตามหลังเขาคนนั้น เจ้าผีน้อยตัวเปียกม่อล่อกม่อแล่ก และนับตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมาเวลาที่ฉินอีอวี๋เดินไปบนถนนใหญ่ที่มีแสงไฟสว่างไสว เต็มไปด้วยเสียงอึกทึก มีผู้คนจ้องมองมากมาย แต่ตัวเขากลับรู้สึกเหมือนสูญเสียเงาของตัวเองไป
โชคดีที่โชคชะตาช่วยให้พวกเขาหมุนเวียนมาบรรจบกันอีกครั้ง
“ฉันเพิ่งสลับมือเล่นได้ไม่นาน อาจจะเล่นได้ไม่ค่อยดีนะ”
หนานอี่ประหลาดใจเพราะคิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋ที่เป็นคนมั่นหน้าว่าทุกคนต้องชอบตัวเองจะรู้จักถ่อมตนแบบนี้
“คุณเป็นมือกีตาร์ที่เทพที่สุด” เขาพูดเสียงจริงจัง
ฉินอีอวี๋ยิ้ม “เรื่องนี้ฉันรู้อยู่แล้ว”
นักร้องหนุ่มพูดพลางก้มหน้าลงดีดสายกีตาร์แล้วพูดเบาๆ ว่า “เพลงนี้เป็นเพลงที่คนพิเศษมากๆ คนหนึ่งแต่ง ฉันลองใส่เนื้อเข้าไปแล้ว แต่รู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยเข้าเลยจะเล่นเวอร์ชั่นออริจินัลเหมือนเดิม”
หนานอี่งง เพราะน้อยครั้งมากที่ฉินอีอวี๋จะเล่นเพลงของคนอื่น ส่วนใหญ่เขาจะเล่นเพลงที่ตัวเองแต่ง ยิ่งเป็นโมเมนต์สำคัญอย่างการ ‘หวนคืนวงการ’ แบบนี้ ทำไมเขาถึงเลือกที่จะเล่นเพลงที่คนอื่นแต่งล่ะ
แต่ไม่นานเมื่อเสียงกีตาร์ดังหนานอี่ก็เข้าใจว่ามันเป็นเพราะอะไร มือเบสหนุ่มฟังเพลงไปเรื่อยๆ ด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ เขาต้องเข้าใจผิดแน่ๆ
จนฉินอีอวี๋ฮัมเพลงเบาๆ ในช่วงที่ไม่มีเนื้อร้อง เขาจะใช้คำว่า ‘ดา ดี ดา ดา’ แทนเหมือนกันเป๊ะ
หนานอี่เผลอนิ่วหน้า เขาอยากมองเห็นภาพที่เกิดขึ้นชัดๆ แต่สายตาเจ้ากรรมกลับพร่ามัวมากขึ้นเรื่อยๆ แสงจากไฟดาวที่รายล้อมอยู่สาดจ้าเป็นลำยาวหายลับไปในความมืด เปลี่ยนให้ที่นี่กลายเป็นห้องหนังสือในฤดูหนาวที่มีแสงแดดส่องลอดเข้ามา
ความรักกับดนตรีกับเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ เพราะมันสามารถทำให้เขามองเห็นคนที่คิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันได้เห็นอีก
“เธอเกิดในคืนที่ปักกิ่งหิมะตก”
“ทำให้ฉันเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชีวิต”
ในชั่วพริบตาหนึ่งภาพของแฟนหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าได้ทับซ้อนกับภาพของคุณน้าผู้จากไปของเขา ทำให้หนานอี่รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปตอนเป็นเด็ก พอเขาโตขึ้นมาหน่อยก็ชอบไปรบเร้าคุณน้าที่เป็นพวกผัดวันประกันพรุ่งว่าเมื่อไหร่จะแต่งเพลงนี้เสร็จซะที
‘ยังมีเวลาอีกเยอะน่า น้าจะแต่งเพลงนี้ให้เสร็จแน่นอน แหม อย่าเร่งน้าสิ เจ้าเปี๊ยก’
คุณน้าครับ ความจริงคนเราไม่มีเวลามากขนาดนี้หรอกนะ
แต่ไม่เป็นไร ผมยอมยกโทษให้เรื่องที่คุณน้าผิดคำพูด และยอมยกโทษให้เรื่องที่คุณน้าแต่งเพลงช้า
เพราะทุกอย่างเป็นเหมือนเพลงที่คุณน้าแต่ง คือชีวิตมักมีความเปลี่ยนแปลง
หลังจากที่คุณน้าจากไป มีคนที่รักผมมากๆ คนหนึ่งมาเล่นเพลงที่ไม่มีใครรู้จัก
ในชั่วพริบตานี้เองหนานอี่ได้ก้าวออกมาจากความฝันที่แสนเจ็บปวดแต่งดงาม เขาหันหน้าไปเช็ดน้ำตาเงียบๆ เสียงของฉินอีอวี๋มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เป็นเสียงที่หนานอี่เคยฟังมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และเป็นเสียงที่อยู่เคียงข้างเขาในทุกค่ำคืนอันแสนยาวนาน
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินอีอวี๋เล่นเพลงหวานๆ แบบนี้
ไม่มีเวที ไม่มีแสงไฟที่จัดมาอย่างดี ฉินอีอวี๋ใส่เสื้อแจ็กเก็ตสีดำแบบเรียบ นิ้วพันพลาสเตอร์ บนคอมีโชกเกอร์ที่หนานอี่ถักขึ้นให้เขาจากสายเบส ห้อยจี้ที่เป็นปิ๊กกีตาร์ของตัวเขาเอง ปิ๊กกีตาร์อันเล็กรูปหัวใจสีแดงขยับตามจังหวะการเล่นกีตาร์ของนักร้องหนุ่ม
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉินอีอวี๋เป็นคนมีพรสวรรค์ เพราะแค่เขาเล่นกีตาร์สบายๆ ก็ได้ท่อนโซโล่ที่ไม่มีใครสามารถแกะตามได้ แต่ตอนนี้นักร้องหนุ่มกลับทำตัวติดดิน ร้องเพลงนี้โดยไม่ใส่ลูกเล่นและไม่มีการประดิดประดอยใดๆ
เพลงที่มีคนแต่งให้หนานอี่เป็นเพลงแรกในชีวิตของเขา
“ปีศาจน้อยตัวนิ่ม รีบมาขี่ไหล่ฉันสิ”
“อย่าร้องไห้นะ อย่าร้องไห้ อย่าหลงทาง…”
เมื่อร้องมาถึงประโยคสุดท้าย ฉินอีอวี๋ถึงค่อยเงยหน้าขึ้นสบตากับหนานอี่ ดวงตาของเขาก็มีรอยชื้นเหมือนลูกสัตว์ตัวน้อยเหมือนกัน
“เธอมีสองตาสวยงามดั่งเพชร และมีหัวใจที่เปล่งประกายดุจทองคำ”
โน้ตสุดท้ายหายไปในอากาศพร้อมกับตัวล็อกความทรงจำที่ปิดลง เส้นขอบฟ้าเริ่มกลายเป็นสีฟ้าอ่อน เมื่อรัตติกาลมลายหายไปพร้อมเพลงนี้
ฉินอีอวี๋วางกีตาร์ลง ก่อนจะลุกขึ้นยืน ฝ่ามือของเขาชื้นเหงื่อ สีหน้าฉายแววอึดอัดใจที่มองเห็นได้ชัดมาก และในวินาทีต่อมาหนานอี่ก็เดินมากอดเขา
พวกเขาต่างมีคำพูดที่อยากพูดมากมาย แต่ทุกถ้อยคำกลับติดอยู่ในลำคอเช่นเดียวกัน
ทั้งคู่กอดกันเงียบๆ อยู่นานมาก ฉินอีอวี๋ได้ยินหนานอี่ที่อยู่ในวงแขนของเขาพูดว่า “ขอบคุณ” นักร้องหนุ่มจึงลูบหลังอีกฝ่ายแล้วตอบว่า “ขอบใจ”
จากนั้นเขาก็ถามหนานอี่ว่า “จากนี้เราจะช่วยกันเขียนเพลงนี้ให้จบ โอเคไหม”
“อืม”
หนานอี่ผงกศีรษะ
“เดิมที…นี่เป็นเซอร์ไพรส์วันปีใหม่ที่ฉันเตรียมเอาไว้ให้นาย ตั้งใจว่าจะจัดให้นายในคืนข้ามปี จะเล่นให้นายฟังตอนเที่ยงคืน แต่…” ฉินอีอวี๋มีอาการลังเล
หนานอี่เงยหน้าขึ้นถามว่า “ทำไมเหรอ”
“เพราะฉันอยากให้นายเริ่มมีความสุขตั้งแต่วินาทีแรกของปี ถึงจะแค่นิดเดียวก็ยังดี เพื่อที่ว่าต่อจากนี้เวลาที่นายคิดถึงวันที่สามสิบเอ็ดธันวาคม มันจะไม่ใช่แค่วันที่คุณน้าของนายจากไป แต่เป็นวันที่ฉินอีอวี๋กลับมาเริ่มเล่นกีตาร์ใหม่อีกครั้งด้วย” ในดวงตาของฉินอีอวี๋มีประกายจากน้ำตา “ตัวฉันเองก็เป็นคนสำคัญของนายเหมือนกัน จำเอาไว้นะ โอเคไหม”
หนานอี่มองหน้าเขาแล้วพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
“ผมจำได้”
เขาไม่คิดจะใช้เพลงเพลงเดียวมากลบฝังความเจ็บปวด ขอเพียงแค่มันสามารถทำให้หนานอี่รักเขา และตัวเขามีความพยายามมากพอ สักวันแผลลึกนี้ย่อมมีวันถูกเติมเต็ม
“นายฟังเพลงนี้แล้วอยากร้องไห้หรือเปล่า” ฉินอีอวี๋กอดหนานอี่ไว้ขณะเอ่ยถาม
“ไม่ครับ” หนานอี่ปฏิเสธโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี
“จริงอะ” ฉินอีอวี๋ช็อก “ฉันจะร้องไห้ให้เสียงร้องของตัวเองอยู่รอมร่อ ถ้าคุณน้ายังอยู่ เขาก็น่าจะร้องไห้ไปกับฉันเหมือนกัน”
“คุณขี้แยอยู่แล้วต่างหาก” หนานอี่พูดจบก็เสริมว่า “เหมือนคุณน้าผมเลย”
“เอาน่า เราสองคนมันก็พอๆ กัน” ฉินอีอวี๋โอบหนานอี่ไว้ “คราวหน้าฉันจะพานายไปหาแม่ แม่ต้องชอบนายมากแน่ เสียดายที่ความรักที่ฉันมีให้มันอยู่ในใจเลยบรรยายออกมาให้เห็นภาพลำบาก”
“คุณเลิกยิงมุกนรกแบบนี้สักทีได้ไหม” หนานอี่เพลียใจ
“ก็ได้ ไม่เล่นแล้ว โชว์คืนวงการของมือกีตาร์ฉินอีอวี๋จบลงเพียงแค่นี้ครับ” นักร้องหนุ่มยิ้มพลางปรบมือ “ตอนนี้พวกเราต้องเคลียร์ที่นี่ให้เหมือนเดิมก่อนจะถูกจับได้”
“เดี๋ยวนี้ผู้ชมก็ต้องช่วยทำงานด้วยเหรอ” หนานอี่ถามยิ้มๆ
“สำหรับฉัน นายไม่ใช่ผู้ชมธรรมดา” ฉินอีอวี๋ใช้นิ้วชี้เขี่ยสร้อยโชกเกอร์บนคอ “แต่เป็นเจ้าของฉันด้วย”
“คุณพูดจาเพ้อเจ้ออะไรน่ะ” หนานอี่ไม่อยากถูกอีกฝ่ายทวนความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องน่าอายเมื่อคืนเลยคว้าปิ๊กที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอกของเขาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ “คืนปิ๊กให้ผมเลย”
แต่ฉินอีอวี๋ไม่หลงกล “ฉันไม่ได้พูดเพ้อเจ้อนะ นี่มันของขวัญวันปีใหม่ที่นายให้ฉันไม่ใช่เหรอ นายก็ให้ของขวัญฉันล่วงหน้าเหมือนกัน”
หนานอี่ทำหน้าไม่อยากเชื่อ “คุณรู้ได้ไง”
ใครจะรู้ว่าฉินอีอวี๋จะหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วถือไว้ด้วยสองมืออย่างภาคภูมิใจสุดๆ แถมยังอ่านข้อความที่อยู่ในการ์ดด้วยว่า “สุขสันต์วันปีใหม่ ไม่รู้ว่าไซส์พอดีไหม เพราะผมลองทำดูเล่นๆ” แถมยังจงใจย้ำคำสุดท้ายว่า “ทำดูเล่นๆ~”
“คืนผมมาเลย ใครให้คุณหยิบไป” หนานอี่ยื่นมือไปแย่ง
ฉินอีอวี๋ชูมือขึ้นสูงอย่างฉับไว ไม่ยอมให้อีกฝ่ายคว้าของไปได้
“นายเมาแล้วรื้อห้อง หยิบเจ้านี่ออกมาเอง กล่องกับการ์ดยังอยู่บนพื้นอยู่เลย” นักร้องหนุ่มโอบหนานอี่ “ทำไมนายถึงน่ารักขนาดนี้นะ แถมยังเอาสายเบสตัวแรกมาทำให้ฉันอีกต่างหาก เจ้าลูกหมาป่าเอ๊ย”
ชื่อนี้ทำให้หนานอี่ฉุกคิดถึงเรื่องที่เขาพูดพล่ามไปเมื่อคืนอีกครั้ง เขาดิ้นออกจากอ้อมกอดของฉินอีอวี๋เพื่อหันไปแกะไฟประดับ
“เขินเหรอ” ทีเมื่อคืนล่ะ กล้านัก
“เรื่องที่คุณรับปากผมไว้เมื่อคืน ห้ามลืมด้วย” หนานอี่พูดทั้งที่ยังหันหลังให้
“เรื่องอะไรเหรอ” ความจริงฉินอีอวี๋รู้ว่ามันคือเรื่องอะไร แต่เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วหนานอี่ก็หันมาคว้าสายสร้อยห้อยปิ๊กกีตาร์ พร้อมกับรั้งคอเขาลงมาด้วย
“คุณรับปากผมแล้วว่าจะไม่เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเคร่งเครียดขนาดนี้ ฉินอีอวี๋ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากผงกศีรษะ “โอเค ฉันจำได้ ฉันรับปาก”
หนานอี่เลยปล่อยมือก่อนจะได้ยินฉินอีอวี๋ถามขึ้นอีกครั้ง
“นายพอจะเล่าแผนให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม”
“ไม่ได้”
“งั้นฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากรู้มากและเป็นห่วงสุดๆ ถ้านายไม่ยอมบอก ฉันคงเครียดจนนอนไม่หลับ”
ช่วงนี้เขาคงเครียดมากจริงๆ หนานอี่คิดในใจ เพราะฉินอีอวี๋เริ่มกลับมาละเมออีกแล้ว
ฉินอีอวี๋เดินมาหาหนานอี่แล้วถามเข้าประเด็นว่า “นายคงไม่เอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อหรอกใช่ไหม”
หนานอี่หันหน้าหนี แต่จู่ๆ ก็หลุดขำ “ทำไมคุณถึงคิดแบบนี้”
“เรื่องมันซับซ้อนนิดหน่อย” ฉินอีอวี๋ตอบแบบรวบรัดว่า “ก่อนหน้านี้ฉันไปเจอกับผู้จัดการวงวาไรตี้ออฟมอสส์ เขาเล่าเกร็ดเรื่องหนึ่งให้ฟัง ทำให้สองสามวันมานี้ฉันต้องคิดอยู่ตลอด”
“เรื่องอะไรเหรอครับ” หนานอี่เซอร์ไพรส์ที่ฉินอีอวี๋ตามหาตัวผู้จัดการวงเก่าของคุณน้าเขาเจอ นับว่าคนคนนี้น่ากลัวมาก
“เขาเล่าว่าเมื่อก่อนชอบมีรถหรูมาโผล่ที่ใต้ตึกซ้อมของวงวาไรตี้ออฟมอสส์ แถมในอินเตอร์เน็ตก็ลือกันให้แซ่ดว่าอาชิวมีซัมธิงกับประธานบริษัทเฉิงหง ก่อนหน้านี้ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมนายถึงชอบมองอาชิวนัก ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว เพราะตอนนั้นคุณน้าของนายก็ถูกประธานบริษัทเฉิงหงหมายตาเหมือนกันใช่ไหม”
หนานอี่ไม่พูดอะไร เอาแต่มองหน้าเขา
นั่นทำให้ฉินอีอวี๋กลัวว่าหนานอี่จะเอาตัวเองไปเสี่ยง “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง การที่นายเข้าร่วมการประกวดนี้จะต้องเป็นที่จับตา ยิ่งนายหน้าตาดีขนาดนี้ ถ้าอยากตกใครก็ทำได้ชิลๆ”
หนานอี่ฟังเขาพูดจบก็หัวเราะ ก่อนจะหันหน้ากลับไปแกะไฟประดับต่อ แสงไฟสีทองสาดส่องใบหน้าด้านข้างของเขาให้ดูงดงามจนคนมองไม่อาจละสายตา
“ผมสารภาพตามตรงว่าเคยมีความคิดนี้อยู่เหมือนกัน…”
ฉินอีอวี๋เป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมาทันที “ห้ามเด็ดขาด!”
“ผมคิดแบบนี้ตอนยังเด็กมาก เมื่อก่อนผมคิดไปถึงขั้นว่าพอโตแล้วผมจะไปเป็นคนขับรถของประธานบริษัทเฉิงหง จะได้ขับรถพาเขาพุ่งลงเหวไปเลย โง่ดีไหมล่ะ”
หนานอี่พูดด้วยน้ำเสียงติดตลก แต่ฉินอีอวี๋ฟังแล้วปวดใจ เพราะการที่หนานอี่ใช้ชีวิตจมอยู่ในความอาฆาตแค้นของตัวเองมาตั้งแต่เล็กจนโต เลยทำให้เขาโตเกินวัยแบบนี้
หนานอี่หันหน้ามามองฉินอีอวี๋ “เฉินซั่นหงมีนิสัยวิตถารอย่างหนึ่งคือเขาชอบญาติของเหยื่อมาก แฟนเก่าของเขาหลายคนไม่ได้มีจุดร่วมแค่เรื่องร้องเพลงได้หรือเล่นกีตาร์เป็น แต่ญาติมิตรเพื่อนสนิทของพวกเขายังเคยถูกเฉินซั่นหงทำร้ายกันทั้งนั้น”
ฉินอีอวี๋ไม่อาจทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้เลย “หรือเขาจะเป็นโรคลิมาซินโดรม*?”
หนานอี่ยิ้ม “เรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เขาแค่ชอบใช้การเอาชนะและการครอบครองเหยื่อมาพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง คุณว่ามันน่าขยะแขยงมากไหมล่ะ”
“นายรู้เรื่องนี้ได้ไง”
“คุณน้าผมเขาสืบเรื่องนี้ได้ มีเคสแบบนี้หลายเคส แต่มีเคสหนึ่งที่ผมติดใจมากคือน้องชายของพนักงานที่ถูกเฉินซั่นหงบีบให้กระโดดตึก เขาเล่นเปียโนเป็น แต่พออยู่กินกับเฉินซั่นหงได้ไม่นานก็ฆ่าตัวตายเหมือนกัน”
นาทีนั้นฉินอีอวี๋พลันเข้าใจได้ว่าทำไมหนานอี่ถึงไม่กลัวการกลายเป็นบุคคลสาธารณะและไม่กลัวเฉินซั่นหงจะรู้ว่าเขาคือหนึ่งในญาติของเหยื่อที่ถูกรถชนตาย
“เพราะแบบนี้นายเลยไม่กลัวเฉินซั่นหงรู้ว่านายเป็นใคร เพราะสำหรับเขา นี่คือจุดที่นายสามารถดึงดูดให้เข้ามาหาได้”
แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังคงรู้สึกว่ามันเสี่ยงมากอยู่ดี “แต่เฉินซั่นหงมีทั้งเงินและอำนาจ แถมมีบุคลิกต่อต้านสังคม นายไม่กลัวจะถูกเขาจับได้ว่านายเข้าหาเขาเพื่อแก้แค้นเหรอ”
ทว่าหนานอี่กลับยิ้ม “จับได้แล้วไง เฉินซั่นหงมีแต่จะคิดว่าเด็กที่เพิ่งอายุเต็มสิบแปดคนหนึ่งจะทำอะไรได้”
ยิ่งเป็นคนที่มีเงินมีอำนาจก็ยิ่งเชื่อว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ในสายตาของพวกเขา หนานอี่ก็เหมือนนักศึกษาชายธรรมดาๆ ที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะ ไม่ต่างจากมดแมลง ไม่มีทางข่มขู่อะไรอีกฝ่ายได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมทั้งเจี่ยงเถียนและเฉินอวิ้นถึงไม่ระวังเขาเลย
หนานอี่พูดจบก็จับมือฉินอีอวี๋ขึ้นมา “คุณวางใจเถอะ ผมเลิกคิดแก้แค้นแบบเอาตัวเองไปสังเวยแล้ว และแผนเอาตัวเข้าล่อเพื่อแว้งกัดในภายหลังก็ไม่มีทางสำเร็จด้วย ดูจากพวกแฟนเก่าของเขาก็รู้”
ฉินอีอวี๋จ้องตาหนานอี่ “ฉันเชื่อนาย แต่นายต้องสัญญากับฉันว่าจะให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง”
นักร้องหนุ่มถึงขั้นจับมือขวาของหนานอี่เพื่อบังคับให้เขาชูนิ้วสาบานต่อฟ้า
หนานอี่หลับตาพลางยิ้มอย่างอ่อนใจ แต่ก็ยอมงอนิ้วโป้งกับนิ้วก้อยอย่างให้ความร่วมมือ “โอเค ผมสาบาน”
แต่พอเขาเปิดปาก นิ้วนางก็ถูกอะไรบางอย่างสวมเข้ามา มือเบสหนุ่มลืมตาทันที ดวงตาฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
นิ้วนางที่เมื่อกี้ยังว่างเปล่า ตอนนี้มีแหวนสีทองวงหนึ่งเพิ่มเข้ามา ประเด็นสำคัญที่สุดคือแหวนสีทองวงนี้ทำมาจากสายกีตาร์ สายกีตาร์เส้นเล็กบางพันรอบโคนนิ้ว ตรงกลางเป็นปลายกลม* ที่กำลังเปล่งประกายแวววาว
แววตาประหลาดใจย้ายจากแหวนไปที่ใบหน้ายิ้มร้ายของฉินอีอวี๋
“เขาสาบานว่าอะไรกันนะ ไม่ว่าจะเป็นยามมั่งมีหรือยากจน ยามเจ็บป่วยหรือแข็งแรง นายจะรักฉัน ซื่อสัตย์ต่อฉัน…”
คำพูดเพ้อเจ้อของเขาทำให้หนานอี่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ต้องยกมือขึ้นปิดปากอีกฝ่าย “คุณพูดจามั่วซั่วอะไรน่ะ”
“ฉันไม่ได้พูดมั่วนะ ฉันท่องมาแล้ว” พอฉินอีอวี๋จูบมือเขา หนานอี่ก็เอามือลงทันที
นักร้องหนุ่มทำหน้าจริงจังมากขึ้น “ตอนแรกฉันว่าจะเก็บไว้ให้นายตอนปีใหม่เหมือนกัน ต้องโทษนายนั่นแหละที่เอาโชกเกอร์มาใส่ให้ฉันก่อน ทำเอาแผนฉันรวนไปหมด”
ตอนที่ฉินอีอวี๋พูดนั้นมีควันขาวลอยออกมาจากปาก ดวงตาสะท้อนแสงจากไฟประดับที่ยังเอาออกไม่หมดจึงเปล่งประกายแพรวพราว
“ถึงแหวนวงนี้จะไม่ได้ทำจากสายกีตาร์ตัวแรกของฉัน แต่มันทำขึ้นจากสายกีตาร์ตัวแรกที่ฉันสลับมือเล่น เพราะนาย ฉันถึงได้กลับมาเป็นมือกีตาร์อีกครั้ง”
ฉินอีอวี๋จูบนิ้วหนานอี่แล้วยกมือของตัวเองให้เขาดู เพื่ออวดแหวนคู่อีกวงที่ไม่รู้ว่าเอามาใส่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ซึ่งแหวนวงนั้นก็เป็นสีทองเหมือนกัน
มือซ้ายที่สักเพื่อปิดแผลและต่อมาก็ถูกใช้ดีดสายนี้มีประกายวิบวับจากแหวนที่ทำขึ้นจากสายกีตาร์อยู่บนนิ้วนาง
ทั้งคู่ผนึกฝ่ามือเข้าด้วยกัน นิ้วทั้งสิบสอดประสาน
“วันนี้นอกจากฉันจะกลับเข้าสู่วงการกีตาร์แล้ว วันที่สามสิบเอ็ดธันวาคมนี้ยังเป็นวันแรกที่พวกเรามีแหวนคู่วงแรกด้วย นายต้องจำเอาไว้ให้ดีนะ”
* ลิมาซินโดรม (Lima syndrome) คือกลุ่มอาการทางจิตวิทยาที่ผู้กระทำความผิดจะเกิดความเห็นใจหรือรู้สึกดีต่อเหยื่อ
* ปลายกลม (Ball end) หมายถึงปลายสายเครื่องดนตรีที่มีแกนหรือลูกบอลโลหะใส่มา
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.