X
    Categories: everYทดลองอ่านวสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน

ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 5-6 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1

ผู้เขียน :  ฝูหลี (符黎)

แปลโดย : Bou Ptrn

ผลงานเรื่อง : 望春冰 (Wang Chun Bing )

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

  

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 5

เห็นแดงเป็นเขียว*

 

นอกหน้าต่างพลันมีเสียงตะโกนดังขึ้น “โจรชั่ว หยุดนะ!” เฟิ่งปิงรับรู้ได้ว่านั่นคือเสียงของลุงอู๋บ่าวชราของบ้านเผยตัน จากนั้นก็มีเสียงโลหะกระทบกันเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกล คล้ายกำลังต่อสู้โรมรันพันตูอยู่รอบลานด้านหลังของจวนนี้

เผยตันมิได้สลบ แต่สติของเขาคล้ายเลือนรางไปแล้ว แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างลงมาตกกระทบลงบนใบหน้าขาวซีดของเขา ทำให้เห็นดวงตาอันมืดสลัวคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมาที่เฟิ่งปิงตรงๆ

เฟิ่งปิงยื่นมือมาลูบหลังให้เขา จากนั้นก็ชักมือกลับมาทันทีเมื่อรู้สึกว่ามือของตนอุ่นร้อน ก่อนจะพบว่ามือเปื้อนเลือดเต็มไปหมด ภายใต้แสงสะท้อนของแสงเตาไฟ สีแดงนั้นดูลึกลับแปลกประหลาด

เขาประคองร่างของเผยตันขึ้นมาในอ้อมอก ท่าทางของคนทั้งสองในยามนี้ราวกับกำลังโอบกอดกัน ในท่านี้เขาจึงสามารถจัดการบาดแผลที่แผ่นหลังให้เผยตันได้ แต่เผยตันกลับขยับศีรษะมาด้วยความไม่สบายใจ ปลายคางถูไถไปกับเส้นผมของเขาแล้วเรียกอีกว่า “พี่สี่”

เฟิ่งปิงมิได้สนใจเขา มือหนึ่งหยิบผ้าขึ้นมากดบาดแผล มือหนึ่งจับขนนกของลูกเกาทัณฑ์เอาไว้ จากนั้นหลับตาแล้วออกแรงดึงในพริบตาเดียว

เผยตันสะดุ้งขึ้นเหมือนปลาดิ้น ก่อนที่ร่างจะทรุดฮวบ หอบหายใจถี่แรง โลหิตสดๆ ไหลทะลักออกมาไม่หยุด ทว่าเผยตันกลับกอดเขาแน่นกว่าเดิม เฟิ่งปิงไม่อาจละมือไปค้นหายาได้ ผ้าถูกโลหิตสดเปียกซึมอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากสีแดงสดเป็นสีแดงเข้ม

“นายท่าน!” จู่ๆ ชุนสือก็เข้ามาอย่างโซซัดโซเซ “ลุงอู๋ให้ข้ามา…สวรรค์!” เมื่อมองเห็นสภาพภายในห้อง โดยเฉพาะร่างของนายท่านที่เต็มไปด้วยเลือด ขาของเขาก็อ่อนแรงจนแทบทรุด

“ข้าไม่เป็นไร” เฟิ่งปิงเอ่ยอย่างเย็นชา “หยิบหีบยาข้ามา”

ตัวของชุนสือเองก็จมูกเขียวหน้าบวม เดินกะโผลกกะเผลก ไม่รู้ว่าได้รับบาดเจ็บอะไรมา เขารีบร้อนจนมือไม้สับสน ลากหีบยาออกมาอย่างร้อนรน รีบควานหายาห้ามเลือดจากในนั้น เฟิ่งปิงฉีกเสื้อผ้าตรงแผลของเผยตันออกอย่างระมัดระวัง เมื่อบาดแผลที่ลึกจนเห็นกระดูกปรากฏออกมา เขาก็ถอนใจอย่างโล่งอก “ไม่มีพิษ”

มือของชุนสือสั่นจนโรยผงยาได้ไม่สม่ำเสมอ เฟิ่งปิงจึงคว้าไปทำเอง เขาใช้ยาห้ามเลือดไปสามสี่ห่อกว่าจะหยุดสายเลือดที่ไหลทะลักเอาไว้ได้ ชุนสือรีบยื่นผ้าขาวบางมาให้อีก

“เจ้าพยุงเขาไว้” เฟิ่งปิงเอ่ยกับชุนสือ ทั้งยังขมวดคิ้วใส่เผยตัน “ส่วนท่านปล่อยข้าออก”

เผยตันกลับบอกว่า “ไม่ปล่อย”

เฟิ่งปิงสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก ได้แต่คงท่าทางเดิมไว้ ถอดเสื้อผ้าให้อีกฝ่ายจากในอ้อมกอดทีละชิ้น ชุดคลุมสีแดงตกลงมา เสื้อตัวในสีขาวชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสดๆ ถึงขั้นเนื้อผ้าติดกับบาดแผล เฟิ่งปิงกัดฟันถอดมันออก เขาไม่อยากดูร่างกายของเผยตัน เมื่อนำผ้าบางพันจากแผ่นหลังไปถึงหน้าอกแล้วค่อยพันแน่นๆ กลับไปอีกครั้งทั้งหมดสามรอบ สายตาของเขาล้วนแต่จ้องเพียงเงาของคนทั้งสามที่ฉายอยู่บนผนัง

แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่ปลายนิ้วสัมผัสอยู่ก็คือกล้ามเนื้ออันอุ่นร้อน สรรพสิ่งเงียบสงัด แสงไฟวูบไหว ท้ายที่สุดก็มีหัวใจดวงหนึ่งเต้นอย่างเงียบงันและอดกลั้นอยู่ในฝ่ามือเขา

นานแล้วที่เฟิ่งปิงไม่ได้ใกล้ชิดกับคนอื่นเช่นนี้ ลมหายใจของเผยตันเป่าเส้นผมของเขา ให้ความรู้สึกขัดแย้งกันและทำให้เขาตกใจ เขาอยากถอยไปด้านหลัง แต่ก็กลัวว่าเผยตันจะล้มลงไป ขณะพันแผลจึงหาหัวข้อสนทนาขึ้นมาอย่างค่อนข้างขัดเขิน “ท่านช่วยชีวิตข้า…ขอบคุณมาก”

เผยตันเหลือบตาขึ้นมองคล้ายประหลาดใจ จากนั้นหลุบตาลงอีก ราวกับรู้สึกเปลี่ยวเหงาอยู่บ้างเพราะคำขอบคุณของเขา

เฟิ่งปิงหุบปากไปแล้ว

ขณะที่เขากับชุนสือเตรียมแบกเผยตันขึ้นไปบนเตียง ลุงอู๋ก็กลับมาพอดี ก่อนจะยื่นมือเข้าไปช่วยพวกเขาจับเผยตันนอนตะแคง เผยตันหลับตาลง ไม่รู้ว่าหลับหรือตื่นอยู่ ลุงอู๋ดึงแขนเสื้อของเฟิ่งปิงเบาๆ พาเขาไปยังโถงด้านนอก

ในห้องโถงมีศพคนชุดดำร่างหนึ่งนอนอยู่

“ข้าน้อยไร้สามารถ” ลุงอู๋ก้มหน้าหลุบตาด้วยความกังวลอย่างมาก “เดิมคิดจะเค้นถามเขาไม่กี่ประโยค กลับไม่ทันระวังจนเขากินยาพิษฆ่าตัวตาย…”

หน้ากากของคนชุดดำผู้นั้นถูกถอดออก เป็นบุรุษวัยยี่สิบต้นๆ ใบหน้าเขียวคล้ำเพราะกินยาพิษ สองตาถลนออกมาแลดูน่าสะพรึงอย่างยิ่ง เฟิ่งปิงมองดูแวบหนึ่งจึงหันหน้าไป “ข้ารู้จักเขา”

ลุงอู๋ประหลาดใจ “เขาเป็นใคร”

สุ้มเสียงของเฟิ่งปิงสั่นเครือเล็กน้อย “เขาคือ…พวกพ้องและยังเป็น…บุตรชายของเฝิงเฉิง”

ลุงอู๋นิ่งเงียบครู่หนึ่ง พลันเปิดชุดสีดำของคนตายออก “บนร่างเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ไม่เช่นนั้นเขาก็หนีไปได้”

ทูตที่มาจากเขตเจี้ยนหนานหลายสิบคนต่างถูกจำคุกเพราะเฝิงเฉิง คนผู้นี้อาจรวมอยู่ในนั้นเช่นกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าถูกปล่อยออกมาตั้งแต่เมื่อใด

เฟิ่งปิงเอ่ยเสียงเบา “คุกหลวงที่รับคำสั่งจากฮ่องเต้โดยตรง มีวิธีบังคับให้รับสารภาพมากมาย”

ดูท่าเฝิงเฉิงจะต้องตายเป็นแน่ ชายผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีความมุ่งมั่นที่จะสละชีวิต พอออกจากคุกจึงต้องการสังหารเฟิ่งปิงเพื่อแก้แค้นให้บิดา แต่เฟิ่งปิงคือศัตรูของเขาจริงหรือ

ลุงอู๋พาคนตายออกไป แสงโคมไฟสะบัดไหว เฟิ่งปิงกลับไปยังห้องนอนแล้วนั่งลงตรงขอบเตียง เห็นเผยตันยังคงหลับตาอยู่จึงพอให้คลายความกังวลได้ชั่วขณะ ความเหนื่อยล้าพลันถาโถมเข้ามา

ก่อนหน้านี้ตอนที่วุ่นวายไปมา เฟิ่งปิงคล้ายไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใด บัดนี้กลับรู้สึกว่าเข่าทั้งสองข้างเจ็บปวดทะลุทะลวงถึงกระดูก เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปนวดเบาๆ อย่างระมัดระวัง ชุนสือจึงรีบเอ่ยว่า “ท่านพักสักหน่อยเถิด ข้าจัดการเอง” จากนั้นวางสองขาของเฟิ่งปิงไว้บนโต๊ะเตี้ยอย่างระมัดระวัง ก่อนจะม้วนแขนเสื้อของตนขึ้น ใช้สุรายามานวดไล่เลือดให้เขา เฟิ่งปิงมิได้ส่งเสียงระหว่างปล่อยให้ชุนสือกระทำไป มีประกายถ่านไฟกระเด็นออกมาจากในเตาทำให้แสบจมูกเล็กน้อย เขาจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าไหมปิดปากและจมูกเอาไว้ ในสมองคล้ายมีโลหะที่ถูกเผาจนแดงฉานทิ่มแทงให้เจ็บปวด

บางคราวเขาก็เหมือนกับกำลังคิดมากมาย บางคราวก็คล้ายเพียงตั้งใจฟังเสียงหายใจอันแผ่วเบาของเผยตันที่ด้านหลัง

หลังบีบนวดรอบหนึ่ง สองขาก็เริ่มขยับได้สะดวกขึ้นเล็กน้อย ชุนสือเก็บข้าวของเสร็จจึงนั่งยองๆ อยู่เบื้องหน้าแล้วแตะมือเขาเบาๆ

เฟิ่งปิงมองไปยังอีกฝ่าย ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ย “เจ้ากำลังจะบอกอีกแล้วสินะว่านี่คือความผิดของเจ้า”

ชุนสือกัดริมฝีปากไม่เอ่ยคำ

“ข้ากลับรู้สึกว่าแผนการนี้ถูกวางไว้นานแล้ว” เฟิ่งปิงเอ่ย “เอาเถอะ อย่างไรเขาก็ตายไปแล้ว…พวกเราพักผ่อนดีกว่า”

ชุนสือมองดูเผยตันบนเตียงพลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา “แต่เตียงถูกเขายึดไปแล้ว เช่นนั้นนายท่านจะนอนที่ใด”

เฟิ่งปิงเองก็ลำบากใจ “ข้าจะไปห้องชั้นนอก เบียดกับเจ้าแล้วกัน”

เขาเอ่ยพลางจะลุกขึ้น กลับถูกเผยตันจับมือเอาไว้ก่อน

เขาเลยหันหน้าไป

ไม่รู้ว่ายามนี้เผยตันมีสติจริงๆ หรือว่าเลอะเลือนไปแล้ว เขาเหมือนไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างนี้เลย เพียงใช้ห้านิ้วจับข้อมือของเฟิ่งปิงไว้แน่น พูดย้ำอย่างดื้อรั้นว่า “ข้าไม่ปล่อย”

ทันใดนั้นเฟิ่งปิงพลันรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายใจ “เผยตัน ท่านมีเหตุผลหน่อยได้หรือไม่ ข้าเองก็จะนอนแล้ว”

เผยตันกลับไม่ส่งเสียง ร่างกายขยับไปด้านในของเตียงอย่างงุ่มง่าม เว้นที่ว่างสำหรับคนผู้หนึ่งให้เขา

เฟิ่งปิงตัดสินใจจะแกะมือของเขาออก กลับได้ยินเจ้าตัวเอ่ยว่า “วันนี้เป็นวันเกิดข้า ท่าน…อยู่เป็นเพื่อนข้าหน่อย ได้หรือไม่”

ลมหายใจของเขาแผ่วเบาราวเส้นไหม แสงเทียนหรุบหรู่คล้ายลากเสียงของเขาลงไปใต้น้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นอันเย็นยะเยือก

เฟิ่งปิงไม่เอ่ยคำ อาการบาดเจ็บของเผยตันสาหัสมาก น้ำเสียงเว้าวอนยิ่งนัก ท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบสงัดยิ่งทำให้ความเหนื่อยล้าของเขาคล้ายเป็นเรื่องที่เกินจำเป็น

ความเงียบงันนี้อาจทำให้เผยตันหวาดกลัว จึงเอ่ยเสริมอีกหนึ่งประโยค “พรุ่งนี้…พรุ่งนี้ข้าจะปล่อยมือ ได้หรือไม่”

ครู่หนึ่งให้หลัง ข้างเตียงพลันยุบลงเล็กน้อย ในที่สุดเฟิ่งปิงก็เอนกายลงแล้วหันหลังให้เขา หลังดับเทียน ยังได้ยินเสียงม่านถูกดึงเบาๆ สะบัดไหวช้าๆ

มือปล่อยออกแล้ว แต่คนยังอยู่ เผยตันขยับไปข้างหน้า มือที่วางอยู่ใต้หมอนนั้นห่างจากปลายผมของเฟิ่งปิงเพียงนิดเดียว เขาเกาผ้าแพรเบาๆ มิได้ยื่นออกไปแตะจริงๆ

บาดแผลเจ็บจนชาไปแล้ว เหมือนพอดื่มสุรามากเข้า ฝ่าเท้าเหยียบพื้นอย่างไรก็ไม่มั่นคง

“ข้า…ข้าเขียนจดหมายให้ท่าน” สุ้มเสียงของเผยตันราวกับกระแสอากาศที่สลายไปทันทีเมื่อเอ่ยปาก มันแฝงไว้ซึ่งความขมขื่นเล็กน้อย “ท่าน…”

เขานิ่งเงียบ

ถ่านไฟมอดดับไปแล้ว สรรพสิ่งเงียบสงัด เรือนร่างผอมบางของเฟิ่งปิงดูราวกับสันเขาที่ซ่อนเร้นในความมืดมิด

ผ่านไปเนิ่นนาน จนเขาคิดว่าเฟิ่งปิงคงหลับไปแล้ว

เดิมเขาคิดไม่ถึงว่าตนจะได้นอนด้วยกันกับเฟิ่งปิง และยิ่งคิดไม่ถึงว่าตนจะบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ ทำให้ขณะนี้ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรอีกก็เหมือนเป็นการบีบบังคับอีกฝ่าย

เขารู้สึกเหมือนบางครั้งก็ล่องลอยอยู่บนกลีบเมฆ บางคราก็จมดิ่งสู่เหวลึก เขาคว้าความอ่อนโยนและความสุขเอาไว้ไม่อยู่ทั้งสิ้น แก่นวิญญาณสลายไปทีละน้อย สุดท้ายก็หลับเป็นตายทั้งที่ยังไม่ได้รับคำตอบจากเฟิ่งปิง

นี่ก็คือวันเกิดอายุยี่สิบห้าปีของเขา

 

ด้านนอก ชุนสือจัดเตียงน้อยของตน แต่พอหันหน้าไปกลับพบว่าห้องนอนของนายท่านดับไฟและลดม่านลงแล้ว

ชุนสือหาได้ประหลาดใจไม่ อัครมหาเสนาบดีเผยได้รับบาดเจ็บสาหัส เลือดไหลมากมายเพียงนั้น เขาอาจต้องการให้มีคนคอยดูแลจริงๆ อีกอย่างนายท่านก็ไม่ชอบติดค้างเขา

แต่ชุนสือเองก็ถูกมือสังหารต่อยหนึ่งหมัด เจ็บปวดรุนแรงเช่นกัน! เขากอดผ้าห่มน้อยเอาไว้ ก่นด่าด้วยความโกรธ “ปีศาจน้อย ไร้ยางอาย!”

 

เฟิ่งปิงนอนหลับอย่างมึนงง ขณะที่ตื่นขึ้นมารู้สึกทั่วร่างยังคงไร้เรี่ยวแรง ไม่รู้ยามนี้คือเวลาใด เขาลืมตาขึ้นอย่างงุนงงแล้วเหม่อลอยครู่หนึ่งจึงค่อยๆ นึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมาได้ เผยตันมาเยี่ยมแต่กลับถูกลอบสังหาร บุตรชายของเฝิงเฉิงกินยาพิษฆ่าตัวตาย เขานอนอยู่เป็นเพื่อนเผยตันหนึ่งคืน จนถึงเวลานี้ก็ยังนอนอยู่ใกล้ขอบเตียง หากพลิกตัวเล็กน้อยก็จะตกลงไป

แต่คนที่อยู่ด้านในของเตียงหายไปแล้ว ผ้าห่มกองอยู่ข้างกายของเขาทั้งหมด ราวกับต้องการตั้งป้อมปราการผ้าแพรล้อมเขาเอาไว้

เขายกแขนเสื้อปิดใบหน้า นิ่งเงียบครู่หนึ่งจึงตะโกนเรียก “ชุนสือ!” พอส่งเสียงจึงพบว่าสุ้มเสียงตนเองแหบพร่า

ชุนสือรับคำแล้วเดินเข้ามา “นายท่านตื่นแล้วหรือ ลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปากเลยหรือไม่”

“ยามใดแล้ว”

“ใกล้ยามซื่อ* แล้วขอรับ” ชุนสือตกใจ “นายท่าน เกิดอะไรขึ้นกับเสียงของท่าน ท่านรอเดี๋ยว ข้าจะไปเทชามาให้”

ชุนสือเลิกม่านไหมออกแล้วพยุงร่างของเฟิ่งปิงขึ้นก่อนเทชาร้อนจอกหนึ่งให้ เขาหายใจโล่งขึ้นแล้วแต่จู่ๆ ก็ไอขึ้นมา ชุนสือรีบไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาให้ เฟิ่งปิงปิดปากเอาไว้ กลั้นไอพักหนึ่งจึงค่อยๆ เอ่ยออกมาด้วยเสียงแหบแห้งว่า “เผยตัน…ไปตั้งแต่เมื่อใด”

“อัครมหาเสนาบดีเผยไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง”

เฟิ่งปิงดึงผ้าห่มแพรออกเล็กน้อย ลูบผ้าปูเตียงด้วยความเหม่อลอยจึงพบว่าเย็นมากจริงๆ

ดูจากท่าทางไร้ยางอายของเผยตันเมื่อวาน คิดว่าเขาจะอู้จนฟ้าสว่างเสียอีก

ชุนสือเอ่ยว่า “ข้าจะเอาน้ำมาให้ท่านล้างหน้าบ้วนปาก ท่านไม่ต้องขยับไปที่ใดแล้ว…ต้องเป็นเพราะโดนลมเย็นแน่!”

ชุนสือวุ่นวายอยู่ตลอด ปรนนิบัติเฟิ่งปิงล้างหน้าบ้วนปากและกินอาหารเช้า จากนั้นยังต้องดื่มยา ผ่านไปไม่นานก็เชิญหมอมาฝังเข็มกระตุ้นเลือดลมให้เฟิ่งปิง

เฟิ่งปิงทำตามชุนสืออย่างว่าง่าย ขณะหมอฝังเข็มเขาถือตำรายาเล่มหนึ่งพลิกอ่านด้วยความเบื่อหน่าย อ่านไปอ่านมาพลันส่งเสียงเอ๊ะ

หมอเงยหน้าขึ้น “คุณชายไม่สบายตัวหรือ”

เฟิ่งปิงปิดหนังสือลงด้วยสายตารีบร้อน “เปล่าหรอก ท่านหมอฝังเข็มมั่นคงยิ่ง ข้ารู้สึกว่าเส้นเลือดโปร่งโล่งขึ้นมากแล้ว”

หลังฝังเข็ม หมอยังกำชับเขาหลายประโยค เฟิ่งปิงฟังอย่างใจลอยอยู่ด้านข้าง พลันเปิดตำรายาเล่มนั้นอีก พลิกไปยังหน้าเมื่อครู่

ใบไม้สีเขียวเรียวเล็ก บุปผาน้อยสีขาว กิ่งก้านยาวสั่นไหว

ฟ้าทะลายโจร อีกชื่อคือพบพานสุข

 

เฟิ่งปิงพักผ่อนจนถึงช่วงเย็น เฉินฉิวก็มาเคาะประตู เขามอบยาล้ำค่าจำนวนหนึ่งให้อย่างเก้ๆ กังๆ ซ้ำยังมีสิ่งของพวกเสื้อขนสัตว์รักษาความอบอุ่นและกำยาน เฟิ่งปิงรับยาเอาไว้เพียงไม่กี่ชนิด อย่างอื่นปฏิเสธไปทั้งหมด ทั้งยังให้ชุนสือตั้งเก้าอี้นวมไว้นอกม่านแล้วเชิญเฉินฉิวมานั่งพูดคุย

แม้เฉินฉิวจะเซ่อซ่าอยู่บ้างแต่ก็เชี่ยวชาญการสังเกตสีหน้าวาจา เลือกเอ่ยเพียงคำพูดที่เฟิ่งปิงชอบฟัง บรรยากาศจึงเปลี่ยนเป็นชื่นมื่นทันที ชุนสือต้มยาเสร็จ เขาก็ยังเป็นฝ่ายรับมาเป่าให้เฟิ่งปิงทีละคำ

เฟิ่งปิงรู้สึกกระดากอาย “ข้าทำเองได้”

เฉินฉิวกลับไม่ยอม “ท่านเป็นคนป่วย ห้ามออกแรงเด็ดขาด สองวันก่อนผู้คนจับจ้อง ข้าไม่อาจช่วยท่าน ในใจรู้สึกผิดอย่างยิ่ง ตอนนี้ท่านอย่าปฏิเสธเลย”

เฉินฉิวเอ่ยพลางยื่นช้อนยามา เฟิ่งปิงจำต้องกัดช้อนกลืนยาลงไปหลายคำ เฉินฉิวเห็นใบหน้าของเขาขาวซีด ใต้ตาดำคล้ำ จึงอดที่จะถามไม่ได้ว่า “เมื่อคืนพักผ่อนไม่เพียงพอหรือ”

เฟิ่งปิงตกใจ เห็นเฉินฉิวยังคงมีท่าทีปกติแต่ตนกลับเหมือนวิหคตื่นเกาทัณฑ์* จึงหลุบตาลงเงียบๆ “ทำให้ท่านทูตเฉินเป็นห่วงแล้ว”

“ข้ามิได้มีความสามารถอันใดนัก มีเพียงความเป็นห่วงท่านเท่านั้น” เฉินฉิวแค่นยิ้ม หลังป้อนยาเสร็จยังหยิบผ้าเปียกมาเช็ดมือให้อีกด้วย กระทั่งเฟิ่งปิงทนไม่ไหวอยู่บ้าง รีบเรียกให้ชุนสือหยิบใบชาที่ดีที่สุดออกมา

“อ๊ะ ข้าได้ยินว่าหลังเฝิงเฉิงเข้าคุกได้ไม่นานก็ยอมรับสารภาพ ที่แท้ผ้าทอสู่จิ่นของเขาหายไปตั้งแต่ระหว่างทางมาเมืองหลวงแล้ว เรียกได้ว่าเขาพยายามทุ่มเทความคิดอย่างหนักเพื่อลากคนอื่นมารับผิดแทน สุดท้ายจึงเลือกท่าน…” เฉินฉิวมองดูสีหน้าของเฟิ่งปิง เห็นอีกฝ่ายมิได้มีท่าทีไม่พอใจก็เอ่ยต่อไป “แต่ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าผู้ที่ถูกบีบบังคับให้ร่วมกระทำความผิดไม่ต้องถูกลงโทษ หลังเฝิงเฉิงรับสารภาพ คนอื่นๆ ล้วนถูกปล่อยตัวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

เฟิ่งปิงจิบยาเงียบๆ แต่กลับจำแนกไม่ออกแม้กระทั่งรสขม เขาเดาได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ บุตรชายของเฝิงเฉิงถูกทรมานในคุก พอออกมาจึงมาแก้แค้นเขา ส่วนเขา…เพียงโชคดีที่ตอนนั้นเผยตันอยู่ข้างกายเขาพอดี

“…ชาวบ้านร้านตลาดต่างบอกว่าฝ่าบาททรงเที่ยงธรรม ข้าว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ท่าน…เรื่องในอดีตของท่าน ราวกับว่าฝ่าบาทมิได้ทรงเก็บมาคิดเล็กคิดน้อยเลยสักนิด นับเป็นเรื่องดี”

พี่รองจะมีอะไรให้คิดเล็กคิดน้อยได้ ในเมื่อทั้งแผ่นดินล้วนอยู่ในกำมือ หากเขาต้องการจัดการข้า เพียงคำพูดประโยคเดียวก็ลงโทษให้คุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะสองวันสองคืนได้ ช่างน่าเกรงขามอย่างยิ่ง

เฟิ่งปิงมองไปยังเฉินฉิว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฝ่าบาทเพียงเกรงใจอัครมหาเสนาบดีเผยเท่านั้น”

เฉินฉิวตกตะลึง เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงเผยตันในหัวข้อสนทนา คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยขึ้นมาเอง แต่เฟิ่งปิงยังไม่ทันพูดมากความ ชุนสือก็เข้ามารายงานว่า “นายท่าน อัครมหาเสนาบดีเผยส่งคนมาเยี่ยมท่าน”

ด้านหลังชุนสือก็คือลุงอู๋ เขากับเด็กรับใช้คนหนึ่งพากันค้อมกาย ในมือต่างหิ้วห่อของใหญ่น้อยที่ไม่สะดุดตา พอเฟิ่งปิงรับคำว่า “เชิญเข้ามา” ชุนสือจึงเรียกพวกเขาเข้าไปด้านใน ลุงอู๋วางห่อของลง เห็นบนโต๊ะมีของขวัญที่เฉินฉิวมอบให้เต็มไปหมดจึงอดที่จะตกตะลึงไม่ได้

เฟิ่งปิงยิ้มพลางสัพยอก “พวกเจ้าสองคนจะทำอะไรกัน ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย”

เฉินฉิวรีบปิดปากเขาเอาไว้ “พูดอะไรเช่นนี้!”

ลุงอู๋มองทั้งสองคนหยอกล้อกันแล้วจึงทำความเคารพ เอ่ยว่า “สุขสวัสดิ์คุณชายหลี่และท่านทูตเฉิน ข้าน้อยรับคำสั่งของอัครมหาเสนาบดีเผยนำโสมภูเขาสองตำลึง** ฉงเชา*** หนึ่งตำลึง ลูกกลอนช่วยชีวิตสามกล่อง และกำยานห้าชนิด รวมทั้งเสื้อขนสัตว์สองตัว พรมขนสัตว์หนึ่งผืน กับถ่านเส้นเงินครึ่งจินมามอบให้คุณชาย…”

เฉินฉิวยิ่งฟังใบหน้ายิ่งดำมืด สิ่งของที่เผยตันมอบให้แทบจะตรงกับสิ่งที่เขามอบให้ทั้งหมด ทว่าเผยตันสุรุ่ยสุร่าย แต่ละอย่างคงประณีตและล้ำค่ากว่าเขา แต่แล้วก็ได้ยินเฟิ่งปิงเอ่ยว่า “จะมอบของเหล่านี้ให้ข้าไปไย ข้าไม่เอา เจ้าเอากลับไปเถิด”

เมื่อครู่ตอนเฟิ่งปิงปฏิเสธเฉินฉิว เขายังเอ่ยคำพูดมีมารยาทอย่างอ้อมค้อม แต่ยามที่ปฏิเสธเผยตันกลับทำหน้าบึ้งตึงและเชิดมุมปาก สายตาลดต่ำลง เอ่ยคำพูดไม่เกรงใจแม้แต่น้อย

ลุงอู๋ค้อมกายต่ำกว่าเดิม “คุณชายไม่ต้องการไม่เป็นไร แต่หากข้านำกลับไป ตาแก่คนนี้คงจะถูกอัครมหาเสนาบดีเผยทุบกระดูกแตกแน่ ท่านโปรดเห็นใจรับไว้หน่อยเถิด”

เฟิ่งปิงนิ่งเงียบพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่เฉินฉิวไม่เข้าใจ “อัครมหาเสนาบดีเผยยังมีแรงตีคนอีกหรือ”

ลุงอู๋ตอบว่า “วันนี้อัครมหาเสนาบดีเผยหยุดพัก ไม่มีราชกิจ จึงประหยัดเรี่ยวแรงเอาไว้ได้”

“ข้ารู้แล้ว” เฟิ่งปิงนวดหว่างคิ้วด้วยความอ่อนเพลีย “เจ้ากลับไปเถอะ ทิ้งของเอาไว้”

ครั้นลุงอู๋ออกไปแล้ว เฟิ่งปิงก็ให้ชุนสือปิดประตูแล้วเปลี่ยนน้ำชา ก่อนเอ่ยขออภัยต่อเฉินฉิว

“พูดอะไรของท่าน ถึงอย่างไรเผยอวิ่นวั่งก็เป็นอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบัน ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าล่วงเกินโดยง่าย” เฉินฉิวถือจอกชาพลางจ้องมองเงาน้ำในจอก พลันยิ้มอย่างลึกซึ้งให้เฟิ่งปิง “ที่แท้หลี่หลางก็ได้รับการดูแลเช่นนี้จากอัครมหาเสนาบดีเผย เป็นข้าที่หน้าหนาเกินไป”

เฟิ่งปิงเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเผยตันจึงต้องทำถึงขั้นนี้ ในเมืองหลวงอาจมีข่าวลือเกี่ยวกับพวกเขาสองคนบ้างแล้ว ฝ่าบาทเองก็คงบังเกิดความสงสัย เผยตันจึงถือโอกาสเปิดเผยมากขึ้น แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้น

แต่การมอบของขวัญครั้งนี้ก็ทำโดยไม่คิดหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน จัดการเสียเอิกเกริกใหญ่โต ดูคล้ายตั้งใจใกล้ชิดสนิทสนม เฟิ่งปิงกลับรู้สึกว่าความจริงเผยตันอยู่ห่างจากตนไปไกลมากแล้ว

เมื่อเขาคิดมากเข้าจึงไม่ได้สนใจเฉินฉิว ขณะที่เฉินฉิวก็สำรวจสีหน้าของเขา เนิ่นนานจึงใคร่ครวญพลางเอ่ยปาก “เมื่อเป็นเช่นนี้ หลี่หลาง ข้ากลับมีเรื่องหนึ่งไม่เข้าใจ…เหตุใดตอนแรกพวกท่านถึงหย่ากัน”

คำว่า ‘หย่า’ ราวกับสายฟ้าฟาดระเบิดตรงข้างหูของเฟิ่งปิง เขาได้สติกลับมาทันที จากนั้นเงยหน้าขึ้น

เฉินฉิวเห็นสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายก็รู้ตัวว่าคำพูดประโยคนี้แทงใจดำคนตรงหน้า ขณะเดียวกับที่ในใจกำลังขมขื่นก็มีความภาคภูมิใจอันลึกซึ้งเช่นกัน เขาอธิบายด้วยสายตาเปล่งประกาย “ขออภัย ข้ามิได้ตั้งใจสอดรู้เรื่องส่วนตัวของท่าน หากท่านไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด…”

“ข้าเองก็ไม่รู้”

เฟิ่งปิงกลับเอ่ยเช่นนี้

ทำให้เฉินฉิวตกตะลึง

เฟิ่งปิงค่อยๆ หายใจหนึ่งเฮือก สุ้มเสียงเรียบเฉยและทุ้มต่ำ “ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดข้ากับเขาจึงหย่ากัน ห้าปีให้หลัง แม้ข้าจะค่อยๆ คิดหาสาเหตุ แต่ตอนนั้นข้ากลับไม่อาจเข้าใจได้”

ไม่รู้เหตุใดเฉินฉิวกลับไม่อยากให้พูดต่อไปอีก เขาโน้มตัวเอามือไปวางไว้บนขอบเตียง เหลือเพียงไม่กี่ชุ่น* เขาก็สามารถกุมมือที่ดูเย็นเยียบของเฟิ่งปิงเอาไว้ได้แล้ว

เฟิ่งปิงเอ่ยเงียบๆ “เขาคือจ้วงหยวนใหม่อายุสิบเจ็ดปีที่เดิมทีควรมีอนาคตสดใส แต่กลับถูกข้าขวางเอาไว้ เมื่อเข้าสู่สำนักราชเลขาธิการ คนในราชสำนักต่างรู้ว่านั่นคือตำแหน่งที่ไม่มีใครไยดีจึงค่อยๆ ไม่สนใจเขาอีก…ตอนแรกอาจยังไม่ชัดเจน แต่พอแต่งงานนานเข้า ได้รับความเย็นชามากขึ้น จึงเข้าใจแล้วว่าความจริงในปีนั้น…” สุ้มเสียงของเขาพลันเบาลงไป “ในปีนั้นเขาดีกับข้ามาก”

เฉินฉิวปกปิดความประหลาดใจเอาไว้ “อัครมหาเสนาบดีเผยสร้างชื่อตั้งแต่ยังหนุ่ม คาดว่าคงเย่อหยิ่งถือตัว…”

เฟิ่งปิงมองเฉินฉิวอย่างเฉยชาแวบหนึ่ง เขาสงบมาก ต่อให้ในน้ำเสียงจะมีรอยร้าวของความทรงจำอยู่บ้าง แต่ก็ราวกับว่าไม่อาจทำให้เขาสีหน้าแปรเปลี่ยนได้แล้ว ยังคงเอ่ยอย่างเรียบง่าย “แต่เขาก็ดีกับข้ามาก”

เห็นได้ชัดว่าเฟิ่งปิงไม่อยากพูดกับเฉินฉิวมากเกินไปนัก นี่ทำให้เฉินฉิวไม่พอใจเล็กน้อย แต่เฟิ่งปิงก็หาได้สนใจว่าเขาจะเป็นเช่นไร เพียงครุ่นคิดแล้วเอ่ยอีกว่า “นี่ล้วนเป็นการคาดเดาของข้า ไม่รู้ใช่หรือไม่ แต่ต่อมาเกิดคดีก่อกบฏ อดีตฮ่องเต้ให้พี่รอง…ให้ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เผยตันวางแผนอยู่ข้างกายฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน ข้าจึงคิดว่าหากเขาหลุดพ้นจากข้าไปก็อาจจะทำการใหญ่สำเร็จได้ในที่สุด…ซึ่งก็เป็นเช่นนี้จริงๆ เมื่อข้ามองย้อนไปในตอนนั้นจึงรู้สึกว่าเขาเคยทะเยอทะยาน แต่เป็นข้าเองที่ทำลายมัน”

ในระยะเวลาห้าปี บางครั้งเฟิ่งปิงเองก็มักจะคิดว่าสำหรับเผยตันแล้วเกียรติยศความร่ำรวยเหล่านั้นมันสำคัญเพียงใดกันแน่ เป็นเพราะตนเกิดในราชวงศ์ ทั้งยังอ่อนแอเกียจคร้าน จึงไม่อาจรับรู้ถึงความทะเยอทะยานของเผยตันในตอนแรกใช่หรือไม่ อีกทั้งในช่วงสามปีนั้นความอบอุ่นสุขสบายทุกหยดหยาดล้วนแต่เป็นเท็จทั้งหมดจริงหรือ

ถ้าหากเป็นเท็จทั้งหมด เช่นนั้นคงง่ายดายยิ่ง

ทุกครั้งที่เฟิ่งปิงตกอยู่ในห้วงความคิดหรือความทรงจำ ก็ราวกับลืมไปแล้วว่าตนเองอยู่ที่ใดและไม่ได้สนใจสิ่งใดเลย เฉินฉิวมองไป เห็นอีกฝ่ายห่มผ้ามาถึงหน้าอก เสื้อตัวในสีขาวไม่มีการปักเย็บใดๆ สาบเสื้อปิดมิดชิด ผ้าเนื้อบางแนบชิดกับลำคอขาวราวหยก เส้นผมหลายเส้นระอยู่ข้างกระดูกไหปลาร้าตกลงไปในคอเสื้อ เฉินฉิวได้แต่คิด มิใช่ว่าคนผู้นี้ถูกเนรเทศห้าปีหรอกหรือ เหตุใดเขาถึงยังดูสง่างาม เหมือนไม่เคยผ่านความยากลำบากใดๆ

หรือว่าเขาซ่อนเร้นความยากลำบากเหล่านั้นไว้ทั้งหมด? เหตุใดจึงซ่อนเร้นได้ดีเพียงนั้น เขาต้องมีช่องโหว่แน่นอน…

เฉินฉิวจับเส้นผมด้วยความหงุดหงิดพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุร้าย “แล้วตัวท่านเล่า ท่านรู้สึกอย่างไร”

เฟิ่งปิงหันหน้าไปด้วยความตกตะลึง “อันใดหรือ”

“ท่านพูดมากเพียงนี้ มีแต่เผยตันอย่างนั้นเผยตันอย่างนี้ ท่านใช้เวลามากมายถึงขั้นนั้นไปเดาความคิดของเผยตัน…แล้วตัวท่านเองเล่า”

เฟิ่งปิงเอ่ย “ข้ารึ ข้าอยู่ในคุกหลวง ข้า…”

“ท่านเข้าคุกหลวงหลังถูกเผยตันทอดทิ้ง เผยตันก็ไม่แยแสท่าน ปล่อยให้ท่านถูกทรมาน ท่านมีความรู้สึกอย่างไร”

“เฉินฉิว!”

จู่ๆ เฟิ่งปิงก็ตะโกนออกมาเสียงหนึ่ง ขณะที่เฉินฉิวชะงักไป

สีหน้าของเฟิ่งปิงเย็นเยียบเหมือนน้ำค้างแข็ง แม้แต่สายตาที่มองไปทางอีกฝ่ายก็ราวกับคมมีดอันไร้ปรานี “เฉินฉิว ท่านเองก็อยากดูเรื่องตลกตอนข้าตกทุกข์ได้ยากเช่นเดียวกับผู้อื่นหรือ”

“ท่านหมายความว่าอะไร” เฉินฉิวรู้สึกเพียงเพลิงโทสะพุ่งขึ้นถึงกระหม่อม “ข้าเป็นห่วงท่าน แต่ท่านกลับบอกว่าข้าเพียงอยากดูชมเรื่องตลกของท่านหรือ!”

เฟิ่งปิงจ้องเขาเงียบๆ คล้ายกัดฟันแน่นจนขากรรไกรซึ่งดูอ่อนโยนในยามปกติเผยเหลี่ยมมุมแข็งกระด้างอย่างไม่เป็นมิตรออกมา

พวกเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เฟิ่งปิงเริ่มนึกเสียใจขึ้นมาเสียแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะความห่วงใยของเฉินฉิวได้ถ่ายทอดเข้าไปในใจของเฟิ่งปิงแล้ว และอาจเพราะยามที่ป่วยไข้มนุษย์มักจะมีความวู่วามที่อยากระบายต่อผู้อื่น เขาเอ่ยคำพูดเรื่อยเปื่อยออกไปจำนวนหนึ่ง แต่กลับถูกอีกฝ่ายจับได้ว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เขานึกเสียใจที่พูดคุยเรื่องราวเหล่านี้ เขาไม่เคยอยากวิเคราะห์ตัวเขาให้ผู้อื่นได้ฟัง ดังนั้นเขาจึงวิเคราะห์ตัวของเผยตันแทน

เฉินฉิวทนให้เขาจ้องมองเช่นนี้ต่อไปไม่ไหวจึงลุกขึ้นเดินวนหลายรอบ แล้วก็มองเห็นของขวัญเป็นกองในห้องอีกครั้ง กล่องทาสีวาดลายทองฝังเงินอันแสนประณีตวางซ้อนกันกล่องแล้วกล่องเล่า เห็นอยู่ชัดๆ ว่าทั้งสองหย่าร้างกันแล้ว อีกทั้งสถานะของแต่ละคนยังต่างกันราวฟ้ากับเหว เผยตันซึ่งปรับตัวตามสถานการณ์นั้นได้ประโยชน์มากมายจากการหย่าร้างครั้งนี้ จึงไม่ควรหน้าหนามาสร้างปัญหาให้หลี่เฟิ่งปิงอีก

บนโลกนี้ไม่มีเหตุผลที่ฝนตกลงมาแล้วยังจะลอยขึ้นฟ้าได้ หรือสาดน้ำแล้วยังเก็บกลับมาได้

เฉินฉิวไม่พอใจ และความไม่พอใจนี้ทำให้สองตาของเขาแดงก่ำ

“ท่านไม่ควรรับสิ่งของจากเขา” แม้จะพูดอย่างอ้อมค้อมทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยความแข็งกร้าวหลายส่วน “ท่านได้รับความลำบากมากเพียงนั้นแล้ว ไม่ควรดูถูกตัวเองอีก”

“ท่านทูตเฉิน” ในม่านมีสุ้มเสียงอันเรียบเฉยและเย็นชาดังมาให้ได้ยิน ราวกับเป็นคำพูดส่งแขก “ท่านไม่รู้อะไรสักอย่าง”

 

ชุนสือเห็นเฉินฉิวเดินจ้ำอ้าวออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด จึงรีบเข้าประตูไปร้องเรียก “นายท่าน?”

ไม่มีผู้ใดตอบรับ

ชุนสือเก็บของขวัญที่วางอยู่ในห้องเข้ากล่อง ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไปเลิกม่านเตียงออกแล้วเอ่ยอีกครั้ง “นายท่านยังพักผ่อนอยู่หรือ ควรกินอาหารได้แล้วนะ”

“…อืม”

เฟิ่งปิงตอบแล้วจึงลุกขึ้นนั่ง โทสะที่ถูกเฉินฉิวกระตุ้นสลายไปอย่างรวดเร็ว ขณะนี้เหลือเพียงความเหนื่อยล้า ชุนสือเห็นจอนผมของเขายุ่งเหยิง แก้มก็แดงผิดปกติแล้วพลันรู้สึกตกใจ เข้าไปลูบหน้าอกของเฟิ่งปิงก่อน แต่กลับสัมผัสได้ถึงความร้อนราวกับถูกลวกจนต้องชักมือกลับทันที สุดท้ายถึงอุทานว่า “ท่านเป็นไข้แล้ว!”

เฟิ่งปิงยิ้มอย่างไร้เรี่ยวแรง “ตกอกตกใจไปได้”

“ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ต้องกินอะไรสักหน่อยก่อน” ชุนสือเอ่ย “กินเสร็จนอนพักสักครู่ ข้าค่อยไปเชิญหมอมา…นี่ล้วนเป็นเพราะการคุกเข่านั่นแท้ๆ!” เขาเดือดดาลอย่างยิ่ง

เมื่อครู่เฟิ่งปิงยังรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าเฉินฉิวเอาไว้ได้ เหมือนหุ่นจำลองบนเวทีการแสดงที่ใช้ไม้ค้ำยันเอาไว้ บัดนี้ทุกอย่างพังทลายหมดสิ้น จึงค่อยพบว่าหุ่นจำลองนั้นไร้ซึ่งแก่นวิญญาณ เขาไม่มีเหงื่อออก รู้สึกเพียงทั่วร่างร้อนผ่าว ราวกับมีมดไต่ไปทั่วแขนขา ทำให้เขาขดตัวด้วยความทรมาน

ที่เฉินฉิวถามว่า ‘ท่านรู้สึกอย่างไร’

ความจริงเขารู้ว่าเฉินฉิวอยากฟังสิ่งใด คนทั่วหล้าต่างอยากฟังเฟิ่งปิงบอกว่าเขาแค้นเผยตัน

แต่เขาไม่แค้น เขาไม่แค้นเด็ดขาด

 

อู๋จื้อเหิงกลับถึงจวนสกุลเผยก็รายงานต่อนายท่านของตนเอง บอกว่าคุณชายหลี่รับของขวัญเอาไว้หมดแล้ว

“ลำบากเจ้าแล้ว” เผยตันกำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะ ท่อนบนเปลือยเปล่าปล่อยให้หมอเปลี่ยนยารักษาแผล

ลุงอู๋มองดูแผลจากเกาทัณฑ์ตรงหัวไหล่ของเผยตันแวบหนึ่ง บาดแผลนั้นเปิดออกจนเห็นเนื้อ ทำให้คนที่มองเห็นหวาดกลัวอย่างยิ่ง แต่หลังห้ามเลือดแล้วแผลก็นับว่าสมานตัวได้ดีพอสมควร เมื่อหมอลงมือทายา เผยตันก็ขมวดหัวคิ้ว ฝืนทนเจ็บโดยไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย

เมื่อคืนเขานอนที่จวนที่พักของหลี่เฟิ่งปิงไม่ถึงสองชั่วยาม ฟ้ายังไม่สว่างก็รุดกลับมาที่จวนของตน เรียกหมอมารักษาแผล ภายหลังยังจัดการเรื่องราวมากมายอย่างอืดอาดยืดยาด ถึงตอนนี้ใกล้จะพลบค่ำแล้วก็ยังไม่ได้สามารถหลับตาพักผ่อนได้ ราวกับร่างกายนี้สร้างขึ้นจากเหล็กอย่างไรอย่างนั้น

ลุงอู๋เอ่ยว่า “ข้าจะไปทำอาหาร ประเดี๋ยวท่านกินสักหน่อยแล้วพักผ่อนเถิด”

เผยตันมองดูหมอพันแผลอย่างไม่ไยดี “เขาพูดอะไรหรือไม่”

ลุงอู๋ครุ่นคิด “ตอนแรกเขาไม่รับ แต่ข้าบอกว่าหากเขายืนกรานไม่ยอมรับ นายท่านจะตีข้า”

เผยตันส่งเสียงหัวเราะ…แต่สุดท้ายกลับกระทบกระเทือนถึงบาดแผลจนต้องร้องซี้ดออกมา เขาคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าการมอบของขวัญครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

“แต่นายท่าน” ลุงอู๋เอ่ยอย่างจริงจัง “สิ่งของที่ท่านส่งไป ข้าเห็นว่าท่านทูตเฉินเองก็ส่งไปให้ทั้งหมดแล้ว ของเหล่านั้นล้วนวางอยู่ในห้องของคุณชายหลี่เช่นกัน…”

“อะไรนะ” เผยตันขมวดคิ้ว

“เฉินฉิวทูตเมืองเหอจง คล้ายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคุณชายหลี่มาก” ลุงอู๋เอ่ย “ตอนข้าไปถึง เขากำลังดูแลคุณชายหลี่อยู่”

เผยตันพลันส่งเสียงฮึหนักๆ ออกมาเสียงหนึ่ง แม้ไม่นับว่าประหลาดใจกับเรื่องนี้ ทว่าก็ยังไม่พอใจอยู่บ้าง สีหน้าจึงไม่น่ามองขึ้นเรื่อยๆ หมอเปลี่ยนยาให้เขาเสร็จแล้ว พูดถึงข้อห้ามในชีวิตประจำวันกับลุงอู๋อยู่ครึ่งวัน ลุงอู๋มองดูเผยตันเป็นระยะ คล้ายกลัวว่าเขาจะระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทุกเมื่อ

หลังหมอจากไป เผยตันหันหน้ามาทำหน้าบึ้งใส่ลุงอู๋ “มองอะไร” ถึงกระนั้นน้ำเสียงกลับผ่อนคลายขึ้นอย่างประหลาด ต่อจากนั้นเขายังเอ่ยด้วยความมั่นใจว่า “หลี่เฟิ่งปิงใช่ว่าไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษมาก่อน จะชอบคนไม่เอาไหนเช่นนั้นได้อย่างไร”

* เห็นแดงเป็นเขียว เป็นสำนวนมาจากกวีจีนโบราณ ใช้อธิบายถึงความรู้สึกสับสนจึงมองสิ่งต่างๆ ผิดเพี้ยนไปเพราะใจที่เปลี่ยนแปลง

* ยามซื่อ คือช่วงเวลา 09.00 น. ถึง 11.00 น.

* วิหคตื่นเกาทัณฑ์ ใช้เปรียบเทียบกับผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายหรือเกิดความตื่นตระหนกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นทุนเดิม ภายหลังเมื่อมีสิ่งใดมากระทบแม้เพียงเล็กน้อยก็มักจะตื่นกลัวอย่างยิ่ง

** ตำลึง เป็นหน่วยชั่งของจีน โดยน้ำหนัก 1 ตำลึงเท่ากับ 31.25 กรัม

*** ฉงเชา หรือถั่งเช่า เป็นชื่อเรียกของเห็ดที่เติบโตบนตัวหนอน แปลตรงตัวว่าหญ้าหนอน บ่งบอกลักษณะของมันที่เป็นหนอนในฤดูหนาว ผุดขึ้นเป็นหญ้าในฤดูร้อน เชื่อกันว่าช่วยบำรุงปอดและไต ทำให้ร่างกายแข็งแรง

* ชุ่น เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน เทียบได้กับความยาวประมาณ 1 นิ้ว ระยะ 10 ชุ่นเป็น 1 ฉื่อ (เชียะ)

บทที่ 6

เต้นรำตามเงา

เมื่อวานคือวันเกิดของเผยตัน ฮ่องเต้พระราชทานวันหยุดให้เขา จึงสะดวกให้เขารักษาแผลพอดี หมอที่รักษาแผลให้คือคนที่เขาใช้งานเป็นประจำ เก็บความลับค่อนข้างดี แต่เขายังคงเพิ่มเงินให้อีกเล็กน้อยและกำชับว่าต้องหลบหลีกหูตาผู้คน หลังกินอาหารเย็น เผยตันพักผ่อนเพียงสั้นๆ ก็ได้ยินลุงอู๋รายงานว่าคุณชายหลี่ป่วย ซ้ำยังค่อนข้างรุนแรงด้วย มีไข้สูงและไม่ได้สติ ทำให้เหล่าขุนนางที่เฝ้าจวนที่พักพากันตกใจ

เผยตันยังไม่ทันครุ่นคิดให้ดีก็ได้ยินว่าฮ่องเต้วางแผนออกราชโองการให้ย้ายหลี่เฟิ่งปิงออกจากจวน แล้วส่งเข้าไปรักษาอาการป่วยในวัง

เผยตันวางหูตาไว้ข้างกายฮ่องเต้ ข่าวนี้ถูกส่งมากลางดึก บางทีราชโองการอาจถ่ายทอดลงมาตอนฟ้าสว่าง ขันทีจากในวังรออยู่ใต้ชายคานอกห้องของเขา ท่ามกลางความมืดมนอนธการอันลึกล้ำจนไม่อาจจำแนกสีหิมะและแสงจันทร์ จวนอันสวยหรูโอ่โถงไม่ได้จุดตะเกียง พอตกกลางคืนจึงมองเห็นเพียงเงาตะคุ่ม

ปู่ของเขาเคยกล่าวว่าอัครมหาเสนาบดีเผยคิดอ่านเกินวัย ฉลาดหลักแหลม ต้องจดจำคำสั่งของอีกฝ่ายให้ละเอียด

ขันทีไม่ต้องรอนาน บ่าวชราผู้นั้นก็ออกมาแล้ว ทั้งยังมอบกระดาษข้อความที่พับเอาไว้ให้เขา

“อัครมหาเสนาบดีเผยสั่งการว่าให้ปู่ของท่านเกลี้ยกล่อมฝ่าบาทสักหน่อย คำพูดเหล่านั้นล้วนเขียนไว้ในนี้หมดแล้ว” อู๋จื้อเหิงเอ่ย “ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมมากเกินไป อีกไม่นานอัครมหาเสนาบดีเผยจะจัดการเอง”

ขันทีจากไป ขณะที่อู๋จื้อเหิงกำลังจะผลักประตูเปิด ในห้องก็มีเสียงโครมครามดังขึ้น ไม่รู้ว่านายท่านของเขาชนอะไรเข้าอีก จะว่าไปก็แปลก เดิมนายท่านมีนิสัยรักสะอาด เมื่ออยู่ข้างนอกแต่งกายเรียบร้อยอยู่เสมอ แต่พอกลับถึงบ้านมักโยนสิ่งของระเกะระกะ เมื่อก่อนหลี่เฟิ่งปิงเป็นคนเก็บกวาด คนอื่นไม่อาจแตะต้อง ตอนนี้ข้ารับใช้ในจวนมีไม่มาก เรื่องราวมากมายต้องทำด้วยตัวเอง อู๋จื้อเหิงได้แต่กวาดถูทำความสะอาด แต่กลับไม่อาจจัดเก็บให้

อู๋จื้อเหิงเดินเข้าไปในห้องก็เห็นเผยตันนั่งเอียงตัวอยู่ท่ามกลางตำรากองหนึ่ง ดูท่าคงกระแทกถูกบาดแผลเข้าถึงได้แยกเขี้ยวยิงฟันเช่นนั้น

รังน้อยนี้จะว่าสกปรกก็ไม่สกปรก เรียกว่ารกอย่างมีระเบียบแล้วกัน

“ไปเชิญผู้บัญชาการฟู่มา” เผยตันนวดขมับ คิ้วกระบี่ลดต่ำลง คล้ายเปิดเผยความเหนื่อยหน่ายเสี้ยวหนึ่งออกมาในที่สุด ทุกประโยคที่เอ่ยต่างหยุดชะงักเนิ่นนาน “แล้วก็รองเสนาบดีหยาง…ข้าชุบเลี้ยงเขามานานเพียงนี้ก็ควรใช้ประโยชน์ได้แล้วกระมัง”

เขาหมายถึงฟู่หยวน ผู้บัญชาการสำนักการปกครอง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขา และหยางอวี้ รองเสนาบดีกรมพิธีการ ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของเขา

“ขอรับ” ลุงอู๋ค้อมกาย อดมิได้ที่จะเอ่ยอีกว่า “นายท่าน ท่าน…”

“ข้ารู้ขอบเขต” เผยตันเอ่ยเสียงเรียบเฉย “แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่ต่อหรือจากไป ข้าก็ต้องปกป้องเขาให้ครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง”

ลุงอู๋เหลือบตาขึ้นมองอย่างประหลาดใจ กลับเห็นเพียงเผยตันเม้มริมฝีปากแน่น เล่นลูกปัดโมราที่ดูเย็นชาอยู่ระหว่างนิ้ว แสงไฟสะท้อนเงาด้านข้างอันโดดเดี่ยวของเขา

วันถัดมา ผู้บัญชาการสำนักการปกครองถวายฎีกาอ้างว่าได้รับรายงานจากกรมพิธีการว่าสามัญชนหลี่เฟิ่งปิงอาศัยอยู่ในจวนที่พักได้รับความไม่สะดวก มีไข้สูงพัวพันถึงโรคเก่า อันตรายอย่างยิ่ง ขอให้ย้ายเขาออกมารักษาอาการป่วยในพื้นที่สงบของเมืองหลวง ส่วนที่พักอาศัย กรมพิธีการย่อมจัดหาไว้แล้ว คือเรือนนอกหลังหนึ่งในนามของรองเสนาบดีกรมพิธีการ หยางอวี้

 

ชุนสือวิ่งวุ่นอยู่ตลอด คอยดูแลเหล่ากุลีย้ายหีบของ กว่าครึ่งชั่วยามให้หลังจึงประคองเฟิ่งปิงออกมา

เฟิ่งปิงสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย แต่ความจริงยังคงเป็นไข้อยู่ เสื้อตัวในเปียกชื้น นอนหลับเพียงหนึ่งคืนสติสัมปชัญญะก็แจ่มชัดขึ้นเล็กน้อย ในลานเรือนมีคนจำนวนไม่น้อยมารวมตัวกัน ‘ส่ง’ เขาเดินทาง ขุนนางที่มีหน้าที่เฝ้าจวนที่พักต่างตัวสั่นงันงก เพราะในฎีกาของผู้บัญชาการสำนักการปกครองโยนความผิดทั้งหมดมาให้ บอกว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เฟิ่งปิงเจ็บป่วย

ถึงอย่างไรก็คงไม่อาจบอกว่าสาเหตุนั้นเกิดจากโอรสสวรรค์ลงโทษคุกเข่า

เฟิ่งปิงนิ่งเงียบ ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าไม่เป็นไร”

ขุนนางเฝ้าจวนเข้าใจ แทบจะร้องไห้ออกมา รู้สึกว่าองค์ชายสี่เป็นคนดีจริงๆ!

หลังขึ้นไปนั่งบนรถ เฟิ่งปิงก็เลิกม่านขึ้นเพื่อเอ่ยกับกลุ่มคนว่า “ขอบคุณทุกท่าน แม้พบกันโดยบังเอิญแต่ก็มีความรู้สึกลึกซึ้ง เฟิ่งปิงขอให้ทุกท่านก้าวหน้าในเร็ววัน ราบรื่นทุกเรื่อง”

ลมหายใจของเขาอ่อนแอ ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะพูดไม่กี่ประโยคเหล่านี้จบ กลุ่มคนยังเอ่ยคำพูดพิธีรีตองรอบหนึ่งจนเขาแทบทนไม่ไหวแล้ว ขณะจะลดม่านลงก็เห็นเฉินฉิวยืนอยู่หลังกลุ่มคน มองดูเขาด้วยสีหน้ามืดมนอยู่ในเงามืดของเสาประตูจวน

ไม่รู้ว่าเฉินฉิวมองตนเองเป็นคนอย่างไรกันแน่ แต่เฟิ่งปิงไม่มีเรี่ยวแรงไปสนใจแล้ว

ที่พักใหม่ตั้งอยู่ในย่านฉงเหริน มีขนาดเล็กกะทัดรัดแต่ยังคงความประณีต ถึงกระนั้นก็ยังด้อยกว่าจวนของผู้สูงศักดิ์โดยรอบ อีกทั้งคานประตูลานเรือนก็ทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด คล้ายว่าสร้างมานานหลายปีแล้ว มันแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบเพราะถูกทิ้งร้าง หยางอวี้พาเฟิ่งปิงและข้ารับใช้เดินดูรอบๆ เล็กน้อย จากนั้นก็พาพวกเขาเข้าไปพักที่ห้องหลักซึ่งหันไปทางทิศตะวันออก บอกว่าที่นี่อบอุ่นและกว้างขวาง เหมาะแก่การอยู่อาศัยที่สุด เฟิ่งปิงย่อมแสดงการขอบคุณ ทั้งยังให้ชุนสือนำสิ่งของสดใหม่จากหลิ่งหนานมอบให้เขาด้วย

หยางอวี้รับเอาไว้ทั้งหมด เขาหน้าตาขาวสะอาด รูปร่างอวบเล็กน้อย ตายิ้มคู่นั้นดูแล้วเป็นกันเองอย่างยิ่ง พูดจาก็ไม่มีผิดพลาด “คุณชายหลี่เกรงใจแล้ว กรมพิธีการดูแลต้อนรับทูตทั่วทิศ คุณชายเดินทางมาไกล เรื่องของคุณชายก็คือเรื่องของพวกเรา ท่านไม่โทษที่พวกเราดูแลไม่ทั่วถึงก็นับว่ามีเมตตาแล้ว”

หยางอวี้ยังมอบข้ารับใช้ให้เขาอีกสี่คน สาวใช้สองนางดูแลด้านใน ข้ารับใช้ชายสองคนดูแลด้านนอก นอกจากนี้ในบ้านยังมีพ่อครัว คนครัว สารถี และคนดูแลม้าอยู่แล้ว เฟิ่งปิงไม่คุ้นเคยกับการเรียกใช้คน แม้จะรู้สึกเก้อเขินอยู่บ้าง แต่ก็ทำได้เพียงเอ่ยขอบคุณ

หยางอวี้ยิ้มพลางเอ่ยว่า “คนเหล่านี้มือเท้างุ่มง่าม ย่อมเทียบไม่ได้กับท่านนี้ที่อยู่ข้างกายคุณชาย ท่านเห็นควรหรือพอใจเช่นไรก็สั่งการได้ตามต้องการ”

ชุนสือส่งเสียงฮึ่มด้วยความภาคภูมิใจ

เมื่อส่งหยางอวี้จากไปได้ในที่สุด ร่างของเฟิ่งปิงก็ยืนไม่ตรงแล้ว ชุนสือรีบพยุงเขาไปบนเตียง ให้สาวใช้ที่จัดสรรมาใหม่ไปต้มน้ำเติมถ่าน กว่าจะทำให้ห้องอบอุ่นได้ นายท่านเหนื่อยล้าจนผล็อยหลับไปแล้ว ชุนสือถกแขนเสื้อออกไปวนดูรอบจวนหลังนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง

เมื่อกลับมา เขากลับมีสีหน้าตึงเครียด

ขณะนั้นเฟิ่งปิงตื่นขึ้นมาแล้ว และกำลังดื่มยา

“นายท่าน” ชุนสือกล่าวอย่างจริงจังว่า “ตั้งแต่มาถึงที่นี่ข้าก็รู้สึกผิดปกติแล้ว…นอกประตูหลังของจวนหลังนี้มีป่าต้นเหมย เป็นทางตรงไปยังสวนดอกไม้ด้านหลังของจวนสกุลเผย”

เฟิ่งปิงตกตะลึง

“นายท่าน” ชุนสือเอ่ย “ท่านว่ารองเสนาบดีหยางผู้นี้จะมีสัมพันธ์ลับกับอัครมหาเสนาบดีเผยหรือไม่”

เฟิ่งปิงแทบจะอาเจียนออกมา ทั้งยังไอแรงๆ อีกพักใหญ่

ดีที่สาวใช้ด้านข้างต่างไม่อยู่ เฟิ่งปิงหัวเราะจนตัวสั่น แม้แต่จุดไท่หยาง* ก็ปวดตุบๆ ชุนสือกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ตนคาดเดาเอาไว้นั้นคงไม่ผิดไปมากนัก สีหน้าจึงดูไม่น่ามองสักเท่าไร “ท่านหัวเราะอะไรกัน!”

“ข้าหัวเราะที่เจ้าฉลาด” เฟิ่งปิงเอามือเท้าคางพลางครุ่นคิด “รองเสนาบดีหยางอ้วนอยู่นิดหน่อย เผยตันคงอุ้มเขาไม่ไหว”

“นั่นก็ไม่แน่” ชุนสือพึมพำ “คุณชายเผยเรี่ยวแรงมากยิ่งนัก”

เขาพูดอย่างไม่ทันระวัง แม้แต่คำเรียกก็ผิดเสียแล้ว

หลังย้ายเข้ามาที่นี่ก็ไม่มีพวกเจ้ากี้เจ้าการมารบกวน เฟิ่งปิงได้พักฟื้นอย่างเต็มที่สองวัน ไข้ที่สูงจึงลดลงไป ศีรษะก็ไม่ปวดอีกจนรู้สึกว่าหายดีแล้ว ชุนสือเชิญหมอมาอีกครั้ง หมอที่มาครั้งนี้ไม่ได้เป็นคนเดียวกับครั้งก่อน บอกว่าท่านหมอคนก่อนผู้นั้นกลับบ้านเกิดไปแล้ว

เฟิ่งปิงคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

หมอบอกว่าเขาหายป่วยแล้ว ชุนสือดีใจอย่างยิ่ง จากนั้นเลยไปที่ห้องครัวเพื่อช่วยพ่อครัวอีกสองสามคนเตรียมอาหาร ตั้งใจจะทำอาหารมื้อใหญ่ออกมาให้นายท่านคลายความอยากอาหาร ในเวลานี้กลับพบเจอบริวารของอัครมหาเสนาบดีเผยมาถามที่ห้องครัวว่า “อาหารกลางวันเสร็จหรือยัง”

“เสร็จแล้วๆ” พ่อครัวคนหนึ่งตอบ หิ้วกล่องอาหารที่เตรียมไว้อย่างประณีตขึ้นมาจากข้างเตา จากนั้นซ้อนทับกันเจ็ดกล่องให้บ่าวชราผู้นั้นหิ้วไป ชุนสือขยับกายเข้าไปถามพ่อครัวคนนั้นด้วยความตกตะลึง “นั่น…นั่นคืออาหารกลางวันของอัครมหาเสนาบดีเผยหรือ”

“ใช่แล้ว” พ่อครัวเอ่ย “บางครั้งอัครมหาเสนาบดีเผยทำอาหารเอง เวลาไม่ทันก็จะให้พวกเราเตรียมให้เขา…แต่คืนนี้อัครมหาเสนาบดีเผยมีงานเลี้ยง จะเชิญพ่อครัวที่ด้านนอกมาจึงไม่ต้องใช้พวกเราแล้ว”

“แต่…เพราะเหตุใดเขาต้องกินอาหารของที่นี่ด้วยเล่า”

“เพราะเหตุใดหรือ” พ่อครัวมองมาที่เขาแปลกๆ จากนั้นก็เค้นสมองเอ่ยออกมาว่า “…เพราะที่นี่คือห้องครัวกระมัง”

โอ้โห ชุนสือปากอ้าตาค้าง

คุณชายเผยกับรองเสนาบดีหยางใช้ห้องครัวร่วมกัน!

ช่างไม่รักษาจริยธรรมสตรี**!

 

ยามสายัณห์ เฟิ่งปิงกับชุนสือจัดโต๊ะกินข้าวในห้อง หลังกินอย่างมีความสุข ชุนสือก็ลูบหน้าท้องกลมโตของตนเอง อดมิได้ที่จะนึกถึงตอนไม่มีข้าวกินที่เหลาโจว

สองปีแรกผ่านไปด้วยความลำบากที่สุด นายท่านมีของรักของหวงไม่น้อย แต่ก็ล้วนถูกขายทิ้งไปชิ้นแล้วชิ้นเล่าในช่วงสองปีนั้น จนกระทั่งวันนี้ก็ไม่อาจไถ่กลับมาได้อีก

ข้าวคือสิ่งที่สำคัญมากจริงๆ

…ทว่าถึงแม้จะทำเพื่อให้มีข้าวกิน นายท่านก็ไม่เคยแตะต้องชุดกระโปรงตัวนั้น มันถูกเก็บซ่อนอย่างทะนุถนอมไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดอยู่ตลอด ชุนสือรู้สึกเสียใจมาก หลังส่งมอบชุดกระโปรงตัวนั้นไปก็ไม่รู้มันไปอยู่ที่ใดแล้ว คงไม่มีวันกลับมาอยู่ข้างกายนายท่านได้อีก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความผิดที่เขาคิดเองเออเอง

 

เฟิ่งปิงนอนอยู่บนเตียงสองวันจนเบื่อเต็มทนแล้ว ตั้งใจจะไปเดินเล่นในสวนสักหน่อย ดอกไม้ใบหญ้าในสวนต่างเหี่ยวเฉา เมื่อเข้าสู่พลบค่ำน้ำค้างแข็งก็เริ่มปกคลุม บนทางเดินเล็กๆ ที่มีน้ำแข็งสะสมเปียกลื่นยากจะก้าวเดิน เขากับชุนสือประคองกันเดินไปทีละก้าวด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงขลุ่ยที่ดังมาจากที่ไม่ไกล

เขาพลันเงยหน้าขึ้น

ที่แท้พวกเขาเข้าใกล้ประตูหลังของจวนหลังนี้มากแล้ว สองฝั่งปลูกต้นเหมยเอาไว้ ทอดยาวไปจนถึงนอกบ้าน ก่อให้เกิดเป็นเส้นทางเล็กๆ ของป่าเหมย หน้าประตูมีข้ารับใช้คนหนึ่งเฝ้าอยู่ เป็นหนึ่งในข้ารับใช้ชายสองคนที่หยางอวี้จัดสรรให้เขา

ชุนสือมองเห็นคนนอกจึงไม่อาจพูดมากความ เพียงขยิบตาให้เฟิ่งปิง “สวนดอกไม้ด้านหลัง นั่น สวนดอกไม้ด้านหลัง!”

เฟิ่งปิงยิ้มอย่างจนปัญญา แต่กลับเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ข้ารู้ เผยตันกำลังเป่าขลุ่ย”

เอ่ยพลางคิดจะออกไปทางประตูด้านหลัง กลับถูกข้ารับใช้ผู้นั้นขวางเอาไว้ “คุณชาย ด้านนอกอันตราย ท่านอย่าออกจากประตูตามอำเภอใจจะดีกว่า”

เฟิ่งปิงสังเกต คนผู้นี้สูงใหญ่แข็งแรง ที่จริงเขาก็คาดเดาได้ตั้งแต่ตอนที่หยางอวี้มาแนะนำแล้วว่าคงตั้งใจจะให้อีกฝ่ายมาเป็นคนเฝ้าบ้านให้เขา “รองเสนาบดีหยางเป็นคนสั่งการเจ้าหรือ”

ข้ารับใช้ผู้นั้นเหมือนมีอะไรจะพูดแต่กลับกลืนลงคอไป “ขอรับ”

“ข้าจะไม่เพิ่มความยุ่งยากให้พวกเจ้า” เฟิ่งปิงยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ย “เพียงแค่ขอดูดอกเหมยสักหน่อย”

กำแพงของจวนสกุลเผยไม่สูงนัก แต่สะอาดและแน่นหนา กำแพงสีขาวโพลนกับกระเบื้องสีดำขับเน้นให้ป่าเหมยบนที่ว่างผืนนี้ดูราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เสียงขลุ่ยในกำแพงค่อนข้างเลื่อนลอย บรรเลงเพลง ‘เพาฉิวเล่อ’* ปะปนกับเสียงร้องของสตรีนางหนึ่งกับเสียงหยอกล้อของชายหญิงมากมาย ทำให้ได้ยินเนื้อเพลงไม่ชัดเจน

ดูเหมือนเผยตันกำลังจัดงานเลี้ยง

บาดแผลของเขาไม่เป็นอุปสรรคแม้แต่น้อยจริงๆ กลับยังเป่าขลุ่ยโดยไม่กลัวอวัยวะภายในเสียหาย

บัดนี้ตรงกับช่วงปลายเดือน จันทร์เสี้ยวซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเมฆดำ ดอกเหมยสีแดงก็ดูเหมือนเป็นสีม่วง เฟิ่งปิงอารมณ์ดี ร้องเพลง ‘เพาฉิวเล่อ’ คลอตาม “หยาดน้ำตาหยดรินเปียกผืนไหม เหตุไฉนคุณชายสะบั้นรัก คราครั้งนั้นผองเพื่อนเตือนตระหนัก อย่าใฝ่รักมอบใจให้เขาเลย…”

ชุนสือมองเขาอย่างปากอ้าตาค้าง เหมือนได้รู้จักเฟิ่งปิงเป็นครั้งแรก ขณะที่เจ้าตัวนั้นเพียงแค่ก้มหน้ายิ้มหัว

เพลงไร้สาระนี้คือสิ่งที่เผยตันสอนเขา

ตอนที่เพิ่งแต่งงาน เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าเผยตันมิเพียงแต่งกลอนอันงดงามเป็น แต่ยังรู้ถ้อยคำลามกและบทเพลงเย้ายวนของชาวบ้านร้านตลาดมากมาย คุณชายเยาว์วัยเพิ่งลิ้มรสเรื่องทางเพศ มีความสนใจต่อทุกสิ่งอย่างยิ่ง ดึกดื่นค่อนคืนยังลากเขามาถามว่าอะไรคือ ‘จันทน์หอมระบายริมฝีปาก’ อะไรคือ ‘หิมะบนอก ให้ท่านกัด’ เฟิ่งปิงไม่แม้แต่จะเคยคิดเรื่องไร้สาระเหล่านี้ แต่กลับถูกอีกฝ่ายพาไปสัมผัสประสบการณ์ทั้งหมด บางครั้งเขาเองก็ถามเผยตันด้วยเจตนาล่อแหลมว่าเคยไปหอนางโลมในตรอกผิงคังหรือไม่ สตรีที่นั่นมีฝีไม้ลายมือมากกว่า สุดท้ายเผยตันมักไม่ตอบ เพียงทรมานเขาอยู่ฝ่ายเดียว

สำหรับเฟิ่งปิงแล้วเรื่องเหล่านี้คือเรื่องส่วนตัวที่ต้องเป็นสามีภรรยากันจึงจะทำได้ หลังแต่งงานย่อมต้องเกิดขึ้น เมื่อหย่าร้างก็ย่อมต้องโยนทิ้ง เขาไม่ใช่หนุ่มน้อยแล้ว ต่อให้ ‘คุณชายสะบั้นรัก’ ก็ทำร้ายเขาไม่ได้

เสียงเพลงบรรเลงจบ เสียงตะโกนว่าประเสริฐดังกึกก้องออกมาจากฝั่งตรงข้าม ได้ยินเสียงคนชักชวนให้ดื่มสุราแว่วๆ ลมหอบหนึ่งพลันพัดมา เฟิ่งปิงรู้สึกหนาวจึงคิดจะกลับเข้าไปด้านใน

พลันมีลูกกลมแพรปักลายสีสันสดใสลูกหนึ่งถูกขว้างมาจากด้านหลังกำแพง…

“ไอ้หยา แย่แล้ว! ลูกกลมหายไปแล้ว!”

เสียงแจ่มใสเสียงหนึ่งดังขึ้นกะทันหัน ทำลายความคึกคักของเสียงดนตรีทั้งหมดทันที เฟิ่งปิงไม่ทันตั้งตัว ถูกลูกกลมแพรปักลายขว้างใส่หัวไหล่จึงคว้าเอาไว้ตามสัญชาตญาณ แล้วถอยหลังติดต่อกันหลายก้าว

ชุนสือเองก็ตกใจจนสะดุ้ง มองไปยังลูกกลมแพรปักลายสิบสองหน้าลูกนั้น ด้านบนเต็มไปด้วยลวดลายหรูหรา ซ้ำยังติดขนนกสีเขียวสวยหรูเอาไว้ เหมือนหงอนไก่ที่โดดเด่น

ประตูสวนดอกไม้ด้านหลังของจวนสกุลเผยถูกเปิดออก เด็กหญิงหน้าตางดงามราวหยกสลัก แต่งกายแน่นหนากลมป้อมเหมือนขนมก้อนแป้งวิ่งออกมา ก่อนจะยื่นมือไปทางเฟิ่งปิงแล้วเอ่ยว่า “ลูกกลมของข้า คืนให้ข้า!”

เฟิ่งปิงยื่นลูกกลมแพรปักลายให้นาง ยังไม่ทันพูดอะไรทั้งสิ้น สาวใช้ของอีกฝ่ายต่างทำความเคารพให้เขาอย่างลนลาน “ขออภัยคุณชาย ขออภัย คุณหนูของพวกเราซุกซน เผลอโยนลูกกลมออกนอกกำแพง…”

เฟิ่งปิงลูบจมูก ที่แท้นี่ก็คือ ‘เพาฉิวเล่อ’ นั่นเอง

เขาเคยเห็นเด็กหญิงผู้นี้มาก่อน นางคือหลานสาวของเผยตัน ในตอนนั้นยังเป็นเพียงทารกหน้าตาจิ้มลิ้มอยู่เลย ห้าปีผ่านไปดวงหน้าแววตาของนางค่อยๆ เติบโตเต็มที่ งดงามสดใส ทั้งยังมีความคล้ายคลึงกับเผยตันหลายส่วน แต่เฟิ่งปิงไม่กล้าทักทาย เพียงพูดอย่างขอไปทีว่าไม่เป็นไรแล้วจึงหันกายจากมา

เด็กหญิงกอดลูกกลมแพรปักลายวิ่งกลับไปอย่างกระโดดโลดเต้นอีกครั้ง วนไปวนมาในสวนดอกไม้ของจวนสกุลเผย กระทั่งพบกับเผยตันที่นางชอบที่สุดจึงยิ้มร่าพลางพุ่งเข้าไป “ท่านอาน้อย!”

เผยตันได้รับบาดเจ็บ แต่ด้วยความที่ไม่อยากให้ญาติซึ่งเดินทางจากเหอตงมาอวยพรวันเกิดกลุ่มนี้มองออก จึงนอนเอนกายอยู่บนตั่งคนงาม* อย่างเกียจคร้าน พอถูกนางพุ่งเข้าใส่จึงแทบกระอักโลหิตออกมา

“สิ่งนี้มอบให้ท่านอาน้อย” เด็กหญิงฝืนยัดลูกกลมแพรปักลายเข้าไปในอกเผยตัน

เผยตันยกลูกกลมแพรปักลายขึ้นมากะน้ำหนักในมือ “เหตุใดจึงให้ข้า”

“ท่านอาน้อยน่ามอง” เด็กหญิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย

“คุณชายสะบั้นรัก เคยได้ยินหรือไม่” เผยตันยิ้มอย่างหยอกเย้า “คราครั้งนั้นผองเพื่อนเตือนตระหนัก อย่าใฝ่รักมอบใจให้เขาเลย…”

เด็กหญิงฟังเข้าใจเพียงครึ่งเดียว แต่รู้สึกรางๆ ว่าถูกปฏิเสธแล้วจึงเก็บลูกกลมแพรปักลายกลับอย่างไม่พอใจ “ไม่เอาก็ไม่เอา เมื่อครู่ยังมีท่านอาที่น่ามองอีกคนหนึ่ง ข้าจะไปหาเขาอีก”

เผยตันเลิกคิ้ว “ยังมีท่านอาที่น่ามองกว่าข้าอีกหรือ”

เด็กหญิงจ้องมองเขา ก่อนเอ่ยอย่างทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ว่า “เขาแตกต่างกับท่าน เขาดู…เฉยชา และเหมือนจะไม่สบายอีกด้วย”

ขนคิ้วของเผยตันขมวดมุ่นโดยพลัน จู่ๆ ก็กระชากเสียงตะโกนว่า “หยางอวี้!”

หยางอวี้กำลังดื่มสุราอยู่กับคนอื่นๆ ในงานเลี้ยง เสียงเรียกของนายท่านทำให้เขาตกใจ รีบรุดมาทันที “อัครมหาเสนาบดีเผยมีอันใดสั่งการ”

“เจ้าจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิดหน่อย” เผยตันเอ่ย “วันนี้เขาออกมาข้างนอกแล้ว”

หยางอวี้ไปสอบถามทันที ข้ารับใช้ชายที่เฝ้าลานด้านหลังของเฟิ่งปิงผู้นั้นเดินมาพึมพำกับเขาหลายประโยค หยางอวี้หันหน้าเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ออกจากประตูหลังก็นับหรือ…”

เผยตันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เวลานี้เขารู้สึกหมดสนุกแล้ว “ระวังไว้ทุกเรื่องจะดีกว่า” เขาทิ้งท้ายแล้วจึงลุกขึ้นเตรียมกลับห้อง แต่กลับถูกท่านอารองของตนดึงเอาไว้ หมายให้เขาดื่มสุราที่ตนเองนำมาอวยพรให้ได้

บุตรชายทั้งสองของท่านอารองกำลังจะเข้าร่วมการสอบในฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากก่อนหน้านี้สอบไม่ติดหลายครั้ง ทางครอบครัวจึงจ่ายเงินซื้อตำแหน่งให้พวกเขา แต่กลับถูกพวกพ้องหัวเราะเยาะพานให้รู้สึกไม่พอใจ ท่านอารองเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า “สกุลเผยของพวกเรา ไม่ว่าใครก็เรียนหนังสือไม่เก่งเท่าอวิ่นวั่ง เจ้าเห็นแก่ใบหน้าชราของอารอง ดื่มสุราจอกนี้ลงไป แบ่งพรสวรรค์ให้พวกเขาสองคน คุ้มครองให้พวกเขาสอบติดในปีหน้า ได้หรือไม่”

เผยตันมองท่านอารองกับลูกพี่ลูกน้องที่สุขสบายจนอ้วนฉุทั้งสองคน ก่อนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ

ญาติกลุ่มนี้เข้าเมืองหลวงเพื่ออวยพรวันเกิดให้เขา แต่กลับทำให้เขารู้สึกรำคาญนานแล้ว

ในอดีตเขาคือจ้วงหยวนที่สอบได้อันดับหนึ่งและได้รับพระราชทานสมรส ขณะพาเฟิ่งปิงที่เป็นคู่สมรสของเขากลับบ้านเกิด พวกเขาต่างไม่ได้มีสีหน้าเช่นนี้

ย้อนไปไกลกว่านั้นเล็กน้อย ขณะบิดาของเขาตายอย่างไม่เหลือแม้แต่ซากที่เกาลี่ มารดาได้ยินข่าวจึงตรอมใจตายไปอีกคน เขาในวัยห้าปีหอบเสื้อผ้าบิดามารดาและป้ายจงรักภักดีทั้งตระกูลที่ราชสำนักพระราชทานให้ แต่งกายไว้ทุกข์อยู่ในโถงบรรพบุรุษเพียงลำพัง พวกเขาก็ไม่ได้มีสีหน้าเช่นนี้

แววตาเผยตันค่อนข้างลึกล้ำ พลันมีเงามืดที่ไม่มีผู้ใดมองเห็นแวบผ่าน

จอกทองคำในมือของท่านอารองจ่อถึงเบื้องหน้าแล้ว เผยตันหยิบชาที่เตรียมไว้ล่วงหน้าขึ้นมา หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยกับท่านอารองว่า “ข้ารู้จักผู้คุมสอบของปีหน้า แต่เส้นสายไม่ใหญ่โตนัก รับประกันว่าจะสอบติดได้แค่คนเดียว ท่านคิดดูให้ดีแล้วมาบอกข้า”

พี่น้องสองคนซึ่งอยู่ด้านข้างต่างได้ยินคำพูดนี้ พลันเผยสีหน้าแปลกประหลาดทันที

เผยตันยิ้มพลางชนจอกกับท่านอารองที่ตกตะลึง เหมือนเป็นเพียงการละเล่นที่สนุกสนานเท่านั้น

 

หลังจากเฟิ่งปิงกลับมาครั้งนี้ก็ไม่ไปป่าเหมยที่ประตูหลังอีกแล้ว หลายวันมานี้เพียงเคลื่อนไหวในขอบเขตสามจั้ง* รอบห้องนอนเท่านั้น

ต้นเดือนสิบสอง หมอหลวงซุนปินรับราชโองการมาตรวจชีพจรให้เขา ผู้ที่มาด้วยกันยังมีพี่สามของเฟิ่งปิง จ้าวอ๋องหลี่เฟิ่งเยี่ยน กับหยวนจิ่วหลินรองผู้บัญชาการฝ่ายกิจการราชวัง

เฟิ่งปิงผลัดเปลี่ยนเป็นชุดคลุมงามสง่า ปัดกวาดทำความสะอาดห้อง แล้วไปต้อนรับพวกเขาในโถงหน้า หยวนจิ่วหลินอ่านราชโองการรอบหนึ่ง ต่อด้วยเฟิ่งปิงกล่าวคำขอบพระทัยฝ่าบาท หลี่เฟิ่งเยี่ยนมองดูเขา สุดท้ายเดินหน้าเข้ามาจับมือเฟิ่งปิงเอาไว้ จากนั้นตบบ่าของเขาแต่กลับเอ่ยคำพูดไม่ออก

“ถวายบังคมจ้าวอ๋อง” เฟิ่งปิงยิ้มพลางทักทาย

หลี่เฟิ่งเยี่ยนหน้าตาใจดี ศีรษะเหลี่ยมหูใหญ่ รูปร่างกำยำ เขาโตกว่าเฟิ่งปิงเพียงหนึ่งปี ในอดีตมักใช้ชีวิตเหลวไหลอยู่ตามตรอกในตลาด ตีไก่แข่งสุนัขใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย บัดนี้เขาสุขุมขึ้นมาก พักหนึ่งจึงยิ้มให้เฟิ่งปิงและทอดถอนใจว่า “น้องสี่ผอมกว่าเมื่อก่อนเสียอีก”

เฟิ่งปิงนิ่งเงียบ เดิมอีกฝ่ายไม่ควรเรียกเขาว่าน้องสี่ แต่ดูเหมือนว่านี่จะผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว

เฟิ่งเยี่ยนเอ่ยอีกว่า “ได้ยินว่าเจ้าได้รับความไม่เป็นธรรม ดังนั้นเผย…ดังนั้นฝ่าบาทมีราชโองการให้เจ้ามาพักฟื้นที่นี่” เขาจ้องมองเฟิ่งปิงอย่างจริงใจ “หากยังมีอะไรขาดเหลือ เจ้ามาหาข้าได้เลย ข้า…ข้ายังอยู่ในคฤหาสน์สิบอ๋อง”

เฟิ่งปิงยิ้มน้อยๆ “ขอบคุณองค์ชายที่ดูแล”

เขาตั้งรั้วของตนเองเอาไว้อย่างชัดเจน ไม่มีทางรื้อออกโดยง่ายเพราะพี่น้องที่ไม่ได้พบกันห้าปี หลี่เฟิ่งเยี่ยนเข้าใจดี ทำได้เพียงถอนหายใจ

หยวนจิ่วหลินยกเตากำยานเล็กๆ ใบหนึ่งมา เฟิ่งปิงนั่งลงให้หมอหลวงซุนตรวจดู หลี่เฟิ่งเยี่ยนยืนเอามือไพล่หลังอยู่ด้านข้าง สายตาค่อยๆ กวาดมองเครื่องเรือนในห้องนี้ หัวคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย

ซุนปินได้รับการแต่งตั้งเป็นหมอหลวงในรัชศกหย่งจื้อปีที่ยี่สิบห้า ยามนั้นเฟิ่งปิงเพิ่งแต่งงาน แปดปีที่ผ่านมาค่อนข้างได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้ทั้งสองรัชกาล เดิมทีเขาก็รู้จักเฟิ่งปิงอยู่แล้วจึงไม่เอ่ยคำพูดพิธีรีตองมาก ตรวจชีพจรไม่นานหัวคิ้วก็ขมวดขึ้นมา

ทั้งยังมองเรือนร่างของเฟิ่งปิง ชุดคลุมขนสัตว์อันหนาหนักหุ้มอยู่จนมองรอบเอวไม่ออก แต่ข้อมือที่ยื่นออกมาใต้แขนเสื้อกลับผอมบาง เหมือนแค่จับก็หักได้ ร่างกายเบาบางราวกับควันจางๆ ทำให้ใบหน้าคิ้วตาคู่นั้นดูราวกับภาพลวงตา

“ห้าปีมานี้” ซุนปินขบคิดพลางเอ่ย “คุณชายหลี่กินยาตามเทียบยาหรือไม่”

ชุนสือรีบหยิบเทียบยาที่หมอเหลาโจวเขียนไว้ให้ออกมา ซุนปินกวาดมองเพียงแวบเดียวก็เงยหน้าด้วยความตกตะลึง “เทียบยาที่ข้าน้อยเขียนให้ท่านเล่า”

เฟิ่งปิงยิ้มบางพลางเอ่ย “สภาพแวดล้อมเหลาโจวแตกต่างกับฉางอันมาก ต่อมาเทียบยาจึงเปลี่ยนแปลงไม่น้อย”

“มิใช่ ข้าน้อยหมายถึง…” ซุนปินพูดไม่ออก

ทุกปีอัครมหาเสนาบดีเผยจะลอบนำยาหลายสิบจินจากกองโอสถส่งไปยังเหลาโจว ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องราวที่จะพูดอย่างเปิดเผยได้ ซุนปินพลันบังเกิดความสงสัย คิดว่าสำหรับคุณชายหลี่แล้วความจริงใจของอัครมหาเสนาบดีเผยรังแต่จะทำให้รังเกียจและหลีกหนีหรือไม่ หากตนเองพูดออกไปทั้งหมดจริงๆ กลับไปคุณชายหลี่คงไม่ไปถวายฎีการ้องเรียนกระมัง

ใจคนยากแท้หยั่งถึง อีกทั้งสามีภรรยาที่หย่าร้างกันแล้วย่อมมีความอาฆาตแค้นที่สั่งสมมาหลายปี

ขณะซุนปินยังไม่ได้เอ่ยปาก เป็นเฟิ่งเยี่ยนที่แค่นยิ้ม “พื้นที่เหลาโจวอยู่ห่างไกล พระบัญชาไปไม่ถึง น้องสี่ลำบากแล้ว”

จ้าวอ๋องเอ่ยคำพูดเช่นนี้ ซุนปินเองก็ไม่อาจมากความอีก เขาเพียงแค่บังเกิดความเสียดายขึ้นมาในฐานะแพทย์ หลังตนดำรงตำแหน่งหมอหลวง เคยทุ่มเทศึกษาค้นคว้าอาการป่วยขององค์ชายสี่หลี่เฟิ่งปิง กอปรกับตอนนั้นเผยตันว่างงาน ขยันมาที่สำนักหมอหลวงเป็นประจำ พอหลี่เฟิ่งปิงมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเผยตันก็จะมาเร่งให้เขาหาวิธีรักษา ดังนั้นเทียบยาที่เขียนขึ้นในตอนนั้นมักปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จึงเห็นผลดีที่สุด ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่เผยตันดูแลหลี่เฟิ่งปิงอย่างทั่วถึง ในสามปีนั้นซุนปินใช้ยาอย่างระมัดระวัง ถึงขั้นคิดว่าโรคเรื้อรังของหลี่เฟิ่งปิงหายดีแล้ว แต่กลับเกิดคดีกบฏขึ้น

หมอหลวงเป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ด ฐานะต่ำต้อย แต่ตรวจวินิจฉัยให้ราชวงศ์ทุกวัน ความเสี่ยงมากอย่างยิ่ง ทำให้ซุนปินบ่มเพาะนิสัยเงียบขรึมและสุขุมมานานแล้ว เขามองดูพี่น้องสองคนนี้แวบหนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ยาของกองโอสถ แม้อยู่เหลาโจวก็ใช้ได้ดี”

เฟิ่งปิงนิ่งเงียบ

ซุนปินรู้ว่าคำพูดนี้ไม่น่าฟังนักจึงไม่มากความอีก เพียงเดินไปเขียนเทียบยาให้ หยวนจิ่วหลินตามอยู่ด้านหลัง จากนั้นจ้องมองเขาเขียนหนังสือ พอคิดว่าหลังตนเองอธิบายต่อฝ่าบาทเสร็จยังต้องไปอธิบายต่ออัครมหาเสนาบดีเผย ซุนปินก็รู้สึกว่าตนมีผมขาวขึ้นหลายเส้น

ในที่สุดก็ส่งคนเหล่านี้กลับไปทั้งหมด เฟิ่งปิงหยิบเทียบยามา มองเห็นคำว่าชะเอมเทศดังคาด

“ชุนสือ” เฟิ่งปิงถอนหายใจเบาๆ “เจ้าเองก็ได้ยินแล้ว เจ้าว่าหมอหลวงซุนหมายความว่าอะไร”

ชุนสือไม่เอ่ยคำ เพียงแค่ยัดเตาอุ่นมือใบหนึ่งที่เพิ่มถ่านมาแล้วใส่ในอกเขา

นิ้วทั้งห้าอบอุ่นทันใด แต่ความอุ่นนั้นกลับแผ่ไปไม่ถึงส่วนอื่น สองมือยังคงหนาวจนชา เฟิ่งปิงค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายแล้วพิงกับโต๊ะพลางหลุบตาลง “เขาถามข้าว่ากินยาตามเทียบยาหรือไม่ แต่ไม่ถามก่อนว่าข้าใช้เทียบยาที่ผู้ใดเขียนให้”

ชุนสือเม้มริมฝีปาก ย่อตัวลงเบื้องหน้าเฟิ่งปิง จับมือของเขาเอาไว้เบาๆ แล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “หมอหลวงซุนเป็นคนดี ต่อไปต้องรักษาท่านสุดความสามารถแน่นอน”

เฟิ่งปิงเดาว่าชุนสือเองก็มองออก เพียงแค่ไม่พูดออกมาเท่านั้น เฟิ่งปิงอัดอั้นอยู่ในใจ ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร

เหตุใดหมอหลวงซุนต้องเขียนเทียบยาให้เขาที่อยู่ไกลถึงเหลาโจว

เป็นเพราะเผยตันหรือ

ใช่แล้ว ในอดีตเผยตันสนิทกับคนของสำนักหมอหลวง

แต่ก็อาจไม่ใช่เผยตัน หากเป็นคนอื่นอย่างเช่นบัญชาของฮ่องเต้หรือจ้าวอ๋อง เช่นนั้นเขาใช้ยาของสำนักหมอหลวงหรือไม่ ยังมีความสำคัญอะไรอีก

สิ่งที่ชุนสือคิดไม่ได้มากมายเหมือนนายท่าน ชุนสือรู้ตั้งแต่ตอนที่ได้ยินหมอหลวงซุนพูดแล้วว่าคุณชายเผยต้องใช้งานหมอหลวงซุนอย่างแน่นอน

คุณชายเผยคือคนที่เข้าใจอาการป่วยของนายท่านยิ่งกว่าตัวของนายท่านเองเสียอีก ขณะคนทั้งสองเพิ่งแต่งงานกัน นายท่านอ่านหนังสืออื่นใดก็ล้วนเทียบคุณชายเผยไม่ได้ จึงมักนำตำราแพทย์ตำรับยาไปทดสอบอีกฝ่าย แต่ผ่านไปกว่าครึ่งปีก็ทดสอบไม่ได้อีก ถึงขั้นถูกคุณชายเผยถามกลับด้วยซ้ำ ทั่วทั้งสำนักหมอหลวงต่างรู้จักคุณชายเผย ซ้ำยังหัวเราะเยาะนายท่าน ให้เขาถือโอกาสไปฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์หมอเสียอีกด้วย…ไม่ว่าคุณชายเผยทำเรื่องใดล้วนมีความมุ่งมั่นดื้อดึงอยู่ในนั้นจนบางครั้งก็ดูน่าสงสาร

แต่ชุนสือไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไร นายท่านคล้ายเข้าใจทั้งหมด แต่ก็คล้ายเปี่ยมด้วยความงุนงง

ที่สุดแล้ว เหตุใดต้องหย่าร้างกันด้วยเล่า

คำว่าเหตุใดนี้ก็เหมือนยาที่ไม่อาจส่งถึงมือใช่หรือไม่ ถูกทิ้งไว้ในฝุ่นดินบนเส้นทางนับพันนับหมื่นหลี่

 

สิบกว่าวันให้หลังจนกระทั่งก่อนปีใหม่เล็ก* ทุกๆ วันชีวิตล้วนสงบสุข

เฟิ่งปิงบ่มเพาะนิสัยตื่นเช้ามาคัดพระสูตรตั้งแต่ครั้งอยู่ที่เหลาโจว ตอนนี้ก็กลับมาทำอีกครั้ง ตั้งพระโพธิสัตว์และจุดตะเกียงในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยา จากนั้นกาง ‘สัทธรรมปุณฑรีกสูตร’ ม้วนหนึ่งออก คนที่อายุไม่ถึงสามสิบปีกลับทำตัวเหมือนหลวงจีนชรา เขามักจะลากชุนสือมาฟังการบรรยายพระธรรมอยู่เสมอ อย่างเช่นวันหนึ่งก็เล่าธรรมอุปมาขึ้นมาให้ฟังว่าผู้เฒ่าคนหนึ่งมีเรือนใหญ่อันสวยงามโอ่อ่า ลูกหลานและเด็กรับใช้ของเขาต่างวิ่งเล่นอย่างมีความสุขอยู่ในนั้น แต่จู่ๆ เรือนหลังนั้นก็เกิดไฟไหม้…

ชุนสือตกใจหน้าถอดสี “เช่นนั้นย่อมต้องดับไฟ!”

“ผู้เฒ่าเข้าไปดึงเด็กๆ ที่อยู่ในเรือน แต่เด็กๆ กลับไม่ยอมออกมา…ในเรือนนั้นสนุกเกินไป! ผู้เฒ่าจำต้องบอกว่าข้ายังมีสิ่งของหายากและทรัพย์สมบัติมากมายนอกเรือน พวกเจ้าจะมาหรือไม่ เด็กๆ จึงหวั่นไหว จากนั้นค่อยตามเขาออกมา…” เฟิ่งปิงตบศีรษะของชุนสือดังป้าบ “เช้าตรู่แล้ว ยังจะนอนอะไรอีก”

ชุนสือเกือบสลบ ถูกเขาตบจนสติแจ่มชัดแล้ว “นี่…เรื่องนี้สอนให้พวกเราระวังฟืนไฟหรือ”

เฟิ่งปิงมองเขาพลางถอนหายใจ “สามโลกไร้ความสงบ ประหนึ่งเรือนไฟ เรื่องนี้สอนให้พวกเราห่างไกลจากกิเลสทางโลก เข้าใกล้พระพุทธองค์”

ชุนสือส่งเสียงอ้ออย่างไม่ใส่ใจ นายท่านเองก็ไม่ได้ถือสาความไม่รู้ของเขา ถกแขนเสื้อคัดธรรมอุปมาบทดังกล่าว “สาเหตุของทุกข์ทั้งปวงมีกิเลสเป็นพื้นฐาน”

ชุนสือลอบเผ่นไปดูยาที่หลังม่าน กระทั่งนายท่านคัดเสร็จหนึ่งบทจึงนำชามยามาส่งให้ทันเวลาพอดี นายบ่าวทั้งสองร่วมทุกข์ร่วมสุขกันห้าปี หลายเรื่องรู้ใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย

หลังจ้าวอ๋องกับซุนปินมาหาในวันนั้น พวกเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเผยตันอีก…ความจริงวันนั้นก็ไม่ได้เอ่ยถึงอย่างจริงจัง

กระทั่งกลางดึกวันนี้ น้ำในห้องถูกใช้ไปจนหมดแล้ว เฟิ่งปิงเลยออกไปตักน้ำตามลำพังเพราะงานนี้สามารถทำให้เขาเหงื่อออกเล็กน้อย ชุนสือขวางไว้ไม่อยู่ ได้แต่เปลี่ยนเป็นถังใบเล็กให้เขา บ่อน้ำอยู่ใกล้ประตูหลัง กลีบดอกเหมยหลายกลีบตกอยู่บนขอบบ่อน้ำที่มีหิมะสะสมอย่างสะอาดสะอ้าน รอกหมุนเบาๆ พาน้ำในบ่ออันใสสะอาดเต็มถังไม้ขึ้นมา เขากำลังจะหิ้วไป พลันพบว่าซอกมุมอีกแห่งหนึ่งของกำแพงด้านหลังมีประตูเล็กบานหนึ่งเปิดเอาไว้

จะว่าเป็นประตูเล็กก็ไม่ถูกต้อง นั่นเหมือนโพรงที่ชำรุดและขาดการซ่อมแซมมานานปีมากกว่า ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสังเกตเห็นเลย ยามนี้ที่นั่นกลับมีหมอกขาวฟุ้งกระจายออกมาเงียบๆ ราวกับด้านในมีผี แม้เฟิ่งปิงจะไม่เชื่อเรื่องภูตผีแต่ก็รู้สึกบีบหัวใจโดยไม่รู้ตัว เขาวางถังน้ำลงแล้วเดินไปยังประตูเล็กบานนั้นเงียบๆ ฝีเท้าเหยียบย่ำน้ำค้างบนต้นหญ้าจนแตกกระจาย

หมอกขาวขมุกขมัวบดบังกำแพงโดยรอบเอาไว้ เบื้องหน้าคล้ายมีเมฆไผ่หมอกเหมย สร้างดินแดนมายาแห่งหนึ่งออกมา ในเรื่องเล่าของนักเล่าเรื่อง นี่ก็คือช่วงเวลาที่ภูตผีปีศาจปรากฏตัว เฟิ่งปิงกำมือแน่น ฝ่ามือเขาผุดเหงื่อออกมา

“ซี้ด…แน่นเหลือเกิน!”

จู่ๆ ก็มีสุ้มเสียงของบุรุษที่คุ้นเคยอย่างยิ่งดังมาตามหมอก ทำลายจินตนาการทั้งหมดของเฟิ่งปิง

 

* จุดไท่หยาง เป็นจุดบริเวณขมับ ตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างปลายหางคิ้วกับหางตา

** จริยธรรมสตรี เป็นสิ่งซึ่งกำหนดบทบาทและคุณธรรมที่สตรีพึงมี 4 ประการ ได้แก่ คุณธรรม วาจา กิริยารูปโฉม และหน้าที่

* เพาฉิวเล่อ แปลตรงตัวได้ว่าโยนบอลสำราญ เป็นท่อนหนึ่งจากบทกวีในสมัยราชวงศ์ถัง ไม่ระบุชื่อผู้แต่ง มักนำมาใช้ประกอบการละเล่นโยนบอล บอกเล่าความรู้สึกของนางคณิกาที่ถูกทรยศจากชายหนุ่มที่ตนรักหมดใจ

* ตั่งคนงาม เป็นอีกชื่อหนึ่งของเก้าอี้กุ้ยเฟย คือเก้าอี้ยาวมีเท้าแขนข้างหนึ่งให้เอนนอนได้ สตรีสูงศักดิ์ในวังนิยมใช้เอนกายพักผ่อนอิริยาบถ

* จั้ง เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน เทียบได้กับระยะประมาณ 3.33 เมตร

* ปีใหม่เล็ก หรือที่รู้จักกันในชื่อเทศกาลเทพเจ้าแห่งเตาไฟ เป็นเทศกาลในปฏิทินจีนแบบสุริยจันทรคติดั้งเดิม จัดขึ้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันตรุษจีน เพื่อเป็นเกียรติแก่เทพเจ้าแห่งเตาไฟ

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: