X
    Categories: everYทดลองอ่านท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 89-90 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5

ผู้เขียน :  จื้อฉู่ (稚楚)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

      

 เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ

การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน

และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

                  

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 89 สุขสันต์วันปีใหม่

 

ในอินเตอร์เน็ตลือกันเป็นวงกว้างว่ารายการเครซี่แบนด์อาจจะมีคลิปพิเศษในคืนข้ามปี เลยมีแฟนคลับกลุ่มหนึ่งมาซุ่มรออยู่นอกค่ายในคืนข้ามปี เพราะหวังว่าจะจับภาพพวกเขาตอนออกไปและกลับมาจากทำงานได้

แฟนคลับที่เคยได้ข้อมูลวงในเรื่องเข่าเหลิ่งเมี่ยนคราวก่อนก็รีบมาดักรอที่ประจำเหมือนกัน เธอตั้งกล้องไว้ตรงมุมเล็กๆ ทางประตูตะวันออก เผื่อว่าจะได้ภาพคู่จิ้นเด็ดๆ บ้าง

คิดไม่ถึงว่าพอตั้งกล้องเสร็จจะมีกระเป๋าสีดำใบหนึ่งร่วงลงมาจากฟ้าจนเกือบโดนกล้องของเธอ หญิงสาวจึงเผลอรับกระเป๋าใบนั้นไว้ มันไม่หนักเหมือนเป็นกระเป๋าเปล่า

อึดใจต่อมาก็พลันมีเงาของใครคนหนึ่งทาบทับลงบนตัวเธอ พอแฟนคลับสาวเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเป็นหนานอี่อีกแล้ว

หนานอี่ทำท่าเหมือนประหลาดใจ เลิกคิ้วสูง

“ก็ว่าทำไมกระเป๋าผมตกพื้นแล้วไม่มีเสียง”

แฟนคลับสาวกอดกระเป๋าไว้ พูดแบบลิ้นพันกัน “หนานอี่ คุณๆๆ”

หนานอี่กระโดดลงมาจากกำแพง อาจเพราะผู้หญิงคนนี้ชอบฉินอีอวี๋ ดูท่าจะชอบนักร้องหนุ่มมาตลอด เขาจึงไม่มีความรู้สึกต่อต้าน และสามารถทำตัวเป็นธรรมชาติด้วยได้

หนานอี่ทำหน้านิ่งเดินไปหยิบกระเป๋าของตัวเองจากอ้อมแขนของเธอ เขาเลียนเสียงพูดตะกุกตะกักของแฟนคลับสาวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

“คุณๆๆ ทำให้ฉินอีอวี๋อดเข่าเหลิ่งเมี่ยน”

พูดจบมือเบสหนุ่มก็เดินตรงไปทางมอเตอร์ไซค์

“คุณหนีออกจากค่ายอีกแล้วนะ!”

“ใช่ ช่วยรูดซิปปากไว้ด้วย”

“งั้นก็ให้ข้อมูลฉันอีกสิ!”

“ไม่” ขณะที่หนานอี่ขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ มือก็หยิบหมวกกันน็อกมาด้วย

“ทำไมอะ ฉินอีอวี๋ว่าคุณเหรอ”

หนานอี่หัวเราะเหมือนได้ยินเรื่องตลกชวนขำ แต่ไม่นานเขาก็ใส่หมวกกันน็อก แม้เสียงตอบจะดังอู้อี้อยู่ในหมวกแต่ก็ได้ยินชัดเจน

“เขานิสัยดีมาก”

เงาดำกับมอเตอร์ไซค์สีดำซิ่งฝุ่นตลบหายไปบนถนนสีเทาขาวในฤดูหนาว แฟนคลับสาวยืนนิ่งอยู่ที่เดิมนานมากกว่าจะฉุกคิดได้ว่าตอนหนานอี่ยื่นมือมาเอากระเป๋าจากเธอ บนนิ้วเขาเหมือนจะมีอะไรวิบวับล้อแสงแดดเป็นประกายล่อตา

ใช่แหวนหรือเปล่านะ

เธอน่าจะถ่ายภาพเก็บไว้!

 

ถึงการแอบหนีออกจากค่ายรอบนี้จะเป็นเรื่องกะทันหัน แต่หนานอี่ก็นัดแนะใครต่อใครเอาไว้ล่วงหน้าก่อนออกเดินทางเรียบร้อยแล้ว เพราะเขาตั้งใจว่าจะรีบรบรีบจบ แล้วจะได้กลับไปแต่งเพลง ช่วงใกล้ปีใหม่แบบนี้ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็จัดแต่งสถานที่เป็นธีมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แม้แต่ปากซอยเล็กๆ ก็ยังมีการนำป้ายขนาดยักษ์เขียนคำว่า ‘happy new year 2025’ ล้อมด้วยดอกไม้สดโทนสีแดงมาตั้งให้คนผ่านทางจำนวนไม่น้อยได้มาถ่ายรูปเช็กอินกันที่ด้านหน้า รอยยิ้มของแต่ละคนดูเต็มไปด้วยความสุข

หลายปีมานี้ทุกครั้งที่ถึงช่วงนี้ความสุขสันต์และการวาดหวังของมวลชนจะเป็นเหมือนคลื่นสึนามิที่โถมพัดใส่เขา เพราะความเจ็บปวดของเขานั้นช่างเล็กจ้อยเสียเหลือเกิน ทั้งยังแปลกแยกจากคนอื่นราวกับหยดหมึกสีดำลงไปในคลื่นสมุทร แล้วถูกคลื่นพัดจนไม่เหลือร่องรอยใดๆ

การยืนอยู่ในรอยต่อวันสุดท้ายของปีทำให้หนานอี่รู้สึกเหมือนเสียเวลาไปอีกปีหนึ่ง เมื่อความตั้งใจและเวลาที่เขาทุ่มเทลงไปสูญสลายกลายเป็นฟองอากาศ ตัวเขายังคงไม่บรรลุเป้าหมาย บรรยากาศส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ามันจะยังมีเหยื่อรายใหม่เกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ และในฐานะ ‘เหยื่อรายเก่า’ หนานอี่ยังคงจมอยู่ในวัฏจักรที่ไม่เคยหยุดพักนี้ โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย

มือถือของเขาดังขึ้น เป็นแจ้งเตือนอีเมลจากฉีโม่ที่เขาไม่ได้ติดต่อมาหลายวัน หนานอี่จึงเปิดมือถือเช็กอีเมลที่มีเนื้อความสั้นๆ

เท่าที่อ่านดูคร่าวๆ ถือว่าเป็นข่าวดีที่หาได้ยากในช่วงนี้

 

‘ฉันได้แฟลชไดรฟ์จากอาจารย์โจวเมิ่งมาแล้ว ดูทรงน่าจะกู้ยาก แต่ฉันจะพยายาม ส่วนข้อมูลในโน้ตบุ๊กฉันกู้สำเร็จเรียบร้อย ไฟล์ใหญ่กว่าที่คิดมาก ฉันเลยแตกมันเป็นไฟล์ใส่รหัสไว้หลายๆ ไฟล์ แนบมาพร้อมอีเมลที่ส่งให้นาย รหัสยังใช้รหัสเดิม ถ้าดูเสร็จแล้วบอกฉันด้วยว่ายังจะส่งข้อมูลพวกนี้ให้สื่อตามแผนเดิมอีกไหม’

 

หนานอี่นิ่งกว่าที่คิด เขาไล่ดาวน์โหลดไฟล์แนบมาทีละไฟล์ แต่มือเบสหนุ่มสังเกตเห็นว่าไฟล์สุดท้ายเป็นไฟล์เปล่า พอคลิกเปิดก็เด้งไปที่หน้าลิงก์หนึ่งอัตโนมัติ เมื่อเขาคลิกลิงก์ดูก็พบว่าเป็นอีการ์ดแบบย้อนยุคใบหนึ่ง แถมยังเล่นเพลงสุขสันต์วันปีใหม่ด้วย

เรื่องนี้ทำให้เขาประหลาดใจมาก เพราะการพูดคุยระหว่างพวกเขาจะมีเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับแผนน้อยมาก ส่วนใหญ่เรื่องที่พวกเขาคุยกันจะเป็นความอาฆาตบาดลึก ทำให้คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความสุขแบบนี้แลดูเหมือนหนังสยองขวัญเสียมากกว่า

หนานอี่ปิดอีการ์ดแล้วล็อกหน้าจอ

“ขอโทษทีนะพ่อหนุ่ม”

มือเบสหนุ่มรับรู้ได้ว่ามีคนมาตบไหล่เรียกเลยหันหน้าไป ก่อนจะเห็นว่าเป็นสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่ง ผมเผ้าขาวโพลน หน้าตาดูใจดี

เขาถอดหูฟังแล้วได้ยินคุณปู่ถามว่าช่วยถ่ายรูปให้พวกเขาหน่อยได้ไหม

“ได้สิครับ”

หนานอี่รับมือถือของอีกฝ่ายมาช่วยสองสามีภรรยาสูงวัยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในคืนข้ามปี มือเบสหนุ่มมองมือของพวกเขาที่กำลังคล้องแขนและประสานฝ่ามือเข้าด้วยกันโดยมีแหวนแต่งงานเนื้อเงินแบบเรียบอยู่บนมือแล้วก็พลันรู้สึกอบอุ่นสบายใจ

“เธอถ่ายรูปสวยจริงๆ ขอบใจนะ” คุณปู่เอามือถือไปให้ภรรยาที่อยู่ข้างๆ ดู “สวยไหม คุณดูสิ ข้างหลังมีดอกไม้ด้วยนะ…”

เมื่อเจ้าของร้านที่อยู่ข้างหลังตะโกนมาว่า “คุณลูกค้าที่ออเดอร์ไว้เมื่อกี้ ออเดอร์ของคุณได้แล้วค่ะ” หนานอี่จึงหมุนตัวเดินกลับไปที่ร้านอีกครั้ง

แต่ใครจะรู้ว่าพอเขาหมุนตัวเสียงของคุณปู่ก็ดังไล่หลังมาว่า “แฮปปี้นิวเยียร์นะ”

หนานอี่หยุดเดิน

เขาค้นพบว่าวันนี้ไม่เหมือนกับวันวาน ราวกับว่าตัวตนของเขาถูกขีดเขียนขึ้นใหม่ อะไรหลายอย่างถูกกลืนหาย โดยส่วนที่เหลือคือการเฝ้ามองและยอมรับอย่างสงบ

 

หลังเดินแยกออกมาหนานอี่ก็เก็บของที่ซื้อมาใส่กระเป๋า ในมือหิ้วถุงกระดาษทรงแคบใบเดียวไปขึ้นรถ ซึ่งในระหว่างที่ขี่รถผ่านถนนสายนี้เขาก็มองผ่านหน้าต่างร้านเสื้อผ้าเข้าไปเห็นคู่สามีภรรยาสูงวัยคนเมื่อครู่เลยจอดรถแล้วกดแตร ก่อนจะเปิดหน้ากากหมวกกันน็อก

คู่สามีภรรยาสูงวัยหันหน้ามาเห็นดวงตาของเขาก็ชะงักไปหนึ่งวินาที ก่อนจะยิ้มอย่างประหลาดใจแล้วเดินเข้ามาหา

“เธอเองเหรอพ่อหนุ่ม”

หนานอี่ที่ยังสวมหมวกกันน็อกอยู่ผงกศีรษะ ก่อนจะยื่นถุงกระดาษในมือให้พวกเขา

“แฮปปี้นิวเยียร์ครับ”

พอเขาขี่รถออกไป คู่สามีภรรยาสูงวัยที่รักใคร่กันก็เปิดถุงกระดาษดู ก่อนจะพบว่าข้างในมีดอกกุหลาบสีแดงที่บานกำลังดีอยู่หนึ่งดอกส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

 

ฉินอีอวี๋ที่กลับมาหลับเอาแรงที่ห้องพักถูกปลุกด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ

อาจเพราะบนดาดฟ้าอากาศหนาวจัด หรือไม่ก็เป็นเพราะคำพูดเพ้อเจ้อของหนานอี่ตอนเมาเมื่อคืนมันฝังใจเขามาก ส่งผลให้พอหลับไปแล้วเขาก็ฝันถึงแต่อากาศหนาวจัด ราวกับว่าได้ไปอยู่ที่ไซบีเรียแล้วจริงๆ ทำให้ทุกลมหายใจเข้าออกเหมือนมีมีดมากรีดโพรงจมูก มันทั้งเจ็บและได้กลิ่นสนิมเหม็นคาว

เขาวิ่งไล่ตามหมาป่าสีเทาดำตัวหนึ่งที่เหมือนกำลังเอาชีวิตรอดอยู่ในทุ่งมอสส์กลางหิมะอันเวิ้งว้าง ท่ามกลางอากาศหนาวจนตัวแทบแข็ง สุดท้ายก็เผลอร่วงลงไปในอุโมงค์น้ำแข็ง แต่ใครจะรู้ว่าในนั้นจะไม่มีน้ำเย็นจัดที่หนาวเสียดกระดูก ทว่าเป็นทะเลดอกไม้ที่แสนอบอุ่น

มันเหมือนจริงมาก

ฉินอีอวี๋ลืมตาพึ่บ เขาสูดจมูกดมกลิ่นฟุดฟิดแล้วหันไปพบว่าหนานอี่หายตัวไป และสิ่งที่มาโผล่อยู่ที่ข้างหมอนแทนมือเบสหนุ่มคือห่อของขนาดใหญ่สีดำที่มีโพสต์อิตติดอยู่หนึ่งแผ่น

 

‘เปิด’

 

ฉินอีอวี๋ลุกขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือ พอเปิดห่อที่น่าจะใหญ่พอซ่อนศพได้นั้นเสร็จก็อึ้งงันอยู่กับที่

เนื่องจากข้างในมีดอกกุหลาบช่อใหญ่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆ กลีบดอกซ้อนแน่นไล่สีจากสีขาวไปหาสีชมพู กลิ่นหอมจัด มันสวยจับตาจับใจเขาตั้งแต่วินาทีแรกที่มองเห็น สวยแบบไม่เกรงใจใคร เรียกได้ว่าสวยแบบตะโกน

มันคือดอกกุหลาบสายพันธุ์ลีโอเฟร์เร่ที่ฉินอีอวี๋เคยแอบเอาไปเสียบผมของหนานอี่

บนดอกไม้ที่อัดแน่นมีการ์ดสีดำเสียบอยู่หนึ่งใบ ตัวอักษรเขียนด้วยลายมือสีเงิน

 

‘ถึงฉินอีอวี๋

ขอแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ที่การแสดงหวนคืนวงการประสบความสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แฮปปี้นิวเยียร์คุณมือกีตาร์

จากเจ้าผีน้อย

2024.12.31’

 

ฉินอีอวี๋เริ่มยิ้มซื่อบื้อออกมาอย่างไม่มีเหตุผล นักร้องหนุ่มเอาหน้าซุกช่อดอกไม้เพื่อสูดกลิ่นหอมอยู่นานมาก เพราะมันทำให้เขาเหมือนได้ย้อนกลับไปยังทะเลดอกไม้ในความฝัน

นี่หนานอี่แอบออกไปซื้อมาเหรอ

พอตื่นเต็มตาฉินอีอวี๋ก็ได้กลิ่นหอมๆ อีกกลิ่นหนึ่งเลยลุกจากเตียงแล้วเดินไปที่โต๊ะ ก่อนจะพบว่ามีแป้งเย็นย่างกระทะแบบห่อกลับอยู่หนึ่งชาม ถุงที่ใส่โดนความร้อนจับจนเป็นฝ้า กลิ่นหอมนั้นลอยมาแตะจมูก

ในสายตาของหนานอี่เหมือนจะไม่มีแนวคิดเรื่องโรแมนติกหรือไม่โรแมนติก เชยหรือไม่เชย มือเบสหนุ่มแค่รู้สึกว่าหลังดูโชว์จบก็ต้องมอบดอกไม้เพื่อแสดงความยินดี ของที่คนรักไม่ได้กินก็ต้องหามาให้ทดแทน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ควรค่ากับการปีนข้ามกำแพงออกไปสักครั้งหรือแหกกฎสักครั้ง ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นไปยืนอยู่หน้าร้านขายดอกไม้หรือหน้าแผงลอยริมทางก็คงไม่มีความรู้สึกบริสุทธิ์ใจขนาดนี้ คงมีแต่หนานอี่คนเดียวที่เป็นแบบนั้น ซึ่งมันเท่มาก

เท่พอๆ กับตอนที่เขาปีนภูเขาข้ามดอยไปหาฉินอีอวี๋เพื่อมอบหมอนใบเล็กๆ ใบหนึ่งให้

ความต่างอยู่ที่ฉินอีอวี๋คาดหวังเหลือเกินว่าจะได้เห็นปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย ในขณะที่พอหนานอี่เอาของมาวางให้เหมือน ‘โยนหินทิ้ง’ เสร็จก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่รอดูผลลัพธ์

เหมือนอย่างตอนนี้ที่เขามุดกลับเข้าไปเขียนเพลงในห้องซ้อมอีกครั้ง

 

“อินโทรแบบนี้เอามาทำเป็นท่อนฮุคที่ซ้ำๆ เป็นระบบหรืออาจจะเล่นวนไปทั้งเพลงเลยก็ได้” หนานอี่ยืนอยู่ข้างเปียโนไฟฟ้าเพื่อใช้เปียโนเล่นทำนองสั้นๆ ท่อนหนึ่ง เขาหันไปมองเหยียนจี้ที่อยู่ข้างๆ “แต่ผมอยากได้เสียงซินธิไซเซอร์เย็นๆ”

เหยียนจี้ยิ้ม ยกมือขึ้นลองทำเสียงแบบหนึ่งออกมาแล้วถามว่า “แบบนี้ไหม เป็นซาวนด์โพสต์พั้งก์แบบรัสเซียที่ใช้กันบ่อยๆ”

หนานอี่ก้มหน้าฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเล่นเองหนึ่งรอบ “ขอแบบจริงจังมากกว่านี้อีกนิดนึง ไม่เอาให้เหมือนมนุษย์ ให้เหมือนเครื่องจักรได้จะดีที่สุด”

เหยียนจี้ใช้ความคิด “ฉันพอจะเข้าใจไอเดียนายแล้ว” เขาเปลี่ยนเครื่องซินธิไซเซอร์ที่ให้ซาวนด์บิดเบี้ยวและเยียบเย็น เพื่อใช้วิธีการเล่นเป็นจังหวะที่มีความคมชัดมากกว่าเก่า ให้ความรู้สึกเหมือนกระแสคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ที่ลุ่มหลงแต่ก็เข้มงวด

“ใช่ แบบนี้แหละ” หนานอี่หยิบเบสขึ้นมาใส่เสียงเบสเข้าไปในเมโลดี้ของซินธิไซเซอร์ พอมีคลื่นความถี่ต่ำที่หนักแน่นและเป็นระเบียบเพิ่มเข้ามา กลิ่นอายโพสต์พั้งก์ก็ยิ่งชัดมากขึ้น

ฉือจือหยางใช้สองมือเท้าคาง ก้มหน้าหลับตาฟังอยู่สักพัก แล้วจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา เขาจึงตีกลองเป็นจังหวะสม่ำเสมอแบบถี่ๆ เข้ามาร่วมกับเสียงเบสด้วย

หนานอี่หันไปดูแล้วก็ต้องประหลาดใจที่ได้เห็นว่าฉือจือหยางเปลี่ยนไม้ตีกลองใหม่ เป็นไม้สีเงินเกือบขาวที่ดูสวยงาม เวลาตีจะเหลือบสีรุ้งจางๆ ดูเหมือนจะเป็นเฉดสีเดียวกับหูฟังมอนิเตอร์อันใหม่ของเขาด้วย

แต่เพราะพวกเขากำลังแต่งเพลงกันอยู่ หนานอี่เลยไม่ได้ถามมาก นอกจากตั้งใจฟังเสียงกลองของฉือจือหยาง

พอมีจังหวะกลองที่เย็นชาเข้ามาประสานในของย่านความถี่ต่ำก็ให้ความรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก

“เพราะดี”

เสียงนี้ทำให้สามหนุ่มเงยหน้าขึ้น สิ่งที่พวกเขาเห็นคือฉินอีอวี๋ที่กำลังยืนยิ้มน้อยๆ พิงกรอบประตูอยู่

นักร้องหนุ่มพูดทั้งที่ยังมีอมยิ้มแบบแท่งคาอยู่ในปากว่า “ให้ฟีลเหมือนมีหุ่นยนต์ตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่กลางหิมะแล้วเกิดเครื่องช็อตกะทันหัน แต่มันถูกควบคุมด้วยคำสั่งจึงต้องก้าวเท้าไปข้างหน้าเหมือนเดิม ทั้งที่วินาทีต่อไปตัวมันอาจจะเครื่องช็อตหรือล้มฟาดพื้นแหลกเป็นชิ้นๆ ไปเลยก็ได้”

เหยียนจี้ฟังแล้วเลิกคิ้ว “บรรยายได้เห็นภาพมาก เอาไปเขียนอธิบายในอัลบั้มได้เลย”

ฉือจือหยางเองก็หยุดเล่นเหมือนกัน “คนไม่รู้คงนึกว่านายเป็นคนแต่งเพลง พ่อนักร้องนำจอมโดดงาน”

“ขอบใจที่ชมนะ พ่อมือกลองใจแคบ”

พอฉินอีอวี๋ต่อปากต่อคำกับฉือจือหยางเสร็จก็เดินมาตรงหน้าหนานอี่ “เขียนเพลงที่เราจะใช้แข่งได้แล้วเหรอ”

“ประมาณนั้น แต่ยังรู้สึกว่ามันยังขาดอะไรไปอีกหน่อย” หนานอี่แหงนหน้าขึ้น เอนตัวพิงโซฟา ก่อนจะถอดแว่นตาออกแล้วบีบสันจมูก

“เขียนเนื้อเสร็จหรือยัง ธีมคืออะไร”

“เพลงรัก” หนานอี่หลุดปากบอกออกไป

สมาชิกทั้งสามอุทานออกมาพร้อมกัน “หา?”

“แต่ฉันว่ามันฟังเหมือนเพลงประกอบหนังสยองขวัญมากกว่า” ฉือจือหยางนิ่งไป “ให้ฟีลแบบหนังที่ไปถ่ายทำที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณว่าฆ่าคนแล้วเอาศพไปซ่อนไว้กลางหิมะ”

หนานอี่ไม่แปลกใจที่ฉือจือหยางคิดแบบนี้ แต่เขายังคงย้ำให้อีกฝ่ายฟังอีกรอบหนึ่งว่า

“เป็นเพลงรัก”

 

วงเดอะเกรตโมเมนต์ใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการเรียบเรียงเพลงจนพอจะได้งานออกมาคร่าวๆ แต่จังหวะที่พวกเขากำลังจะลองเพิ่มเสียงร้องเข้าไปก็ได้รับแจ้งจากทางรายการว่าให้ไปเข้าร่วมการไลฟ์พิเศษเทศกาลปีใหม่

วงเดอะเกรตโมเมนต์เป็นวงแรกที่ทางรายการมาแจ้ง แถมยังมอบหมายภารกิจให้หนานอี่กับฉือจือหยางไปเตรียมสัมภาษณ์ในไลฟ์ก่อน ส่วนเหยียนจี้กับฉินอีอวี๋นั้นถูกแยกให้มาจับการ์ดภารกิจ แล้วแจ้งข่าวให้วงกลุ่มหนึ่งกับกลุ่มสองทราบ

มันช่างบังเอิญเหลือเกินว่าฉินอีอวี๋จับได้กลุ่มสอง ซึ่งเขาสงสัยว่าทางรายการจงใจวางแผนให้ผลออกมาเป็นแบบนี้ เพราะอยากเห็นเขาปะทะกับวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์

แต่ก็ช่วยไม่ได้ เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนนี้เขาก็ได้แต่ยอมถือกล้องโกโปรเดินไปที่ห้องซ้อมของกลุ่มสอง

โชคดีที่ไม่มีเรื่องน่ากระอักกระอ่วนใจอย่างที่คิด หลังจากที่ฉินอีอวี๋เคาะประตูห้องซ้อมของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์แล้ว เหลียงเยวี่ยที่เป็นนักร้องนำคนใหม่ที่มาแทนที่เขาซึ่งอยู่ข้างในก็ลุกมารับการ์ดภารกิจ

สีหน้าของเหลียงเยวี่ยไม่นับว่าดีแต่ก็ไม่ถึงกับแย่ ทว่าเวลาที่เห็นฉินอีอวี๋ เขาก็มักจะมีความรู้สึกเหมือนกับตัวเอกในหนังสยองขวัญที่กำลังกำขวานและต้องกัดฟันเผชิญหน้ากับบอสใหญ่ตัวสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความจริงฉินอีอวี๋ก็พอจะเข้าใจเขา เพราะนับตั้งแต่เหลียงเยวี่ยเข้ามารับตำแหน่งนักร้องนำ เขาก็เจอกับคำวิจารณ์เรื่องเสียงร้องไม่หยุด ยิ่งวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เป็นวงที่ได้รับความสนใจมากเท่าไหร่ การแสดงก็ยิ่งเยอะ ทำให้เขาถูกเอาตัวมาเปรียบเทียบกับฉินอีอวี๋อยู่บ่อยๆ

ฉินอีอวี๋คิดอยู่ในใจว่าถ้าเปลี่ยนเป็นตัวเขาที่ทุกนาทีที่ยืนอยู่บนเวทีคือการยืนอยู่ในเงาของคนเก่า เขาขอตายดีกว่า

“ทำไมหนานอี่ไม่มา” อยู่ดีๆ อินลวี่ก็พูดโพล่งขึ้นมาแบบหน้ามึนๆ

ฉินอีอวี๋เองก็ตอบแบบไม่เกรงใจเหมือนกัน “นายเดาดูสิ”

หลังเดินออกจากห้องซ้อมของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ ฉินอีอวี๋ก็ไล่ลำดับไปหาวงแอสแซสซิเนชันกับวงยูลิสซีสไกแดนซ์ที่สนิทกันดี เป็นอันว่าจบภารกิจไปแบบสวยๆ แถมยังปล่อยมุกเล่นกับพวกเขาอีกพักหนึ่งด้วย

“อ้อ หมิ่นหมิ่น ไฟดาวนั่นฉันใช้เสร็จแล้วนะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะเอาไปคืนเธอที่ห้อง”

“ก็ดี ฉันจะได้เอากลับไปแต่งต้นคริสต์มาสที่ห้อง”

สุดท้ายฉินอีอวี๋ก็ไปที่ห้องซ้อมของวงรีดรีม แต่น่าแปลกที่ในห้องซ้อมไม่มีใครอยู่ ฉินอีอวี๋เลยยืนถือการ์ดภารกิจคิดว่าจะไปหาพวกเขาที่ห้องพักดีไหม ทว่าพวกเขาไม่ได้สนิทกัน ฉินอีอวี๋เลยไม่รู้ว่าห้องพักของวงรีดรีมอยู่ชั้นไหน

บังเอิญว่าสวี่ซือเดินออกมาจากห้องซ้อมของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์พอดี พอเขาเห็นฉินอีอวี๋ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องซ้อมของวงรีดรีม อีกทั้งห้องซ้อมยังไม่ได้เปิดไฟก็พอจะเดาเรื่องได้คร่าวๆ

“วงรีดรีมพักอยู่ห้องติดกับฉัน” สวี่ซือบอก “ฉันจะพานายไปเอง”

ฉินอีอวี๋ไม่ปฏิเสธ “ดีเลย”

 

ช่วงที่อยู่ในลิฟต์สวี่ซือคอยมองแหวนบนมือของฉินอีอวี๋ตลอด มือเบสหนุ่มคิดไปถึงช่อดอกไม้ยักษ์ที่เขาแชร์ในกลุ่มเพื่อนกับการ์ดสีดำที่ถูกปิดไว้เลยมองไม่เห็นข้อความใบนั้น แล้วในใจจินตนาการภาพไปมากมาย แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมา

สวี่ซือพาฉินอีอวี๋มาที่หน้าประตูห้องพักของวงรีดรีมแล้วเคาะประตู แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านใน แถมประตูก็ไม่ได้ล็อกไว้ เพียงแค่ผลักก็เปิดออกได้

“นั่นห้องใครอะ ไฟเปิดอยู่ มีคนหรือเปล่า” ฉินอีอวี๋ว่า

ถึงจะไม่มีเสียงตอบรับ แต่เพื่อภารกิจพวกเขาจำเป็นต้องเดินเข้าไปข้างใน ฉินอีอวี๋ปิดกล้องโกโปรก่อนเดินเข้าไปในห้อง

ม่านปิดอยู่แต่ไฟห้องน้ำเปิด ฉินอีอวี๋เคาะประตูห้องนอนที่เปิดอ้า เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามีคนนอนอยู่บนเตียง แต่ไม่ยอมขานรับ

สวี่ซือเห็นผมสีฟ้าแวบๆ เลยเรียกเบาๆ “อาชิว?”

ฉินอีอวี๋ชิงเดินไปที่โต๊ะข้างหัวเตียง เพราะเขาเห็นว่าบนโต๊ะมีกล่องยา หัวใจของเขาพลันบีบรัดแน่นเพราะเข้าใจว่าเกิดเรื่องแล้ว แต่พอเห็นตัวอักษรบนกล่องยาชัดๆ นักร้องหนุ่มก็ค่อยหายใจคล่องขึ้น

มันเป็นยาที่ใช้กันทั่วไปสำหรับโรคซึมเศร้า โดยนักร้องหนุ่มได้ใช้ตัวบังกล่องยาไว้ไม่ให้สวี่ซือเห็น พร้อมกับบอกอีกฝ่ายว่า “เขาหลับสนิทขนาดนี้ อีกเดี๋ยวค่อยมาเรียกใหม่ละกัน”

“โอเค”

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ฉินอีอวี๋คงรู้สึกแปลกใจไม่มากก็น้อยที่อาชิวป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แต่พอได้ยินหนานอี่เล่า นักร้องหนุ่มก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดและออกจะเห็นใจอาชิว

จากนั้นฉินอีอวี๋กับสวี่ซือก็เดินออกจากห้องนอนที่ปิดไฟมืดสนิทมายังห้องไลฟ์ที่แสนจะคึกคัก สว่างไสว และกว้างขวางซึ่งทางรายการจัดเตรียมไว้ แต่หัวใจของฉินอีอวี๋กลับเจ็บแปลบขึ้นมาแบบแปลกๆ มือของเขาขยำอกเสื้อจนเป็นรอยยับ

แต่จังหวะที่เขาตั้งใจจะลูบรอยยับที่อกเสื้อให้เรียบ หนานอี่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็เดินหลบหลีกใครต่อใครเข้ามาหาเขา

“เป็นอะไรไป” หนานอี่จ้องหน้าเขา “ไม่สบายตรงไหนเหรอ”

ฉินอีอวี๋ทึ่งในความเฉียบไวของหนานอี่ แต่ยังคงปั้นหน้ายิ้ม “เปล่า แค่ป่วนคนจนเหนื่อยเกินไปหน่อย”

หนานอี่ถอดตัวสายรัดกล้องโกโปรบนข้อมือให้เขาแล้วส่งกล้องคืนให้สตาฟฟ์ ก่อนพาฉินอีอวี๋กลับไปยังที่นั่งของวงเดอะเกรตโมเมนต์

เนื่องจากเป็นการไลฟ์แบบกลุ่มเลยมีคนเยอะมาก ถึงพวกเขาจะมาออกันอยู่ในที่ที่หน้าตาเหมือนห้องโถง แต่ความจริงแต่ละวงจะมีไลฟ์เป็นของตัวเอง

ฉินอีอวี๋กับหนานอี่นั่งอยู่ทางฝั่งขวาในไลฟ์ของวงเดอะเกรตโมเมนต์ติดกับไลฟ์ของวงเอ็กซ์คิวท์พอดี

พอเริ่มไลฟ์ซับกระสุนก็รัวมาทันที

 

‘ว้าย qyy กับ ny กลับมาแล้ว’

เป็นการจับคู่ใบหน้าที่เหมาะสมกันเหลือเกิน ฮือๆๆ’

ที่หลังหูของเหยียนจี้มีพลาสเตอร์ติดอยู่หรือเปล่า’

 

พอเห็นคอมเมนต์นี้หนานอี่ก็หันหน้าไปดู ก่อนจะเห็นว่าที่หลังหูของเหยียนจี้มีพลาสเตอร์แปะอยู่หนึ่งแผ่นจริงๆ ก่อนหน้านี้พลาสเตอร์แผ่นนี้ถูกใบหูบังไว้ เขาเลยมองไม่เห็น

 

‘ปลาแก้วกู่* ไม่ร้อนเหรอ มีคนตั้งเยอะตั้งแยะยังใส่ผ้าพันคออีก? ตั้งใจปิดอะไรไว้หรือเปล่า’

ทำไมแกะสิบตัวไม่นั่งติดกับอาจารย์เหยียนจี้แล้วล่ะ’

เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับปิ้งย่างทะเลของพวกเธอหรือเปล่า ทำไมทั้งสี่คนดูแปลกๆ’

 

“ยินดีต้อนรับนักดนตรีทุกท่านเข้าสู่ไลฟ์พิเศษเทศกาลปีใหม่ครับ! แฮปปี้นิวเยียร์!”

นักดนตรียี่สิบกว่าคนก็ตะโกนพร้อมกันอย่างให้ความร่วมมือเต็มที่ “แฮปปี้นิวเยียร์!”

“อย่างแรกเรามีเรื่องสำคัญเป็นพิเศษมาเตือนทุกท่าน นั่นคือการไลฟ์ครั้งนี้ผู้ชมที่เข้ามาดูไลฟ์ทุกช่องจะสามารถส่งไพ่ทาโรต์สามใบมาได้แบบไม่ซ้ำกัน โดยที่หลังไพ่ทาโรต์จะมี ‘คำศัพท์’ ที่ไม่ซ้ำกันอยู่ เมื่อผู้ชมกดคลิกทุกวงจะต้องเลือกไพ่ทาโรต์ที่ผู้ชมส่งมาให้เยอะที่สุดเพื่อเป็นองค์ประกอบใหม่ที่จะต้องมีในการไลฟ์ครั้งต่อไป”

พอฟังจบฉินอีอวี๋ก็โอดครวญออกมาแบบไม่มีการเกรงใจกันว่า “เอาแล้ว กฎที่เละกว่าชีวิตของฉัน”

 

ฮ่าๆๆ ฉินอีอวี๋ช่างกล้าพูด ระวังไลฟ์จะปลิว’

ปิดไลฟ์วงเดอะเกรตโมเมนต์’

 

เมื่อสตาฟฟ์แจกไพ่ทาโรต์ของจริงให้พวกเขา หนานอี่ก็ยื่นมือออกไปรับ ทำให้ภาพของมือหลุดไปเข้ากล้อง

 

‘เอ๊ะ บนมือของเสี่ยวอี่มีแหวน!’

จริงด้วย! สีทอง แถมใส่นิ้วนางข้างขวา!’

นิ้วนี้มองยังไงก็พิเศษหรือเปล่า แต่โผล่มาแค่แวบเดียวเลยเห็นไม่ชัดอะ’

 

เหยียนจี้รีบตะครุบมือของหนานอี่ลงพร้อมกับสบตาเขา ทำให้หนานอี่ได้สติ เขาแอบหลบกล้องไปจับมือฉินอีอวี๋ เป็นการบอกอีกฝ่ายว่าอย่าโชว์มือออกมา

ฉินอีอวี๋พยักหน้าอย่างว่าง่ายและทำมือโอเคอยู่ด้านล่าง

หนีฉือที่นั่งอยู่ติดกันยกส้มพันธุ์น้ำผึ้งหนึ่งถาดเล็กมายื่นให้เขา “พี่อวี๋ กินไหม หวานมากเลยนะ!”

“กิน!” ฉินอีอวี๋หยิบส้มหลายลูกมาวางลงตรงหน้าหนานอี่

“ขอเยอะๆ เลย!”

 

‘เอ๋? มือที่โผล่เข้ามาหยิบส้มในไลฟ์ของวงเอ็กซ์คิวท์มันมือใคร หนานอี่เหรอ นี่ใช่แหวนวงเมื่อกี้หรือเปล่า’

ไม่ใช่หรอก หนานอี่นั่งกลาง’

‘โอ้ แม่เจ้า นี่มันมือฉินอีอวี๋! เมื่อกี้ฉันได้ยินฉินอีอวี๋บอกว่าจะกินส้ม’

พวกเธอสองคนใส่แหวนคู่รักกันเหรอ’

หา? ด้อมฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้ วันนี้พวกเธอสองคนจะเปิดตัวกันเหรอ’

จริงด้วย แหวนเหมือนกันเป๊ะ! มือที่ยื่นมาหยิบส้มคือมือขวาของฉินอีอวี๋! แขนเสื้อสีเดียวกับเสื้อเลย!’

ไลฟ์วงเอ็กซ์คิวท์ได้สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวง!’

ชัวร์ หนีฉือคือบิดาแห่งด้อมฉินหนานของพวกเรา!’

 

* ปลาแก้วกู่ ภาษาจีนออกเสียงใกล้เคียงกับชื่อของฉินอีอวี๋

บทที่ 90 กู้ชาติทางอ้อม

 

ทันใดนั้นซับกระสุนก็สาดมารัวๆ

หนานอี่หรี่ตาอ่านดูอยู่นานมาก ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าหน้าจะมืด เขาอยากหันหน้าไปถลึงตาใส่ฉินอีอวี๋ แต่ก็กลัวจะถูกตีความหนักกว่าเดิมเลยได้แต่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

นิคที่นั่งอยู่ติดกันกลับหนักยิ่งกว่า เพราะเขาอ่านคอมเมนต์ในไลฟ์ของเอ็กซ์คิวท์ออกมาเลย “แหวนอะไร”

ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานยังคงเป็นเหยียนจี้ที่ออกมาแก้สถานการณ์ด้วยการปั้นหน้ายิ้มอย่างไม่มีพิษภัย เขาชูมือของหนานอี่ขึ้น “อ๋อ ทุกคนกำลังคอมเมนต์กันเรื่องแหวนวงนี้ใช่หรือเปล่าครับ นี่เป็นแหวนที่พวกเราทุกคนในวงทำด้วยกัน พอจะเป็นสินค้าที่ระลึกของวงเดอะเกรตโมเมนต์ในเทศกาลปีใหม่ได้หรือเปล่า”

พอพูดจบเหยียนจี้ก็หันไปมองฉินอีอวี๋ด้วย “ใช่ไหมอีอวี๋”

 

‘จริงอะ’

เหยียนจี้ อย่าหลอกกันนะ!’

 

ฉินอีอวี๋ยังไม่ทันเปิดปาก ฉือจือหยางก็เอ่ยถามด้วยหน้าตาเหลอหลาก่อนแล้วว่า “หา? ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง พวกนายแอบไปทำแหวนกันลับหลังฉันเหรอ”

หนานอี่หลับตา เขาทนอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียวจริงๆ

 

ฮ่าๆๆ พวกนายทำอะไรกันโดยไม่ปรึกษาแกะสิบตัวเลย!’

 

แต่ความสามารถในการรับแรงกดดันของเหยียนจี้เหนือกว่าเด็กสามคนที่ยังไม่เคยผ่านโลกแห่งการทำงานมาก มือคีย์บอร์ดหนุ่มจึงยังคงรักษารอยยิ้มน้อยๆ เอาไว้ ขณะตั้งใจอธิบายให้ฉือจือหยางฟังว่า “แหงสิ ก็เมื่อคืนนายเมา”

ประโยคนี้ทำเอาหูของฉือจือหยางเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“หรือไม่จริง?” ฉินอีอวี๋ฉวยโอกาสเล่นตามน้ำ “เมื่อคืนนายเกือบพังเตียงเหยียนจี้แล้ว”

 

‘??? อะไรพังนะ เตียงใครพัง ใครพังเตียงของเหยียนจี้’

ผู้ชายในวงพวกนายนี่น่ากลัวจริงๆ’

‘กลุ่มเซียนนี่เป็นพวกปากโป้งกลับชาติมาเกิดหรือไง’

 

หนานอี่สะกดอารมณ์อยากฆ่าคนไว้ก่อนจะอธิบายว่า “ฉือจือหยางดื่มเยอะเลยไปกระโดดเด้งดึ๋งบนเตียงของเหยียนจี้น่ะครับ”

 

เสี่ยวอี่โกหกไม่เก่งเลยจริงๆ’

 

“แล้วแหวนที่นายทำล่ะ” ฉือจือหยางที่ถูกเบี่ยงประเด็นออกจากตัวไปแล้ว เริ่มซักเหยียนจี้ “ทำไมนายถึงไม่ใส่!”

เหยียนจี้ก็กำลังจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน มือคีย์บอร์ดหนุ่มฝืนยิ้ม “ฉันเล่นคีย์บอร์ด ใส่แล้วไม่สะดวก เลยถอดก่อนออกจากห้องมา”

 

‘ความลับปิดไม่มิด แต่แด๊ดดี้ก็พยายามจะกู้สถานการณ์’

 

จังหวะที่พวกเขากำลังจะตีกัน พาร์ตไพ่ทาโรต์ที่ทางรายการจัดเตรียมไว้ก็ออกโรงมาอย่างได้จังหวะ หลังนับถอยหลังสิบวินาทีบนจอก็มีไพ่ทาโรต์แสนสวยสามใบปรากฏขึ้นมา โดยหลังจากที่แฟนคลับทุกคนคลิกเลือกไพ่กันเรียบร้อยแล้ว ไพ่ใบนั้นก็จะถูกดึงขึ้นมาบนจอตามลำดับการโหวต

คอมเมนต์เรื่องแหวนจึงถูกกลบหายไปอย่างรวดเร็ว

หนานอี่โล่งอก ก่อนจะหันหน้าไปมองมือของฉินอีอวี๋ที่ไต่มาอยู่บนเข่าของเขาเงียบๆ ฉินอีอวี๋งอนิ้วชี้กับนิ้วกลางเคาะตักของหนานอี่เลียนแบบการ ‘คุกเข่า’

หนานอี่อยากหัวเราะแต่ต้องกลั้นไว้ และได้แต่ยื่นมือออกไปดีดมือของฉินอีอวี๋ในท่าเดียวกับที่ใช้ดีดหน้าผากคน

ผลการโหวตไม่ได้โชว์ออกมาให้เห็นทันทีเพื่อเว้นช่วงให้ทุกคนได้ลุ้น ทางรายการได้จัดช่วงของการประกาศผลนี้ไว้ในลำดับสุดท้าย และเริ่มดำเนินการจัดช่วงกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอวยพรในเทศกาลก่อน

เวลามีคนอยู่เยอะ หนานอี่จะเริ่มเหม่อ มือเบสหนุ่มก้มหน้าเล่นไพ่ทาโรต์สามใบที่สตาฟฟ์ให้พวกเขามากับฉือจือหยางแบบคนว่างงาน ฉือจือหยางคว่ำหน้าไพ่ลง ใช้นิ้วจับไพ่สลับตำแหน่งอย่างรวดเร็วหลายรอบก่อนบอกให้หนานอี่เลือกไพ่

หนานอี่พยักหน้าแล้วดึงไพ่ออกมาหนึ่งใบ พอพลิกเปิดดูก็เจอไพ่ ‘วงล้อแห่งโชคชะตา’

“เอาใหม่อีกรอบดีกว่า” ฉือจือหยางกระซิบแล้วพลิกหน้าไพ่ลงอีกครั้ง เขาสลับไพ่อย่างคล่องแคล่วพอๆ กับเจ้ามือแล้วใช้ศอกสะกิดข้อมือของหนานอี่

แต่พอหนานอี่ใช้นิ้วเปิดไพ่ ทั้งคู่ก็อึ้งไป

เพราะมันเป็นไพ่วงล้อแห่งโชคชะตาอีกแล้ว

หนานอี่เอามือเท้าคางแล้วเริ่มสำรวจไพ่ใบนี้อย่างจริงจัง ก่อนจะพบว่าด้านบนมีฟันเฟืองเหมือนฟันเฟืองนาฬิกา เหนือฟันเฟืองมีสฟิงซ์ ด้านล่างมีสัตว์ที่มีหัวเหมือนหมาป่า และมุมล่างขวามีสิงโต

ถึงการที่มันโผล่ออกมาซ้ำๆ จะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ความหมายของไพ่นั้นก็มีความเชื่อมโยงอยู่บ้าง

หนานอี่ไม่ได้ศรัทธาในศาสตร์ลี้ลับ เขาคิดเสมอว่าศาสตร์ลี้ลับคือความอ่อนแอของคนที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้ ถึงต้องเอาความหวังไปฝากไว้กับการทำเรื่องอ่อนแอ สมองน้อย

แต่จู่ๆ มือเบสหนุ่มก็ฉุกคิดถึงช่วงฤดูร้อนตอนที่เขาอยู่ประถมหก ปีนั้นปักกิ่งอากาศร้อนระอุ เขาไปอยู่บ้านลูกพี่ลูกน้องเป็นเวลาสองสัปดาห์ ช่วงนั้นพี่สาวคลั่งไคล้ในศาสตร์ลี้ลับ ในห้องเลยเต็มไปด้วยหนังสือโหราศาสตร์ แม่มด และเวทมนตร์ เธอซ่อนหนังสือพวกนี้ไว้ใต้เตียงเพื่อไม่ให้คุณลุงจับได้ ทว่าพอพวกผู้ใหญ่ออกไปทำงานเธอก็จะลากหนานอี่มาอ่านหนังสือด้วยกัน

พี่สาวชอบมาเล่าทฤษฎีสลับซับซ้อนกับการตีความที่ดูเพ้อเจ้อให้เขาฟังเป็นประจำ แต่หนานอี่ก็ไม่สนใจ และเอาแต่เปิดหนังสือภาพประกอบเล่มหนึ่งเพื่อค้นคว้าเทวตำนาน

หลายครั้งที่เขาพลิกไปเจอหน้าเดิมๆ เป็นรูปเทพธิดาองค์หนึ่งที่ไม่ได้มีรูปโฉมงดงามตามแบบค่านิยม แต่กลับดูทรงพลังและเต็มไปด้วยอำนาจ

‘นี่คือเนเมซิส’ พี่สาวบอก

‘เนเมซิสเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร’ เขาถาม

พี่สาวเกือบจะหลุดปากพูดออกมาแต่ก็ยั้งไว้ แล้วสุดท้ายก็บอกว่าลืม

ตอนนั้นหนานอี่ไม่เชื่อว่าเธอลืม เขาเดาว่าพี่สาวคงคิดว่าเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งคงจำชื่อยากๆ แบบนี้ไม่ได้ พอผ่านไปสักสองสามวันก็คงลืม

แต่หนานอี่ความจำดีเยี่ยมมาตั้งแต่เล็ก พอกลับบ้านเขาก็เอามือถือของแม่มาเสิร์ชหาชื่อนี้

ที่แท้เนเมซิสก็คือเทพีแห่งการล้างแค้น

ในความมืดมนอันคลุมเครือมักจะมีสิ่งอัศจรรย์บางอย่างคอยบอกใบ้และชี้ทาง บางครั้งหนานอี่ก็รู้สึกว่าตัวเขาเหมือนกับวัตถุที่ถูกเฝ้าสังเกตในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ เป็นเหมือนกับหนูทดลองตัวหนึ่งที่ถูกกำหนดเงื่อนไขการทดลองสารพัดและถูกลิขิตให้ต้องเสียสละในท้ายที่สุด

แต่ในสมองของเขากลับมีความคิดเดียวคือต้องทำลายตู้กระจก

ต่อให้ต้องหัวแตกเลือดอาบก็ไม่เป็นไร หรือต่อให้ต้องตายเขาก็จะขอตายแบบที่ไม่ได้ถูกใครลิขิตชะตา

“ยังจะเล่นอีกไหม” ฉือจือหยางกระซิบถาม

“ไม่เล่นแล้ว” หนานอี่ส่ายหน้า พูดเสียงหนักแน่น “เราสองคนไม่เข้าใจศาสตร์พวกนี้ เลือกไพ่ไปก็เท่านั้น”

ทางรายการเริ่มพาร์ตต่อไปแล้ว แต่ในสมองของหนานอี่กลับเริ่มแต่งเพลง จนกระทั่งเห็นว่าคนที่ถูกเลือกไปเล่นเกมคือฉินอีอวี๋ หนานอี่ถึงค่อยได้สติ เขาหันหน้าไปถามเหยียนจี้ “พวกเขาเล่นอะไรอยู่”

 

‘ny ได้สติสักที’

‘เขาเหม่อตลอดทั้งไลฟ์เลย ฮ่าๆๆ ถ้าฉินอีอวี๋ไม่ขึ้นเวที เขาคงเดินวนไปครึ่งสนามฟุตบอลได้เลยมั้ง’

 

“แข่งเก็บสีหน้า” เหยียนจี้ว่า “เมื่อกี้อีอวี๋จับสลากได้ ถ้าเขาทำหน้านิ่งได้ตลอดสามนาทีก็จะชนะ ระหว่างนี้คนอื่นสามารถไปแหย่เขาเล่นหรือพูดอะไรก็ได้ แต่ห้ามโดนตัว ถ้าทำให้อีอวี๋เลิกทำหน้านิ่งได้ คนคนนั้นก็จะชนะ”

ฉือจือหยางถอนหายใจ “น่าจะให้เสี่ยวอี่เล่นเกมนี้ ชนะใสๆ”

“ถ้าชนะแล้วจะได้รางวัลอะไรหรือเปล่า” หนานอี่ถาม

“ได้สิ” เหยียนจี้ตอบ “ทางรายการบอกว่าผู้ชนะจะสามารถเลือกฟุตเทจที่ตัวเองอยากเก็บไว้ได้หนึ่งคลิปพวกเขาจะไรต์มันลงซีดีให้ผู้ชนะ”

รางวัลนี้มันมีดีอะไรเหรอ หนานอี่ไม่เข้าใจ แต่ดูฉินอีอวี๋จะพยายามเล่นเต็มที่ เหมือนอยากชนะจริงๆ

พอเหยียนจี้พูดจบก็หันไปมองฉินอีอวี๋ มือเบสหนุ่มยักไหล่ “แต่ฉันว่าอีอวี๋มีสิทธิ์ชนะนะ”

หนานอี่มองตามสายตาของเหยียนจี้ไป พบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปห้อมล้อมฉินอีอวี๋ไว้ และตั้งท่าจะเล่นงานเขาต่างๆ นานา ทำเหมือนหกสำนักโจมตีวิหารกวางหมิงติง* แต่ถ้าฟังดูดีๆ จะรู้ว่าเป็นการรวมตัวของมุกแป๊ก

แต่ฉินอีอวี๋ไม่ใช่คนนิ่งขรึมอะไร ในชีวิตนี้นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเจอคนเข้ามาปล่อยมุกใส่เยอะขนาดนี้ นักร้องหนุ่มจึงต้องกดมุมปากไว้ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งยวด

 

‘หลับตาปี๋เลย ฮ่าๆๆ เพราะหนีฉือทำหน้าทะเล้นใส่เขาเหรอ’

‘ทนมาได้ถึงตอนนี้ก็สุดยอดแล้ว เพราะถึงยังไงฉินอีอวี๋ก็เป็นคนที่อยู่ไม่สุขที่สุดในปิ้งย่างทะเล’

ฉินอีอวี๋จะซึมซับความเย็นชาจากรูมเมตมาได้ไหมนะ’

อย่าพูดเลย ตอนปลาแก้วกู่ทำหน้านิ่งหล่อมากจริงๆ…หล่อจนดูไม่ออกเลยว่าความจริงแล้วเจ้าตัวโคตรเพี้ยน’

 

หนานอี่เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาจับเวลาบนกระดานของฝ่ายโปรดักชั่น เหลือเวลาอีกสามสิบวินาที

ถ้ายังเล่นกันแบบนี้ต่อไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉินอีอวี๋ต้องแพ้ภายในสิบวินาทีแน่

หนานอี่ใช้ความคิดอยู่พักหนึ่งแล้วลุกขึ้นจากโซฟา

“เฮ้ เสี่ยวอี่ นายจะทำอะไร” ฉือจือหยางกระซิบถามมาจากด้านหลัง

แต่หนานอี่ไม่ได้ยิน เขาเดินไปหากลุ่มคนที่กำลังส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ก่อนจะเบียดตัวแทรกเข้าไปแถวหน้า มือเบสหนุ่มปิดไมค์บนตัวด้วยการแกล้งทำเป็นว่ามือเผลอปัดไปโดน

“เฮ้ ขนาดนี้แล้วยังไม่ยิ้มอีกเหรอ นี่เป็นมุกเด็ดก้นหีบของผมเลยนะ! ฉินอีอวี๋ หยวนๆ หน่อยเถอะ!”

“ดูก็รู้ว่าเทรนมาดี เฮ้ ห้ามใช้มือกดมุมปาก”

“พี่อวี๋ ตอนนี้ผมขออวยยศคนหน้าตายที่ดังที่สุดในรายการเครซี่แบนด์ให้พี่เลย”

จะบ้าหรือไง หนีฉือ! ไอ้การเล่นคำแบบนี้มันขำนักหรือไง

ฉินอีอวี๋เกือบเก็บทรงไม่อยู่แล้วจริงๆ แต่วินาทีต่อมาก็มีมือข้างหนึ่งมาจับไหล่บ่าเขา พอนักร้องหนุ่มเงยหน้าก็พบว่าเป็นหนานอี่

 

‘แม่เจ้า หนานอี่เข้ามาแจมด้วย!’

 

ฉินอีอวี๋ “เราทีมเดียวกันไม่ใช่เหรอ”

ยังเหลือเวลาอีกสิบวินาที…

มือของหนานอี่ยื่นออกไปจับผ้าพันคอและปิดไมค์จิ๋วตรงหน้าอกของฉินอีอวี๋ได้พอดี มือเบสหนุ่มโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูฉินอีอวี๋ด้วยระดับเสียงที่นักร้องหนุ่มสามารถได้ยินเพียงคนเดียวหนึ่งประโยค

เหมือนเป็นการเปิดสวิตช์ล่องหน ฉินอีอวี๋ที่พยายามทำหน้านิ่งมาตลอด สองตาเบิกโพลง เขาเงยหน้าขึ้นมองหนานอี่ ก่อนที่มุมปากจะยกสูงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

“อ้าว คุณยิ้ม! แพ้แล้วๆ!”

“ฉินอีอวี๋แพ้แล้ว!”

“ไม่จริง…หนานอี่พูดอะไรกับคุณ ทำไมฉินอีอวี๋ถึงแจกยิ้มเรี่ยราดแบบนี้”

ซับกระสุนรัวมาอย่างบ้าคลั่ง

 

‘โอ้แม่เจ้า พวกเขาจะกระซิบกันทำไม! ฉันอยากได้ยินเหมือนกัน!’

ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าฉินอีอวี๋ดูแฮปปี้ หรือเขาขี้เกียจแข่งแล้วเหมือนกัน? เธอดูสิ ขนาดแพ้เขายังทำหน้าระรื่นเหมือนคนบ้าเลย นี่คืออารมณ์อยากเอาชนะของคุณหรือคะ คุณพี่?

‘โชคดีที่มนุษย์ไม่มีหาง ไม่งั้นตอนนี้ฉินอีอวี๋คงได้สะบัดหางขวับๆ’

‘หนานอี่คงไม่ได้เล่นมุกสไตล์มือเบสหรอกใช่ไหม (คงไม่ใช่หรอก)’

 

ต่อมาสตาฟฟ์ก็ประกาศให้หนานอี่ชนะ

“ขอแสดงความยินดีกับหนานอี่ มือเบสวงเดอะเกรตโมเมนต์ที่ชนะเกมรอบนี้นะครับ! เรื่องรางวัลคุณสามารถไปติดต่อกับตากล้องทีมถ่ายทำได้เลย บอกเขาว่าคุณอยากได้ภาพช่วงไหน พวกเขาจะไรต์ลงซีดีให้คุณ”

 

ฉันก็อยากได้! ฉันอยากได้คัตซีนการแสดงทุกสเตจของฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้’

 

แต่หนานอี่ที่คว้าชัยชนะมาได้กลับพูดเสียงเรียบว่า “ครับ ให้ฉินอีอวี๋เลือกละกัน”

ทุกคนทำหน้าเหวอ “หา?”

แม้แต่ตัวของฉินอีอวี๋เองก็ยังคิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้ เขายังคงดื่มด่ำอยู่กับความปลื้มปีติเมื่อครู่

“ให้ฉันเลือกเหรอ”

“อืม ผมไม่ได้มาเล่นเกม” หนานอี่ทำหน้านิ่ง “ผมมากู้ชาติทางอ้อม”

 

‘ช่วยด้วยยยยยย ไลฟ์นี้คือสมบัติล้ำค่าตลอดกาลของด้อมฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้’

‘ประโยคนี้เด็ดพอๆ กับที่ ny เคยบอกประมาณว่า ‘ผมทำวงเพื่อฉินอีอวี๋’ ขออวยยศหนานอี่ให้เป็นสองสุดยอดวรรคทองแห่งวงการ Couple Boys’

qyy ยิ้มจนแก้มจะแตก ปลาแก้วกู่ที่น่าสงสารถูกแมวเหมียวหนานอี่ตะปบไว้ในอุ้งมือแล้ว’

 

ฉินอีอวี๋ในเวลานี้กลายเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุดในโลก ถ้าไม่ใช่เพราะเขาถูกหนานอี่ดึงแขนกลับไปที่โซฟาของวงเดอะเกรตโมเมนต์ นักร้องหนุ่มคงตัวลอยขึ้นไปบนเพดาน

พอคิดถึงคำกระซิบที่หนานอี่บอกเขาตอนเล่นเกมเมื่อกี้ ความอดทนของฉินอีอวี๋ก็กลายเป็นศูนย์ เขาไม่อยากจะทำอะไรอีก นอกจากหาที่ปลอดคนเพื่อซักถามหนานอี่ว่าเรื่องที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริงหรือเปล่า

แต่พวกเขากำลังอยู่ในไลฟ์ และนี่เป็นเรื่องที่คุยกันออกอากาศไม่ได้เด็ดขาด

มันเลยกลายเป็นการเล่นเกมที่หนานอี่ทำหน้าต่อหน้าธารกำนัลเท่านั้น

ฉินอีอวี๋ต้องอดทนจนกว่าจะจบไลฟ์

“วงเดอะเกรตโมเมนต์ครับ ไพ่ทาโรต์ที่แฟนๆ เลือกให้พวกคุณคือใบนี้”

หน้าจอฉายภาพไพ่ทาโรต์ที่กำลังถูกสุ่มเลือก และในวินาทีที่ไพ่ใบที่ถูกเลือกพลิกขึ้นมาโชว์ผลลัพธ์ ฉือจือหยางก็เกือบจะสบถคำหยาบออกมา

เพราะมันคือไพ่ ‘วงล้อแห่งโชคชะตา’ เหมือนเดิม

อะไรมันจะบังเอิญได้ขนาดนี้

บนไพ่มีฟันเฟืองกับสฟิงซ์…องค์ประกอบที่เป็นภาพซึ่งวาดขึ้นด้วยมือทุกอย่างค่อยๆ หายไปทีละอย่าง จนสุดท้ายก็เหลือแต่ไพ่เปล่าๆ หนึ่งใบ ทว่าอีกหนึ่งวินาทีต่อมาบนไพ่สีขาวก็มีตัวอักษรสีทองตัวหนึ่งผุดขึ้นมาว่า…

 

‘ซ่อน’

 

“นี่คือองค์ประกอบใหม่ที่พวกคุณจำเป็นต้องเพิ่มเข้าไปในการแสดงสดรอบนี้”

ฉือจือหยางจับต้นชนปลายไม่ถูก “อะไรนะ ฉันนึกว่ามันจะเป็นองค์ประกอบทางดนตรีที่เป็นรูปธรรมจ๋าๆ ซะอีก พวกคุณนี่มันช่างหาเรื่องกันจริงๆ!”

เหยียนจี้คิดแล้วพูดยิ้มๆ “งั้นก็ซ่อนอีสเตอร์เอ้กกันเถอะ”

ซ่อน

คำนี้บังเอิญมาเข้าคู่กับเพลงที่หนานอี่กำลังเขียนอยู่พอดี ต่อให้ไม่ต้องเพิ่มองค์ประกอบอะไรเข้ามาเป็นพิเศษ ทุกอย่างก็แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์ เพราะสิ่งที่เขาอยากนำเสนอจะไม่เปิดเผยตัวตนออกมาชัดๆ แต่จะถูกซ่อนไว้ในเนื้อร้องทุกถ้อยคำ

 

ตอนแรกฉินอีอวี๋เข้าใจว่าพอไลฟ์จบคงไม่มีงานอื่นอีก หัวใจของนักร้องหนุ่มเต้นตุบๆ แต่ใครจะรู้ว่าทีมกล้องจะจัดปาร์ตี้ข้ามปีไว้ให้พวกเขาด้วย

ฉินอีอวี๋ไม่มีอารมณ์จะปาร์ตี้ พอได้ยินว่าหมดคิวถ่าย เขาก็คว้าตัวหนานอี่เผ่นหนีไปทันที

“พวกคุณจะไปไหนน่ะ”

“เปลี่ยนชุด เดี๋ยวตามไป”

พวกเขาซ่อนเร้นเรื่องทุกอย่างไว้ตามคำทำนายของไพ่ทาโรต์ พอกลับถึงห้องนอนที่ไม่มีกล้อง ประเด็นที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนก็พรั่งพรูออกมา ทันทีที่ประตูห้องปิดสนิท ฉินอีอวี๋ก็คว้าเอวหนานอี่มากอดพลางพูดเสียงเครือ

“นายพูดจริงเหรอ”

ถึงตอนนี้หนานอี่ยังคงแสร้งไม่เข้าใจ “เรื่องอะไร”

“ก็เรื่องที่นายบอกฉันตอนเล่นเกมเมื่อกี้ไง” ฉินอีอวี๋เริ่มร้อนรน “นายบอกว่าจูบแรกของนายคือฉัน”

หนานอี่จ้องตาฉินอีอวี๋นิ่งๆ แล้วยิ้ม

“ผมเคยหลอกคุณด้วยเหรอ”

“แต่ช่วงที่เราจูบกันครั้งแรกมันไม่ตรงกับคำตอบที่นายตอบในเกมจริงหรือกล้าเลยนะ” ฉินอีอวี๋ว่า “เห็นอยู่ว่าฉันจูบนายครั้งแรกตอน…”

หนานอี่พูดเสียงเบา “จำวันที่ผมขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงคุณครั้งแรกได้ไหม คุณกอดผมไว้ และพอตื่นผมก็อธิบายเรื่องทั้งหมดให้คุณฟัง”

ความทรงจำของฉินอีอวี๋ถูกดึงกลับไปในอดีตอย่างง่ายดาย

เช้าวันนั้นหนานอี่มาหลับอยู่บนเตียงเขาจริง แถมฉินอีอวี๋ยังเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้โจวไหวฟังด้วย

“ไม่จริงน่า ตอนนั้นนายมุดเข้ามาในอ้อมแขนฉันเองนะ!”

พอฉินอีอวี๋พูดแบบนี้ หนานอี่ก็หมดคำจะพูด เขาคิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋จะกลับดำเป็นขาวแบบนี้เลยก้มลงไปหยิบมือถือออกมากดส่งอะไรบางอย่าง เสร็จสรรพก็ยกมือถือในมือให้ฉินอีอวี๋ดู

“ดูคลิปที่ผมส่งให้สิ”

ฉินอีอวี๋รับรู้ได้ถึงแรงสั่นในกระเป๋า นักร้องหนุ่มทำหน้างง แต่ก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูคลิปทั้งห้าคลิป ชื่อคลิปแต่ละคลิปเป็นวันที่ ซึ่งทุกคลิปมีจุดร่วมที่เห็นได้เด่นชัดมาก นั่นคือทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาดึกสงัด และตำแหน่งที่ถ่ายภาพทั้งหมดคือในห้องนอนห้องนี้

ฉินอีอวี๋สุ่มเปิดคลิปคลิปหนึ่งดู ไม่นานเขาก็ทำตาโต ก่อนจะหันไปมองหนานอี่

“แม่ง ฉันละเมอจริงๆ”

หนานอี่ยกสองมือขึ้นกอดอกแล้วผงกศีรษะ

“ผมบอกคุณแต่แรกแล้ว”

ตอนนี้หนานอี่รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ไม่เหมือนกับฉินอีอวี๋ที่กำลังช็อก เพราะในรายการสิ่งที่ต้องทำของเขามีเรื่องแชร์คลิปละเมอให้ฉินอีอวี๋อยู่ด้วย เท่ากับว่าตอนนี้หนานอี่สามารถติ๊กเครื่องหมายถูกให้ภารกิจนี้ได้แล้ว

ฉินอีอวี๋เปิดคลิปทุกคลิปดูหนึ่งรอบ โดยคลิปล่าสุดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อน ฉินอีอวี๋ที่กำลังละเมอวิ่งไปที่เตียงของหนานอี่เพื่อกอดเขา

“ฉันละเมอได้ไง” ฉินอีอวี๋ยีผมที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วให้ยุ่งหนักกว่าเดิม “แม่งเอ๊ย ฉันป่วยแล้ว ป่วยหนักด้วย นายต้องรับผิดชอบฉันแล้วก็ต้องเลี้ยงดูฉันด้วย”

หนานอี่ “…”

“ไม่ถูกสิ” ฉับพลันฉินอีอวี๋ก็จับประเด็นสำคัญได้ “แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับจูบแรกที่แสนล้ำค่าของเราล่ะ”

หนานอี่โค้งมุมปากเป็นรอยยิ้มบางๆ พูดเสียงค่อย “คนละเมอ นอกจากจะปีนขึ้นเตียงคนอื่นไปกอดเขาแล้ว ยังทำเรื่องอะไรได้อีก คุณลองเดาดู”

ฉินอีอวี๋พลันรู้แจ้งขึ้นมาทันที

“ฟัค ไอ้เดรัจฉานตัวนั้นคือฉันเอง”

แต่ทำไมถึงรู้สึกเป็นปลื้มอยู่นิดๆ นะ

หนานอี่เกือบหลุดขำฉินอีอวี๋

“เรื่องมันเกิดขึ้นวันไหน” ฉินอีอวี๋กระดี๊กระด๊าได้สักพักก็เริ่มร้อนใจ “นายรีบเล่ามาให้ชัดๆ ว่าเรื่องมันเป็นมายังไง ทำไมฉันถึงละเมอไปจูบนายได้”

“เรื่องนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“ไม่เอาน่า ถึงจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ฉันก็ยังเสียใจมากกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยอยู่ดี”

เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด ฉินอีอวี๋ก็ว้าวุ่นสับสน เรื่องใหญ่ขนาดนี้แต่ตัวเขากลับจำไม่ได้เลยสักนิด บนโลกนี้จะมีใครจูบกับคนที่ตัวเองชอบตอนไม่มีสติเหมือนเขาอีกไหม แถมยังเป็นจูบแรกของพวกเขาด้วย แบบนี้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายดีล่ะ

หนานอี่สนุกกับการแหย่ฉินอีอวี๋เล่นเลยแกล้งทำเป็นพูดว่า “คุณบอกว่าไม่แคร์ไม่ใช่เหรอ แถมยังบอกว่าต่อให้ผมเป็นแฟนกับคนอื่นก็ไม่เป็นไร”

“ก็ไม่เป็นไรจริงๆ เพราะคนที่ไม่ถูกรักย่อมเป็นบุคคลที่สาม” ฉินอีอวี๋พูดออกมาได้แบบไม่อายปาก “ถ้าเป็นนาย ฉันยอมได้ แต่นายไม่เคยบอกฉันเลยว่าพระเอกอีกคนในซีรี่ส์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ก็คือตัวฉันเหมือนกัน มันน่าเหลือเชื่อเกินไป”

คิดถึงตอนที่พวกเขาจูบกันครั้งแรก ฉินอีอวี๋นั้นแสนจะระมัดระวัง แถมพอจูบเสร็จก็ลนจนเผลอหลุดปากพูด ‘ขอบใจ’ ออกไป ทำตัวเหมือนคนปัญญานิ่ม ที่แท้นั่นก็ไม่ใช่จูบแรก มิน่าหนานอี่ถึงได้ช่ำชอง ไม่เขินอายเลยสักนิด

ฉินอีอวี๋เริ่มนึกอิจฉาตัวเองตอนละเมอขึ้นมาแล้ว

“ฉันจูบนายแบบไหน ใช่แบบนี้หรือเปล่า” ฉินอีอวี๋เล็มริมฝีปากของหนานอี่ เขารู้จักตัวเองดีว่าลูกผู้ชายใสๆ แบบเขา ต่อให้ได้แตะเนื้อต้องตัวคนที่ชอบในฝันก็คงไม่กล้าทำเรื่องเกินเลยมากนัก

แต่หนานอี่กลับขำ ยกแขนขึ้นคล้องคอเขาแล้วส่ายหน้า

“ไม่ใช่”

“หา?”

“คุณกดผมลงบนเตียง ล็อกคางผม เลียปาก สอดลิ้นเข้ามา” หนานอี่สาธยายฉากจูบครั้งแรกของพวกเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก แถมระหว่างที่เล่ามือเบสหนุ่มก็นึกรายละเอียดใหม่ๆ ขึ้นมาได้อีก “จริงสิ คุณจับเอวผมด้วย”

ฉินอีอวี๋ฟังจบก็บื้อไปเลย

ในสมองของเขามีแต่คำว่า ‘ทำไมฉันทำถึงขนาดนี้’ กับ ‘คนใสๆ อย่างฉันไม่มีทางทำเรื่องบังคับจูบพรรค์นี้หรอก’ วิ่งเป็นตัวอักษรแอลอีดีซ้ำไปซ้ำมา ฉินอีอวี๋เงียบไปนานมากกว่าจะเอ่ยปากพูดออกมาหนึ่งคำ “ฟัค…”

ทำไมฉันจำอะไรไม่ได้เลย

รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองนอกใจตัวเองยังไงยังงั้น!

แต่คำบอกเล่าของหนานอี่ก็เป็นเหมือนการยั่วยวนกลายๆ เพราะมันทำให้เขาเริ่มเพ้อฝันถึงจูบแรก ทว่ามันกลับเหมือนมีหมอกมาบังทำให้ภาพไม่ชัดเจน

ทรมานสุดๆ

จังหวะนี้เองอยู่ดีๆ ฉินอีอวี๋ก็ได้ไอเดีย

ในเมื่อหนานอี่อุตส่าห์เก็บหลักฐานมาแฉเรื่องที่เขาละเมอแล้ว เขาก็ทำแบบเดียวกับที่หนานอี่ทำไปเลยสิ…

ต่อมาฉินอีอวี๋ก็กดหนานอี่ลงบนเตียงแล้วเค้นถามอย่างหน้าไม่อายว่า “นายยังมีคลิปจูบอยู่อีกใช่ไหม”

* หกสำนักโจมตีวิหารกวางหมิงติง เป็นสำนวนจากนิยายเรื่องเทพบุตรมังกรหยก หมายถึงการที่บุคคลหลายกลุ่มเข้าโจมตีเป้าหมายเดียวกัน

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: