X
    Categories: everYทดลองอ่านท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6 บทที่ 110 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6

ผู้เขียน :  จื้อฉู่ (稚楚)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

      

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ

การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม

มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

                  

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 110 แลกเปลี่ยนของขวัญ

 

หลังรู้ว่าจะมีการแข่งรอบไฟนอลอีกครั้ง แผนการท่องเที่ยวที่เหยียนจี้กับหนานอี่สู้อุตส่าห์ทำขึ้นมาด้วยความยากลำบากก็ถูกพับเก็บ ฉือจือหยางคงต้องเริ่มเขียนเพลงพร้อมทั้งฝึกซ้อมอย่างเคร่งเครียดและทุกข์ระทม ในขณะที่ฉินอีอวี๋เป็นคนเดียวที่ประหลาดใจระคนดีใจจนร้องกรี๊ด

“นายบ้าไปแล้วเหรอ” ฉือจือหยางประเคนเท้าให้เขาหนึ่งครั้ง “จะกรี๊ดทำไม…เดี๋ยวเพื่อนบ้านก็มาเคาะห้องหรอก”

ฉินอีอวี๋ที่ถูกเตะไม่โกรธเลยสักนิด เขาปลื้มอกปลื้มใจจนต้องเข้าไปกอดหนานอี่ที่กำลังซึมจากทางด้านหลังด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เรานอนที่นี่กันนะ”

เหยียนจี้เลิกคิ้ว “เรื่องนี้นายควรถามฉันไม่ใช่เหรอ”

“นั่นสิ ใครเป็นเจ้าของห้องกันแน่!” ฉือจือหยางทำหน้าเหยียด

“ไม่ใช่นายแน่นอน” ฉินอีอวี๋หันหน้าไปมองเหยียนจี้ “ได้ใช่ไหมครับ แด๊ดดี้?”

“พอมีเรื่องก็เรียกแด๊ดดี้ พอหมดเรื่องก็เรียกเสี่ยวเหยียนเหรอ” เหยียนจี้หัวเราะหึๆ ตั้งท่าจะกำชับ “อย่าลืมที่ฉันบอก…”

“ครับผม!” ฉินอีอวี๋ตะโกน “ลัทธิมังสวิรัติจงเจริญหมื่นปี!”

ฉือจือหยางไม่เข้าใจว่าพวกเขาสองคนกำลังเล่นทายคำปริศนาอะไรกัน “หา?”

ฉินอีอวี๋กอดหนานอี่จากทางด้านหลังอย่างตื่นเต้น ทำเอาแว่นตาที่อยู่บนสันจมูกมือเบสหนุ่มเกือบร่วง ทว่าเขากลับไม่พูดอะไร ถึงตาของหนานอี่จะกำลังมองดูฉินอีอวี๋อยู่ตรงนี้ แต่ในสมองกลับอัดแน่นไปด้วยคำด่าการแข่งรอบไฟนอลสมควรตายที่ดันมาทำลายแผนเที่ยวของเขา

“เสี่ยวอี่เหมือนจิตหลุดไปแล้วนะ”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันเรียกวิญญาณกลับมาเอง”

ด้วยเหตุนี้พวกเขาสี่คนเลยได้นอนค้างที่คอนโดฯ ของเหยียนจี้กันอย่างพร้อมหน้า หนานอี่ฝันว่าทุกคนได้ไปยูนนาน และเขาเหมือนจะเห็นภาพท้องฟ้ากว้างสีฟ้าคราม ถนนหนทางประดับประดาด้วยดอกศรีตรังที่บานสะพรั่งเป็นชั้นๆ ทุกอย่างถูกอาบด้วยแสงตะวันอันเรืองรองเหมือนน้ำผึ้ง

สุดถนนมีฉินอีอวี๋ที่ยืนเอามือไพล่หลัง ซ่อนดอกไม้ที่กำลังบานเต็มที่ไว้หนึ่งตะกร้าพร้อมกับรอยยิ้มร้าย

นี่เป็นฝันดีอย่างไม่ต้องสงสัย หนานอี่เลยหลับลึกอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นตลอดคืนอย่างต่อเนื่อง จนสิบโมงเช้าเขาก็ได้ยินเสียงกริ่งประตูดังแว่วเข้ามาในความฝัน ซึ่งเสียงกริ่งนั้นได้กลายเป็นเสียงกระดิ่งคล้องคอแกะที่แกว่งตัวไปมา

“อือ…” หนานอี่ยังไม่ตื่น แค่ผลักคนที่กอดเขาอยู่ให้ออกห่าง

แต่มันกลับทำให้ฉินอีอวี๋ที่กำลังหลับสนิทตื่นทันที นักร้องหนุ่มคลายอ้อมกอดอย่างว่องไว ก้าวลงจากเตียงไปสวมรองเท้าแทบไม่ทัน ก่อนจะวิ่งตรงไปที่ห้องรับแขก แต่ใครจะรู้ว่าคนที่เขาได้เจอคือเหยียนจี้ มือคีย์บอร์ดหนุ่มกำลังยืนขอบคุณพนักงานส่งของอยู่ที่หน้าประตูห้องก่อนหิ้วอาหารสดถุงใหญ่กลับเข้ามา อีกฝ่ายสบตากับฉินอีอวี๋

“ทำไมตื่นเช้าจัง” เหยียนจี้รู้สึกแปลกๆ แต่ก็หิ้วของเดินเข้าไปในครัวก่อน “มื้อเช้ากินชักชูกา* กันนะ โอเคไหม”

“อา…ฉันได้หมด” ฉินอีอวี๋มองประตูแวบหนึ่งแล้วทำท่าเซ็งๆ จากนั้นก็ล้มตัวลงบนโซฟา ไม่นานก็หลับไป

แต่ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆ เสียงกริ่งประตูจะดังขึ้นอีกครั้ง ฉินอีอวี๋ลืมตาพึ่บ ลุกขึ้นพุ่งตัวไปที่ประตูแบบอัตโนมัติ

เหยียนจี้ที่อยู่ในครัวเดินออกมาดูยิ้มๆ ก่อนกลับเข้าไปหั่นมะเขือเทศต่อ

 

หนานอี่ตื่นนอนเองอย่างหาได้ยาก มือเบสหนุ่มเหยียดตัวคลายกล้ามเนื้ออยู่ในโปงผ้าห่มจนหลังเท้าโผล่ออกมา แต่ก็คิดไม่ถึงว่าข้อเท้าข้างนั้นจะถูกมือข้างหนึ่งจับไว้ ตามมาด้วยเสียงดังจุ๊บ เมื่อจุมพิตหนึ่งประทับลงบนข้อเท้าของเขา

หนานอี่ลืมตา ยกศีรษะขึ้นมองไปที่ปลายเตียงแล้วก็เห็นว่าฉินอีอวี๋นั่งยิ้มอยู่ตรงนั้น ต่อมานักร้องหนุ่มก็เลิกผ้าห่ม มุดตัวจากปลายเตียงขึ้นมาอยู่ตรงหน้าหนานอี่ด้วยรอยยิ้มแล้วช่วยจัดผมยุ่งๆ ของเขา

“ตื่นแล้วเหรอ”

หนานอี่ปรือตาแล้วทำเสียงอืม จากนั้นก็กอดคอฉินอีอวี๋แล้วสูดกลิ่นส้มหอมสดชื่นจากตัวอีกฝ่าย

“ยังนอนไม่อิ่มอีกเหรอ จะเที่ยงแล้วนะ” ฉินอีอวี๋ใช้นิ้วสางผมให้หนานอี่อย่างเบามือ

“อืม” หนานอี่กดปลายจมูกลงบนผิวบริเวณซอกคอของฉินอีอวี๋ “ผมยังง่วงอยู่เลย”

เพิ่งจะพูดจบคำฉินอีอวี๋ก็จับขาของหนานอี่ขึ้นมาพาดเอวตัวเองแล้วช้อนต้นขาของมือเบสหนุ่มขึ้นเพื่ออุ้มเขาให้ลุกขึ้นมานั่งประจันหน้ากันอยู่ในอ้อมกอดของตน จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างดึงผ้าห่มมาห่อตัวหนานอี่ไว้

หนานอี่ยังไม่ตื่นเต็มที่เลยปรือตาอย่างมึนๆ ก่อนพูดเสียงแหบ “คุณจะทำอะไร” พูดจบเขาก็ก้มหน้าเอาปลายคางกดเข้ากับไหล่ของฉินอีอวี๋ สายตากวาดมองไปรอบห้องอย่างเลื่อนลอยก่อนหลับลงอีกครั้ง

ทว่าวินาทีต่อมาหนานอี่ก็ลืมตาขึ้นมามองกล่องของขวัญสีม่วงอมชมพูใบใหญ่ที่พิงตู้เสื้อผ้าอยู่

“นั่นอะไรน่ะ” หนานอี่ถอยออกจากอ้อมแขนของฉินอีอวี๋เพื่อมองตาเขา และชี้ไปยังกล่องที่อยู่ด้านหลังอีกฝ่าย

“ของขวัญ”

วินาทีนี้รอยยิ้มบนหน้าของฉินอีอวี๋ดูผิดไปจากเดิม แต่หนานอี่เองก็บอกไม่ได้ว่ามันไม่เหมือนเดิมที่ตรงไหน

มือเบสหนุ่มกะพริบตาช้าๆ สองครั้ง ขนตายาวดกหนาประกบกันแป๊บหนึ่ง จากนั้นหนานอี่ก็ใช้มือทั้งสองข้างวางทาบแก้มของฉินอีอวี๋เบาๆ เพื่อประคองใบหน้าของเขาไว้

“วันนี้เป็นวันพิเศษอะไร”

ฉินอีอวี๋ยิ้มพลางจับมือของหนานอี่ที่วางอยู่บนหน้าตน

“วันนี้เหรอ วันนี้ไม่ได้เป็นวันพิเศษอะไร”

“แล้วทำไมคุณถึงให้ของขวัญผม”

“เพราะฉันชอบนาย การให้ของขวัญคนที่ชอบไม่จำเป็นต้องรอวันพิเศษอะไรนี่นา”

ปากหวานไปเรื่อย

หนานอี่เห็นฉินอีอวี๋แกะมือเขาออกจากหน้าเพื่อก้าวลงจากเตียงไปหยิบกล่องของขวัญชิ้นใหญ่ชิ้นนั้นมา

กล่องใหญ่ขนาดซ่อนศพคนได้เลยนะนี่ หนานอี่คิดในใจ

“นายแกะดูสิ” ฉินอีอวี๋ยิ้มพลางส่งสายตาให้หนานอี่

ความรู้สึกของการตื่นมาแกะของขวัญทำให้หนานอี่คิดถึงวันคริสต์มาส แต่เทศกาลนั้นมันผ่านไปนานแล้ว หนานอี่ดึงริบบิ้นที่ผูกเป็นโบออกแล้วเปิดฝากล่อง ตั้งใจจะวางฝาไว้บนพื้นเตียงข้างตัว แต่มือกลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ

มือเบสหนุ่มตะลึงงัน ทุกส่วนในร่างกายพลันหยุดนิ่งเหมือนถูกกดปุ่มหยุด มีเพียงละอองน้ำในดวงตาที่รื้นขึ้นมาทำให้สองตาแดงเรื่อขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพราะสิ่งที่นอนนิ่งอยู่ในกล่องคือเบสตัวหนึ่ง

ตัวเบสเป็นสีดำด้านเหลือบสีเทาอมม่วงแบบกลิตเตอร์ สายเบสเป็นสีดำ ฟิงเกอร์บอร์ดทำจากไม้โรสวู้ด สายสะพายแบบสั่งทำสีเทาเงิน ด้านบนมีข้อความภาษาอังกฤษว่า ‘Happy New Year NY’

นี่คือเบสรุ่นลิมิเต็ดที่ควรจะถูกส่งมาให้เขาเมื่อสามปีก่อน

มีการ์ดที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหนึ่งใบสอดอยู่ระหว่างสายเบสกับฟิงเกอร์บอร์ด สีหมึกจากปากกาลูกลื่นเริ่มจาง แต่ยังมองเห็นตัวอักษรชัดเจน

 

‘สุขสันต์วันปีใหม่นะเสี่ยวอี่! น้าดีใจมากๆ ที่เธอก็ชอบดนตรีเหมือนกัน น้าคิดว่านอกจากเราจะมีสายเลือดเดียวกันแล้ว เรายังมีสายใยที่ผูกกันด้วยดนตรีอีก สำหรับอัจฉริยะอย่างเธอ เบสตัวนี้น่าจะเล่นไม่ยาก ไว้เธอหัดเล่นเบสเก่งแล้ว ลองเอาเบสตัวนี้มาเล่นกับกีตาร์ของน้าดูไหมว่ามันจะออกมาเป็นยังไง

จากน้าที่รักเธอเสมอ’

 

น้ำตาไหลหยดลงบนสายเบสเป็นเม็ดๆ เกิดเสียงแปะเบาๆ

มือที่ถือการ์ดสั่น หนานอี่หลั่งน้ำตาเงียบๆ

“อย่าร้องไห้สิ คุณน้าคงไม่อยากเห็นนายร้องไห้หรอกจริงไหม” ฉินอีอวี๋ก้มหน้าลงไปใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้หนานอี่แล้วดึงเข้ามากอด

“คุณหาเบสตัวนี้เจอได้ไง…”

ฉินอีอวี๋ตบหลังหนานอี่เบาๆ “อ๋อ มันต้องใช้เวลานิดหน่อย กว่าฉันจะติดต่อร้านขายเครื่องดนตรีที่ต่างประเทศได้ ตอนแรกเจ้าของร้านไม่ยอมขายมันให้ฉัน เขาเข้าใจว่าฉันเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ”

ความจริงเรื่องมันไม่ได้ง่ายเลย

พนักงานที่โพสต์รูปเบสลงในอินเตอร์เน็ตและเป็นคนดูแลเคสของสวีอี้คนนั้นลาออกจากร้านไปแล้ว ฉินอีอวี๋ลองส่งข้อความไปหาอีกฝ่ายแต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไร แถมพนักงานไม่ได้ให้ชื่อร้านไว้ในโพสต์ด้วย เบาะแสเดียวที่เขามีคือชื่อรุ่นของเบสตัวนั้นกับชื่อถนนที่เกิดเหตุกราดยิง แต่เนื่องจากจุดนั้นเป็นถนนสายงานศิลป์เลยมีร้านขายเครื่องดนตรีเยอะมาก ฉินอีอวี๋เลยต้องไล่ติดต่อและโทรหาร้านทั้งหมดนั่น

ใช้เวลาสองสัปดาห์เต็มๆ กว่าที่เขาจะล็อกเป้าร้านหนึ่งได้ แต่พนักงานของร้านนั้นกลับบอกว่าขายเบสตัวนั้นออกไปแล้ว เช็กสต็อกไม่เจอและไม่ยอมช่วยถามเจ้าของร้านให้ ฉินอีอวี๋เลยต้องหาวิธีติดต่อกับเจ้าของร้านเอง ซึ่งกว่าเขาจะติดต่อเจ้าของร้านได้ก็ไม่ง่ายอีกเหมือนกัน ทว่ามันก็ทำให้เขารู้ว่าความจริงว่าเจ้าของร้านเก็บเบสตัวนั้นไว้ที่บ้านของตัวเอง

ฉินอีอวี๋แสดงตัวตนและแชร์คลิปเบสที่อดีตพนักงานของร้านโพสต์ลงในโซเชียลให้เจ้าของร้านเป็นหลักฐาน เจ้าของร้านถึงยอมยกเบสที่ถูกเก็บไว้นานถึงสามปีให้เขา ฉินอีอวี๋ชำระค่าเบสส่วนที่เหลือและส่งเบสลิมิเต็ดอีดิชั่นตัวนี้ข้ามน้ำข้ามทะเลมา

 

‘หวังว่าเจ้าของเบสจะชอบ เพราะนี่ไม่ใช่เบสธรรมดา แต่เป็นเหรียญกล้าหาญของวีรบุรุษคนหนึ่ง’

 

ตอนนี้หนานอี่ได้กอดเบสตัวนี้ไว้ในอ้อมอกแล้ว เขาลูบตัวเบสอย่างทะนุถนอม ใช้นิ้วดีดสายก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้ฉินอีอวี๋

“สวยจริงๆ” ฉินอีอวี๋ลูบผมหนานอี่ “เหมือนวัดตัวนายแล้วสั่งทำเลย”

ฉินอีอวี๋พยายามระงับความรู้สึกแสบจมูกไว้ เขากอดหนานอี่ทั้งที่ยังมีเบสคั่นกลาง

“ใช้เบสตัวนี้ตอนแข่งรอบไฟนอลนะ โอเคไหม”

หนานอี่พยักหน้าอยู่ในวงแขนของฉินอีอวี๋

“โอเคครับ”

 

ตอนมื้อเที่ยงพวกเขาถกกันเรื่องเพลงที่จะใช้ในรอบไฟนอล ซึ่งความจริงมันก็ไม่มีอะไรให้เลือกเหมือนการแข่งขันรอบก่อนหน้า เนื่องจากพวกเขาไม่มีคลังเพลง และตอนนี้ฉินอีอวี๋ยังไม่ได้ลิขสิทธิ์เพลงเก่าคืน วงเดอะเกรตโมเมนต์เลยต้องเขียนเพลงขึ้นใหม่

“ฉันโทรไปถามดูแล้ว ห้องซ้อมที่ค่ายเครซี่แบนด์ยังใช้ได้ แต่มันอยู่ไกลไปหน่อย” เหยียนจี้ว่า “ถ้าจะซ้อมที่ห้องฉันก็โอเค แต่มันอาจจะรบกวนเพื่อนบ้าน”

“งั้นไปซ้อมที่มหา’ลัยฉัน!” ฉือจือหยางเสนอ “ที่คณะฉันมีห้องซ้อม เพื่อนฉันบอกว่าใกล้สอบปลายภาคเสร็จแล้ว น่าจะมีห้องซ้อมสำหรับบุคคลทั่วไปว่าง”

“งั้นบ่ายนี้เราลองไปถามดูดีไหม” เหยียนจี้เอ่ย

แต่ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆ หนานอี่จะพูดโพล่งขึ้นว่า “พรุ่งนี้ดีกว่า วันนี้ผมติดธุระนิดหน่อย”

 

ตอนล้างจานฉินอีอวี๋ระงับความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่อยู่ ต้องยื่นหน้าไปถามหนานอี่ว่า “นายยังมีธุระอะไรอีกเหรอ”

หนานอี่ล้างชามที่มีฟองฟอดใบสุดท้ายเสร็จก็เช็ดมือให้แห้งก่อนหันมามองอีกฝ่าย ตาเขาหายแดงกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมแล้ว มือเบสหนุ่มโค้งมุมปากเป็นรอยยิ้ม

“ก่อนหน้านี้ผมตั้งใจว่าจะเจียดเวลาพาคุณไปที่หนึ่ง แต่หาจังหวะเหมาะๆ ไม่ได้ จู่ๆ ผมก็คิดว่าถ้าเป็นวันนี้น่าจะดีมาก”

นั่นทำให้ฉินอีอวี๋ยิ่งอยากรู้มากกว่าเดิม “ที่ไหนเหรอ”

“ไปถึงแล้วคุณก็จะรู้”

 

เนื่องจากเป็นช่วงใกล้สิ้นปี ทุกที่ในเมืองปักกิ่งช่วงฤดูหนาวจึงประดับโคมแดง เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นสิริมงคล สถานที่ที่หนานอี่บอกอยู่ห่างจากคอนโดฯ ของเหยียนจี้ไปไม่ไกล หนานอี่เลยพาฉินอีอวี๋ซ้อนมอเตอร์ไซค์ผ่านทางหลวงอันคับคั่งกับถนนใหญ่อันจอแจไปจอดที่ประตูหลังของคอนโดฯ เล็กๆ แห่งหนึ่งในเขตไห่เตี้ยน

พอจอดรถเสร็จมือเบสหนุ่มก็พาฉินอีอวี๋เดินเข้าไปในคอนโดฯ อ้อมป่าผืนเล็กที่ให้ฟีลย้อนยุคเข้าไปในอาคารหลังหนึ่ง

ตอนเดินขึ้นบันไดฉินอีอวี๋เอ่ยถามปัญหาที่เขาถามหนานอี่ไปไม่ต่ำกว่าห้ารอบอีกครั้งว่า “นี่เรากำลังจะไปไหน”

หนานอี่ที่เดินนำหน้าหยุดเท้า ทำเอาฉินอีอวี๋เกือบชนหลังเขา

มือเบสหนุ่มหมุนตัวครึ่งรอบมาตอบว่า “บ้านผม”

“หา?” ฉินอีอวี๋อึ้งไปหนึ่งวินาที ไม่รู้ทำไมคอถึงแดงก่ำ มีอาการประหวั่นลนลานขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “อะไรนะ บ้านนาย? จู่ๆ ก็จะให้ไปเจอพ่อแม่แบบปุบปับอย่างนี้เหรอ”

ฉินอีอวี๋ดึงสองมือที่ซุกไว้ในกระเป๋าออกมาอย่างลนๆ นักร้องหนุ่มก้มมองมือของตัวเองแวบหนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นทันที “ทำไมนายถึงไม่บอกฉันก่อน ฉันไม่ได้เอาอะไรมาเลย มือเปล่าไปเจอพ่อแม่นายแบบนี้มันไม่โอเคนะ รอเดี๋ยว นายอย่าเพิ่งขึ้นห้อง รอฉันแป๊บนึง…”

พูดจบฉินอีอวี๋ก็หมุนตัววิ่งลงบันได

“คุณจะไปไหน” หนานอี่ขำ

“ไปซื้อของจากซูเปอร์ฯ ตรงข้ามคอนโดฯ พวกนมหรือกระเช้าผลไม้ จริงสิ พ่อนายดื่มเหล้าหรือเปล่า แม่นายชอบ…”

“พ่อแม่ผมไม่อยู่” หนานอี่เอนตัวพิงราวบันได ส่งยิ้มมาให้ฉินอีอวี๋อย่างสบายๆ

ฉินอีอวี๋ที่วิ่งลงบันไดไปตึงตังแหงนหน้าขึ้นมากะพริบตาปริบๆ

“หา? อ้าว…แล้วเรื่องมันเป็นมายังไง” ฉินอีอวี๋เดินกลับมา อารมณ์แตกตื่นบนใบหน้าหายไปครึ่งหนึ่ง รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นร้ายกาจ “อ๋อ ฉันเข้าใจแล้ว นายตั้งใจพาฉันมาเล่นผีผ้าห่มตอนพวกคุณอาไม่อยู่ล่ะสิ เจ้าตัวแสบ…”

“คุณคิดอะไรอยู่น่ะ” หนานอี่ยิ้ม ก่อนยืดตัวยืนตรง รอให้ฉินอีอวี๋เดินขึ้นมาถึงตัวเขาแล้วถึงค่อยเดินขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งพร้อมกัน ก่อนที่มือเบสหนุ่มจะหยิบกุญแจออกมาเปิดประตู

“นี่เป็นคอนโดฯ เก่าของครอบครัวผม ชั้นล่างเป็นห้องคุณย่าของฉือจือหยาง”

พื้นที่คอนโดฯ กว้างมาก ไม่มีโถงหน้า พอเข้าห้องไปก็เจอหน้าต่างที่เป็นกระจกบานใหญ่กับห้องรับแขก แดดอุ่นๆ ในฤดูหนาวส่องเข้ามาเต็มห้อง มีกลิ่นอับจางๆ ในอากาศ ทุกจุดมีรูปถ่ายให้เห็น มีโซฟาผ้า มีภาพครอบครัวที่แขวนไว้เหนือโซฟา มีตู้หนังสือขนาดใหญ่เรียงเป็นแถว มีโล่รางวัลสีซีด…

ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่าที่ใช้เก็บรักษาเรื่องราวในวัยเยาว์ของคนรักของเขา

ฉินอีอวี๋เดินไปหยุดที่มุมผนังแล้วก้มตัวลง พบว่าบนผนังด้านนี้มีเส้นสีเหลืองเป็นขีดสั้นๆ จำนวนมาก ข้างๆ มีรอยปากกาเขียนว่า ‘เสี่ยวอี่อายุ xx ขวบ’ ฉินอีอวี๋ยิ้ม ใช้มือวัดระดับความสูงของเส้นสีเหลืองเล็กๆ จากพื้น จากนั้นก็ลากมือยาวไปในอากาศแล้วมาหยุดอยู่ที่เอวของหนานอี่…

ที่ตอนนี้…โตขนาดนี้แล้ว

“หนูน้อยของเราตัวสูงขึ้นเยอะเลย” นักร้องหนุ่มยืดตัวตรง กอดหนานอี่พร้อมตบหลังเขา “เก่งจริงๆ”

หนานอี่ขำการกระเซ้าเย้าแหย่ของเขา แต่ก็รู้สึกตงิดอยู่นิดๆ เพราะการที่ฉินอีอวี๋ทำแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนเวลาเจอเครือญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวตัวเอง

จนกระทั่งฉินอีอวี๋เดินไปนั่งที่โซฟาภายในห้องรับแขก หนานอี่ถึงค่อยมารู้สึกคุ้นตาเอาทีหลัง มือเบสหนุ่มเดินไปที่ข้างหน้าต่างแล้วหมุนตัวหันหลังให้หน้าต่าง โดยหันหน้ามามองห้องรับแขก ชั่วพริบตานั้นภาพเบื้องหน้าก็ซ้อนทับกับภาพที่เขาคุ้นเคย

ที่แท้ตำแหน่งนี้ก็คือจุดที่คุณน้าถ่ายคลิป

ลำแสงที่ทอดเข้ามาในห้องตอนนี้เหมือนกับตอนนั้นมาก ราวกับเขาได้ย้อนเวลากลับไป และมันทำให้หนานอี่อดกลัวไม่ได้ว่าในวินาทีถัดไปสวีอี้ในวัยหนุ่มจะอุ้มหนานอี่ในวัยเยาว์เดินเข้ามาจากระเบียง แล้วพออีกฝ่ายวางหลานชายไว้บนโซฟาเสร็จก็จะเริ่มเล่นกีตาร์

ที่แท้ความทรงจำก็เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวัตถุและพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

“ก่อนย้ายที่เรียน ผมพักอยู่ที่นี่” หนานอี่พูดเบาๆ

“ครอบครัวนายไม่ได้ขายคอนโดฯ นี้เหรอ”

“อืม แม่ผมทำใจไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นห้องที่เราอยู่กับคุณยายและคุณน้า หลังแต่งงานแม่ผมไม่ได้ย้ายออก ผมก็เกิดที่นี่เหมือนกัน”

ถ้าขายคอนโดฯ นี้ พวกเขาก็จะไม่เหลือร่องรอยของคุณน้ากับคุณยายอีกต่อไป

ทุกจุดในห้องรับแขกมีภาพถ่าย ฉินอีอวี๋จึงไล่ดูภาพถ่ายแต่ละใบอย่างละเอียด

“นายไม่ชอบยิ้มมาตั้งแต่เด็กจริงๆ”

รูปใหญ่ที่สุดเป็นรูปครอบครัวที่แขวนไว้กลางผนังห้องรับแขก ทุกคนในภาพมีรอยยิ้ม ยกเว้นหนานอี่ที่ถูกคุณยายอุ้มไว้ ตอนนั้นเขายังเป็นเด็กน้อยตัวขาวอวบอ้วนเหมือนก้อนแป้งโมจิ

“ฉันชอบห้องนายนะ” ฉินอีอวี๋หันไปมองหนานอี่ “แค่เห็นเฟอร์นิเจอร์ การตกแต่งกับรูปถ่ายก็รู้แล้วว่าครอบครัวนายมีความสุขกันมาก”

หนานอี่ยิ้มจางๆ ยอมให้ฉินอีอวี๋โอบไหล่ “งั้นคุณก็มาบ่อยๆ สิ”

“ได้เหรอ ในฐานะอะไร”

“ในฐานะ…” หนานอี่ยิ้ม “ลูกสิงโตที่ผมเลี้ยงไว้”

ฉินอีอวี๋ชะงักไปหนึ่งวินาทีแล้วหลุดขำ “นายนี่มันขี้เหน็บจริงๆ”

เรือนผมสีน้ำตาลอมส้มเป็นลอนโดนแดดเป็นประกายฟูฟ่อง ฉินอีอวี๋ยิ้มสดใส ดูเหมือนลูกสิงโตจริงๆ

หนานอี่จับข้อมือเขาพาเดินไปที่ระเบียง

“จะไปไหนเหรอครับ นายน้อย”

“ห้องผม”

บนประตูทุกบานในคอนโดฯ เล็กๆ ที่แสนอบอุ่นแห่งนี้จะมีแผ่นป้ายที่ทำจากไม้แขวนไว้ ซึ่งบนประตูห้องของหนานอี่เขียนคำว่า ‘เสี่ยวอี่’ และมีรูปหัวใจเล็กๆ หนึ่งดวง

หนานอี่จับคันโยกประตูเตรียมจะเปิด แต่ก็พลันหยุดชะงัก ก่อนจะหันมาดึงผ้าพันคอที่พันอยู่บนคอฉินอีอวี๋ขึ้นมาปิดตาเขาไว้

“ไม่นะ ต้องปิดตากันด้วยเหรอ” ฉินอีอวี๋พูดเจื้อยแจ้ว “นายคงไม่เล่นอะไรพิเรนทร์ที่นี่ใช่ไหม มันเสี่ยงเกินไปนะ”

ในความมืดฉินอีอวี๋ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของหนานอี่แต่ไม่มีคำตอบ จากนั้นก็มีเสียงดังแกร๊ก ก่อนที่ประตูจะเปิดออก

หนานอี่จูงฉินอีอวี๋เดินเข้าไปในห้องสองสามก้าวแล้วหยุด

“โอเค”

นิ้วที่เย็นนิดๆ ของหนานอี่แตะแก้มของเขาเพื่อดึงผ้าพันคอที่ปิดตาฉินอีอวี๋อยู่ออกอย่างเบามือ

เมื่อสายตากลับมาพบแสงสว่างอีกครั้ง ฉินอีอวี๋ก็หยีตาตามสัญชาตญาณ ภาพทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือความอัศจรรย์ใจอย่างรุนแรงที่ผุดพุ่งขึ้นมาจากหัวใจของเขากับเซอร์ไพรส์ที่คาดไม่ถึง

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าฉินอีอวี๋คือตู้เก็บเครื่องสายที่เป็นกระจกใสเต็มผนัง และของที่โชว์อยู่ในตู้นั้นก็เป็นเครื่องสายที่เขาคุ้นเคยอย่างที่สุด…กีตาร์

กีตาร์หลากสีแปลกตาจำนวนสิบห้าตัว

กีตาร์แต่ละตัวล้วนบรรจุความทรงจำในวัยเด็กของเขาเอาไว้ พวกมันเป็นประจักษ์พยานให้แก่ความภาคภูมิและการสูญเสียของเขา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่อยู่จุดสูงสุดหรือต่ำสุด นอกเหนือจากสิ่งเหล่านั้นที่ไม่อาจพาติดตัวไปได้แล้ว กีตาร์สิบห้าตัวนี้ระเหเร่ร่อนตามเขาไปทั่วหลังเกิดเรื่องขึ้นกับครอบครัวเขา แต่เพราะความอัตคัดขัดสนทำให้เขาต้องทยอยขายมันออกไป ทำให้พวกมันหายวับไปจากชีวิตของเขา

สวรรค์…ทำไมถึงมีวันที่เขาได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาแบบนี้ นี่เป็นความฝันที่ฉินอีอวี๋ไม่กล้าฝันด้วยซ้ำ

ฉินอีอวี๋หันไปมองหนานอี่ หัวคิ้วย่นเข้าหากันเล็กน้อยโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว ทำให้นักร้องหนุ่มดูคล้ายเด็กน้อยที่ไม่ได้รับของขวัญมานานมากเลยงง แต่ก็ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก

“ที่แท้…นายเป็นคนซื้อกีตาร์พวกนี้ไปเหรอ”

หนานอี่สังเกตเห็นว่าเสียงของฉินอีอวี๋สั่นเลยสอดมือเข้าไปในผ้าพันคอของอีกฝ่ายแล้วลูบคอเขา

“อืม คิดถึงพวกมันไหม” มือเบสหนุ่มถามเสียงอ่อนโยน

ฉินอีอวี๋ยิ้มทั้งที่ขอบตาแดงเรื่อพลางผงกศีรษะ เขาหันหน้าไปมองตู้เก็บกีตาร์อีกครั้ง ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า

นักร้องหนุ่มไล่มองกีตาร์ไปเรื่อยๆ ทีละตัว และสุดท้ายสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่กีตาร์สีเหลืองส้มรุ่นลิมิเต็ด กีตาร์ตัวที่เขารักมากที่สุด แต่สุดท้ายกลับต้องจำใจขายออกไป

กีตาร์ตัวที่เป็นของขวัญที่แม่มอบให้เขา

“มิน่า…” ฉินอีอวี๋หัวเราะเบาๆ “มิน่าพี่เลี่ยงถึงบอกว่าคนซื้อชอบใจมาก ประมูลซื้อไปแบบไม่ถามเลยสักคำ ที่แท้ก็เป็นนาย”

เด็กคนนี้ทำเพื่อเขามามากเท่าไหร่แล้วนะ หนานอี่ทำทุกอย่างอย่างเงียบเชียบ ไม่กระโตกกระตาก ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย

ถ้าเกิดฉินอีอวี๋ปฏิเสธคำชวนเข้าวงของอีกฝ่ายและไม่ได้ผ่านเรื่องต่างๆ มาด้วยกัน หนานอี่จะแอบหอบกีตาร์เป็นคันรถแล้วแอบเอาไปวางไว้ที่หน้าประตูห้องเขาหรือเปล่า

โง่จริงๆ

“นายจะสร้างพิพิธภัณฑ์กีตาร์ของฉินอีอวี๋หรือไง” นักร้องหนุ่มสูดจมูกแล้วถามยิ้มๆ

หนานอี่ยิ้มตาม “อาจจะ”

เพื่อเก็บกีตาร์ของฉินอีอวี๋ไว้ในห้อง หนานอี่ย้ายเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ในห้องนอนออกไป เหลือไว้แต่เตียงเดี่ยวที่เขาใช้นอนมาตั้งแต่เล็กจนโต

ทุกครั้งที่รู้สึกหมดแรงเขาจะกลับมาที่คอนโดฯ เก่าแห่งนี้ กลับมาที่ห้องนี้ ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง มองดูกีตาร์ของฉินอีอวี๋จนผล็อยหลับไป

ฉินอีอวี๋เลื่อนบานกระจก หยิบกีตาร์ตัวหนึ่งออกมาดู

“อย่างกับของใหม่”

“เวลานอนไม่หลับผมจะช่วยคุณดูแลรักษาพวกมัน ไล่ทำไปทีละตัว”

หนานอี่มีความสุขกับช่วงเวลาแบบนั้นมาก เขาจะวางคอกีตาร์ไว้บนหมอน ใช้สก็อตช์เทปแปะแต่ละช่องดูแลรักษาฟิงเกอร์บอร์ดแล้วใช้น้ำยาขัดเงาเช็ด รวมถึงทาน้ำมันอย่างละเอียดลออด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เหมือนกับแปรงขนอาบน้ำให้ลูกแมว

เหมือน…ดูแลฉินอีอวี๋

* ชักชูกา (Shakshuka) คืออาหารประเภทไข่ในซอสมะเขือเทศรสเข้มข้น นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า มีต้นกำเนิดจากแอฟริกาเหนือแต่เป็นที่นิยมอย่างมากในตะวันออกกลาง ส่วนผสมหลักคือมะเขือเทศ พริก หอมใหญ่ และเครื่องเทศต่างๆ มักเสิร์ฟพร้อมขนมปัง

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: