X
    Categories: everYทดลองอ่านท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 91-92 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5

ผู้เขียน :  จื้อฉู่ (稚楚)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

      

 เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ

การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน

และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

                  

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 91 เครือข่ายอันมืดมิด

 

คำถามนี้ทำให้หนานอี่นึกอยากทำเป็นแกล้งโง่เพื่อแหย่อีกฝ่ายเล่นเลยมองคนตรงหน้านิ่งๆ อยู่พักหนึ่ง

แต่เห็นได้ชัดว่าฉินอีอวี๋ไม่ได้มีความอดทนมากนัก เพราะเดี๋ยวก็เอาจมูกมาไถออดอ้อน เดี๋ยวก็พยายามจั๊กจี้เขา

“รีบบอกมานะ”

หนานอี่แกล้งเลียนแบบฉินอีอวี๋ “รีบบอกมา” แต่แน่นอนว่าเขาไม่สามารถเลียนน้ำเสียงอีกฝ่ายได้ เพราะหนานอี่เป็นคนที่มีอารมณ์ความรู้สึกน้อยกว่า เรื่องกระเซ้าเย้าแหย่แบบนี้มันไม่ใช่ทางของเขาเลย

“คุณนี่มันขี้อ้อนจริงๆ” มือเบสหนุ่มพูดเสียงค่อย “รุ่นพี่”

ฉินอีอวี๋ต้องยอมรับว่าชอบให้หนานอี่เรียกเขาแบบนี้มากจริงๆ

“นายคิดว่าท่าทางของนายตอนนี้ไม่ได้อ้อนอยู่หรือไง”

“คุณว่าไงก็ตามนั้น” หนานอี่ยกมือข้างที่ไม่ได้ถูกอีกฝ่ายยึดไว้ขึ้นมาเกาคางฉินอีอวี๋

“แสดงว่าต้องมีแน่นอน เอาให้ฉันดูหน่อยสิ” ฉินอีอวี๋จุ๊บปากหนานอี่

“จะดูไปทำไม” ปลายนิ้วของหนานอี่ลากจากคางลงไปที่คอ สอดเข้าไปในผ้าพันคอแล้วเกี่ยวสร้อยสายเบส

“ในเมื่อผมอยู่ตรงนี้แล้ว”

พูดแบบนี้คืออ่อยกันชัดๆ

ฉินอีอวี๋ไม่เข้าใจเลยว่าหนานอี่ทำตัวเย็นชาไปพร้อมๆ กับยั่วยวนแบบนี้ได้ยังไงกัน ทั้งที่น้ำเสียงของเขาไม่มีแววฉอเลาะ ไม่มีหางเสียงอะไรเป็นพิเศษ แต่พอเขาเปล่งถ้อยคำที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกนั้นมากระทบโสตประสาทของคนฟัง มันกลับเหมือนมีไฟไหม้ลามจากหูไปถึงหน้าอก ก่อนจะระเบิดตูมตาม

ฉินอีอวี๋ก้มศีรษะลงเหมือนยอมแพ้ แต่เขาไม่ได้ติดกับจริงๆ และไม่ได้จูบหนานอี่ด้วย นักร้องหนุ่มแค่เอาหน้าผากของตัวเองชนกับหน้าผากของอีกฝ่าย ทำตัวเหมือนสุภาพบุรุษคนดีเพื่อพูดคำเมื่อครู่ต่อว่า “ฉันแค่อยากรู้”

“อยากรู้เรื่องอะไร” หนานอี่รู้อยู่แล้วแต่แกล้งทำเป็นถาม

ฉินอีอวี๋โกรธจนขำ พออ้าปากพูดอีกครั้งเขาก็เก็บสำเนียงคนปักกิ่งเอาไว้ไม่อยู่อีก “ฉันอยากเห็นจูบแรกของตัวเองไม่ได้หรือไง ในชีวิตของคนเรามีจูบแรกได้แค่ครั้งเดียวนะ มันเป็นความทรงจำอันล้ำค่า! บอกมาว่านายจะให้ฉันดูไหม ถ้าไม่ให้ฉันจะอาละวาด!”

“เอาเลย” หนานอี่ไม่ยอมงับเหยื่อ “ตอนละเมอคุณก็อาละวาดหนักเหมือนกัน คุยไม่ได้เลย”

“จริงเหรอ แล้วนายทนได้ไง ไม่บีบคอฉันตายก่อนเหรอ” ฉินอีอวี๋ฟังแล้วขำราวกับเจอเรื่องตลกสุดๆ เขางับแก้มบนใบหน้ารูปไข่ของหนานอี่ เลียนแบบอีกฝ่ายเวลาที่อยู่บนเตียง “แบบนี้มันจะแปลว่าอะไร แปลว่านายรักฉันมากจนยอมลงให้ทุกอย่างเลยล่ะสิ!”

ทั้งที่นี่เป็นแค่คำพูดเพี้ยนๆ แต่ใครจะรู้ว่าหนานอี่จะพยักหน้ารับแบบสบายๆ แถมยังตอบรับว่า “ใช่”

โดนเต็มๆ แบบไม่ทันได้ตั้งตัว! ทำเอาฉินอีอวี๋ถึงกับเหวอสนิท

“ครั้งแรกคุณบังคับจูบผมไปสองรอบ วันที่เราฉลองวันเกิดกันนั่นแหละ” มือของหนานอี่เลื่อนลงไปจับหน้าอกของฉินอีอวี๋ “ดังนั้นที่คุณด่าตัวเองมันก็ถูกแล้ว การที่คนใจแคบแบบผมไม่ฆ่าคุณปิดปาก นั่นก็แสดงว่าผมยอมลงให้คุณทุกอย่าง”

อะไรนะ วันที่พวกเขาฉลองวันเกิดกันเหรอ

พระเจ้า ทั้งที่เขาอุตส่าห์หัดภาษามือและแอบไปซื้อเค้กมาด้วยความจริงใจ แต่ผลคือพอฟ้ามืด หลังหลับใหลก็กลายร่างเป็นสัตว์ร้าย? มิน่าวันที่สองหนานอี่ถึงได้หนีหน้าเขา!

ฟังแล้วฉินอีอวี๋ก็นึกอยากตบตัวเองสักฉาด

ทันใดนั้นฉินอีอวี๋ก็แลบลิ้น

“คุณจะทำอะไร” หนานอี่แปลกใจว่าเขาจะมาแอ๊บแบ๊วอะไรในเวลาแบบนี้

“ฉันจะกัดลิ้นตาย เซ่นเรื่องละเมอของตัวเอง” พูดจบเขาก็กัดลิ้นตัวเอง

“อย่าทำบ้าๆ น่า” หนานอี่ขำเขาเลยผลักไปทีหนึ่ง

“แหะๆ” ฉินอีอวี๋ยิ้มอย่างหน้าไม่อาย “ฉันโกหกน่ะ ฉันทำใจให้นายเป็นม่ายไม่ได้หรอก”

รอบนี้เปลี่ยนเป็นหนานอี่ที่กัดฟันบ้าง “ฉินอีอวี๋…”

“มาครับ!” ฉินอีอวี๋ขานรับเสียงดังแล้วรีบเอามือปิดปาก พอได้ยินหนานอี่บอกว่าเดี๋ยวถูกกล้องในห้องรับแขกจับเสียงได้ เขาก็ร้อง “อา” เบาๆ แล้วทันใดนั้นฉินอีอวี๋ก็ช้อนตัวหนานอี่ขึ้นอุ้มโดยที่เอามือรองก้นของอีกฝ่ายไว้ ให้หนานอี่ใช้ขารัดตัวฉินอีอวี๋

“คุณจะทำอะไร” หนานอี่ถามเสียงเบา

“หาทางทำตัวบ้าๆ แบบใหม่” ฉินอีอวี๋ตอบ เขาเอาตัวหนานอี่ไปวางบนโต๊ะ ในห้องอากาศร้อนมาก ฉินอีอวี๋เลยถอดผ้าพันคอออก พอเห็นหนานอี่จะเผ่นหนี เขาก็ใช้ผ้าพันคอมัดตัวหนานอี่ไว้แล้วใช้มือทั้งสองข้างดึงตัวอีกฝ่ายให้มาแนบอกตน

นักร้องหนุ่มเริ่มถามคำถามไร้สาระและออกทะเลไปไกลว่า “นายชอบฉันตอนตื่นหรือชอบฉันตอนละเมอ”

หนานอี่เม้มปาก พยายามซ่อนรอยยิ้ม

เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที “ตอนละเมอ คุณดุกว่า”

ฉินอีอวี๋ของขึ้นตามคาด เขาล็อกหน้าหนานอี่ไว้เพื่อกัดริมฝีปากล่างของอีกฝ่าย นักร้องหนุ่มโมโหเลยทั้งจูบทั้งกัด

ไม่นานเขาก็รู้สึกได้ว่าหนานอี่อ้าปากจูบตอบ เขี้ยวแหลมครูดปลายลิ้นนุ่มนิ่ม ทั้งดูดดุน ทั้งลิ้มเลีย ยิ่งจูบกันมากเท่าไหร่ หนานอี่ก็ยิ่งตัวอ่อน หนามแหลมเยียบเย็นแข็งกระด้างทั่วตัวหลุดร่วง กลายเป็นขนนุ่มๆ เหมือนขนสัตว์ตัวเล็กๆ เสียงจูบทำให้ฉินอีอวี๋เกิดจินตนาการอันอ่อนโยนขึ้นมา เหมือนกับว่าพวกเขากลายเป็นสัตว์สองตัวจริงๆ คล้ายกับแมว ฉินอีอวี๋กำลังเลียขนให้หนานอี่ ตั้งแต่หัวจรดหาง เขาทำด้วยความละเมียดละไมอย่างที่สุด จนขนของหนานอี่นุ่มลื่น สะอาดสะอ้าน

หนานอี่จะต้องเป็นลูกแมวตัวที่สวยที่สุด

แมวที่ถูกเลียขนมักจะอารมณ์ดี นี่เป็นเรื่องจริง เพราะปากของหนานอี่ไม่ได้แข็งอีกต่อไป เหมือนกับว่าความแข็งกระด้างถูกหลอมละลาย มือเบสหนุ่มกอดคอเขาไว้ ระหว่างที่จูบกันก็กระซิบว่า “ผมชอบหมดเลย”

ฉินอีอวี๋กำลังมึนจึงยังไม่รู้ว่าหนานอี่กำลังตอบคำถามที่ตนถาม “หืม?”

หนานอี่ทวนคำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ขอแค่เป็นคุณก็พอ”

นั่นถึงทำให้ฉินอีอวี๋เข้าใจ เขาหน้าบานเหมือนดอกไม้ ก่อนจะหอมแก้มหนานอี่แรงๆ หนึ่งครั้ง “นายเป็นมือเบสที่ปากหวานที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอเลย”

ฉินอีอวี๋เริ่มพูดเพ้อเจ้ออีกแล้ว แต่หนานอี่ไม่อยากได้คำชมประหลาดๆ

“แสดงว่าคุณเป็นมือกีตาร์ที่เจอกับมือเบสน้อยสุดๆ”

“ผิด” ฉินอีอวี๋จูบไซ้คอเขา “ฉันคือมือกีตาร์ที่เกาะติดนายที่สุดในโลกต่างหาก”

การที่ฉินอีอวี๋ไม่ได้พูดว่ารักเขาที่สุดนั้นทำให้หนานอี่แปลกใจ แต่ไม่นานพวกเขาก็คล้ายจะสื่อใจถึงกันได้จริงๆ หนานอี่จึงคิดได้ว่าฉินอีอวี๋กำลังหลบเลี่ยงอย่างระมัดระวัง เป็นการหลบเลี่ยงมือกีตาร์อีกคนที่รักเขามากและมองหนานอี่เป็นเหมือนลูกในไส้ของตัวเอง

สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าในช่วงเวลาแบบนี้ทำไมฉินอีอวี๋ถึงคิดเยอะนัก ที่แท้คนที่ดูเพี้ยนๆ ก็ระวังตัวแจขนาดนี้ มันเกิดจากความสามารถของเจ้าตัวหรือเป็นพรสวรรค์ หนานอี่เองก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือเขารู้สึกแสบจมูก

ทว่ามือเบสหนุ่มก็ช่วยฉินอีอวี๋ด้วยการตอบความในใจจริงๆ ออกมา

“คุณเป็นมือกีตาร์ที่รักผมที่สุด”

การเคลื่อนไหวของฉินอีอวี๋หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งจริงๆ แต่แค่แป๊บเดียวนักร้องหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นหนักหน่วงและร้อนแรงกว่าเดิม ภายในห้องพักอันอบอุ่น สติของหนานอี่ถูกลอกออกทีละชั้น เมื่อเขาถูกจุมพิตที่แสนอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อของฉินอีอวี๋แผดเผาจนหลอมละลาย และพอหนานอี่ไม่อาจเหนี่ยวรั้งคนที่คอยแต่จะลดตัวลงไปข้างล่างได้ มือเบสหนุ่มก็ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายแยกเข่าของตนออก

“กล้ามนาย…สวยมาก”

ทุกคำที่ฉินอีอวี๋พูดออกมาล้วนเสียงอู้อี้ แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปสัมผัสกล้ามตึงแน่นที่ต้นขาด้านใน “อันนี้เรียกว่ากล้ามเนื้อส่วนซาร์โทเรียส* ใช่ไหม สวยเหลือเกิน”

หนานอี่ถูกทำจนตัวงอ หายใจหอบ “คุณอย่า…”

ในเวลาแบบนี้ทำไมเขาถึงพูดเรื่องนี้ออกมา ยังจะศึกษากล้ามเนื้อขาของเขาอีกเหรอ หนานอี่ไม่เข้าใจฉินอีอวี๋เลยจริงๆ

“แต่มันสวยจริงๆ นะ…”

ฉินอีอวี๋พูดยังไม่ทันจบก็ถูกหนานอี่จับท้ายทอยอย่างแรงและกดลงไปอย่างหยาบกระด้าง ทำให้คำพูดทั้งหมดนั้นถูกผนึกไว้

ช่วงที่อารมณ์เสียวซ่านไต่ระดับไปสู่จุดสูงสุดก็มีเหงื่อไหลเข้าตา มันแสบมาก คล้ายมีน้ำตาของคนอื่นร่วงใส่ตาเขา นาทีนั้นหนานอี่รู้สึกได้ว่ามีความอ่อนแอเปราะบางอย่างหนึ่งทะลักทลายออกมาจากรอยแยกที่เป็นรอยร้าวบนหน้ากากที่เขาเฝ้ารักษาเอาไว้ด้วยความยากลำบากตลอดทั้งวัน

แต่ฉับพลันนั้นเขาก็รับรู้ถึงแรงสั่นที่เกิดขึ้น

มือของเขาหนานอี่มีแต่เหงื่อ เขาตั้งใจจะผลักฉินอีอวี๋ออก “โทรศัพท์เหรอ…”

“เปล่า ฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้” เหมือนฉินอีอวี๋จะปิดนาฬิกาปลุกแล้ว นักร้องหนุ่มลุกขึ้นกระแอมสองครั้ง ดึงทิชชูบนโต๊ะมาเช็ดหน้าก่อนจะยิ้มซื่อๆ อย่างสำนึกผิด ดูแตกต่างจากเมื่อครู่จนหนานอี่งง

“ตอนนี้เป็นวันที่หนึ่งมกราคมแล้ว” ฉินอีอวี๋กางแขนออกกอดหนานอี่พร้อมกับตบหลังเขา “ขอแสดงความยินดีที่คุณเพื่อนหนานอี่ผ่านวันเวลาที่แสนยาวนานนี้มาได้”

ฉินอีอวี๋กอดแน่นมากจนหนานอี่หายใจไม่ออก เขาพูดไม่ออกสักประโยคและได้แต่รับฟัง หนานอี่ได้ยินฉินอีอวี๋บอกว่า “ต่อจากนี้นายจะมีฉัน”

หนานอี่ยกแขนขึ้นกอดตอบเขา

ปังๆ

ที่นอกหน้าต่างมีการจุดพลุจำนวนมาก

ท้องฟ้าสีกรมท่ามีสีสันที่พุ่งขึ้นไปแตกกระจายเต็มท้องฟ้า พอไปถึงจุดสูงสุดพวกมันก็หยุดนิ่ง ก่อนที่รัศมีเป็นเส้นๆ พวกนั้นจะร่วงหล่นลงมาเหมือนสายฝน

 

ติ๋ง

“นายทำน้ำหยดใส่เครื่องแซมเพลอร์ของฉันแล้ว!” ฉือจือหยางเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่ฉินอีอวี๋ที่พอล้างมือเสร็จก็สะบัดมือสะเด็ดน้ำมั่วซั่ว “อยากตายหรือไง!”

“เครื่องแซมเพลอร์นี่ของนายเหรอ” ฉินอีอวี๋แกล้งว่าแถมยังจงใจเอานิ้วไปจิ้มแป้นบนเครื่องแซมเพลอร์ด้วย “อะไรกัน เดี๋ยวนี้ของเหยียนจี้กลายเป็นของนายไปแล้วเหรอ แบบนี้ต่อไปถ้าฉันจะยืมใช้ต้องไปขอนายแทนหรือเปล่า”

“ฉันไม่ให้นายยืมหรอก!”

หนานอี่เดินมาโฉบเอาเครื่องแซมเพลอร์ไปจากมือของฉือจือหยาง ก่อนขึ้นแสดงสดครั้งแรกฉินอีอวี๋ก็เอาเครื่องแซมเพลอร์นี้ไปเก็บเสียงกริ่งเรียกเข้าเรียนจากโรงเรียนมัธยม

แต่ตอนนี้บนแป้นเครื่องแซมเพลอร์กลับมีสติ๊กเกอร์รูปชินจังติดอยู่เพียบ ทำให้มองดูเหมือนเครื่องเล่นเกมมากกว่า ขนาดบนปุ่มกดบันทึกก็ยังแปะสติ๊กเกอร์รูปชิโร่ เจ้าลูกสุนัขตัวสีขาวที่อยู่ในการ์ตูนชินจังจอมแก่น ดูน่ารักมาก

“สติ๊กเกอร์นี่นายเป็นคนติดเหรอ” ฉินอีอวี๋เอาคางเกยไหล่หนานอี่ขณะพูดกับฉือจือหยาง “น่าเกลียดชะมัด”

“แล้วนายจะเห่าทำไม!”

จังหวะนี้เองเหยียนจี้ก็บังเอิญผลักประตูเดินเข้ามาเห็นสมาชิกสองคนกำลังจะวางมวยกันพอดี มือคีย์บอร์ดหนุ่มเลิกคิ้ว “มีอะไรเหรอ”

ฉินอีอวี๋ผลักศีรษะของฉือจือหยางออกห่าง เขาหันไปพูดกับเหยียนจี้ว่า “ฉืออวี่จี้* รีบมาช่วยฉันเร็ว!”

เหยียนจี้ “…?”

ฉือจือหยางระเบิดตูม “ฉันจะฆ่านาย!”

หนานอี่คว้าแขนเขาไว้ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ “ซ้อมเสร็จแล้วค่อยฆ่านะ”

เวลาผ่านไปเร็วราวกับติดปีก เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะขึ้นแสดงแข่งขันแล้ว พวกเขาจึงกลับมาเริ่มซ้อมแบบลืมวันลืมคืนกันอีกครั้ง

แต่จะต่างไปจากก่อนหน้านี้ก็ตรงที่เพลงนี้เป็นเพลงที่หนานอี่แต่งเอง การที่เขาบอกว่ามันเป็นเพลงรักทำให้สมาชิกอีกสามคน โดยเฉพาะฉินอีอวี๋ชอบเอาเรื่องนี้มาหยอกล้อเขาเล่นตอนอยู่หลังกล้อง

ฉินอีอวี๋ “เบสแน่นมาก สมเป็นเพลงที่มือเบสแต่ง ต่อไปก็เขียนอีกเยอะๆ เลยนะ ฉันชอบฟัง”

ฉือจือหยาง “ฟัค ฉันชอบเนื้อร้องประโยคนี้! โคตรเท่! ลูกผู้ชายตัวจริงต้องร้องโพสต์พั้งก์!”

เหยียนจี้ “หรือไม่พวกเราทุกคนลองเลือกเนื้อร้องที่ตัวเองชอบที่สุดมากันคนละประโยคไหม”

หนานอี่ “ทุกคน…เวลาซ้อมนอกจากนักร้องนำแล้ว คนอื่นจะเงียบก็ได้นะ”

ทว่าคำล้อพวกนี้ไม่ได้เกิดจากประเด็น ‘เพลงรัก’ แค่เรื่องเดียว แต่ที่พวกเขาใช้เวลาว่างมาแหย่หนานอี่เล่น เป็นเพราะสังเกตเห็นความวิตกกังวลของมือเบสหนุ่มในช่วงสองสามวันมานี้

พอก้าวเข้าห้องซ้อมหนานอี่จะซ้อมเบสหนักจนดูเหมือนทรมานตัวเอง ราวกับเขาไม่อาจยอมให้ตัวเองเกิดข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว

ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่แผนของเขาติดขัด

เมื่อตอนเช้าตรู่วันที่หนึ่ง พอฉินอีอวี๋ผล็อยหลับไปแล้ว หนานอี่ก็เปิดไฟล์ซิปที่ฉีโม่ส่งมาให้ รายละเอียดข้างในเยอะมาก ลำพังแค่การแตกไฟล์อย่างเดียวก็ใช้เวลาไปพักใหญ่ หนานอี่อ่านบันทึกการสนทนาทั้งหมด ดูภาพแคปหน้าจอทุกรูป อ่านข้อมูลการโอนเงินทุกอย่างที่อยู่ในไฟล์อย่างละเอียด

ข้อมูลที่พวกเขาได้มันเยอะกว่าที่คิด และไฟล์พวกนี้ก็กล่าวถึงคนใหญ่คนโตผู้มีอำนาจเป็นจำนวนมากกว่าที่หนานอี่คาด

ชื่อ ตำแหน่ง และเรื่องที่คนพวกนี้เข้าไปเกี่ยวข้องถูกจัดเรียงเป็นเครือข่ายอันสลับซับซ้อนอยู่ในสมองของหนานอี่ ไม่ว่าจะหยิบจับประเด็นดำมืดประเด็นไหนขึ้นมาเขย่าก็สามารถสร้างความสั่นสะเทือนได้อย่างมหาศาล

มาถึงขั้นนี้เซ้นส์ของหนานอี่ก็สัมผัสได้ถึงความกดดันอย่างรุนแรง

ตอนแรกเขาแค่อยากได้หลักฐานการทุจริตของเจี่ยงเจิ้งมาเปิดโปงให้อีกฝ่ายมีแผล ทันทีที่เจี่ยงเจิ้งล้ม เรื่องฉาวลับสุดยอดที่เขาเก็บซ่อนไว้อยู่เบื้องหลังก็มีสิทธิ์ถูกลากออกมาแฉและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็จะทำให้เฉินซั่นหงไม่สามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเดียว* ได้อีกต่อไป

แต่ตอนนี้หนานอี่รู้แล้วว่าที่เฉินซั่นหงสามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเดียวได้เป็นเพราะเบื้องหลังของเขาไม่ได้มีแค่เจี่ยงเจิ้งคนเดียว แถมเจี่ยงเจิ้งยังเป็นแค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนเครือข่ายสีดำที่สามารถมองข้ามไปได้ก็เท่านั้น

มือเบสหนุ่มได้ทุกอย่างที่เขาปรารถนามาหมดแล้ว ถ้าเขาแชร์เรื่องพวกนี้ออกไป น่ากลัวว่าข้อมูลพวกนี้คงอยู่ในระบบได้ไม่เกินสามนาที

หลังคิดทบทวนอยู่สามตลบ หนานอี่ก็ตั้งใจว่าจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป เขาเลือกเอาเฉพาะดีลใต้โต๊ะระหว่างเจี่ยงเจิ้งกับเฉินซั่นหงออกมา ก่อนจะกำชับฉีโม่ว่าให้ส่งข้อมูลพวกนี้ไปให้สื่อสองสามสำนักที่พวกเขาคัดเอาไว้แล้วแบบไม่เปิดเผยตัวตน

นาทีที่พวกเขาตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลนี้ หนานอี่กับฉีโม่ก็เหมือนกดปุ่มนาฬิกานับถอยหลังเอาไว้ เพราะทุกอย่างจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ไม่ช้าก็เร็วเจี่ยงเจิ้งจะต้องรู้เรื่องที่ข้อมูลของตัวเองหลุดออกมา หนานอี่รู้สึกเหมือนมีเครื่องจักรขนาดใหญ่กำลังวิ่งไล่หลังมาบดขยี้พวกเขาอย่างไม่ปรานี พวกเขาต้องทำงานแข่งกับเวลาและต้องทำภารกิจให้สำเร็จเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะถูกดึงเข้าไปพัวพันจนไม่เหลือแม้แต่ซาก

แต่หลายวันผ่านไปกลับไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เหมือนทิ้งก้อนหินลงมหาสมุทร

ไม่มีสื่อประโคม ‘ข่าวใหญ่’ นี้ออกมาเลยสักสำนัก

ในความนิ่งเงียบอันน่าสิ้นหวังนี้ หนานอี่ดูใจเย็นเป็นพิเศษ เขาคาดการณ์เอาไว้แล้วใช่ไหมว่าเรื่องมันจะออกมาเป็นแบบนี้ ศัตรูของพวกเขามีอำนาจบารมีท่วมท้น ขนาดคนที่ได้รับหลักฐานอย่างน้าชายของหนานอี่เอาข้อมูลไปเช็กจนได้หลักฐานของจริงมาไว้ในมือแล้วก็ยังถูกบีบให้ไม่สามารถนำเสนอข่าวออกไปได้

เป็นอีกครั้งที่หนานอี่คิดถึงไพ่ทาโรต์ที่เขาได้ในคืนข้ามปี วงล้อแห่งโชคชะตาที่โผล่ออกมาให้เห็นซ้ำๆ หรือมันจะเป็นสัญญาณความรุนแรงอะไรสักอย่างหรือเปล่า

ถ้าผลักกำแพงสูงที่มีความอ่อนไหวนี้ให้ล้มลงไม่ได้ แล้วมันยังจะมีวิธีอื่นอยู่อีกไหม

หนานอี่เกือบนอนไม่หลับ ยิ่งถูกฉินอีอวี๋กอดแน่น เขาก็ยิ่งกลัว

“ได้ยินว่าการแสดงรอบนี้จะเป็นการแสดงสดจริงๆ”

อีกสองวันจะถึงวันแข่ง ฉือจือหยางเครียดมาก และพอมือกลองหนุ่มเครียดก็จะพูดเยอะขึ้น ฉือจือหยางลากหนานอี่ไปคุยไม่หยุด “มีการไลฟ์สดเหมือนคืนข้ามปี ทุกวงจะมีช่องไลฟ์เป็นของตัวเอง แต่ทุกคนจะแยกกัน เหมือนหนึ่งวงต่อหนึ่งห้อง”

หนานอี่จิตใจไม่ค่อยอยู่กับตัว “เหรอ แบบนี้ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ยุ่งสิ”

“จริง ฉันต้องควบคุมการแสดงออกให้ดี เสี่ยวอี่ นายต้องคอยเตือนฉันด้วยนะ”

“อืม ฉันจะคอยจับตาดูนาย”

“ดูเหมือนรอบนี้จะมีสัมภาษณ์อีกแล้ว ยุ่งชะมัด…แค่คิดฉันก็เครียดแล้ว โดยเฉพาะการ PK แบบตัวต่อตัว ไม่รู้ว่าฉินอีอวี๋เตรียมตัวพร้อมหรือยัง” ฉือจือหยางบ่นพึมพำไม่เลิก “ฉันรู้สึกว่าอินลวี่ต้องเลือกฉินอีอวี๋แหง ได้ยินอาซวิ่นบอกว่าอินลวี่ซ้อมกีตาร์ทุกวัน เขาน่าจะตั้งใจเอาชนะฉินอีอวี๋เพื่อสร้างชื่อแน่ๆ เมื่อวานฉันเห็นฉินอีอวี๋ไปที่กลุ่มสอง ไม่รู้ว่าไปสืบข่าวหรือเปล่า”

หนานอี่นิ่วหน้าเมื่อจับสังเกตเรื่องบางอย่างได้ “เขาไปทำอะไรที่กลุ่มสอง”

ฉือจือหยางส่ายหน้า “ไม่รู้สิ แต่ช่วงนี้เขาไปที่นั่นบ่อย”

แบบนี้มันผิดปกติจริงๆ คราวก่อนฉินอีอวี๋ไปเจออวี๋เซิง และตอนนี้เขาก็ยังหมั่นวิ่งไปที่ห้องซ้อมของกลุ่มสองอีก ซึ่งมันดูไม่ใช่เรื่องที่ปกติฉินอีอวี๋จะทำเลย นักร้องหนุ่มควรจะเมินคนพวกนี้สิถึงจะถูก

หนานอี่เริ่มกังวลว่าฉินอีอวี๋จะไม่ยอมฟังคำพูดของตนหรือเปล่า

ไม่ได้…เขาจะปล่อยให้ฉินอีอวี๋สอดมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ด้วยไม่ได้ สำหรับเขาเรื่องนี้ไม่ต่างจากฝันร้าย

จังหวะที่หนานอี่ตั้งใจจะไปตามหาฉินอีอวี๋ มือถือของเขาก็ดังขึ้น

หนานอี่ชะงัก ตามองเบอร์ที่ทำให้เขาตัวชาได้ทันทีที่เห็นมัน จนฉือจือหยางที่อยู่ข้างๆ เอาไหล่มาชนเขา

“ใครเหรอ ทำไมไม่รับสาย”

แต่หนานอี่กลับหันหน้าไปถามฉือจือหยาง “เครื่องแซมเพลอร์อยู่ที่นายใช่ไหม”

“ใช่” ฉือจือหยางตอบ “นายจะใช้เหรอ”

“อืม” หนานอี่ดึงสติกลับมา เขาบอกฉือจือหยางว่า “ฉันอยากบันทึกเสียง”

 

ตั้งแต่กลับมาจากห้องซ้อมของกลุ่มสอง ในสมองของฉินอีอวี๋ก็มีแต่เรื่องที่อาชิวเล่าให้เขาฟัง ตอนเดินมาถึงมุมเลี้ยวเลยเผลอชนใครคนหนึ่งเข้า และเมื่อฉินอีอวี๋เขม้นมองก็พบว่าเป็นฉือจือหยาง

“นายเดินดูทางหน่อยได้ไหม!”

ฉินอีอวี๋หัวเราะหึๆ “โทษที ฉันเป็นโรคร้ายแรงประเภทที่มีทัศนวิสัยต่ำกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร”

“นายใหญ่นักเหรอ!”

เหยียนจี้ที่อยู่ข้างๆ ดึงตัวฉือจือหยางไว้ เขาถามฉินอีอวี๋ว่า “เห็นเสี่ยวอี่หรือเปล่า”

ฉินอีอวี๋ย่นหัวคิ้วด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง “เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเขาส่งข้อความมาบอกฉันว่าซ้อมดนตรีอยู่กับพวกนาย เขาโกหกฉันเหรอ”

“ตอนแรกพวกเราอยู่ด้วยกัน แต่พอเขาได้รับโทรศัพท์ก็แบกเบสกับกระเป๋าออกไป” เหยียนจี้เล่า “แถมไม่ยอมบอกว่าไปไหน ฉันนึกว่าเขาไปหานาย”

“เปล่านี่”

ตอนนี้เองฉือจือหยางก็พูดแทรกขึ้นมา “เขามาขอเครื่องแซมเพลอร์จากฉันด้วย น่าจะออกไปเก็บเสียงอะไรล่ะมั้ง”

ฉินอีอวี๋มีลางสังหรณ์แปลกๆ ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขารู้ว่าหนานอี่ทำอะไรคนเดียวจนชิน ทว่านับตั้งแต่ที่พวกเขาตกลงคบหากัน ฉินอีอวี๋ก็คอยถามหนานอี่ทุกวันว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน นานวันเข้าเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องเป็นห่วง ทั้งคู่เลยติดนิสัยคอยรายงานว่าทำอะไรอยู่ที่ไหนให้อีกคนรู้

แต่วันนี้หนานอี่กลับออกจากห้องซ้อมไปโดยไม่บอกฉินอีอวี๋ว่าจะไปไหน

“มีคนแปลกๆ มาหาเขาบ้างหรือเปล่า” ฉินอีอวี๋ถาม

ฉือจือหยางเห็นฉินอีอวี๋ทำหน้าเครียดก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาคิดทบทวนอย่างละเอียดแล้วฉุกคิดถึงสายที่หนานอี่ไม่ยอมรับเมื่อตอนเช้าขึ้นมาได้

“วันนี้มีเบอร์แปลกโทรเข้ามาแล้วเสี่ยวอี่ก็นิ่งไป แต่ฉันไม่รู้ว่าเป็นสายจากใคร”

เบอร์แปลก?

ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นมาในสมองของฉินอีอวี๋ เขาหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายพลางเดินวกกลับไปทางเดิม

“เฮ้! นายจะไปไหนอีกล่ะเนี่ย”

ฉินอีอวี๋ไม่ได้หันหน้ากลับมา “เดี๋ยวเล่าให้ฟัง!”

เงาร่างของเขาวาดผ่านหน้าต่างตามโถงทางเดินไปบานแล้วบานเล่า กระจกทุกแผ่นล้วนสะท้อนใบหน้าเคร่งเครียดของนักร้องหนุ่ม

 

นอกหน้าต่างรถมีแต่ความมืดทะมึน ทั้งที่เป็นเวลาบ่ายสามแต่กลับมองไม่เห็นแดดเลยสักนิด กลุ่มเมฆสีดำดูคล้ายกับสำลีเก่าที่อัดแน่นอยู่ในอก ทั้งเปียกชื้นและน่าอึดอัด แถมยังมีกระจกกั้นอีกหนึ่งชั้น แค่มองก็ทำให้รู้สึกว่าหายใจไม่ออก

หนานอี่ที่นั่งอยู่เบาะหลังลดหน้าต่างรถลง

“เมารถเหรอครับ”

หนานอี่เห็นหน้าพ่อบ้านที่นั่งอยู่เบาะคนขับผ่านทางกระจกมองหลัง อีกฝ่ายช้อนตาขึ้นชำเลืองมองเขา ใบหน้ายับย่นฉายแววเข้าอกเข้าใจคล้ายกำลังยิ้ม แต่ก็มีแค่รอยย่นบนใบหน้าเท่านั้นที่เคลื่อนขยับ ผิดกับดวงตาสีขุ่นไม่มีรอยยิ้มเลย ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์

เมื่อเห็นหนานอี่ไม่พูด พ่อบ้านก็เอ่ยอย่างเป็นมิตรอีกครั้ง “สีหน้าคุณแย่มาก ผมจะขับช้าลงหน่อยแล้วกันนะครับ”

“ผมเมารถนิดหน่อย” หนานอี่พูดเสียงเย็น ก่อนจะหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง

“เมื่อก่อนผมเคยขับรถไปรับคุณสวีอี้ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเขาน่าจะอายุมากกว่าคุณตอนนี้ประมาณหนึ่งถึงสองปี แต่เมารถหนักกว่าคุณอีก ถึงขั้นต้องลงไปนั่งอาเจียนข้างทางเลย”

เล็บของหนานอี่แทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ แต่น้ำเสียงกลับเรียบสนิท

“น่าจะเป็นกรรมพันธุ์มั้งครับ”

* ซาร์โทเรียส (Sartorius Muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่ยาวที่สุดในร่างกายมนุษย์ โดยพาดจากสะโพกลงไปถึงใต้หัวเข่าแต่ละข้าง ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหวของข้อสะโพกและเข่า

* ฉืออวี่จี้ คำว่า ‘ฉือ’ มาจากแซ่ของฉือจือหยาง ‘อวี่จี้’ ออกเสียงใกล้เคียงกับเหยียนจี้

* ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเดียว เป็นสำนวน หมายถึงใช้อำนาจบาตรใหญ่หรืออิทธิพลมหาศาลเพื่อปกปิดความจริงหรือควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง

บทที่ 92 ความยิ่งใหญ่จอมปลอม

 

ตอนแรกหนานอี่นึกว่าพ่อบ้านจะพาเขาไปที่คฤหาสน์กลางป่าลึกที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ก็อาจจะพาไปสนามแข่งรถที่สร้างไว้นอกเมือง แต่สุดท้ายรถคันนี้กลับแล่นเข้าไปในย่านธุรกิจที่แสนจะคึกคัก

จุดหมายปลายทางคือคอนโดฯ หรูสูงระฟ้าที่อยู่หลังอาคารสำนักงานสักแห่ง ทั้งตึกที่เป็นกระจกสะท้อนภาพของเมฆสีเทาเป็นชั้นๆ มองไม่เห็นยอด ราวกับตึกหลังนี้คือสัตว์ประหลาดยักษ์ที่มีเกล็ดสีเทาเงินปกคลุม มันไม่จำเป็นต้องอ้าปาก แค่ทิ้งเล็บสักแผ่นลงมาก็ปลิดชีวิตคนได้แล้ว

“ที่นี่เป็นไพรเวตคลับที่ท่านประธานเฉินลงทุนไว้ เงียบสงบดีมาก เหมาะกับการเจรจาธุรกิจ”

เจรจาธุรกิจ

หนานอี่มองภาพของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนผนังกระจกภายในลิฟต์ ใบหน้าอ่อนเยาว์ สะพายกระเป๋าเบสสีดำ ใส่เสื้อผ้าธรรมดาเหมือนนักดนตรีที่ออกเดินทางมาเสี่ยงโชค…ซื้ออาหารสำเร็จรูป ซ้อมดนตรีอยู่ในห้องใต้ดินมืดๆ เขียนเพลงเห่ยๆ ที่ไม่มีคนฟังด้วยความเชื่อว่าตัวเองกำลังสร้างสรรค์ผลงานที่แสนจะบริสุทธิ์สูงส่ง ทั้งที่ไม่มีโอกาสจะได้เล่นคั่นเวลาบนเวทีด้วยซ้ำ แต่กลับฝันกลางวันถึงการทัวร์คอนเสิร์ตที่ย่านอู่เคอซงอารีน่า* กับสนามกีฬารังนก**

ในช่วงกลียุคที่ทุกอย่างถูกประเมินด้วยทรัพย์สินเงินทองและทุกสิ่งสามารถกลายเป็นสินค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา รูปร่าง เพศ…ล้วนถูกมองว่าเป็นธุรกิจจริงๆ

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ภาพของหนานอี่ในกระจกก็เพิ่มขึ้นจากหนึ่งเป็นสอง มือเบสหนุ่มก้าวตรงไปหาคนที่เขาเกลียดชังและเคียดแค้นที่สุดตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีมานี้

ภาพนี้ใกล้เคียงกับแผนที่เขาล้มเลิกไปเมื่อหลายปีก่อนมาก

ตอนที่เขาได้รู้จากบันทึกการทำงานที่คุณน้าเหลือทิ้งไว้ว่าเฉินซั่นหงไม่ได้เสนอตัวจะเลี้ยงดูสวีอี้แค่ครั้งเดียว แต่เขายังใช้วิธีเดียวกันนี้กับเหยื่อที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอีกจำนวนไม่น้อย หนานอี่ก็ตั้งใจจะฉวยโอกาสตอนที่เฉินซั่นหงไม่ระวังเอามีดแทงเข้าที่เส้นเลือดใหญ่ของเขาให้เลือดพุ่ง ยิ่งถ้าเลือดสาดกระเซ็นเต็มผนังได้จะดีที่สุด

ตอนนั้นหนานอี่เพิ่งเสียน้าชายไป กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความสูญเสียอย่างสุดซึ้ง เขาอ่านหนังสือกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์หลายเล่มและฝันว่าได้ตัดแขนตัดขา แล่เนื้อเฉินซั่นหงทุกวัน ถึงภายนอกหนานอี่จะดูเย็นชา ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่ความจริงพอเขาเห็นสีแดงก็จะคิดถึงเลือดของเฉินซั่นหง และพอเห็นสีขาวก็จะอยากกวนมันสมองของเฉินซั่นหงให้เละ

ปมในใจนี้หายไปเมื่อเขาได้เจอกับฉินอีอวี๋ และค้นพบว่าตัวเองได้พลาดช่วงเวลาอันสดใสในวันวานไปแล้ว

นาทีนั้นหนานอี่ตระหนักได้ว่าถ้าเขาแก้แค้นแบบสุดโต่ง ต่อให้สุดท้ายแล้วมันจะสำเร็จ แต่เขาก็อาจจะกลับไปยืนเคียงข้างฉินอีอวี๋ไม่ได้อีกและก็จะไม่สามารถพาฉินอีอวี๋กลับไปสู่ตำแหน่งที่อีกฝ่ายควรจะอยู่ได้ด้วยมือของตัวเอง

ฉินอีอวี๋จะไม่มีวันรู้ว่าเขามีตัวตน อย่างมากฉินอีอวี๋ก็อาจจะเห็นข่าวสะเทือนขวัญ เมื่อบอสใหญ่แห่งบริษัทธุรกิจบันเทิงถูกแฟนฆ่าหั่นศพอย่างอำมหิตจากทีวีในร้านขายของชำเล็กๆ ภายในหมู่บ้านที่ปิดกั้นข่าวสาร นักร้องหนุ่มอาจหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง หรี่ตาลง ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า ‘น่ากลัวจัง’ แล้วซื้อเบียร์สองสามขวดออกจากร้านไป

ซึ่งนั่นอาจจะเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาได้อยู่ใกล้กันมากที่สุดแล้ว

แต่สำหรับหนานอี่ นี่คือฝันร้าย

ชีวิตของหนานอี่มักต้องเลือกระหว่างฝันร้ายกับฝันร้ายยิ่งกว่า

ชั้นสิบเก้าเป็นไพรเวตคลับที่ตกแต่งอย่างหรูหรา พอเดินออกจากลิฟต์ก็มีผู้จัดการที่ดูพินอบพิเทามานำทาง ตรงผนังตามโถงทางเดินแขวนภาพชื่อดังและมีรูปถ่ายคู่กับดาราใหญ่พร้อมลายเซ็น

หนานอี่มองหาทางหนีไฟตามความเคยชิน และพบว่าที่นี่มีบอดี้การ์ดประจำอยู่ทุกจุด ซึ่งมีจำนวนเยอะกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยให้เขาไปจริงๆ การหนีย่อมเป็นเรื่องที่ยากมาก

“ทางนี้ครับ”

พวกเขาถูกพามาที่หน้าประตูสีทองแบบเปิดสองบาน ที่หน้าประตูมีบอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่สองคนคอยเฝ้าอยู่

หลังสแกนบัตรประตูก็เปิดเข้าไปด้านในอัตโนมัติ ข้างในสว่างมาก แสงจ้าจนหนานอี่ต้องหรี่ตา

เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทัศนวิสัยก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ที่นี่ดูคล้ายอาคารลอยฟ้า ห้องมีขนาดใหญ่มาก ผนังสามด้านเป็นกระจกบานยาวจรดพื้น

แต่การตกแต่งกลับไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่า ดูเหมือนสถานที่คุยธุรกิจจริงๆ มีโซฟาหนังแบบโค้งสองสามตัว โต๊ะทำงานตัวใหญ่ ข้างผนังมีชั้นวางของแบบเต็มผนัง แต่สิ่งที่วางอยู่บนชั้นไม่ใช่หนังสือ หากเป็นแผ่นเสียงทุกประเภท

ก่อนเดินเข้าห้องบอดี้การ์ดสองคนที่ทำหน้าที่เหมือนผู้เฝ้าประตูก็บอกว่า “ขออนุญาตตรวจค้นครับ”

นี่เป็นเรื่องที่เขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ถ้าเป็นคนอื่นยังพอทำเนา แต่หลังจากที่เกิดเรื่องวิวาทครั้งล่าสุด คาดว่าทุกคนที่ร่วมงานกับวงเดอะเกรตโมเมนต์คงกลัวว่าพวกเขาจะบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน ถึงได้มีท่าทางเหมือนโดนงูกัดหนึ่งวัน กลัวเชือกไปสิบปี*

หนานอี่ส่งกระเป๋าเบสให้พวกเขา ก่อนจะเห็นบอดี้การ์ดเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจดูทั้งด้านนอกและด้านใน เหมือนกลัวว่าเขาจะแอบพกวัตถุอันตรายมาด้วย

หนานอี่ถอดเสื้อโค้ตขนเป็ดแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงออกมาให้ดูกันจะจะ

บอดี้การ์ดคนหนึ่งหยิบเครื่องสแกนแบบมือถือออกมาสแกนตัวหนานอี่หนึ่งรอบ

ติ๊ดๆๆ

จู่ๆ เครื่องสแกนก็ร้องเตือน หนานอี่ย่นหัวคิ้ว นิ่วหน้ามอง บอดี้การ์ดคนนั้นเอาเครื่องสแกนมาสแกนตัวเขาอีกครั้ง พอมั่นใจก็พูดเสียงเบาว่า “ไม่มีอะไร กระดุมโลหะบนกางเกงยีนน่ะครับ”

ทุกอย่างที่หน้าตาเหมือนเครื่องดักฟัง ปากกาบันทึกเสียงและกล้องจิ๋วล้วนถูกพวกเขายึดไป รวมถึงหูฟังในกระเป๋าเบสด้วย

แน่นอนว่าพวกเขาต้องเอามือถือของหนานอี่ไปด้วย บอดี้การ์ดปิดมือถือต่อหน้ามือเบสหนุ่มแล้วบอกว่า “เราจะดูของให้ พอคุณออกมาแล้วจะคืนนะครับ”

หนานอี่ไม่พูดอะไร เขาหิ้วกระเป๋าเบสแล้วเดินเข้าไป

ต่อมาพ่อบ้านก็สั่งให้คนยกกาแฟมาเสิร์ฟ หนานอี่มองกาแฟแก้วนั้นแค่แวบเดียว แต่ไม่คิดที่จะดื่ม

“ไม่เป็นไรครับ ช่วงนี้ผมกระเพาะไม่ดี ดื่มกาแฟแล้วจะคลื่นไส้หนักกว่าเดิม” เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังติดล้อที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะทำงานและเอากระเป๋าเบสตั้งไว้ข้างๆ ก่อนจะหยิบสัญญาที่เป็นกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาพลิกดูสองสามหน้า

พ่อบ้านไม่พูดอะไร เพียงยิ้มน้อยๆ “รอสักครู่นะครับ ประธานเฉิน…”

“ฉันมาแล้ว”

แม้จะหันหลังให้ประตู แต่เพียงแค่ได้ยินเสียงหนานอี่ก็อยากจะอาเจียนแล้ว

ไม่นานคนคนนั้นก็เดินเข้ามาหาเขา เฉินซั่นหงถอดเสื้อโค้ตขนแกะราคาแพงระยับส่งให้พ่อบ้านที่อยู่ข้างๆ ใบหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยน เขานั่งลงตรงหน้าหนานอี่

ครั้งล่าสุดที่หนานอี่เห็นเฉินซั่นหงคือในทีวี ถึงตัวจริงจะดูบวมๆ แต่ก็ไม่ถึงกับอ้วน ดูออกว่าจงใจควบคุมอาหารเพื่อต่อสู้กับอายุ แต่กาลเวลายุติธรรมเสมอ ไม่ว่าจะจ่ายเงินไปมากแค่ไหน ภายใต้ถุงหนังก็ยังคงมีความเน่าเฟะที่เกิดจากการจมจ่อมอยู่กับเงินตราและอำนาจมาอย่างยาวนาน เหมือนทั่วทั้งร่างนี้มีเพียงผิวหนังเท่านั้นที่ยังมีชีวิต ส่วนเนื้อและกระดูกที่อยู่ภายในล้วนเน่าสลายไปนานแล้ว

ถ้าหยิบมีดมาแทงก็อาจจะมีเลือดเหนียวข้นสีดำปี๋ทะลักออกมา

“หนานอี่” เฉินซั่นหงมองหน้าเขาพลางพูดด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “เป็นชื่อที่พิเศษดีนะ”

ชื่อนี้…คนที่คุณฆ่าเป็นคนตั้ง

หนานอี่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายพลางพูดเสียงเบา “ใครๆ ก็พูดแบบนี้”

มีบอดี้การ์ดของเฉินซั่นหงอีกสองคนเดินตามเขาเข้ามาในห้องด้วย บอดี้การ์ดทั้งสองใส่ชุดต่างจากบอดี้การ์ดที่อยู่ข้างนอกและมีรูปร่างกำยำล่ำสันกว่า พอเฉินซั่นหงนั่งลง พวกเขาก็ไปยืนอยู่สองฟากของโต๊ะทำงาน โดยเว้นระยะห่างออกไปห้าเมตร

เฉินซั่นหงเฝ้าพินิจพิเคราะห์หนานอี่ สุดท้ายก็หยุดสายตาไว้ที่กระเป๋าเบสที่อยู่ข้างโต๊ะ ประธานเฒ่ายิ้ม ซึ่งคราวนี้รอยยิ้มของเขาเกิดจากความตลกขบขันจริงๆ รอยย่นที่หางตาจึงปรากฏออกมาให้เห็น

“เอาเบสมาด้วยเหรอ”

“ผมกำลังซ้อมเพลงเลยถือติดมือมาด้วย จะว่าไปนี่ก็เป็นการเซ็นสัญญาไม่ใช่เหรอ เกิดพวกคุณอยากดูผมเล่นเบสขึ้นมาล่ะ” น้อยครั้งมากที่หนานอี่จะพูดจาเหมือนคนไร้สมองที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะจริงๆ แบบนี้

แต่มันก็ทำให้เฉินซั่นหงยิ้มอย่างอารมณ์ดีมากกว่าเดิมเหมือนอย่างที่หนานอี่คิด

“งั้นฉันขอดูเบสของเธอหน่อยได้ไหม” เฉินซั่นหงประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน

หนานอี่หยิบกระเป๋าเบสขึ้นมาวางบนโต๊ะทำงานราคาแพงหูฉี่แล้วรูดซิปเปิด ข้างในมีเบสไฟฟ้าห้าสายตัวหนักสีขาวออกเงินหนึ่งตัว เป็นรุ่นจับถนัดมือ พอเจอกับแสงไฟสว่างก็สาดประกายเยียบเย็น

เฉินซั่นหงขี้ระแวงกว่าที่เขาคิด อีกฝ่ายใช้มือกดกระเป๋าน้อยที่อยู่ข้างกระเป๋าเบส “ตรงนี้มันป่องๆ ใส่อะไรไว้”

หนานอี่รูดซิปนอกแล้วเอาของที่อยู่ข้างในออกมาทีละรายการ

“สมุดจดเนื้อเพลง เอฟเฟ็กต์เบส* แอมป์หูฟัง** แต่หูฟังถูกพวกคุณยึดไปแล้ว…”

เขาหยิบเครื่อง PO-33 ของเหยียนจี้ออกมาวางบนโต๊ะ ตั้งใจจะแจกแจงถึงคุณสมบัติของมันเหมือนกับของชิ้นอื่นๆ

แต่คนตรงหน้าไม่ใช่คนที่จะเคลิ้มตามง่ายขนาดนั้น

“นี่อะไร” เฉินซั่นหงเลือกของชิ้นหนึ่งจากในกองอุปกรณ์ด้วยประสาทสัมผัสอันเฉียบไวและยื่นมือไปหยิบมันขึ้นมา “เครื่องเล่นเกมเหรอ ติดสติ๊กเกอร์เยอะแบบนี้ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ของเธอ”

“คีย์บอร์ดคอนโทรลเลอร์แบบพกพา ใช้ทำเพลง ส่วนสติ๊กเกอร์เพื่อนผมเป็นคนติด” หนานอี่หน้าไม่เปลี่ยนสีและยื่นมือข้างหนึ่งออกไป “ให้ผมทำให้ดูไหม”

เฉินซั่นหงคอยจับสังเกตสีหน้าของหนานอี่อยู่ตลอด ประธานเฒ่ามองเขาเหมือนกำลังมองเด็กคนหนึ่ง หรือน่าจะบอกว่าเหมือนมองลูกหมาลูกแมวตัวหนึ่งเสียมากกว่า

“เอาสิ ขอฉันฟังสดหน่อยว่าวงของพวกเธอทำเพลงกันยังไง” เขาส่งคีย์บอร์ดคอนโทรลเลอร์คืนให้แต่กลับไม่ได้ปล่อยมือ ต้องให้หนานอี่มาหยิบไปเอง

“ในนี้มีเอฟเฟ็กต์เสียงที่ทำจากเครื่องซินธิไซเซอร์” หนานอี่เปิดสวิตช์ อุปกรณ์ชิ้นนี้มีประโยชน์มาก พวกเขาทุกคนเคยใช้กันมาหลายครั้ง ต่อให้แป้นทั้งยี่สิบห้าตัวถูกแปะสติ๊กเกอร์จนตัวอักษรบนแป้นถูกบังไปหมด เขาก็ยังใช้งานได้อย่างแม่นยำโดยอาศัยจากความทรงจำ

หนานอี่หาเสียงเครื่องดนตรีที่เก็บไว้ออกมาจากคลังตัวอย่างอย่างคล่องแคล่วแล้วกดเล่น “ตัวอย่างเช่นถ้าเอาเสียงกีตาร์อะคูสติกตัวนี้มาเล่นย้อนกลับ แบ่งจังหวะ เพิ่มเอฟเฟ็กต์การบีบอัด แล้ววนลูป…”

เขาทำงานพลางก้มหน้าอธิบาย แล้วอุปกรณ์ในมือก็เล่นคลิปเสียงท่อนหนึ่งที่เขาทำเอาไว้แล้วออกมา หนานอี่เงยหน้าขึ้นมองเฉินซั่นหง “ก็จะได้แบบนี้”

มือเบสหนุ่มหยุดเล่นเพลง แต่ไม่ได้กดปุ่ม ‘หยุด’ หรือ ‘พัก’ ทว่าเขากลับกดปุ่มบันทึกที่ถูกปิดทับด้วยสติ๊กเกอร์รูปเจ้าหมาชิโร่

“เยี่ยมมาก” สายตาของเฉินซั่นหงเลื่อนจากคีย์บอร์ดคอนโทรลเลอร์อะไรนั่นมาที่มือของหนานอี่

เขาสังเกตเห็นรอยแหวนที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่รอบนิ้วนางมือขวา

“เธอมีแฟนแล้วเหรอ”

มือของหนานอี่หยุดชะงัก

เขานึกถึงแฟนเก่าของคุณน้าที่ถูกรถชนจนต้องเข้าโรงพยาบาลและคิดถึงฉินอีอวี๋

“เรื่องนี้เกี่ยวกับการเซ็นสัญญาด้วย?” หนานอี่หัวเราะพลางทำหน้าไม่เข้าใจ “ผมไม่ยักเคยได้ยินว่านักดนตรีร็อกห้ามมีความรัก”

แต่เฉินซั่นหงกลับจ้องหน้าเขาอย่างเหม่อลอย สักพักก็เอ่ยว่า “เธอเหมือนสวีอี้มาก”

การได้ยินชื่อของคุณน้าหลุดออกมาจากปากเฉินซั่นหงทำให้รอยยิ้มบนหน้าของหนานอี่ค่อยๆ จางหาย

“ตอนแรกที่เห็นเธอ ฉันยังไม่รู้สึกอะไร ถึงในทีวีพวกเธอจะเหมือนกันอยู่นิดหน่อย แต่นั่นก็อาจเป็นเพราะรูปร่างกับทรงผม เครื่องหน้าของพวกเธอผิดกันไกล สวีอี้เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสมากกว่า แต่ตาเธอพิเศษกว่า” เฉินซั่นหงนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “แต่คำที่เธอพูดเมื่อกี้ สวีอี้ก็เคยพูดไว้เหมือนกัน”

หนานอี่เอียงศีรษะ ทำหน้าประหลาดใจขณะเอ่ยถาม “ประธานเฉินก็เคยจะเซ็นสัญญากับคุณน้าของผมเหรอ”

“ใช่ ตอนนั้นเธอเพิ่งจะอายุกี่ขวบเองนะ” เฉินซั่นหงนึกย้อนกลับไปในอดีตอยู่ครู่หนึ่ง “สวีอี้ไม่เหมือนเธอ เพราะเขาหัวรั้นกว่ามาก ตอนนั้นฉันแค่อยากเชิญเขามาเป็นแขก แต่เขาเข้าใจผิดจนเกือบซัดฉันหน้าแหก”

หนานอี่ไม่พูดอะไร

เขารู้ว่าคุณน้าไม่ยอมจำนนต่อการแสวงหาผลประโยชน์อันไม่เป็นธรรมเลยเลิกทำวงและรู้ด้วยว่าเพราะคุณน้าไม่ยอมตกลงปลงใจกับเฉินซั่นหงแถมยังพยายามแสวงหาความเป็นธรรมด้วยวิธีของตัวเอง ทำให้สุดท้ายเขาถูกเฉินซั่นหงสั่งเก็บ

ตอนนี้ผู้บงการก็กำลังปั้นหน้าเศร้าเล่าความเท็จอยู่ตรงหน้าเขา

“ถึงอย่างนั้นสวีอี้ก็เป็นคนมีเสน่ห์ ใครเห็นใครรัก ช่างฝัน สมัยนี้หาคนแบบนี้ได้ยากแล้ว เสียดายที่เขาไม่ได้ทำวงต่อ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปทำอะไร”

เฉินซั่นหงพูดปดหน้าด้านๆ อย่างแนบเนียน ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่ไม่รู้ความจริง คงมีสิทธิ์ถูกเขาหลอกเข้าเต็มเปา

ไม่นานเฉินซั่นหงที่มองหน้าหนานอี่ก็เหมือนฉุกคิดอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ น้ำเสียงจึงอ่อนโยนลง “ฉันขอบอกเธอตรงๆ ว่าสมัยฉันเรียนอยู่มหา’ลัย ฉันเคยคบกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาคล้ายสวีอี้มาก แถมยังเป็นนักดนตรีใต้ดินเหมือนกัน เล่นกีตาร์เก่ง แต่ต่อมาเขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเลยใช้สายกีตาร์รัดคอตัวเองตายอยู่ในตู้เสื้อผ้า”

เฉินซั่นหงหลุบตาลง พูดเสียงค่อยด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “นักดนตรีมักตายตอนอายุยี่สิบเจ็ดปี เขาพูดกันแบบนี้ใช่ไหม บางทีในวงการร็อกอาจมีคำสาปที่อธิบายไม่ได้นี่อยู่จริงๆ ก็ได้”

คนคนนี้มีทักษะการพูดที่แยบคาย เริ่มต้นจากพยายามสร้างความคุ้นเคยด้วยการพูดถึงญาติเขา แล้วหยิบยกเรื่องความรักที่ผิดหวังเพราะคนรักของตัวเองฆ่าตัวตายตอนอายุยังน้อยขึ้นมาเพื่อเรียกความสงสารจากคู่สนทนา

เสียดายที่คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาคือหนานอี่ คนโรคจิตที่คิดแต่จะเอาชีวิตเขา

เฉินซั่นหงพูดจบก็หันหน้ามามองหนานอี่อีกครั้ง “เธอเองก็คล้ายเขามาก แต่ตาไม่เหมือน เพราะตาเธอดุกว่าเขาเยอะ น่าจะเป็นเพราะเธออายุยังน้อยล่ะมั้ง”

หนานอี่ไม่อยากฟังเฉินซั่นหงพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้อยู่ที่นี่

มือเบสหนุ่มยิ้ม ก่อนจะดันเอกสารสัญญาไปข้างหน้า “ประธานเฉิน ที่ผมมาก็เพื่อคุยเรื่องสัญญา เรามาเข้าประเด็นกันเถอะ”

แต่เฉินซั่นหงกลับไม่ยอมถูกทำให้เสียเรื่อง

“ถ้าเธออยากเซ็นสัญญาจริง ตอนที่ฉันติดต่อเธอไป เธอคงไม่เอาแต่ปฏิเสธ ทำไมคราวนี้เธอถึงเป็นฝ่ายเสนอตัวเองได้ล่ะ”

หนานอี่ปรับแผนไปตามสถานการณ์ “ผมกลัวว่าถ้ารอบนี้ผมยังไม่ยอมมาอีก การแข่งขันรอบคัดเลือกที่จะแสดงสดในคืนพรุ่งนี้ วงเราคงไม่ได้ขึ้นเวที”

เฉินซั่นหงหัวเราะเสียงดัง “เธอรู้กาลเทศะดีมาก ถึงรู้ว่าการถ่วงเวลาไม่ใช่วิธีที่ดี เธออยากแข่งขนาดนี้เลยเหรอ พวกเขาน่าจะบอกเธอแล้วนะว่าความจริงเธอไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนี้ก็มีสิทธิ์คว้าแชมป์ได้เหมือนกัน”

“ประธานเฉิน ผมมีความสามารถมากพอจะคว้าแชมป์มาได้ด้วยตัวเอง”

หลายปีมานี้หนานอี่ทั้งตรวจสอบ สะกดรอย และจับตาดูจนน่ากลัวว่าเขาจะรู้จักเฉินซั่นหงดีกว่าที่เฉินซั่นหงรู้จักตัวเองเสียอีก

กับคนอย่างเฉินซั่นหง การประจบสอพลออาจดูเสแสร้งจนเกินไป ในขณะที่การเล่นตัวจะดูสมจริงมากกว่า

แสร้งเป็นหมูหลอกกินเสือ* จึงเป็นวิธีที่ดี แต่หมูก็ไม่ได้มีแค่สายพันธุ์เดียว ไม่สู้เขาสวมบทเป็นนักดนตรีจอมหยิ่ง แสร้งทำตัวเปิดเผยตรงไปตรงมาเพื่อทำให้เฉินซั่นหงคลายความระแวงลงจะดีกว่า

“ผมไม่อยากเป็นคนที่อาศัยคนอื่นเพื่อให้ตัวเองได้ดี” หนานอี่ว่า “ผมอยากเข้าร่วมการประกวดอย่างไม่มีอุปสรรค ถ้าคุณบอกว่าผมไม่อยากดัง นั่นคงเป็นเรื่องโกหก เพราะถ้าผมไม่อยากดัง ผมคงไม่ทิ้งมหาวิทยาลัยดีๆ ที่ตัวเองเพิ่งสอบติดมาให้คนอื่นรังแกแบบนี้ แถมยังเกือบทำตัวเองตาบอดด้วย”

เฉินซั่นหงจ้องหน้าเขาขณะรับฟัง ‘คำสารภาพ’ ของหนานอี่ จากนั้นหน้ากากยิ้มแย้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ ลอกออกเหมือนจักจั่นลอกคราบ

“เธอพูดเยอะกว่าเวลาอยู่หน้ากล้องนะ”

หนานอี่ยิ้มน้อยๆ “กับคนไม่สำคัญ ผมไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ”

เฉินซั่นหงยิ้มพลางผงกศีรษะ “ฉันชอบคุยกับคนตรงๆ ไม่อ้อมค้อม และนี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงชอบนักดนตรีแบบพวกเธอ จริงใจดี”

“ในเมื่อเป็นแบบนี้ผมก็จะขอเปิดอกพูดกับคุณตรงๆ ว่าเหตุผลที่ผมปฏิเสธการติดต่อจากพวกคุณในตอนนั้นมันเรียบง่ายมาก” หนานอี่มองหน้าเขาพลางยกสองมือขึ้นกอดอก “นั่นคือสมัย ม.ต้น ลูกชายคุณเคยถูกนักเรียนคนหนึ่งซ้อมจนต้องเข้าโรงพยาบาล เด็กคนนั้นคือผมเอง”

เขาหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาป้อนใส่ปากเฉินซั่นหง

“ฉันรู้”

เฉินซั่นหงทำหน้าเข้าใจ เหมือนกำลังบอกว่าฉันตรวจสอบเรื่องของเธอมาหมดแล้ว ขนาดเรื่องที่เธอไม่รู้ ฉันก็รู้หมด

“อ้อ คุณรู้?” หนานอี่แกล้งทำเป็นสนใจ ก่อนจะหัวเราะเสียงเย็น “เขาแกล้งผมสองปีเต็มๆ จนผมถูกไล่ออก เรื่องนี้คุณก็รู้เหมือนกันใช่ไหม”

เฉินซั่นหงเผยรอยยิ้มที่แสดงถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

ตอนที่หนานอี่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เฉินซั่นหงทำท่าเหมือนตัวเองเป็นผู้ชนะ เขาพูดด้วยน้ำเสียงอดทน “ฉันเข้าใจ ตอนนั้นเธอยังเด็ก การถูกรังแกคงเป็นเรื่องเจ็บปวดมาก สำหรับเรื่องนี้ฉันจะชดเชยให้เธอเอง บอกมาซิว่าเธออยากได้อะไร”

สิ่งที่เฉินซั่นหงกลัวที่สุดคือการที่หนานอี่ไม่ขอและไม่อยากได้อะไร

ขอแค่มีความอยากหรือมีความปรารถนา ย่อมมีรอยแยกให้แหวกช่องได้

หนานอี่แสดงบทเหยื่อเก่ง โดยเฉพาะเหยื่อหัวแข็งที่เชื่องยาก

“ผมค่อนข้างเป็นคนโลภเลยอยากได้อะไรเยอะแยะเต็มไปหมด นอกจากชื่อเสียงเงินทองแล้ว ผมยังต้องการศักดิ์ศรี ถ้าคุณทำให้เฉินอวิ้นมาโขกศีรษะขอโทษต่อหน้าผม ผมอาจจะใจอ่อนที่คุณเห็นแก่ความยุติธรรมมากกว่าคนในครอบครัวของคุณก็ได้”

คำพูดนี้ทำให้เฉินซั่นหงแย้มยิ้มอ่อนโยน

“เธอนี่มันยังเด็กจริงๆ”

หนานอี่แกล้งทำเป็นไม่สบอารมณ์ “แล้วเด็กพาลบ้างไม่ได้หรือไง”

“เปล่า อย่าเข้าใจผิด ฉันให้ความสำคัญกับทุกเรื่องที่เธอขออยู่แล้ว” เฉินซั่นหงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ “ฉันจะให้เฉินอวิ้นมาขอโทษเธอ”

หนานอี่รอประโยคนี้อยู่

“งั้นคุณก็โทรหาเขาเลย ผมอยากได้ยินตอนนี้”

เฉินซั่นหงนิ่งก่อนจะยิ้มออกมาด้วยท่าทางอ่อนอกอ่อนใจ เขาหันไปมองพ่อบ้านที่ยืนอยู่ด้านข้างแวบหนึ่ง “ต่อสายหาเฉินอวิ้น”

“ครับผม”

หนานอี่อยากหัวเราะ

ความรักจากพ่อที่เฉินอวิ้นเฝ้าปรารถนาเหมือนคนบ้า แท้จริงแล้วมีค่าแค่นี้

สายต่อติดอย่างรวดเร็ว จากนั้นพ่อบ้านก็ส่งโทรศัพท์ให้เฉินซั่นหง “ประธานเฉินกำลังพูดสายกับคุณอยู่ครับ”

เฉินซั่นหงเพิ่งจะพูดคำว่า “ฮัลโหล” หนานอี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็เอ่ยว่า “ประธานเฉิน ผมอยากฟังด้วย ช่วยเปิดสปีกเกอร์โฟนได้ไหม”

แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด เมื่อสปีกเกอร์โฟนถูกเปิดเฉินอวิ้นก็สติหลุดเหมือนคนบ้า เขาร้องถามเสียงสูงอย่างไม่อยากเชื่อ “นั่นเสียงใคร หนานอี่เหรอ!”

หนานอี่ค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมเฉินอวิ้นถึงฟังเสียงเขาออกได้ไวขนาดนี้ ดูท่าอีกฝ่ายคงเกลียดเขามาก

แต่หนานอี่กลับชอบเห็นเฉินอวิ้นสติหลุดอาละวาดเลยแกล้งทำเป็นพูดว่า “ใช่ ไม่เจอกันนานนะ”

เฉินซั่นหงพูดกับเฉินอวิ้นที่อยู่ปลายสายว่า “ใจเย็นก่อน”

นี่ทำให้เพลิงพิโรธของเฉินอวิ้นดับลงอย่างรวดเร็ว เหมือนสุนัขที่ถูกเจ้าของเตะอย่างจัง ชายหนุ่มสะกดความโกรธไว้เพื่อเอ่ยถาม “ทำไมเขาไปอยู่…”

“สมัยเรียนลูกแกล้งหนานอี่จนมีเรื่องราวกันใหญ่โต เรื่องพวกนี้พ่อรู้หมดแล้ว” เฉินซั่นหงทำท่าเหมือนกำลังพยายามทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็กและทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีเรื่อง “เฉินอวิ้น คนที่เริ่มเรื่องคือลูก ลูกควรขอโทษเขาก่อนนะ”

เฉินอวิ้นของขึ้นทันที “หนานอี่เป็นใคร! ผมถึงต้องขอโทษเขา! หนานอี่ นายเลิกฝันได้เลย! ฉันจะบอกให้นะว่าชาตินี้นายแม่งมันก็เป็นได้แค่ขยะให้ฉันเหยียบไว้ใต้ตีน…”

หนานอี่เอามือเท้าคางนิ่งฟัง แต่ใครจะคิดว่าเฉินซั่นหงจะกดตัดสาย แถมยังโยนมือถือลงบนโต๊ะด้วยความโกรธนิดๆ

“ฉันอบรมลูกไม่ดีเอง”

หนานอี่เกือบจะหัวเราะออกมา

คิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำนี้จากปากคุณในชาตินี้ อย่างกับประชดแน่ะ

“ไม่เป็นไรครับ” หนานอี่พูดเสียงเย็น “ผมก็เดาเอาไว้แล้วว่าเรื่องมันต้องเป็นแบบนี้”

“เธอวางใจเถอะ ถึงตอนนี้เขาจะยังคิดไม่ได้ แต่ต่อไปฉันจะทำให้เขาคิดได้เอง ส่วนเรื่องที่เขาติดค้างคำขอโทษต่อเธอ ฉันจะต้องทำให้เขาขอโทษเธออย่างแน่นอน”

หนานอี่ช้อนตาขึ้นมองหน้าเฉินซั่นหงด้วยสายตาดื้อดึง

“ถ้าเป็นแบบนั้นได้จะดีที่สุด และผมต้องได้ยินด้วย”

อันที่จริงพวก ‘แฟนเก่า’ ของเฉินซั่นหงล้วนไม่ได้มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับเฉินอวิ้นอย่างจริงจัง อย่างมากก็แค่ไม่ชอบหน้ากันเท่านั้น

แต่หนานอี่คิดว่าเคสของตัวเองมีความต่างออกไป ตรงที่เฉินอวิ้นมองว่าพ่อที่เขารักสุดใจกำลังเอาเรื่องและตำหนิเขา ถึงขั้นบีบให้เขาขอโทษคนชั้นต่ำที่มองว่ามีค่าเท่ามดแมลง แบบนี้เฉินอวิ้นย่อมต้องเป็นบ้าแน่ๆ

เหมือนฆ่ากันให้ตายชัดๆ

ถ้าเดาไม่ผิด อีกไม่กี่อึดใจเฉินอวิ้นคงตามมาฆ่าเขาถึงที่นี่

เฉินซั่นหงยิ้มน้อยๆ “วางใจเถอะ ฉันพูดได้ทำได้”

หนานอี่ทำเป็นแกล้งโง่ ทอดสายตากลับไปมองที่เอกสารสัญญา “คิดไม่ถึงว่าคุณจะจริงใจขนาดนี้ ผมรู้สึกว่าคงต้องเซ็นสัญญาฉบับนี้แล้ว”

“ตอนนี้เราพักเรื่องสัญญาฉบับนี้เอาไว้ก่อนเถอะ ฉันมีข้อเสนอที่ดีกว่า ปันผลสูงกว่า ทุกอย่างเราคุยกันได้ เพราะตัวฉันก็ไม่ชอบการบังคับฝืนใจ”

เฉินซั่นหงในตอนนี้กำลังมองเขาด้วยสายตาที่ทำให้หนานอี่รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายเห็นตนเป็นของตาย

“ขอเพียงเธอยอมติดตามฉัน ฉันจะไม่ให้เธอเสียเปรียบ”

หนานอี่เงยหน้าขึ้นพลางย่นหัวคิ้ว “ติดตาม?” มือเบสหนุ่มทำเหมือนกับว่าได้ยินเรื่องตลกสุดๆ “หมายความว่าอะไร ขึ้นเตียงกับคุณเหรอ”

หนานอี่พูดพลางหยิบสัญญาขึ้นมาโบกไหวๆ “ที่แท้ตัวเลขสูงลิบนี่ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเซ็นสัญญากับเพลงของผม แต่เพื่อซื้อตัวผม? แต่ผมไม่ได้มีราคาค่างวดขนาดนั้นหรอกนะ” หนานอี่พูดจบก็โยนสัญญาไปทับเครื่องแซมเพลอร์เพื่อปิดมันไว้

“สิ่งที่ฉันชอบย่อมมีค่า อย่าว่าแต่ตัวเลขสูงลิบนี่เลย ต่อให้เป็นการประกวด รวมถึงทรัพยากรทุกอย่างต่อจากนี้ที่บริษัทเฉิงหงสามารถให้ได้ ทั้งหมดจะเป็นของเธอ”

“อ้อ แบบนี้นี่เอง” หนานอี่ผงกศีรษะ แกล้งทำเป็นเอ่ยถาม “แต่การที่คุณต้องจ่ายเงินเพื่อให้ผมเอาคุณแบบนี้ คุณรับได้เหรอ”

เห็นได้ชัดว่าคำนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเฉินซั่นหง เขาชะงักไปหนึ่งวินาทีแล้วหัวเราะ “เธอเป็นคนแรกเลยนะที่พูดกับฉันแบบนี้”

หนานอี่หัวเราะเสียงเย็นอยู่ในใจว่าเหรอ…ก็คุณอายุปูนนี้ ถ้าอยากทำก็ต้องโด๊ปยาแล้ว

แก่ขนาดนี้ เขาเตะทีเดียวก็เดี้ยงแล้ว

เฉินซั่นหงพูดเสียงนุ่ม “เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกันทีหลังได้ ขอเพียงเธอตอบรับข้อเสนอก่อน”

“แต่ผมรับไม่ได้น่ะสิ” หนานอี่นิ่วหน้า สีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง “ผมไม่ชอบผู้ชาย ยิ่งเรื่องขึ้นเตียง ยิ่งไม่มีทาง”

“ไม่เป็นไร เธอรู้จักอาชิวที่เข้าร่วมการประกวดรายการเดียวกับเธอใช่ไหม ตอนแรกเขาก็รับไม่ได้เหมือนกัน” แรงกระตุ้นจากหนานอี่ทำให้เฉินซั่นหงค่อยๆ ถอดมาดภูมิฐานออกไปและเริ่มพูดจาเผยธาตุแท้ออกมาแบบผู้ที่อยู่เหนือกว่า

“ครั้งแรกที่ฉันสัมผัสเขา เขาเกือบซัดฉันคาเตียง แต่พอนานวันไปเขาก็รู้ว่ามันดีแค่ไหน ทุกครั้งเขาจะนอนคว่ำอยู่บนเตียงอย่างว่านอนสอนง่ายมาก”

หนานอี่กัดฟัน เมื่ออาการหน้ามืดแบบที่กระเพาะปั่นป่วนกลับมาโจมตีอีกครั้ง

เฉินซั่นหงพูดจบก็ยิ้มอย่างผู้ชนะ เขาบอกหนานอี่ว่า “คราวหน้าเธอจะมาดูงานก็ได้ เชื่อฉันสิ มันจะลบภาพจำของเธอได้แน่นอน”

หนานอี่ยิ้ม “ประธานเฉินอย่าล้อเล่นสิครับ”

“ฉันไม่ได้ล้อเล่น อาชิวไม่ถือหรอก เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก” เฉินซั่นหงค่อยๆ ตะล่อม “เธออายุยังน้อย ยังไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเซ็กซ์เป็นสิ่งสวยงาม แต่ถูกพวกดื้อด้านหัวโบราณทำให้มันกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย เมื่อเธอได้สัมผัสกับมันจริงๆ เธอจะรู้ว่าเรื่องเพศและอายุล้วนเป็นแค่เปลือกนอกที่ไร้ความสำคัญ เหมือน…ดนตรีร็อก เพราะเซ็กซ์ก็บริสุทธิ์ เรียกเหงื่อกับเสียงกรีดร้องทำให้หัวใจเต้นเร็วเหมือนตีกลองได้เหมือนกัน…”

การได้มานั่งอยู่ตรงหน้าเฉินซั่นหงทำให้หนานอี่นึกอยากจะเปิดกะโหลกอีกฝ่ายดูนักว่าทำไมเขาถึงพูดเรื่องแบบนี้ออกมาได้ ชายวัยกลางคนผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ใช้น้ำหอมราคาแพงลิบเพื่อกลบกลิ่นเหม็นโฉ่คือคนใหญ่คนโตที่เอาตรรกะบิดเบี้ยวมาอ้างว่าเป็นเสน่ห์ประจำตัว

เขาสนุกกับการขืนใจคนอื่นหรือเปล่า เฉินซั่นหงเข้าใจว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาคือเด็กชายอายุเพิ่งบรรลุนิติภาวะที่บูชาเพลงร็อกเป็นสรณะ แต่ความจริงกลับไม่ได้ประสาโลกจริงๆ เหรอ

“หนานอี่ หลังจากได้เจอเธอ ฉันก็พบว่าฉันชอบเธอมากกว่าอาชิว” เฉินซั่นหงผ่อนคลายท่าทีลง พูดเสียงอ่อนโยนเหมือนกำลังตะล่อม “ถึงเวลาอยู่บนเตียงเขาจะยอมปล่อยให้ฉันทำอะไรต่อมิอะไรได้ตามใจ เป็นเด็กดีมาก แต่ฉันกลับไม่มีอารมณ์เลย และเขาก็ไม่มีวิธีทำให้ฉันตื่นเต้นด้วย ก่อนหน้านี้ฉันไม่เข้าใจว่ามันเป็นเพราะอะไร จนได้เจอเธอ ฉันถึงเข้าใจว่าอาชิวเขาบื้อเกินไป ท่าทางซังกะตาย ไม่มีความสดใสแข็งแรงแบบเธอ ถ้านักดนตรีร็อกคนหนึ่งไม่เหลือพลังชีวิตก็เท่ากับไม่เหลืออะไรอีก ต่อให้เล่นเพลงดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์”

หนานอี่ตัวชาวาบ ถึงตอนนี้เขาต้องอาศัยความรักอันสว่างสดใสของฉินอีอวี๋ที่ดีต่อเขาและมอบหัวใจให้แก่เขามาเป็นกำลังใจ เพื่อให้รักษาความนิ่งสงบบนใบหน้าเอาไว้ได้ ระหว่างที่นั่งฟังเฉินซั่นหงเล่าเรื่องบัดสีพวกนี้อยู่ที่นี่

มือเบสหนุ่มเบือนหน้าหนีไปโค้งมุมปากเป็นรอยยิ้มไม่ยี่หระ พยายามดึงเอารายละเอียดที่ฉาวโฉ่กว่านี้ออกมาให้มากขึ้น

“แล้วคุณไปทำอะไรเขา เขาถึงกลายเป็นคนซังกะตายแบบนั้น”

แต่จิ้งจอกเฒ่าอย่างเฉินซั่นหงกลับไม่ติดกับ

ตรงกันข้ามเขาบอกว่า “ฉันดีต่อเขาเต็มที่และรักเขามาก”

* อู่เคอซงอารีน่า (Wukesong Arena) เป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์ที่ปักกิ่ง เดิมถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จัดการแข่งขันบาสเกตบอลในโอลิมปิกปี 2008 ปัจจุบันมีการใช้สำหรับจัดงานคอนเสิร์ต

** สนามกีฬารังนก หรือสนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง เป็นสนามกีฬาหลักที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2008 ปัจจุบันมีการใช้สำหรับจัดงานคอนเสิร์ต

* โดนงูกัดหนึ่งวัน กลัวเชือกไปสิบปี เป็นสำนวน หมายถึงพอถูกทำร้ายหรือทรมานครั้งหนึ่ง ย่อมกลายเป็นคนขี้ขลาดหวาดกลัว

* เอฟเฟ็กต์เบส (Bass Effects Pedal) เป็นชุดอุปกรณ์ปรับแต่งเสียงเบสให้มีลักษณะที่แตกต่างจากเดิม

** แอมป์หูฟัง (Headphone amplifier) เป็นอุปกรณ์พกพาที่ใช้ขยายสัญญาณเสียงเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด

* แสร้งเป็นหมูหลอกกินเสือ เป็นสำนวนจีน หมายถึงคนที่แท้จริงมีอำนาจยิ่งใหญ่หรือมีความสามารถ แต่แสร้งทำตัวเซ่อซ่าให้ผู้อื่นหลงกล เพราะหวังผลประโยชน์จากอีกฝ่าย

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: