X
    Categories: everYทดลองอ่านราชครูนักต้มตุ๋น

ทดลองอ่าน ราชครูนักต้มตุ๋น เล่ม 1 บทที่ 5 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ราชครูนักต้มตุ๋น เล่ม 1

ผู้เขียน : สิงซั่งเซียง (刑上香)

แปลโดย : ศีตกาล

ผลงานเรื่อง : 大国师,大骗子

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง

การฆาตกรรม การทารุณกรรมเด็ก การสังหารหมู่

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ผู้อื่นทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ

และมีการกล่าวถึงการข่มขืน ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

   

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 5

ป่วยไข้

สิ่งที่ใส่อยู่ในถุงผ้าไหมของซ่งเสวียน แท้จริงแล้วคือเงินใบมีด* ซึ่งทำขึ้นมาใหม่ ไม่ได้เป็นโบราณวัตถุจริงๆ แต่เป็นเพียงของปลอมที่นักต้มตุ๋นชั้นล่างนำมาหลอกคนเท่านั้น

ลูกหลานนักรบในแถบทางเหนือมักพกเงินใบมีดติดตัว เล่าลือกันว่าจะได้รับการคุ้มครองจากเทพแห่งสงคราม เพียงแต่ชาวบ้านทั่วไปยากจะมีเงินใบมีดไว้ในครอบครอง แต่ก็เป็นห่วงสุขภาพของลูกหลานที่ต้องติดตามไปกับกองทัพ จึงเกิดการทำเงินใบมีดปลอมขึ้นมา

ในฐานะที่ซ่งเสวียนเป็นนักต้มตุ๋นชั้นล่างผู้หนึ่ง เขาย่อมต้องมีสิ่งนี้ติดตัวไว้สักหลายอัน เมื่อใดที่มีคนอธิษฐานขอโชคในการรบหรือขอให้ทำสงครามปลอดภัย เขาก็จะมอบของสิ่งนี้ออกไปด้วยวิธีการต่างๆ ถุงผ้าไหมที่มอบให้จีอวิ๋นซีเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าของพรรค์นี้จะกันลูกธนูให้จีอวิ๋นซีได้จริง

ซ่งเสวียนถึงกับสงสัยด้วยซ้ำว่าตนมีวาจาสิทธิ์จริงหรือไม่ เหตุใดคำพูดส่งๆ ทั้งสองครั้งจึงกลายเป็นจริงเสียหมด

เพียงเห็นดวงตาเป็นประกายของจีอวิ๋นซี ซ่งเสวียนก็เหมือนขี่หลังเสือแล้วลงยาก** เขายกชายเสื้อขึ้นนั่งลงกับพื้น ตัดสินใจปล่อยเลยตามเลย “คุณชายไม่ต้องเรียกข้าว่าอาจารย์หรอก แม้ข้าน้อยจะมีความสามารถด้านการทำนายอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงผู้พเนจรเกียจคร้าน เรียกชื่อแซ่โดยตรงก็ได้”

“ซ่งเสวียน?” จีอวิ๋นซีเอ่ยเบาๆ ครั้งหนึ่ง ถ้อยคำสองพยางค์นั้นเมื่อออกมาจากปากเขากลับน่าฟังผิดคาด

ซ่งเสวียนไม่ใส่ใจเสียงเรียกของจีอวิ๋นซี เขาเพียงเรียบเรียงคำพูดในหัวแล้วตอบกึ่งจริงกึ่งลวง “ก่อนหน้านี้แม้คุณชายให้ข้ารั้งอยู่ที่โรงเตี๊ยมด้วยความปรารถนาดี แต่ข้าสังเกตเห็นแล้วว่าดวงชะตาแปดอักษรและโหงวเฮ้งคุณชายล้วนไม่ธรรมดา พอทราบคร่าวๆ ว่ามีพื้นชะตาสูงส่ง หาใช่ผู้ที่คนอย่างข้าจะล่วงเกินได้ สุดท้ายจึงหลบออกมา”

จีอวิ๋นซีถาม “เจ้าเอาชนะพวกจู้หยางได้เชียวหรือ”

ซ่งเสวียนหัวเราะ “ข้าน้อยเป็นชาวบ้านธรรมดา อย่างไรก็มีวิถีทางของชาวบ้านร้านตลาดอยู่บ้าง” เขาเห็นจีอวิ๋นซีไม่ซักไซ้จึงพูดต่อ “เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าร่อนเร่วนเวียนกลับได้มาพบคุณชายอีกครั้ง เกรงว่าจะเป็นชะตาฟ้าลิขิตให้ข้าน้อยต้องผ่านเคราะห์นี้ไปกับคุณชายแล้ว”

จีอวิ๋นซีหลุบตาก้มหน้าไม่พูดจา ราวกับกำลังพิจารณาว่าถ้อยคำนี้เป็นเรื่องจริงหรือโป้ปด

ซ่งเสวียนหัวเราะ “หากคุณชายไม่เชื่อก็ช่วยไม่ได้ ถือเสียว่าข้าเป็นคนว่างงาน นั่งนอนในห้องเก็บฟืนน่าเบื่อหน่าย มีข้าเพิ่มมาสักคน คุณชายก็มีคนอยู่เป็นเพื่อน”

จีอวิ๋นซีกลับเรียกชื่อเขาขึ้นมาอีกโดยไร้สาเหตุ “ซ่งเสวียน?”

“หือ?”

“เจ้า…” จีอวิ๋นซีเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็หัวเราะออกมาคล้ายจะเย้ยหยันตนเอง “ไม่มีอะไร”

ซ่งเสวียนอาศัยแสงสว่างอ่อนจางมองสำรวจจีอวิ๋นซี สภาพของอีกฝ่ายน่าอเนจอนาถ รอยเลือดด่างดวงบนเสื้อนั้นสะดุดตาเป็นพิเศษ เดิมทีเจ้าตัวก็ดูซีดเซียวผอมซูบอยู่แล้ว บัดนี้ดูคล้ายจะยิ่งอ่อนแอเข้าไปใหญ่

เขานั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ใต้ตาหมองคล้ำเล็กน้อยดูคล้ายคนป่วยไข้ บางคราวก็ไอโขลกๆ ออกมา ขับให้ดูเปราะบางยิ่งกว่าเก่า

องค์ชายสามผู้ยิ่งใหญ่ เหตุใดถึงตกต่ำจนมาอยู่ในเงื้อมมือโจร ทั้งยังโดนขังไว้ในห้องเก็บฟืนเช่นนี้

ซ่งเสวียนเพียงคิดดูก็รู้ได้ เกรงว่านี่จะเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ทรงอำนาจด้วยกันเอง เฟิ่งหวง* ขนร่วงตัวนี้กลับมาเจอไก่ภูเขาตัวจริงอย่างเขาเข้า ซ้ำยังถูกขังอยู่ที่เดียวกันอีก

เขาพลันนึกถึงดวงชะตาแปดอักษรที่จีอวิ๋นซีให้มา เมื่อคิดคำนวณดูองค์ชายสามผู้นี้ก็อายุเพียงสิบหกปี สำหรับเด็กหนุ่มทั่วไปถือเป็นวัยแห่งการเที่ยวเล่นไร้สาระ เกี้ยวพานสตรี แต่อีกฝ่ายกลับต้องมาถูกกักขังให้โดดเดี่ยวเดียวดายเช่นนี้ ดูแล้วก็น่าสงสารอยู่บ้าง

ซ่งเสวียนวิเคราะห์เงียบๆ อยู่ในใจ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงช่วงเย็นโดยไม่รู้ตัว เขานั่งพิงผนังห้องเก็บฟืนหลับใหลสะลึมสะลือ ทว่ายังคงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเลือนราง

เมื่อตื่นขึ้นมาก็เห็นจีอวิ๋นซีเอนกายพิงผนัง ใบหน้าซีดขาว คิ้วขมวดมุ่น มือหนึ่งกำชายเสื้อของตน ท่าทางดูคล้ายกำลังเจ็บปวดยากทานทน หน้าผากมีเหงื่อเย็นผุดซึมเต็มไปหมด

“คุณชาย! คุณชาย!” ซ่งเสวียนเห็นสภาพเช่นนี้ถึงกับตื่นเต็มตา เขาเรียกจีอวิ๋นซีต่อเนื่องหลายครา ทว่าอีกฝ่ายไม่ตอบรับสักนิด ราวกับแม้แต่สติสัมปชัญญะก็ประคองไว้ไม่อยู่

ซ่งเสวียนตื่นตระหนก ครั้นคิดจะเรียกคนข้างนอกก็ได้ยินจีอวิ๋นซีเค้นเสียงเอ่ยออกมาแผ่วเบา “ยา…”

“อยู่ที่ใด” ซ่งเสวียนรีบเข้าไปเสาะหา พักใหญ่กว่าจะพบขวดกระเบื้องจากในเสื้อของจีอวิ๋นซี “ใช่อันนี้หรือไม่”

จีอวิ๋นซีไม่ตอบ เพียงกัดฟันแน่นคล้ายไม่มีสติรับรู้แล้ว

ซ่งเสวียนไร้หนทาง สุดท้ายจึงได้แต่เทยาออกมาเม็ดหนึ่งแล้วบีบกรามจีอวิ๋นซี ฝืนให้เขากินยานั้นเข้าไป

ผ่านไปครู่หนึ่งขณะคิดจะบังคับให้จีอวิ๋นซีกินยาอีกเม็ด ซ่งเสวียนก็เห็นอีกฝ่ายผ่อนลมหายใจเป็นจังหวะ คิ้วที่ขมวดมุ่นค่อยๆ คลายออก

ซ่งเสวียนเห็นแล้วก็ถอนหายใจ เอ่ยเรียกอีกฝ่ายสองสามครา

ไม่นานจีอวิ๋นซีก็ลืมตาขึ้นเล็กน้อย เอ่ยงึมงำว่า “เจ้า…เจ้าไม่ตายหรือ”

ซ่งเสวียนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ข้าน้อยชีวิตยืนยาว คุณชายต่างหากที่เมื่อครู่ไปเยี่ยมเยือนหน้าประตูผีมา”

จีอวิ๋นซีกลับจับมือเขาแน่นแล้วพึมพำเสียงเบา “อย่าไป…อย่าตาย…เจ้าสัญญาแล้ว…”

พูดจบก็หลับไปเช่นนี้

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดว่าเขาเป็นใคร

ซ่งเสวียนอยากดึงมือออก แต่คิดไม่ถึงว่ายามสะลึมสะลือจีอวิ๋นซีกลับไม่ยอมปล่อยมือ เอาแต่พึมพำบางสิ่งไม่หยุดปาก

เป็นเช่นนี้อยู่ครึ่งคืน ลมหายใจของจีอวิ๋นซีจึงค่อยๆ สม่ำเสมอ ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งเสวียนตื่นมาพบว่าศีรษะของตนพิงอยู่กับศีรษะของจีอวิ๋นซี ทั้งสองอิงแอบแนบชิดราวกับกำลังรับไออุ่นจากกันและกัน เมื่อเขาเริ่มขยับก็ทำคนข้างกายพลอยตกใจตื่นไปด้วย

จีอวิ๋นซีนิ่งงันหลังเห็นสภาพของพวกเขาทั้งคู่ สุดท้ายกระอักไอออกมาสองสามครั้งอย่างอดไม่ได้

มือของซ่งเสวียนถูกจับเอาไว้ตลอดคืน บัดนี้เห็นจีอวิ๋นซีตื่นแล้วเขาจึงดึงมือกลับมาเงียบๆ

จีอวิ๋นซีหลุบตาลงมองมือของตนพลางเอ่ยเสียงเบา “ซ่งเสวียน ขอบคุณมาก”

ได้ยินเช่นนั้นซ่งเสวียนก็ลอบถอนใจ เดิมทีอาศัยเพียงการสังเกตจากน้ำเสียงและสีหน้า เขาก็พอรู้คร่าวๆ ว่าร่างกายของจีอวิ๋นซีอ่อนแออย่างหนัก

แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นอีกฝ่ายอาการกำเริบ ทั้งยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสาหัส หากไม่ใช่เพราะถูกขังไว้ในที่เดียวกันโดยบังเอิญ เมื่อคืนจีอวิ๋นซีอาจหวนสู่แดนสุขาวดีไปแล้ว

เกรงว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปจีอวิ๋นซีอาจตายอยู่ในห้องเก็บฟืนจริงๆ

ซ่งเสวียนพลันเกิดความสงสารและรู้สึกผิดขึ้นมาพิกล

แม้เขาจะเพิ่งเข้าสู่วัยสวมหมวก* แต่ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นเพียงหนุ่มน้อยวัยสิบหกปี ก่อนหน้านี้เขาหลอกลวงเด็กคนนั้นไปหลายครั้งหลายครา ท่าทีไม่สุภาพทั้งหลายที่เคยแสร้งทำไว้ดูคล้ายจะไม่เหมาะสมเท่าไร

ซ่งเสวียนตั้งใจกระชับความสัมพันธ์ เขามองซ้ายแลขวา รวบรวมฟางบนพื้นมาก่อเป็นเตียงนุ่มแล้วกล่าวกับจีอวิ๋นซี “คุณชาย…ขยับเปลี่ยนที่สักหน่อยเถิด นอนพิงผนังจะปวดเอวเอา”

เสียงของจีอวิ๋นซีคล้ายจะเรียบนิ่งมั่นคงตลอดกาล “ข้าบาดเจ็บที่ท่อนขาล่าง ยืนไม่ขึ้น”

ซ่งเสวียนรู้แล้วว่ารอยเลือดด่างดวงบนเสื้อผ้าของจีอวิ๋นซีมาจากที่ใด

ไม่รู้เพราะในห้องเก็บฟืนมีเพียงพวกเขาสองคน หรือเพราะใจที่เอาแต่รู้สึกผิดของเขา ซ่งเสวียนจึงหาเรื่องยุ่งยากให้ตนเอง “เช่นนั้น…ให้ข้าช่วยท่านดีหรือไม่”

จีอวิ๋นซีพยักหน้า

ซ่งเสวียนฝืนใจเดินเข้าไป เขาเคยแต่หลอกคนป่วย ไม่เคยช่วยรักษา ไหนเลยจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร ระหว่างก้มหน้าอยู่นั้นจีอวิ๋นซียื่นมือมาให้ เขาจึงตัดสินใจอุ้มอีกฝ่ายขึ้นมา

สีหน้าของจีอวิ๋นซีแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เดิมเขาตั้งใจให้ซ่งเสวียนช่วยประคอง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทำถึงเพียงนี้

เพียงแต่ซ่งเสวียนมองไม่เห็นสีหน้าของเขาเพราะมัวแต่จดจ้องอยู่กับเพดาน

ซ่งเสวียนวางจีอวิ๋นซีลงบนกองฟางอย่างเบามือแล้วเอ่ยถามว่า “คุณชายพกยารักษาบาดแผลติดตัวไว้หรือไม่”

จีอวิ๋นซีไม่ตอบ

ซ่งเสวียนค้นยาในกล่องเก็บของออกมาหนึ่งขวด “นี่เอาไว้ห้ามเลือด คุณชายอาจใช้ได้” เขาไม่รู้ว่าจีอวิ๋นซีได้รับบาดเจ็บอย่างไร เห็นเพียงรอยเลือดด่างดวงบนเสื้อผ้าจึงเดาว่าเป็นบาดแผลภายนอก

โชคดีที่โจรป่ากลุ่มนี้เห็นเขาเป็นเพียงบัณฑิตยากจน ตอนนั้นจึงไม่ได้ค้นดูกล่องเก็บของ

ในกล่องนี้นอกจากก้อนเงินแล้วยังมีของใช้จำเป็นสำหรับการเดินทางท่องยุทธภพ จะให้ใครยึดเอาไปไม่ได้เด็ดขาด

จีอวิ๋นซีจ้องยารักษาบาดแผล แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมยื่นมือออกมารับ

ซ่งเสวียนเห็นท่าทีของเขาก็ไม่ได้แปลกใจ เกรงว่าเด็กคนนี้จะยังป้องกันตนเองอยู่

เขาถือยาเดินไปข้างหน้าอีกสองก้าว พอเห็นจีอวิ๋นซีคิดจะถอยหนีจึงจับบ่าอีกฝ่ายเอาไว้

“ไยเจ้าต้องยุ่งเรื่องของผู้อื่น” จีอวิ๋นซีอดไม่ได้ที่จะผงะหนี หากแต่ซ่งเสวียนคร้านจะอ้อมค้อมเป็นเพื่อนเขา พริบตาถัดมาจึงกัดฝาขวดเปิดออกแล้วเงยหน้าเทยาครึ่งขวดเข้าปากตนเอง

“หากยานี้มีพิษข้าก็จะฝังร่างตนให้คุณชายเอง”

เดิมทียารักษาบาดแผลมีไว้ใช้ทาภายนอก แต่ซ่งเสวียนกลับกินมันเข้าไปโดยไม่ยั้งคิด รสยาช่างขมเหลือทน ยากจะเลี่ยงไม่ให้น้ำเสียงของเขาเย็นชาขึ้นหลายส่วน

จีอวิ๋นซีเห็นผงยาสีขาวที่เหลือติดอยู่มุมปากอีกฝ่ายก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ สุดท้ายจึงตัดสินใจนั่งปิดปากเงียบ

ซ่งเสวียนเลิกชายชุดของจีอวิ๋นซี พบว่าขาท่อนล่างมีแผลถูกดาบฟันค่อนข้างลึกทีเดียว เลือดเนื้อแห้งกรังติดกับเสื้อผ้า บัดนี้ถูกดึงจนแผลเปิด เลือดพลันทะลักออกมาข้างนอก ย้อมมือของซ่งเสวียนจนแดงฉาน ดูแล้วน่ากลัวยิ่งนัก

ซ่งเสวียนคิดไม่ถึงว่าบาดแผลจะสาหัสเพียงนี้ เห็นแล้วจึงอดปากเปราะไม่ได้ “คิดจะทนจนตายรึ ไม่กลัวขาเน่าจนหนอนขึ้นเสียด้วย…”

จีอวิ๋นซีไอเบาๆ พลางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนระโหย “หากเป็นอาจารย์จะเอาขาไว้หรือเอาชีวิตไว้เล่า”

ซ่งเสวียนเงยหน้าถลึงตาใส่เขา แต่เมื่อเห็นเด็กน้อยฝืนยิ้มวางท่าสุขุมทั้งที่กำลังหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ คำพูดที่มาถึงปากก็ถูกบีบให้กลืนกลับลงคอ ซ่งเสวียนพูดไม่ออกอีก

ในห้องเก็บฟืนมีน้ำสะอาดสำหรับดื่มอยู่ครึ่งถัง เขาตักมาล้างบาดแผลที่เกิดจากคมดาบให้สะอาด โรยผงยาลงไป พันแผลอย่างง่ายแล้วอุ้มอีกฝ่ายกลับไปที่มุมห้อง

“ขอบคุณมาก” ตอนที่ล้างแผลจีอวิ๋นซีเจ็บจนไร้รอยยิ้มบนใบหน้า บัดนี้กระทั่งคำขอบคุณยังมีใจแต่ไร้กำลัง

“แค่ท่านต่อต้านข้าอย่างกับต้านหมาป่าให้น้อยลง เท่านั้นก็ขอบคุณมากแล้ว” ซ่งเสวียนคาบฟางเอาไว้ที่มุมปาก ก่อนจะนั่งลงข้างจีอวิ๋นซีพลางทอดถอนใจ

 

* เงินใบมีด คือเงินที่ใช้สำริดหล่อเป็นรูปมีดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ด้ามจะมีรูสำหรับร้อยเชือก มักใช้กันในสมัยชุนชิวจั้นกั๋ว

** ขี่หลังเสือแล้วลงยาก เป็นสำนวนที่ใช้เปรียบเปรยถึงสถานการณ์ที่เราเข้าไปพัวพันและไม่สามารถถอนตัวออกมาได้โดยง่าย

* เฟิ่งหวง เป็นนกคู่หนึ่งในสัตว์ในตำนานจีน โดยตัวผู้จะเรียกว่า ‘เฟิ่ง’ ตัวเมียจะเรียกว่า ‘หวง’

* ชายจีนที่อายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ในสมัยโบราณจะต้องผ่านพิธีสวมหมวก เพื่อแสดงถึงการบรรลุนิติภาวะเป็นผู้ใหญ่

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: