ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ
อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม
มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 108 สมรภูมิอันวุ่นวาย
ฉีโม่ไม่แปลกใจที่หนานอี่ทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวให้เขา แค่คิดไม่ถึงว่ามันจะไวขนาดนี้
เขารู้จักนิสัยหนานอี่ดีว่าถึงฉากหน้าจะดูเย็นชา เมินเฉย และไม่สนใจใคร แต่ความจริงมือเบสหนุ่มไม่มีทางนั่งมองคนที่ถูกดึงตัวมาเป็นพวกอยู่เฉยๆ เพราะจิตสำนึกความรับผิดชอบทำให้อีกฝ่ายพร้อมยอมทำเรื่องที่เกินขีดจำกัดของตัวเอง
พอได้เจอหน้ากัน ฉีโม่ยังไม่ทันได้พูดประโยคแรกออกมาจากปาก หนานอี่ก็เดาเรื่องได้ก่อนแล้วเลยบอกเขาว่า “อาการของปู้เหยียนตอนนี้ดีมาก มีชาวเน็ตใจดีหลายคนระดมเงินบริจาคให้เขา คุณพ่อเซวียกับน้าจางช่วยส่งตัวเขาไปเซี่ยเหอ* หมอที่นั่นตรวจร่างกายของเขาแล้วบอกว่ายังพอไหว พวกเขาจะลองรักษาด้วยวิธีใหม่ดู เผื่อว่าจะได้ผลดีขึ้น”
ฉีโม่นิ่งฟังจนจบก็ผงกศีรษะ ถูมือทั้งสองข้างสองสามครั้งก่อนบีบมือตัวเองแน่น
“ถ้าเป็นแบบนั้นได้ก็ดี”
“หลายวันมานี้นายโอเคไหม” หนานอี่ถาม
“ความจริงพวกตำรวจดูแลฉันดีมาก ไม่ได้กดดันอะไรฉันเท่าไหร่ ตอนถูกควบคุมตัวฉันได้ยินพี่ชายที่อยู่ห้องข้างๆ บอกว่าพวกตำรวจชื่นชมที่ฉันกล้าทำเรื่องแบบนี้ แต่…”
ไม่รู้ทำไมอยู่ดีๆ ฉีโม่ก็หัวเราะพลางลูบผมสั้นๆ ของตัวเอง ท่าทางขัดเขินเหมือนคนสมองทึบ แม้มุมปากจะยกสูง แต่ดวงตากลับฉ่ำวาวด้วยน้ำตา
“แต่…” ฉีโม่สูดลมหายใจเข้าปอดเล็กน้อย “ฉันอาจจะเหนื่อยหนักจนชิน พอจบเรื่องเลยรู้สึกโหวงๆ ไม่มีความสุขเลย คืนแรกที่เข้าไปอยู่ในห้องขัง ฉันฝันร้าย ฝันว่าปู้เหยียนฟื้นขึ้นมาบอกฉันว่าขอบคุณมากที่ฉันทำเพื่อเขา จับไอ้สวะนั่นเข้าคุกสำเร็จ แค่นี้เขาก็ตายตาหลับแล้ว จากนั้นปู้เหยียนก็จากไป”
น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงบนโต๊ะ ล้อแสงไฟเป็นประกาย
“ไม่หรอก” น้ำเสียงของหนานอี่ชัดเจนและจริงจัง “นายเชื่อฉัน ฝันร้ายจะกลายเป็นดี”
หนานอี่ปลอบใจใครไม่เป็น เป็นแต่ลงมือทำ ปกติเขาไม่รู้สึกว่าการที่ตัวเองเป็นแบบนี้มันไม่ดีตรงไหน แต่ตอนนี้มือเบสหนุ่มกลับเริ่มรู้สึกสลดใจ
ผิดกับฉีโม่ที่มีกำลังใจดีมาก “อืม ฉันเชื่อว่านายพูดจริง” เขายิ้มก่อนจะเช็ดน้ำตา “เมื่อก่อนนายเคยถามฉันว่าทำไมถึงยอมกลับจากเมืองนอกมาเสี่ยงช่วยนายแบบนี้ ฉันตอบว่าเพราะฉันชอบปู้เหยียน ตอนนั้นนายยังบอกอยู่เลยว่าเหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น”
หนานอี่ยังจำภาพตอนนั้นได้ว่าเขาพูดแบบนี้จริง เพราะตัวเขาในตอนนั้นคิดว่าลำพังแค่ความชอบมันยังไม่มากพอจะทำให้คนคนหนึ่งยอมเสียสละตัวเองเพื่อใครอีกคนหนึ่ง
“ความจริงยังมีเหตุผลอีกข้อหนึ่งคือฉันกับปู้เหยียนเป็นคนไร้ญาติมาตั้งแต่ตอนที่พวกเรารู้จักกัน นายคงรู้เรื่องครอบครัวของปู้เหยียนแล้ว ตัวฉันเองก็ไม่ได้ต่างจากเขาเท่าไหร่ แถมยังอาจจะแย่กว่า เพราะฉันไม่มีแม้แต่อากับอาสะใภ้ มีแต่ย่าคนเดียว แต่ย่าก็เสียไปตอนที่ฉันขึ้น ม.ปลาย”
ช่วงก่อนบรรลุนิติภาวะฉีโม่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ พออายุสิบแปดปีก็สอบชิงทุนได้ บวกกับการทำงานพาร์ตไทม์ทำให้เขาได้ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศด้วยทุน CSC* ฉีโม่ต้องใช้ชีวิตเครียดหนักมาตลอด แต่ก็มีข้อดีตรงที่มันทำให้เขาค่อยๆ มองเห็นอนาคตที่สดใส
ก่อนฉีโม่จะออกเดินทาง หลี่ปู้เหยียนที่ตกอยู่ในสภาพขัดสนและไร้ที่พึ่งเหมือนกับตัวเขากลับหยิบบัตรใบหนึ่งออกมา ในบัตรมีเงินอยู่สองหมื่นเก้าพันสามร้อยสี่สิบสองหยวน เป็นเงินที่หลี่ปู้เหยียนทำงานหามาเอง หลี่ปู้เหยียนได้ยินว่าค่าเช่าที่พักและค่าอาหารการกินที่นั่นแพงมาก กว่าเงินช่วยเหลือจะตกเบิกก็ต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง จึงตั้งใจว่าจะสำรองเงินก้อนนี้ไว้ให้ฉีโม่
ถึงตอนนี้ฉีโม่ยังจำสีหน้าของหลี่ปู้เหยียนตอนยัดเยียดบัตรใบนั้นให้เขาได้ หลี่ปู้เหยียนยิ้มอย่างรู้สึกผิดและไม่กล้ามองตาเขา
เหมือนตอนพวกเขาเจอกันครั้งแรก สมัยอยู่ ม.ต้น
“ความจริงตอนนั้นปู้เหยียนก็กำลังจะยื่นเรื่องขอทุนเหมือนกัน เขาบอกให้ฉันล่วงหน้าไปรอเขาสักหนึ่งปี อีกไม่นานเราจะได้เจอกัน ถึงตอนนั้นเราจะได้ไปเรียนด้วยกันอีก”
ฉีโม่เล่าอย่างขำๆ ตอนนั้นเขายังพูดกับหลี่ปู้เหยียนเล่นๆ ว่าเช่าห้องแค่ห้องเดียวก็พอ แบบนี้จะช่วยประหยัดเงินได้เยอะมาก ที่ต่างประเทศนั้นคนเพศเดียวกันรักกันไม่ได้เป็นปัญหา พวกเขาจะจูบกันกลางถนนอย่างเปิดเผยเลยก็ยังได้
แต่ชะตาชีวิตกลับผกผันอย่างไม่มีใครคาดคิดจริงๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่หนานอี่ได้รู้ว่าฉีโม่กับหลี่ปู้เหยียนเคยวางอนาคตร่วมกัน
แต่ฉีโม่** กลับเก็บเรื่องพวกนี้ไว้เงียบๆ เหมือนชื่อของเขา ทว่าในช่วงที่หนานอี่ได้ติดต่อพูดคุยกับฉีโม่เพียงไม่กี่ครั้งนี้ก็ทำให้มือเบสหนุ่มรับรู้ได้ถึงความรู้สึกพิเศษที่ฉีโม่มีต่อหลี่ปู้เหยียนอย่างชัดเจน มันเป็นความรู้สึกแบบน้ำนิ่งไหลลึก เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“หนานอี่” ฉีโม่เอ่ย “ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยลุกขึ้นมาสู้ เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครดูแลปู้เหยียน ตอนที่เกิดเรื่องถ้าไม่มีนาย ปู้เหยียนอาจจะตายไปแล้ว ไม่มีใครสนใจความเป็นตายของเขา เหมือนกับตัวฉัน เราสองคนเป็นคนชายขอบที่มีกันแค่สองคน แต่รอบนี้ฉันรู้ว่าต่อให้ต้องติดคุกจริงๆ นายจะช่วยดูแลปู้เหยียนให้ และอาเซวียกับน้าจางก็จะช่วยดูแลปู้เหยียนให้ฉันเหมือนกัน ฉันเลยคิดว่ามันเป็นค่าตอบแทนที่คุ้มค่ามาก และเราก็ทำสำเร็จแล้ว ใช่ไหมนะ”
หนานอี่มองอีกฝ่ายนิ่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกแสบโพรงจมูก
“ใช่ เราทำสำเร็จแล้ว”
ถึงผลลัพธ์ที่ออกมาจะไม่ได้น่ายินดีมาก แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ทำให้ความทุกข์ทรมานทั้งหมดของพวกเขาสูญเปล่า
“เราเจอศพจางจื่อเจี๋ยแล้ว เฉินอวิ้นโดนความผิดหลายกระทง ไม่มีทางหนีรอด เฉินซั่นหงยิ่งไม่ต้องพูดถึง…”
ก่อนหน้านี้เหยียนจี้ยกเรื่องอาชญากรรมทางเศรษฐกิจมาฟ้องเฉินซั่นหง ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะได้ผลดีเป็นพิเศษ
“อย่างน้อยเขาก็ต้องติดคุกแบบไม่มีกำหนดล่ะ” หนานอี่ว่า
ฉีโม่ผงกศีรษะ “ถ้าเป็นแบบนั้นได้ก็ดี”
จู่ๆ ประตูห้องส่วนตัวก็ถูกเคาะสองครั้งก่อนจะเปิดออก
หนานอี่ที่หันหน้าไปทางประตูเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้ม มือเบสหนุ่มลุกขึ้นเพื่อแนะนำให้ฉีโม่ที่หันหน้าไปมองคนที่เดินเข้าห้องมาใหม่ได้รู้จักอีกฝ่าย “นี่ลูกพี่ลูกน้องของฉัน หนานเจีย เป็นทนายฝึกหัด ส่วนคนนี้คือทนายหวังที่เป็นรุ่นพี่ของเธอ”
ฉีโม่อึ้ง ลุกขึ้นจับมือกับทั้งสองคน ก่อนหันไปมองหนานอี่อีกครั้ง
“ที่ฉันมาหานายรอบนี้ไม่ได้แค่มาทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่ฉันขอให้พี่ช่วยตามทนายหวังมาเป็นทนายจำเลยของนายด้วย ทนายหวังมีอิทธิพลในวงการมากและเชี่ยวชาญคดีประเภทนี้มาก”
หนานเจียยิ้มน้อยๆ พลางผายมือ “นั่งคุยกันดีกว่า”
หญิงสาวหยิบกระดาษกับปากกาออกมา เธอมองฉีโม่ด้วยรอยยิ้มที่ดูเข้าถึงง่าย “สวัสดีค่ะคุณฉีโม่ ความจริงเรารู้เคสของคุณจากเสี่ยวอี่มาบ้างแล้ว แต่ที่มาวันนี้เพราะอยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมบางส่วนเพื่อปรับสำนวน”
“ขอบคุณทุกคนนะครับ…”
ทนายหวังที่อยู่ข้างๆ ดูอายุมากกว่าพวกเขาเยอะ แต่เป็นคนใจดี พอเห็นฉีโม่เกร็งก็ปลอบว่า “ไม่ต้องห่วงนะครับ เคสของคุณเป็นกรณีพิเศษ ถึงข้อมูลที่ถูกนำออกมาเผยแพร่จะเป็นข้อมูลของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่มันมาจากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โทษเลยเบากว่า แถมในร้านมีกล้องวงจรปิดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณเป็นช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ไม่ได้เป็นแฮกเกอร์ที่แฮกเข้าเครื่องไปขโมยข้อมูลออกมา สองเคสนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ”
ทนายหวังพูดต่อว่า “แถมพอคุณได้ข้อมูลมาแล้วก็เอามันมาแจ้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและทำเรื่องร้องเรียน แล้วคุณก็เข้ามอบตัวโดยสมัครใจ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงของอาชญากรรมและความรุนแรงของบุคคลที่คุณแจ้งความเหล่านั้นแล้ว ถือเป็นการสร้างคุณงามความดีครั้งสำคัญ หากศาลรับเรื่องคุณจะมีโอกาสได้ยกฟ้องเป็นกรณีพิเศษ เราจะมาพยายามด้วยกัน ต่อให้ไม่สำเร็จผมก็คิดว่าคุณน่าจะได้รับโทษสถานเบาแน่นอนครับ”
คำอธิบายของทนายหวังทำให้หนานอี่โล่งอก มือเบสหนุ่มไม่ใช่คนที่จะเอาชนะคู่แค้นแบบพร้อมยอมแลกทุกสิ่งจริงๆ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือเขาจะทำแบบนั้นแค่กับตัวเอง แต่กับทุกคนที่อยู่รอบตัว หนานอี่หวังเหลือเกินว่าพวกเขาจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่า
“งั้นผมคงต้องขอบคุณคุณล่วงหน้า ขอบคุณมากจริงๆ ครับ” หนานอี่พูดแทนฉีโม่
“ขอบคุณครับ…” ฉีโม่พูดแล้วหันไปมองหนานอี่ “ขอบใจนะเสี่ยวอี่”
หนานอี่ยิ้มอย่างจริงใจ
“ไม่เป็นไร เราเป็นสหายร่วมศึกกัน”
หลังจบการพูดคุยสั้นๆ ทนายหวังก็เสนอให้พาฉีโม่ไปดำเนินการขั้นตอนอื่นๆ ที่สำนักงานทนายความ
หนานเจียฉวยโอกาสนี้ขอลางานว่า “ทนายหวังคะ ฉันกับน้องไม่ได้เจอกันนาน และวันนี้เหมือนเขาต้องย้ายที่อยู่ ฉันขอไปช่วยเขาเก็บของได้ไหมคะ”
ทนายหวังหัวเราะ “เอาสิ มีแค่เวลาแบบนี้นี่แหละที่เธอจะเรียกฉันว่าทนายหวัง”
หลังขึ้นนั่งบนรถมอเตอร์ไซค์เรียบร้อยแล้ว หนานอี่ถึงค่อยถามพี่สาวว่า “พี่ใจดีถึงขั้นจะไปช่วยผมเก็บของตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ปากนายเนี่ยนะ เพราะแบบนี้ล่ะสิ ตอนออกทีวีถึงไม่พูดอะไรเลย” หนานเจียรับหมวกกันน็อกสีดำที่น้องชายส่งให้มาสวม “ฉันแค่อยากไปดูที่พักของนาย จะได้ถือโอกาสติ่งด้วยต่างหาก”
“แล้วพี่ชอบคนไหน” หนานอี่สวมหมวกกันน็อกสีขาว
“วงแอสแซสซิเนชัน! ฉันชอบพวกเธอมาก อยากถ่ายรูปด้วย!” หนานเจียผลักไหล่น้องชายเล็กน้อย “ถ้าวงแอสแซสซิเนชันออกทัวร์คอนเสิร์ต จำไว้ว่าต้องช่วยหาบัตรมาให้ฉันหลายๆ ใบนะ”
“รู้แล้วครับ”
พอรถออกวิ่งหนานเจียถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนหมวกกันน็อกของน้องชายมีลายเซ็น แต่เพราะมันเป็นลายเซ็นแบบอาร์ตๆ ถึงจะดูสวยแต่ก็อ่านยากมาก
จนพวกเขามาถึงหน้าประตูค่าย หนานอี่ก็จอดรถแล้วถอดหมวกกันน็อกออก ผมเขายุ่ง หนานเจียเลยเขย่งเท้าเพื่อช่วยจัดผมให้น้องชายเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด
“นี่นายสูงขึ้นอีกหรือเปล่า” หนานเจียถาม “ยังดื่มนมทุกวันอยู่ล่ะสิ”
“ผมเลิกดื่มนมนานแล้ว และไม่ได้สูงขึ้นด้วย” หนานอี่ตอบ “พี่เองต่างหากที่พอไปทำงานแล้วตัวหดลง”
“นายนี่มัน!” หนานเจียพูดไม่ออก หลังการประกวดวงดนตรีเครซี่แบนด์ออนแอร์ เพื่อนร่วมงานที่อยู่รอบตัวเธอ รวมถึงรุ่นน้องที่เคยเรียนมาด้วยกัน ทุกคนล้วนกลายเป็นซูเปอร์แฟนของหนานอี่ ผิดกับตัวเธอที่พอเจอหน้าน้องก็อดตีรวนหาเรื่องไม่ได้
“หนานอี่ ไอ้ปากอย่างนายกับนิสัยพอเจอใครก็ปฏิเสธแบบไม่เหลือทางถอยให้เนี่ย ระวังขึ้นคานนะ”
ขอโทษนะครับ บังเอิญว่าผมกำลังอินเลิฟอยู่ต่างหาก
ทว่าพอหนานอี่มานึกย้อนถึงคำพูดที่ตัวเองเคยพูดกับฉินอีอวี๋แบบเร็วๆ แล้วก็รู้สึกว่าส่วนใหญ่เขาจะพูดกับฉินอีอวี๋แบบสงวนท่าที ไม่ถือว่าปากร้ายอะไรมาก ถึงหนานอี่จะเป็นคนขี้รำคาญ แต่กลับมีความอดทนต่อฉินอีอวี๋สูงมาก
แถมไม่ว่าจะยังไงฝีปากเขาก็เหนือกว่าฉินอีอวี๋อยู่ดี
“คิดอะไรอยู่เหรอ ทำไมถึงไม่พูดเลย” หนานเจียถามหลังเดินเข้าไปในลิฟต์แล้ว
“อ๋อ” หนานอี่กดปุ่มเลือกชั้นก่อนสอดมือไว้ในกระเป๋า “ผมกำลังคิดว่าพี่น่าจะดูดวงให้ผมหน่อย จะได้พิสูจน์หลักวิทยาศาสตร์ด้วยการใช้ไพ่ทาโรต์พยากรณ์”
“หา?”
หนานเจียรู้สึกว่าหนานอี่เปลี่ยนไปเยอะมาก บางทีนี่อาจจะเป็นผลพวงจากการเล่นดนตรีร็อก ถึงทำให้ให้เขาเพี้ยนขึ้นทุกวัน
พอพวกเขาเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นของหอพักวงเดอะเกรตโมเมนต์ ความคิดนี้ก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อชาวร็อกทั้งกลุ่มเฮกันเข้ามาห้อมล้อมรอบตัวพวกเขาพลางถามนั่นถามนี่จนหนานเจียรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์หายากในสวนสัตว์และเกือบจะทำการแสดงให้พวกเขาชม
“สวัสดีครับๆ คุณคือสาวสวยที่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์หนานอี่มาเมื่อกี้ใช่ไหม”
“หนานอี่ปิดได้มิดจริง!! แจ่มโคตร!”
“พี่สาวชอบฟังเพลงร็อกหรือเปล่าครับ อยากไปดูโชว์ของพวกเราไหม!”
หนานอี่รำคาญมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ว่าในรายการเครซี่แบนด์ก็มีชายแท้อยู่เหมือนกัน
“พี่สาวค่ะ จะเรียกเพื่อนสาวก็ได้ แต่ห้ามขอวีแชตนะ เพราะต่อให้ขอก็ไม่ให้”
ทุกคนเงียบกันไปสองสามวินาทีแล้วส่งเสียงดังเซ็งแซ่กันอีกครั้ง
หนานอี่เลยต้องผลักหนานเจียเข้าไปในห้องของตัวเอง “พี่รอก่อนนะ ผมส่งข้อความไปบอกพวกหลี่อินแล้ว เดี๋ยวพวกเขามา”
“นี่เตียงใคร” หนานเจียชี้ตุ๊กตาลูกสิงโตกับลูกหมาป่าที่อยู่บนเตียง “น่ารักจัง ของเสี่ยวหยางเหรอ”
“เสี่ยวหยางนอนอีกห้องหนึ่ง แสดงว่าพี่ไม่เคยดูรายการเรา แค่แกล้งว่าดูล่ะสิ” หนานอี่เปิดตู้เสื้อผ้า หยิบกระเป๋าเดินทางออกมาเก็บของเอง
“คิกๆ” หนานเจียพูดเสียงกลั้วหัวเราะ “ก็ฉันยุ่งมากนี่นา ทำได้แค่ดูคลิปที่ตัดมากับการแสดงสดของนายแทน จริงสิ แต่ฉันไม่พลาดเรื่องเม้าท์อะไรเลยนะ ช่วงนี้ชาวเน็ตเขาลือกันให้แซ่ดว่าพวกนายอุตส่าห์แข่งกันมาถึงช่วงสุดท้าย แต่รายการกลับถูกเบรกเอี๊ยดแบบนี้ มันทำให้นักดนตรีอย่างพวกนายต้องเสียเวลา มีคนเอาข้อมูลออกมาเปิดว่าถึงสปอนเซอร์ใหญ่รายหนึ่งจะมีปัญหา ทว่าสปอนเซอร์อีกคนก็ยังใจดีเป็นพ่อพระ เขาคิดว่าผลลัพธ์ที่ออกมาแบบนี้มันไม่แฟร์กับความทุ่มเทของพวกนาย เลยกำลังคิดหาวิธีชดเชยให้อยู่”
เฮอะ หนานอี่หัวเราะเสียงเย็นอยู่ในใจ ไม่แฟร์กับความทุ่มเทของพวกนักดนตรีเหรอ ใครล่ะที่คิดสำนวนแย่ๆ แบบนี้ออกมา เขานึกภาพหลินอี้ชิงพูดประโยคนี้ออกมาจากปากไม่ออกเลย
ถ้าบอกว่าผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นแบบนี้ไม่คุ้มค่าเงินที่เขาลงทุนไปยังจะใกล้เคียงกว่า
“รู้ไปหมดเลยนะ” หนานอี่เอ่ยถามแบบหยั่งเชิง “นี่คงไม่ได้ไปเม้าท์เรื่องอื่นมาด้วยใช่ไหม”
“เรื่องอื่น?” หนานเจียใช้แขนกอดพนักเก้าอี้ที่นั่งอยู่เพื่อหนุนคาง “เรื่องอะไรเหรอ”
“เรื่องคู่จิ้น” หนานอี่พูดเสียงเบา
“ไม่ต้องมาพูดเลย รายการเครซี่แบนด์ของพวกนายมีคู่จิ้นเยอะมาก แฟนฟิกเพียบ อ่านกันตาแฉะ ฉันต้องไปทำงาน อ่านทั้งรายการหลักฐานทั้งสำนวนคดีทุกวัน เลิกงานมาก็อยากพักแล้วไหม”
“ก็จริง พี่อย่าอ่านเลย เรื่องแต่งขึ้นมาทั้งนั้น”
ในห้องเปิดฮีตเตอร์แรงมาก หนานอี่เก็บของจนเริ่มรู้สึกร้อน ขนาดถอดเสื้อแจ็กเก็ตออกแล้วก็ยังไม่ไหวเลยตั้งใจว่าจะถอดเสื้อสเว็ตเตอร์ออกอีกตัว แต่จังหวะที่สองมือจับชายเสื้อ เตรียมจะถลกขึ้น นิ้วก็เผลอไปเกี่ยวเสื้อแขนกุดตัวในขึ้นมาด้วย…
เผยให้เห็นบริเวณท้องน้อยแบบวับแวมทำให้เห็นรอยจูบกับรอยช้ำ
“หนานอี่! นาย!!”
เสียงร้องของพี่สาวทำให้มือเบสหนุ่มหยุดชะงัก แต่ใครจะรู้ว่าในจังหวะเดียวกันนี้ประตูห้องนอนจะถูกเปิดดังปัง ฉินอีอวี๋ที่กำลังแผ่รังสีสังหารรุนแรงยืนอยู่หน้าประตู
ท่ามกลางความเงียบที่น่ากระอักกระอ่วน ทั้งสามคนแลกเปลี่ยนสายตากันอลหม่าน
สุดท้ายยังคงเป็นหนานอี่ที่รับจบทุกอย่าง มือเบสหนุ่มทำเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เขาถอดเสื้อสเว็ตเตอร์ด้วยท่าทางนิ่งๆ ก่อนจะจัดทรงผมกับแขนเสื้อให้เรียบร้อย
“คนนี้คือ…”
หนานอี่เตรียมจะแนะนำฉินอีอวี๋ให้หนานเจียรู้จัก แต่พูดยังไม่ทันจบเขาก็ถูกฉินอีอวี๋ที่ปิดประตูตามหลังชิงตัดบทก่อนว่า “คุณสามี สาวสวยคนนี้เป็นใครเหรอ แนะนำหน่อยสิ” นักร้องหนุ่มยิ้มตาหยีพร้อมกับเดินมาโอบเอวหนานอี่
ลูกตาของหนานเจียเกือบจะหลุดออกจากเบ้า ทนายสาวมองหน้าน้องชายตัวเองพลางยกมือขึ้นปิดปาก
หนานอี่หน้ามืด อารมณ์อยากฆ่าคนที่ห่างหายไปหลายวันพลันกลับมาอีกครั้ง มือเบสหนุ่มหันหน้าไปมองฉินอีอวี๋ด้วยท่าทางแข็งทื่อ สายตาฉายแววคมดุเหมือนมีมีดอยู่ข้างใน
“คุณพูดเรื่องบ้าอะไร…” ถึงจะเป็นแค่ห้าคำสั้นๆ แต่ทุกคำล้วนเค้นลอดไรฟันออกมา
ทว่าฉินอีอวี๋กลับยิ้มแย้มแจ่มใส “จะเป็นเรื่องบ้าได้ไง นายเขินเหรอ ลืมแล้วเหรอว่าเมื่อวานนายบอกฉันว่าอะไร นายบอกให้ฉันรออีกสามปีแล้วจะแต่ง…”
หนานอี่เอาศอกกระทุ้งซี่โครงอีกฝ่ายทันที
งั้นก็ฆ่าฉินอีอวี๋ซะ แล้วฆ่าตัวตายตาม
ฉินอีอวี๋ยกมือขึ้นกุมซี่โครง ก่อนจะทิ้งตัวไปหาหนานอี่ “โอ๊ยๆ เจ็บ…ทำไมใจร้ายจัง! นายจะฆ่าสามีเพื่อผู้หญิงคนนี้เหรอ!”
หนานเจียชี้หน้าตัวเองอย่างเหวอๆ อุทานลั่นกลบเสียงร้องโหยหวนของฉินอีอวี๋ “ใคร ฉัน?”
“คุณจะบ้าเหรอ! พูดจาบ้าบอคอแตกอะไร! ถ้าสติไม่ดีก็ไปหาหมอ!”
“ฉันบ้าตรงไหน มีคนถ่ายรูปนายไว้ รู้ตัวหรือเปล่า เดี๋ยวพอเรื่องนี้ขึ้นฮอตเสิร์ช สาววายคงต้องหัวใจแตกสลายเป็นล้านๆ ชิ้น ตัวฉันเองก็เหมือนกัน! รอบนี้ต่อให้นายเอาอะไรมาสมานก็ไม่สำเร็จ! เพราะหัวใจที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ถูกบดละเอียดเป็นผุยผงไปหมดแล้ว!”
“งั้นคุณก็แตกให้เละเป็นเศษน้ำแข็งเลยนะ ไหนๆ หัวใจก็เป็นผงแล้วยังเป็นโรคประสาทอีก”
“หนานอี่! ทำไมนายถึงว่าฉันแบบนี้ นายไม่ได้รักฉันเหมือนอย่างที่ฉันรักนายเหรอ ตอนที่เห็นรูปฉันไม่เคยคิดสักวินาทีเลยว่านายจะเหยียบเรือสองแคม! ฉันเชื่อใจนายมากนะ แต่นายล่ะ นายกลับเอาคำพูดเปรียบเปรยแบบนี้มาทำร้ายฉัน ทั้งที่เมื่อวานตอนอยู่บนเตียงนาย…”
“ฉินอีอวี๋ หุบปาก!”
เพราะเห็นทั้งสองคนกำลังจะวางมวยกัน หนานเจียเลยรีบเข้ามาห้ามทัพ
“หยุดก่อน หยุด หยุด! นิ่งเลย ทั้งสองคน!”
ทั้งคู่หุบปากทันที
หนานเจียผ่อนลมหายใจยาว ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก เธอยื่นมือไปให้ฉินอีอวี๋แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า “สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ฉันชื่อหนานเจีย เป็นลูกพี่ลูกน้องหนานอี่ พ่อของเราสองคนเป็นพี่น้องแท้ๆ กัน พูดแบบนี้คุณเข้าใจไหม”
วินาทีต่อมาหนานเจียก็ได้เห็นการเปลี่ยนสีหน้าสุดอัศจรรย์
เพราะอยู่ดีๆ หนุ่มหล่อที่เมื่อกี้ยังอาละวาดฟาดงวงฟาดงาเปลี่ยนกลับมาเป็นหนุ่มหล่อเจ้าเสน่ห์เหมือนเดิม ฉินอีอวี๋ยิ้มอย่างน่ามองและสุภาพขณะใช้สองมือจับมือของหนานเจียเขย่าเบาๆ
“อ๋อ คุณพี่นี่เอง สวัสดีครับพี่สาว ผมเป็นแฟนของหนานอี่ เมื่อกี้เราสองคนแค่หยอกกันเล่น เราชอบแกล้งทำเป็นทะเลาะกันน่ะครับ พี่คงตกใจแย่เลย”
ดูเหมือนในชีวิตของคนคนนี้จะไม่มีคำว่า ‘วางตัวไม่ถูก’ อยู่ในสารบบ
หนานเจียยิ้มน้อยๆ อย่างสติหลุดไปแล้ว “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเจอเรื่องแบบนี้บ่อยจนชินแล้ว”
รอบตัวฉันมีเกย์เต็มไปหมด แต่ที่บ้าได้เบอร์นี้ถือเป็นเคสพิเศษจริงๆ
การหลุดโป๊ะครั้งใหญ่ต่อหน้าพี่สาวทำให้หนานอี่รู้สึกทรมานยิ่งกว่าตาย
ผิดกับฉินอีอวี๋ที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ถึงขั้นโอบไหล่หนานอี่พลางพูดยิ้มๆ ว่า “พี่สาวของเราสวยจังครับ ทำไมนายถึงไม่เคยเล่าให้ฉันฟัง…”
“เรา?” หนานอี่ใช้สายตาเชือดอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ
ฉินอีอวี๋หัวเราะฮ่าๆ จนตาหยี “ไม่เอาน่า ดูแวบเดียวก็รู้ว่าพวกนายสองคนหน้าตาคล้ายกันมาก ที่แท้ก็เป็นกรรมพันธุ์หน้าตาดี ยีนดีสุดยอด”
ในสมองของหนานเจียมีแต่คีย์เวิร์ดคำว่า ‘คุณสามี’ กับ ‘แต่งงาน’ ดังวนไปวนมา แถมยังมีภาพรอยจูบสีเข้มและจางบนกล้ามท้องของน้องชาย ทำให้ทนายสาวนึกอยากหารูบนพื้นเพื่อดำดินไปฟ้องอาสะใภ้ให้รู้เรื่องนี้เหลือเกิน
สุดท้ายหนานเจียก็เลือกเผ่นก่อน “จู่ๆ ฉันก็นึกได้ว่าคดีเมื่อกี้มีปัญหานิดหน่อย คงต้องขอตัวกลับก่อนนะคะ!”
“นี่ก็เย็นแล้ว พี่ไม่อยู่กินข้าวกับเราก่อนเหรอครับ” ฉินอีอวี๋วางท่าเป็นเจ้าบ้านอย่างจริงจัง
“ฉันไม่ทานมื้อเย็นค่ะ ช่วงนี้ไดเอ็ตอยู่ บ๊ายบายนะคะ! ไว้เจอกันใหม่!”
ฉินอีอวี๋มองส่งหนานเจียจากไปแล้วก็พลันสังเกตเห็นว่าบนกระเป๋าที่เธอสะพายมีอะไรบางอย่างห้อยอยู่ หน้าตาดูคุ้นมาก
เหมือนถุงชาที่พี่สาวในหมู่บ้านที่ยูนนานทำ
ภายในห้องเงียบเสียงลง
หนานอี่ทำเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น มือเบสหนุ่มย่อตัวลงไปพับเสื้อของตัวเองเก็บต่อเงียบๆ ส่วนฉินอีอวี๋ที่รู้ตัวแล้วว่าตัวเองสร้างเรื่องก็ยิ้มหน้าแป้นแล้นไปย่อตัวนั่งลงข้างหนานอี่ ตั้งใจจะใช้ลูกอ้อนแก้ปัญหา
“ที่รัก”
แต่การเรียกที่รักแบบอ้อนๆ นี้ช่วยชีวิตเขาไม่ได้ หนานอี่ยังคงเมินฉินอีอวี๋ถึงขั้นเอนตัวหนี
“แหม ฉันก็แค่หน้ามืดไปแป๊บนึง ต้องโทษพวกนั้นต่างหากที่ใส่น้ำส้มเติมน้ำมัน* จะว่าไปถึงฉันจะเพอร์เฟ็กต์ทุกอย่าง แต่ถ้าเซ้นส์ถึงอันตรายขึ้นมาก็เก็บทรงไม่อยู่เหมือนกัน เขาทั้งซ้อนรถนาย แถมลูบหัวนาย…”
“ลูบหัวแล้วไง” หนานอี่หมดคำจะพูด “ทั่วตัวผมมีตรงไหนที่คุณไม่เคยลูบบ้าง ยังจะหึงอีกเหรอ”
“ไม่สิ นายพูดแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันกับสวี่ซือไม่เคยมีอะไรกัน อย่าว่าแต่ลูบหัวเลย แม้แต่เบสเขา ฉันยังไม่เคยจับด้วยซ้ำ แต่นายก็ยังหึงไม่ใช่เหรอ”
“เลิกเอาเรื่องนี้มาเถียงข้างๆ คูๆ ได้แล้ว คุณมันบ้าบริสุทธิ์” หนานอี่โยนเสื้อในมือทิ้ง “ผมหึงแล้วไง ผมเคยทำให้คุณต้องอายไหม ตอนคุณโทรมา ผมเคยไม่รับสายหรือเปล่า คุณสิ พอหึงขึ้นมาก็ระเบิดล้างโลก แบบนี้มันเอามาเทียบกันได้ที่ไหน”
“แต่ฉันไม่เคยปล่อยให้ใครถ่ายภาพจนขึ้นฮอตเสิร์ชแบบนี้ ไม่เชื่อนายก็ลองเช็กดู”
“ผมเช็กแล้ว และกล้าบอกทุกคนด้วยว่าหนานเจียเป็นพี่สาวผม คุณต่างหาก กล้าบอกสาววายที่จิ้นคุณกับสวี่ซือหรือเปล่าว่าพวกคุณสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน”
หนานอี่ฉุนขาดจนไม่ทันคิดว่าคำพูดประโยคนี้มีค่าเท่ากับการเปิดช่องให้ศัตรู
ฉินอีอวี๋กระดี๊กระด๊า “กล้าสิ! ฉันอดใจรอไม่ไหวแล้ว! ฉันจะไปเคลียร์เรื่องนี้เดี๋ยวนี้!”
แต่พอนักร้องหนุ่มลุกขึ้นจากพื้นก็ถูกฉุดกลับลงมาอย่างแรงจนล้มก้นจ้ำเบ้า
“เห็นไหม พอฉันจะเคลียร์นายก็ไม่ยอม” ฉินอีอวี๋เบะปาก “ตกลงจะเอายังไง”
“คุณเลิกพูดไม่คิดก่อน”
“คนพูดไม่คิดมีเยอะแยะ ฉือจือหยางก็เป็น หรือไม่จริง? แต่ทำไมนายถึงยอมหยวนให้เขาล่ะ”
หนานอี่โกรธจนขำ นี่จะขยายประเด็นทะเลาะกันใช่ไหม
มือเบสหนุ่มพับเสื้อผ้าต่อ “คนเราต้องคิดถึงสถานภาพของตัวเองให้มากๆ”
ฉินอีอวี๋ทำท่าขึงขัง “ตัวฉันไม่มีปัญหา”
หนานอี่ถลึงตาใส่เขาอย่างดุๆ “นี่แหละปัญหา”
เขาเพิ่งจะพูดจบก็ถูกอีกฝ่ายใช้สองมือประคองใบหน้า ฉินอีอวี๋ประทับจูบหนานอี่แบบไม่ให้โอกาสเขาได้ตั้งตัว เสียงจูบดังฟังชัด ทำเอาหนานอี่ถึงกับเหวอ
“ทำไมปากน้อยๆ ของนายนี่ถึงได้ร้ายนักนะ พูดจ้อไม่หยุด ทั้งพูดเก่งทั้งน่าจูบ”
“คุณ…”
หนานอี่เตรียมจะเอาเรื่องอีกฝ่าย แต่คิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋จะกดจูบซ้ำพร้อมทั้งโน้มตัวลงมา กดหนานอี่ไปติดโต๊ะข้างหัวเตียง แต่รอบนี้ไม่เหมือนเดิมตรงที่เขาแสดงท่าทีคุกคามอย่างหนัก ลิ้นร้อนสอดเข้าไปในโพรงปากของมือเบสหนุ่มพร้อมกลิ่นลูกอมมิ้นต์ ทั้งหวานทั้งเย็นขึ้นจมูก หมุดปากของนักร้องหนุ่มบดเบียดกับกลีบปากของหนานอี่ ปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัด เดี๋ยวสอดลึก เดี๋ยวหดตื้น ฉินอีอวี๋เลียเพดานอ่อนที่เป็นจุดอ่อนไหวของหนานอี่
“อื้อ…”
มีมือช่วยรองหลังเขาไว้ไม่ให้กดกับลิ้นชักโต๊ะหัวเตียง ฉินอีอวี๋ใช้มือข้างที่เหลือยันผนังเหมือนตีกรอบหนานอี่ไว้ในพื้นที่แคบๆ เล็กๆ อย่างแน่นหนา จุมพิตทวีความลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่หนานอี่นิ่วหน้าเพราะฉินอีอวี๋ทำรุนแรงเกินไป อีกฝ่ายก็จะอ่อนโยนกับเขามากขึ้น
สมองของหนานอี่ตีรวนสับสน ลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้มีเรื่องอะไร มือเบสหนุ่มกอดคอฉินอีอวี๋ไว้อย่างยอมจำนนแล้วโน้มตัวไปข้างหน้า เพื่อช่วงชิงอำนาจการคุมเกมในจูบนี้คืนมา
ไม่รู้ว่าพวกเขาจูบกันอยู่นานเท่าไหร่ แต่อาการหอบหายใจของทั้งคู่แรงจนเก็บทรงไม่อยู่ ความร้อนทำให้ใบหน้าแดงเรื่อ
ก๊อกๆ
จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตู แต่พวกเขายังไม่หยุดจูบกัน สองหนุ่มเอาหน้าผากชนกันขณะหายใจหอบและเอาปากแตะปากอีกฝ่ายเบาๆ
“อีอวี๋ เสี่ยวอี่ จะไปกินข้าวไหม พวกเขาบอกว่าอยากกินข้าวด้วยกัน!”
ฉินอีอวี๋ขานรับ “เอาสิ! ขอเปลี่ยนเสื้อแป๊บนึง!”
นักร้องหนุ่มกอดหนานอี่แล้วจูบลักยิ้มของเขา ก่อนจะกระซิบว่า “ที่รัก ฉันผิดไปแล้ว อย่าโกรธเลยได้ไหม”
หนานอี่ไม่พูดอะไร เขางับหมุดปากของฉินอีอวี๋แล้วดึง
ตอนสองหนุ่มเดินออกจากห้อง หนานอี่เหมือนนึกเรื่องอะไรขึ้นได้เลยพูดโพล่งว่า “คุณพูดไม่ถูก ไม่ใช่ฉือจือหยาง”
“หา?” ฉินอีอวี๋ตามไม่ทัน
หนานอี่ถลึงตาใส่ฉินอีอวี๋พลางพูดอย่างจริงจังว่า “ก็เห็นอยู่ว่าผมยอมคุณที่สุด”
* เซี่ยเหอ (Peking Union Medical College Hospital) คือโรงพยาบาลและสถาบันวิจัยทางการแพทย์ชั้นนำของจีนที่ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง ได้รับการยอมรับในด้านการเป็นผู้นำทางการแพทย์ การวิจัย และการศึกษาทางการแพทย์มานานกว่าศตวรรษ
* CSC ย่อมาจาก China Scholarship Counci เป็นทุนรัฐบาลจีนสำหรับนักศึกษาชาวจีนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศและนักศึกษาต่างชาติที่มาศึกษาต่อในประเทศจีน ครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลายด้าน เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าประกันสุขภาพ และค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยมีทั้งแบบเต็มจำนวนและบางส่วน ซึ่งมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท เอก รวมถึงหลักสูตรภาษาและวิจัย
** ภาษาจีนคำว่า ‘โม่ (默)’ ในชื่อฉีโม่ แปลว่าเงียบ
* ใส่น้ำส้มเติมน้ำมัน เป็นสำนวน หมายถึงพูดเกินจริงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงแต่งเติมเสริมเข้าไป
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.