X
    Categories: เรื่องเด่นวันนี้

ทดลองอ่าน มีมของคุณดูดีกว่าตัวจริงอีกนะ เล่ม 1 บทที่ 10-12 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 3

ทดลองอ่านเรื่อง มีมของคุณดูดีกว่าตัวจริงอีกนะ เล่ม 1

ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว (毛球球)

แปลโดย : ซิ่งหลัน

ผลงานเรื่อง : 你的表情包比本人好看 (Ni De Biao Qing Bao Bi Ben Ren Hao Kan)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

นื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับบาดแผลทางใจในวัยเด็ก

ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

และอาการป่วยทางจิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ  

                 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 10

อยากมีเรื่องเหรอ

 

“ออกไปกันเถอะ รถอยู่ด้านล่างตึกนี่เอง ฉืออวิ๋นไคตรงไปที่นั่นจากงานแฟนมีตติ้งก่อนแล้ว” ฟู่จื่อถือมือถือเอาไว้แล้วพูดขึ้น

กู้เว่ยเพิ่งโพสต์โมเมนต์วีแชตเสร็จ ยังไม่ทันหายตกใจก็ต้องพยักหน้ารับคำด้วยสติที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จากนั้นก็ตามคนในวงมาขึ้นรถตู้ที่รออยู่ใต้ตึก

กู้เว่ยตั้งใจให้สมาชิกในวงไปดูโมเมนต์วีแชตของตัวเอง จึงเป็นฝ่ายพูดถึงเจียงสวินขึ้นมา

“เจียงสวินเป็นคนยังไงเหรอ” เขาถาม

“ตอนนี้รู้สึกสนใจแล้ว?” ฟู่จื่อหัวหน้าวงพูดยิ้มๆ “เมื่อกี้ตอนที่พวกเราคุยกันเห็นนายเอาแต่ไถมือถือ”

กู้เว่ยพยักหน้า

“เจียงสวินพิเศษมาก” ฟู่จื่อพูด “เดิมทีเขาควรเข้าวงการบันเทิง มีงานมากมายรอเขาอยู่เลยล่ะ แต่เขาไม่เอา”

“วงการบันเทิง?” กู้เว่ยงุนงง “เขาเกี่ยวข้องยังไงกับวงการบันเทิงเหรอ”

“นายดูน้องชายของเขาก็รู้แล้ว งานของเจียงอิ่งเยอะขนาดนั้น เบื้องหลังต้องมีคนสนับสนุนอยู่แน่นอน” ฟู่จื่อบอก “นายรู้จักเจียงเจิงใช่ไหม นั่นน่ะราชาภาพยนตร์เลยนะ พวกเราเติบโตมากับการดูผลงานของเขา เขาเป็นพ่อของเจียงสวินน่ะ เห็นว่ามีหุ้นส่วนในบริษัทประเภทสื่อและภาพยนตร์มากกว่าสิบแห่งเลย ขอแค่เจียงสวินกับเจียงอิ่งไม่ทำผิดกฎเกณฑ์จนใหญ่โตก็สามารถอยู่ในวงการบันเทิงได้อย่างราบรื่นไปตลอดชีวิต”

“วันนั้นที่เจียงสวินออกมากดไลค์ แอ็กปั่นที่ใส่ร้ายนายเลยหายเข้ากลีบเมฆกันหมด”

กู้เว่ย “…”

ถ้าอย่างนั้น…นี่ก็คือมีมที่ไม่สามารถล่วงเกินได้

“ดูนี่สิ” ลั่วเฉินเซวียนยื่นโทรศัพท์มา “ผลงานของเจียงสวินตอนเด็ก”

กู้เว่ยเขยิบเข้าไปดูคลิปที่ลั่วเฉินเซวียนเปิดให้เขา นี่เป็นคลิปที่ตัดมาจากในละคร เวลานั้นมีมตัวน้อยอายุเพียงสิบเอ็ดสิบสอง อีกฝ่ายแสดงเป็นฮ่องเต้วัยเด็ก สวมชุดฮ่องเต้ที่ตัดมาพอดีตัว นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ทำสีหน้าเย็นชาใส่คนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ปัดฎีกาที่วางอยู่เต็มโต๊ะจนหล่นกระจาย

ฟู่จื่อ “ดูทักษะการแสดงสิ”

ลั่วเฉินเซวียน “ดูสายตานี้สิ”

สือซินเหยียน “ดูหน้าตานี้สิ”

กู้เว่ย “…”

แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ฝีมือการแสดงของเจียงสวินตอนเด็กดีกว่าดาราเกรดซีอย่างเขาเยอะมากจริงๆ

“นายดูใบหน้าของเขา ไม่ได้มาจากครอบครัวธรรมดานะ” ลั่วเฉินเซวียนพูด “ตอนเด็กมีผลงานที่เคยแสดงเยอะมาก เพียงแค่ช่วงต่อต้านตอนเป็นวัยรุ่น เขาดันเลือกไปเล่นเกมน่ะ”

“แล้วงี้…คนในครอบครัวของเขาไม่คัดค้านเหรอ” กู้เว่ยถาม

“คัดค้านสิ” ฟู่จื่อบอก “คัดค้านแน่นอน เพราะต้องเสียต้นกล้าชั้นดีขนาดนี้ไปให้กับกีฬาอีสปอร์ต มีคนตั้งมากมายที่เดินบนเส้นทางนี้ด้วยความยากลำบาก มีคนเยอะแค่ไหนที่เล่นจนเลิกเล่นแล้วก็ยังไม่มีชื่อเสียง ได้ยินว่าแม่ของเขายังพอโอเค แต่พ่อของเขาเจียงเจิงที่เป็นราชาภาพยนตร์น่ะโมโห คัดค้านหัวชนฝาด้วย ตอนนั้นมีสื่อเยอะมากที่ขุดคุ้ยเรื่องนี้ บอกว่าราชาภาพยนตร์เลี้ยงลูกชายไม่เอาถ่าน แต่หลายปีผ่านไปเจียงสวินค่อยๆ ประสบความสำเร็จ เสียงวิจารณ์พวกนี้เลยหายไป”

ลั่วเฉินเซวียนเห็นด้วย “ตอนแรกมีคนเยอะมากที่บอกว่าเจียงสวินใช้ชีวิตอย่างไม่มีสติ แต่ความจริงเขารู้ตัวดีที่สุดว่าตัวเองต้องการอะไร”

กู้เว่ยเข้าใจแล้ว นี่คือมีมที่มีเรื่องราวความดื้อรั้นคนหนึ่ง

นอกจากนี้เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่กีฬาอีสปอร์ตยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ย่อมมีคนจำนวนมากคิดว่าเป็นสิ่งไม่ได้เรื่องได้ราว ยิ่งกว่านั้นเดิมทีเจียงสวินก็มีถนนกว้างใหญ่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า ทว่าเขากลับยืนกรานที่จะบุกเบิกทางเดินรกชัฏ

เจียงสวินสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างในวันนี้ ย่อมต้องทุ่มเทพยายามโดยที่คนนอกไม่รู้อย่างแน่นอน

กู้เว่ยพลันมีความคิดผุดขึ้นมาว่าเจียงสวินก็ไม่เลวเหมือนกัน

ก่อนหน้านี้เป็นเพียงความเข้าใจผิด แค่อธิบายให้กระจ่างในวีแชตก็ได้แล้ว ทำไมต้องต่อว่าคนเขาในโมเมนต์ด้วย

กู้เว่ยรู้สึกผิดนิดๆ

เขาหยิบมือถือขึ้นมา ตัดสินใจว่าจะลบรูปที่ด่าทั้งหมดเก้ารูปเมื่อกี้

แต่ยังไม่ทันกดเปิดหน้าจอ ฟู่จื่อที่อยู่ด้านข้างก็ยื่นโทรศัพท์มา “ฉืออวิ๋นไคโดดงานไปเล่นกับหมาแล้ว ฮัสกี้เยอะมากเลย ไว้วันไหนพวกเราไปด้วยกันนะ”

ฉืออวิ๋นไคถ่ายเซลฟี่ท่ามกลางฝูงหมาฮัสกี้แล้วโพสต์ลงโมเมนต์วีแชต

เวลาที่โพสต์คือ 12.59 น.

กู้เว่ยรับมือถือของหัวหน้าวงมาแล้วเลื่อนขึ้นไปด้านบน จากนั้นเลื่อนลงมาด้านล่าง แต่กลับไม่เห็นโพสต์นั้นของตัวเอง

เวลาที่เขาโพสต์คือ 13.30 น. ถ้าช่วงเวลานี้ไม่มีคนอื่นโพสต์ งั้นโพสต์นั้นของเขาก็ควรจะอยู่ด้านบนหมาฝูงนี้ของฉืออวิ๋นไคสิ

แต่ในโทรศัพท์ของฟู่จื่อ โพสต์ใหม่ล่าสุดมีแค่หมาที่เรียงเป็นแถวนั่น

กองทัพมีมของเขาไม่ได้ปรากฏออกมา

กู้เว่ยถามขึ้น “พี่เลิกเป็นเพื่อนกับผมเหรอ”

ฟู่จื่อ “??? เปล่านะ”

กู้เว่ยมือสั่น หยิบมือถือขึ้นมาเปิดวีแชต เข้าไปในโมเมนต์ แล้วก็เห็นโพสต์นั้นที่ตัวเองเพิ่งลงไปก่อนหน้านี้ไม่นาน

ไม่มีปัญหานี่นา

โพสต์ไปแล้ว

“นายโพสต์อะไร” สือซินเหยียนถาม “พี่ก็ไม่เห็นเหมือนกัน”

กู้เว่ยรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาทันที

ภายใต้ลางสังหรณ์แบบนี้ที่แผ่ปกคลุม เขาจำใจกัดฟันกดเปิดไอคอนรูปคนสองคนที่อยู่ด้านล่างรูปเคลื่อนไหว

ในรายชื่อเพื่อนที่สามารถเห็นภาพได้ มีรูปโพรไฟล์ปิกะจูที่แสนคุ้นเคยอยู่

นอกเหนือจากนี้แล้วก็ไม่มีคนอื่นอีก

กู้เว่ย “!!!”

ดูเหมือนเขาจะทำเรื่องย่ำแย่อีกแล้ว

เดิมทีกู้เว่ยต้องการซ่อนโพสต์ไม่ให้เจียงสวินเห็น แต่ตอนนั้นเขาลนลานเกินไปหน่อย สุดท้ายเลยกลายเป็นตั้งค่าให้เจียงสวินเห็นโพสต์นี้คนเดียว

กู้เว่ยรีบกดลบโพสต์มือเป็นระวิง มองมีมเก้ารูปนั้นหายไปจากสายตาของตัวเองแล้วถึงค่อยโล่งอก

ยังดีที่ลบไว มีมตัวจริงน่าจะยังไม่เห็น

ไม่งั้นใครจะอดทนไหวอยู่อีก…

ในเวลานี้เองโทรศัพท์ของเขาก็สั่นครืด มีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ

 

แสนโวลต์ [รูปแคป] หลักฐาน

 

กู้เว่ย “…”

แย่แล้ว

เขากอดความหวังสุดท้าย ยกมือขวาขึ้นมาปิดตา มองข้อความใหม่ที่เจียงสวินกำลังส่งมาผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วมือ

 

แสนโวลต์ เด็กน้อยกู้ อยากมีเรื่องเหรอ

แสนโวลต์ เหมารายปีแล้วกัน ฉันทนรอไม่ไหว อยากสั่งสอนนายเต็มทีแล้ว

บทที่ 11

ผมชอบเห็นแฟนคลับข่มกันมากที่สุดแล้ว

 

รถจอดอยู่ด้านล่างอาคารใหญ่ของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ในเมือง H มีแฟนคลับมามุงอยู่ที่นี่ไม่น้อย พวกเขาถือป้ายเชียร์สโลแกนต่างๆ อยู่ในมือ บางอันก็เป็นรูปวาดจิบิของทั้งห้าคนพร้อมกับแปะชื่อวง T.ATW ไว้ด้วย บางอันก็เป็นชื่อไอดอลที่ตัวเองชอบไปเลย

“เว่ยเว่ยมองทางนี้” พวกสาวๆ อายุยี่สิบกว่าชูโทรศัพท์ตะโกนมาทางกู้เว่ย

กู้เว่ยได้ยินเสียงจึงถอดแว่นกันแดดออก แล้วส่งยิ้มให้พวกแฟนคลับของตัวเอง “ระวังความปลอดภัยกันด้วยนะครับ”

“โอเค น้องชายวางใจได้เลย” แฟนคลับของด้อมกู้เว่ยเปิดทางให้อย่างมีมารยาทมาก

“กู้เว่ยแสนดีขนาดนี้ ทำไมถึงยังมีคนคิดใส่ร้ายเขาได้อีก” สาวน้อยคนหนึ่งที่สวมกางเกงยีนขาสั้นชูแท่งไฟเชียร์กู้เว่ยพูดกับเพื่อนที่อยู่ด้านข้าง

“หลับหูหลับตาด่าน่ะสิ” คนข้างๆ พูดอย่างโมโหเช่นกัน “มีคนทนไม่ได้ที่กู้เว่ยดัง”

 

พอลงจากรถ กู้เว่ยก็ถูกส่งไปแต่งหน้าทำผมและซ้อมการแสดง ไม่มีเวลามาดูมือถืออีก ช่างตรงใจเขาที่กำลังอยากหนีอยู่พอดี

กู้เว่ยมองตัวเองในกระจกแล้วพูดพึมพำ “ถ้ามีมโกรธขึ้นมา คงไม่ได้คิดจะกัดคนหรอกนะ”

“น้องชาย ใครจะกัดคุณเหรอ” ช่างแต่งหน้าได้ยินที่เขางึมงำเลยหัวเราะขำ

กู้เว่ยส่ายหน้า “เปล่าครับ”

“เป็นไง คิดว่าหล่อแล้วหรือยัง” ช่างแต่งหน้าตบบ่าของกู้เว่ยเพื่อให้เขามองคนในกระจก

“สีผม…อ่อนเกินไปหรือเปล่านะครับ” กู้เว่ยไม่แน่ใจ

“ไม่อ่อนนะ แบบนี้ล่ะสีเด่นดี ในวงของพวกคุณมีแค่คุณที่เอาสีนี้อยู่ รับรองว่าคืนนี้ตะลึงกันทั้งงาน” ช่างแต่งหน้ามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

จังหวะนั้นสายตาของกู้เว่ยมองผ่านตัวเองในกระจก ไปหยุดลงบนตัวของคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงประตู

เขาเห็นคู่แข่ง

คู่แข่งมาถึงแล้วเหมือนกัน อีกฝ่ายเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย กำลังยืนอยู่หน้าประตูจ้องมองมาที่เส้นผมย้อมสีใหม่ของเขา

กู้เว่ย “…”

เขาใจฝ่อนิดหน่อยเพราะเมื่อกลางวันเพิ่งด่าพี่ชายของคู่แข่งไป

โชคดีที่เจียงสวินมาปรากฏตัวตรงนี้ไม่ได้ และความคิดนี้ทำให้เขาสบายใจขึ้นเล็กน้อย

 

เนื่องจาก T.ATW เป็นวงระดับท็อป จึงถูกจัดให้ขึ้นแสดงเกือบลำดับสุดท้าย หลังจากพิธีกรประกาศเสร็จ ไฟภายในงานก็ค่อยๆ ดับลง มีเสียงตะโกนและเสียงกรี๊ดของคนดูแถวหน้าดังขึ้นท่ามกลางความมืด

เมื่อเวทีสว่างขึ้นอีกครั้ง บนนั้นก็มีคนยืนอยู่ห้าคน แต่ละคนต่างสวมเสื้อคลุมสีดำตัวโคร่ง โดยเสื้อผ้าของทุกคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน แสงไฟค่อยๆ สว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ ส่องลงบนใบหน้าของทุกคนบนเวที

ป้ายไฟของทั้งห้าคนและแบนเนอร์วง T.ATW ขยับโยกพร้อมกัน ส่ายไหวจนกลายเป็นทะเลแสงไฟ

เมื่อวงระดับท็อปขึ้นแสดง แสงไฟจึงโฟกัสไปยังบนเวทีทันที กระตุ้นบรรยากาศทั่วทั้งงานให้สนุกสนานคึกคักขึ้นมาฉับพลัน

นี่เป็นเพลงใหม่ของวงพวกเขาที่ลั่วเฉินเซวียนเป็นคนแต่ง กู้เว่ยเป็นคนออกแบบท่าเต้น สไตล์การร้องเต้นจะไม่ได้เท่สง่าอย่างเมื่อก่อน แต่ค่อนไปทางแปลกใหม่มีลูกเล่น ทุกคนเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองตามจังหวะท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับ

ดนตรีเร่งจังหวะเร็วขึ้นกะทันหัน ท่าเต้นกลายเป็นยากขึ้น กู้เว่ยเปลี่ยนมาอยู่ตำแหน่งเซ็นเตอร์ เขาสะบัดฮู้ดบนชุดออก โชว์บทบาทการเป็นนักเต้นหลักของตัวเอง กล้องภายในงานโฟกัสมาที่ตัวกู้เว่ยอย่างพร้อมเพรียง ภายใต้แสงไฟเขาส่งยิ้มให้กล้องโดยที่สเต็ปการเต้นไม่เกิดการสับสนแม้แต่น้อย เขาขยับมือทั้งสองข้างทำท่ามินิฮาร์ตไปทางด้านล่างเวที

มีแฟนคลับแถวหน้ากุมหน้าอก ตะโกนว่า “คุณนักเต้นหลักคนเก่งมาเต้นอยู่ตรงหน้าฉันเลย!!”

“น้องชายเต้นได้เจ๋งสุดๆ!!”

“กู้เว่ยฉันรักคุณ!!!”

 

จังหวะที่เจียงสวินเดินผ่านด้านหลังเวทีนั้นได้เห็นกู้เว่ยทำท่ามินิฮาร์ตจากหน้าจอใหญ่หลังเวทีพอดี รวมถึงได้ยินเสียงตะโกนของแฟนคลับด้วย

กู้เว่ยย้อมผมเป็นสีชมพูอ่อนแตกต่างจากคราวที่แล้วที่ได้เจอ และเจียงสวินต้องยอมรับเลยว่าสีผมที่ไม่เหมาะกับคนส่วนใหญ่นี้กลับขับเน้นสีผิวของกู้เว่ยได้เป็นอย่างดี

เด็กน้อยด่าคนได้เป็นเอกลักษณ์ ทว่าหน้าตาก็ดูดีโดดเด่นมากเช่นกัน

นอกจากนี้ทักษะการร้องเพลงยังดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย

“ดูอะไรอยู่” ซ่งจิ้งซีมองตามสายตาของเจียงสวิน ซึ่งเธอจำกู้เว่ยที่อยู่บนจอได้ “พวกลูกคุยกันหรือยัง ตอนอยู่บนเวทีเด็กคนนี้ดูต่างจากตอนปกติจริงๆ”

เจียงสวินเองก็เข้าใจในคำพูดดังกล่าวอย่างลึกซึ้ง

“พวกแม่มาได้ยังไง” เจียงอิ่งเพิ่งลงจากเวที ยังไม่ทันได้เช็ดเครื่องสำอางออกก็รีบมาดูการแสดงของคู่แข่งตรงหน้าจอบริเวณหลังเวที “วงของพวกเขามีกระแส แต่ถ้าเทียบความนิยมส่วนตัวแล้วล่ะก็ กู้เว่ยสู้ผมไม่ได้หรอก”

เจียงอิ่งพูดได้สมกับที่เป็นคู่แข่งของกู้เว่ยจริงๆ

“ครั้งหน้าผมย้อมผมสีนี้บ้างแล้วกัน” เจียงอิ่งชูรูปของกู้เว่ยที่ยังไม่ได้ผ่านการแต่งซึ่งเขาเพิ่งเลื่อนเจอแล้วพูดว่า “แฟนคลับของเราสองคนต้องเอาพวกเรามาเทียบกันแน่นอน ผมชอบเห็นแฟนคลับข่มกันมากที่สุดแล้ว”

“นายเป็นไอดอล จะมารู้จักวิธีการทะเลาะกันของแฟนคลับมากมายไปทำไม” เจียงสวินพูดอย่างไม่ชอบใจ

“ก็จะได้เหยียบคู่แข่งเอาไว้ตลอดเวลาไง” เจียงอิ่งบอก “ถ้ากู้เว่ยยังไม่หมดความนิยม ผมก็ไม่มีวันที่จะสบายใจ”

แต่ไหนแต่ไรมาเจียงอิ่งก็เป็นคนใจร้อนไม่เคยเปลี่ยน อีกทั้งกว่าจะเจอคู่แข่งสักคนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้เขาจริงจังกับการจิกกัดอีกฝ่ายมากกว่าการถ่ายละครเสียอีก

“แม่มีธุระกับผู้กำกับจางเลยเรียกพี่ชายของลูกมาด้วย” ซ่งจิ้งซีพูด “กว่าพี่ของลูกจะมาจากสโมสร แม่ก็คุยกับผู้กำกับจางเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

“มีธุระอะไรเหรอครับ” เจียงสวินถาม

“รายการวาไรตี้น่ะ” ซ่งจิ้งซีบอก “อาจางตั้งใจจะทำรายการเรียลลิตี้ แต่เขาหมดเงินทุนไปกับสถานที่แล้ว หลังจากเชิญแขกรับเชิญสี่คน เขาก็เชิญแขกคนที่ห้าไม่ไหว เลยอยากให้ลูกไปช่วยเสริมหน่อย คงไม่ทำให้ลูกเสียเวลามากนักหรอก ถ่ายครั้งแรกใช้เวลาประมาณยี่สิบสี่ชั่วโมง หลังจากนั้นจะถ่ายทำอีกหรือเปล่าค่อยมาตัดสินใจจากความดังของรายการอีกที”

เจียงสวินหัวเราะ “เห็นผมเป็นแรงงานฟรีนี่เอง”

ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น เพราะผู้กำกับจางเป็นเพื่อนสนิทของพ่อแม่เขา ทางรายการไม่มีทางขาดแคลนงบขนาดนั้นแน่ การที่เลือกเขานั้นส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะกระแสที่เขาเพิ่งคว้าแชมป์โลกมาได้ อีกส่วนคือในรายการเรียลลิตี้น่าจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับเกมอยู่ไม่น้อยจึงต้องการความช่วยเหลือจากเขา

นักกีฬาอีสปอร์ตรับรายการวาไรตี้น้อยมาก เพราะพวกเขาอยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตีอยู่ตลอด แม้แฟนคลับจะตะโกนว่า XX เก่งมาก แต่ความจริงแล้วเหล่าแฟนคลับไม่ได้มีความอดทนอะไรมากนัก ถ้าภายหลังเกิดแข่งขันแพ้ขึ้นมา ชาวเน็ตก็จะโทษว่าเป็นเพราะรายการวาไรตี้

การแพ้ชนะเป็นเรื่องปกติ เพียงแค่พวกชาวเน็ตไม่ยอมรับ

แต่เจียงสวินมีสถานะพิเศษ นอกจากนี้ยังเกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ของผู้กำกับจางและพ่อแม่ของเขาด้วย เขาย่อมบอกปัดงานนี้ไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้เห็นรายชื่อแขกรับเชิญก่อนอีกด้วย

“พี่จะไปทำอะไรน่ะ” เจียงอิ่งเอ่ยทักเมื่อเห็นพี่ชายเดินไปทางด้านนอก

“ไปกันก่อนเลย” เจียงสวินโบกมือ “ในเมื่อมาถึงที่แล้ว พี่ว่าจะไปคิดบัญชีกับคู่กัดสักหน่อย”

 

ดนตรีบรรเลงจนจบ ระหว่างที่แสงไฟค่อยๆ ดับลง แท่นยกก็พาทั้งห้าคนหายลงไปแล้ว กู้เว่ยหายใจหอบเล็กน้อย เขาปิดไมค์ที่เกี่ยวไว้ตรงหูแล้วปัดผมชื้นเหงื่อปอยหนึ่งที่ปรกอยู่ตรงหน้าออก

คนที่จะขึ้นเวทีเป็นคนสุดท้ายคือราชาภาพยนตร์ท่านหนึ่ง กู้เว่ยเดินตามอยู่ด้านหลังสมาชิกวงไปยังด้านนอกทางเดิน

ความกลัดกลุ้มที่ลืมไปได้ชั่วคราวยามอยู่บนเวทีกลับมากดทับในใจของเขาอีกครั้ง

เขาควรหาโอกาสขอโทษมีมได้แล้ว

เมินมีมตลอดช่วงบ่าย ระดับความโกรธคงไม่ได้สูงขึ้นอีกหรอกนะ

จู่ๆ ประตูห้องแต่งหน้าที่อยู่ข้างทางเดินก็ถูกดึงเปิดออก แล้วมีมือข้างหนึ่งยื่นออกมาพาตัวกู้เว่ยเข้าไป

กู้เว่ย “?”

สมาชิกที่เหลือของวง T.ATW อีกสี่คนเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าสมาชิกซึ่งอายุน้อยที่สุดในวงหายตัวไปเสียแล้ว

ตัวจริงของมีมที่เขาเพิ่งโพสต์ไปเมื่อตอนกลางวันยืนอยู่ตรงหน้ากู้เว่ย อีกฝ่ายกดล็อกประตูห้องเสียงดังคลิก

“เด็กน้อยบางคนที่ขาดการอบรม” เจียงสวินพูดเสียงหนัก “จับตัวนายได้แล้ว”

กู้เว่ย “???”

กรรมตามสนองสินะ…

บทที่ 12

ภรรยา

 

ผลกรรมที่ตามมาอย่างดุดันกำลังส่ายโทรศัพท์ในมือใส่เขา “เด็กน้อยกู้ ฉันรอคำอธิบายของนายมาแปดชั่วโมงแล้ว ในเมื่อนายไม่เคลียร์ ฉันเลยต้องมาหาคำอธิบายด้วยตัวเอง”

ภายในห้องแต่งหน้าคับแคบนี้มีเพียงพวกเขาสองคน

ที่จริงกู้เว่ยไม่ได้ตัวเตี้ยเลย แต่ยังเห็นได้ชัดว่าเจียงสวินตัวสูงกว่าเขาเยอะ เวลานี้เขารับรู้ได้ถึงความกดดันเพราะทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก ประตูที่อยู่ด้านหลังถูกล็อก แถมเจียงสวินยังมายืนบังอยู่ตรงหน้า ขวางทางถอยของเขาเอาไว้ทั้งหมด

กู้เว่ยหวาดหวั่นนิดหน่อย ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเจียงสวิน ทำได้แค่เลื่อนสายตาลงไปข้างล่าง แล้วหยุดลงบนมือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวของอีกฝ่าย

มือคู่นี้สวยมากจริงๆ นิ้วมือเรียวยาว ข้อต่อกระดูกชัดเจน กู้เว่ยเป็นพวกหลงใหลมือ เขาสามารถจ้องมองมือสวยๆ ได้นานมาก

มือแบบนี้ช่างเหมาะกับกีฬาอีสปอร์ตจริงๆ

เมื่อก่อนตอนที่ตามดูการแข่งขันกับคนในวง เขาเคยเห็นภาพซูมส่วนมือของเจียงสวิน รู้ว่าเจียงสวินโด่งดังทั่วทั้งวงการอีสปอร์ตที่สามารถเคลื่อนไหวมือได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือตอนที่กู้เว่ยจดจำเจียงสวินคนนี้ได้อย่างแท้จริง และในเวลานั้นเองเขาก็เริ่มเก็บสะสมมีมแบบต่างๆ ของเจียงสวิน

“ยังใจลอยได้อีก?” เจียงสวินโบกมือตรงหน้ากู้เว่ย “เด็กน้อยกู้เว่ย นายกำลังมองตรงไหน”

สีผมอ่อนยิ่งขับสีผิวของกู้เว่ยให้ขาวมาก ขนตาของเขาก็ยาวเช่นกัน เมื่ออยู่ด้านล่างเวทีดูเหมือนเขาจะเก็บงำบุคลิกเท่ระเบิดแบบนั้นเอาไว้

กู้เว่ยนิ่งเงียบ เพียงแค่ขยับสายตาไปมา แต่ก็ยังคงหยุดอยู่บริเวณใต้ลำคอของเจียงสวินอยู่ดี

“นี่ ฉันถามนายอยู่นะ กำลังมองอะไรเนี่ย” เจียงสวินเลิกคิ้วแล้วพูดต่อว่า “นายอยากขอโทษมันมากใช่ไหม”

“ใช่แล้ว” กู้เว่ยที่มีความรู้สึกผิดต่อมีมอยู่เต็มอกพอได้ยินอีกฝ่ายพูดว่าอยากขอโทษมากจึงรีบพยักหน้าทันที แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นรอยยิ้มร้ายตรงมุมปากของเจียงสวิน ถึงค่อยรู้ตัวว่า ‘มัน’ ที่เจียงสวินพูดถึงคืออะไร

“คุณ…” กู้เว่ยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรไปชั่วขณะ “ทำไมคุณถึงเป็นคน…”

รังแกคนอีกแล้ว

“ลำบากนายแย่เลยที่ยังจำได้” เด็กน้อยโดนแกล้งง่ายจัง เจียงสวินอารมณ์ดีสุดๆ

กู้เว่ยโตมาจนถึงป่านนี้ ขนาดหนังโป๊ยังไม่ค่อยรู้จัก แล้วจะมาเป็นคู่ปรับกับจอมลามกเจียงสวินได้ที่ไหนกัน คำพูดที่เรียบเรียงเอาไว้อย่างดีเลยกระจัดกระจายหายไปหมด

ชุดสำหรับแสดงของกู้เว่ยคอเสื้อลึกมาก ตอนเต้นเขาดึงเนกไทจนคลายออก แถมคอเสื้อหลวมกว้างยังแบะอ้า เวลานี้เขาก้มหน้าอยู่ แต่จากมุมมองของเจียงสวินนั้นสามารถมองเห็นผลเชอรี่สุกสีแดงบนหน้าอกของเขาได้วับๆ แวมๆ พอดี

กู้เว่ยยังไม่ได้เช็ดเครื่องสำอางออก ดวงตากลมโตกะพริบมองไปมาอย่างระมัดระวัง บนขนตายาวสะท้อนแสงไฟยิ่งทำให้มีเสน่ห์เย้ายวนโดยไม่รู้ตัว

จู่ๆ เจียงสวินก็รู้สึกว่าการหมั้นหมายที่เกิดจากการพูดคุยกันเล่นๆ ระหว่างพ่อแม่นี้ดูเหมือนว่าจะไม่เลวเลย

เจียงสวินเป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชาย เขายอมรับอย่างเปิดเผยเลยว่ารูปร่างหน้าตาแบบกู้เว่ยตรงตามมาตรฐานในการเลือกคู่ครองของเขามาก

“กลัวฉันขนาดนี้เลย?” เจียงสวินถาม “พูดมาสิ”

“ใครกลัวคุณกัน” กู้เว่ยทำท่าทางไม่พอใจ ทว่ากลับเลื่อนสายตาไปมาจนทั่วโดยไม่ยอมมองเจียงสวิน

“ไม่กลัวก็ดี” เจียงสวินจงใจขู่เขา “ถ้าภรรยาที่ครอบครัวหมั้นหมายไว้ให้เกิดกลัวฉันขึ้นมาแล้วฉันจะรังแกได้ยังไง”

สติที่กู้เว่ยเพิ่งรวบรวมกลับมาได้นิดหน่อยแตกกระเจิงอีกรอบ หัวใจก็เริ่มเต้นแรง

“พวกเราไม่ได้หมั้นกัน ผมไม่ได้เป็นภรรยาของคุณ” กู้เว่ยพยายามคัดค้านด้วยการชี้ให้เห็นความจริง

เจียงสวินเว้นระยะห่างออกมาเล็กน้อยเพื่อให้พื้นที่หายใจกับกู้เว่ย จากนั้นพูดต่ออีกว่า “ตอนนี้รู้จักตื่นเต้นแล้ว ก่อนหน้านี้ตอนพูดกับฉันว่ารับลูกค้าได้เกือบร้อยคนทำไมถึงไม่ตื่นเต้นเลย ยังมีเรื่องเมื่อตอนกลางวันอีกที่ด่าฉันด้วยรูปเก้ารูปในโมเมนต์วีแชต”

เจียงสวินถอนหายใจ “คุณนักเต้นหลักคนเก่งของ T.ATW วงบอยแบนด์ระดับท็อป พวกแฟนคลับของนายรู้ไหมว่านายเป็นคนที่ปากไม่ตรงกับใจแบบนี้”

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 3

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: