X
    Categories: everYทดลองอ่านแฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ

ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2 บทที่ 32-33 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2

ผู้เขียน :  ซุ่ยหมาง (睡芒)

แปลโดย : G.N Voyager

ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่

และมีการบรรยายถึงเลือด

            

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 32

 

เซวียโย่วข่าหามุมเงียบๆ ข้างล่างอาคารแล้วโทรศัพท์ให้เสร็จ จากนั้นจึงถืออาหารดีลิเวอรี่ขึ้นไปข้างบน

วังเจี้ยนหยอกล้อเขา “เจ้าคนทรยศต่อหัวใจ นายไปทำผู้หญิงที่ไหนแค้นฝังหุ่นหรือเปล่า”

พี่เซี่ยวพูดบ้าง “ฉันชักจะอยากเจ้าชู้ขึ้นมาบ้างแล้ว ดูน้องเล็กของเราสิ วันๆ กินแต่ข้าวเย็นหรูหราขนาดนี้ นี่มันอาหารดีลิเวอรี่ระดับห้าดาวทั้งนั้น!”

“เป็นเพื่อนคนหนึ่งน่ะ เขาอาจจะอยากแกล้งผมมั้ง แต่หน้าผมหนา ไม่เป็นไรหรอก!”

ตอนที่คนส่งอาหารตะโกนเรียกคนทรยศต่อหัวใจอยู่ใต้หอพัก เซวียโย่วข่าก็จะรีบวิ่งออกไปพร้อมกับบอกว่า ‘ผมมารับอาหารแทนรูมเมตครับ ใช่ๆ เขาชื่อคนทรยศต่อหัวใจ’

 

อีกด้านหนึ่งเฉิงอวี้ส่งข้อความไปในกลุ่มวงดนตรี

 

เทอร์โบ พรุ่งนี้ตอนเย็นฉันมีธุระ งดซ้อม

เหล่าเค เยส! งั้นฉันไปดูฝนดาวตกที่เขาตงหลิงซานได้แล้ว!

เทอร์โบ ไม่ได้

เทอร์โบ เดือนหน้าเราต้องไปแสดงงานเทศกาลดนตรี นายตั้งใจซ้อมเบสของนายให้ดีหน่อย

เหล่าเค เทอร์โบ นายเข้มงวดเกินไปแล้วนะ ฉันซ้อมยังไม่พออีกเหรอ…

เทอร์โบ ซ้อมต่อไป

 

เฉิงอวี้กลัวว่าถ้าอีกฝ่ายไปเจอเขาที่เขาตงหลิงซานแล้วเห็นว่าเขากับรุ่นน้องกำลังออกเดตกัน…ถึงตอนนั้นจะอธิบายยังไงก็ฟังไม่ขึ้น

 

หลังช็อปปิ้งครั้งใหญ่ เวลาก็ผ่านไปจนกระทั่งถึงวันที่สิบแปด เซวียโย่วข่าตื่นขึ้นมาตอนหกโมงเช้าก็ส่งข้อความไปหาเฉิงอวี้ว่า ‘พี่ออกมาหรือยัง’ เขารู้ว่าเฉิงอวี้พักอยู่นอกมหาวิทยาลัย เลยกลัวว่าอีกฝ่ายจะตื่นสายแล้วมาไม่ทันรถ

 

‘รออยู่’

 

เซวียโย่วข่าทำหน้างง

ความจริงเมื่อคืนเฉิงอวี้จัดของเสร็จหมดแล้ว แถมเขายังแวะไปร้านขายอุปกรณ์กลางแจ้งเพื่อซื้อของเพิ่มอีกมากมาย รวมทั้งเต็นท์ด้วย

ตอนนี้เฉิงอวี้กำลังคิดว่าจะเอาไปด้วยดีไหม

เต็นท์ที่เซวียโย่วข่าซื้อจะเป็นเต็นท์ที่ดีอะไรได้ นอนแล้วจะแข็งตายไหม จะเล็กเกินไปหรือเปล่า กลิ่นพลาสติกจะแรงไหม ถ้าฝนตกแล้วจะรั่วหรือเปล่า

เวรเอ๊ย เขาไม่มีทางนอนกอดกับผู้ชายแน่

ยิ่งไปกว่านั้นเซวียโย่วข่าเองก็มีแฟน แล้วการที่มาชวนเขานอนเต็นท์เดียวกันนี่มันหมายความว่ายังไง เฉิงอวี้คิดเรื่องนี้อยู่สองวันเต็ม จนเริ่มสงสัยว่าเซวียโย่วข่าเลิกกับเกาเชินแล้วหรือยัง

เวลาหกโมงห้าสิบ ทางชมรมก็เริ่มเช็กชื่อ โดยครั้งนี้ทั้งสองชมรมเดินทางร่วมกัน ถือเป็นทริปใหญ่ของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เนื่องจากอากาศช่วงปลายปีเลวร้ายและหนาวจัดเกินไป คนส่วนใหญ่เลยขึ้นรถกันแล้ว

“เซวียโย่วข่า แล้วครอบครัวที่นายบอกว่าจะพามาล่ะ” รุ่นพี่ชมรมถาม

“ผมชวนเพื่อนมาด้วย เขาไม่ได้พักอยู่ในมอ เดี๋ยวผมโทรหาเขา…” ยังพูดไม่ทันจบเสียงที่คล้ายกับรถสปอร์ตก็ดังสนั่นขึ้นมา พาให้ทุกคนหันไปมองทางต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน

แม้จะมองไม่เห็นหน้า แต่ดูจากออร่าหล่อเท่ไม่เหมือนใครแบบนี้ ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย T ไม่มีคนที่สองแน่นอน

“ไม่มั้ง เทอร์โบเหรอ…”

“รถเท่มาก เท่เกินไปแล้วเว้ย!”

ทุกคนคิดว่าเทอร์โบแค่ผ่านทางมา สมาชิกผู้ชายในชมรมถ่ายภาพต่างรีบหยิบกล้องเอสแอลอาร์ขึ้นมาถ่ายทันที มอเตอร์ไซค์คันนี้เวลาอยู่บนถนนดูโคตรจะไซไฟและเท่มากจนน่าหลงใหล ในกล้องรถมอเตอร์ไซค์ขี่เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะลดความเร็วลง และในที่สุดก็มาหยุดอยู่ด้านหลังรถบัสหรูที่จอดเรียงรายอยู่

เฉิงอวี้ถอดหมวกกันน็อกออก เขามาพร้อมกับอุปกรณ์ปีนเขาโทนขาวดำเรียบง่าย จากนั้นก็ก้าวไปทางรถบัส

“ไม่จริงน่า!”

“คงไม่ใช่ว่าเทอร์โบจะไปเขาตงหลิงซานกับพวกเราหรอกนะ”

ท่ามกลางเสียงซุบซิบบนรถ เฉิงอวี้ก็เดินมาตรงหน้าเซวียโย่วข่า “มาสายแล้ว”

รุ่นพี่อึ้ง “รุ่น…รุ่นน้อง นี่ครอบครัวนายเหรอ”

“ใช่ครับๆ” เซวียโย่วข่ารู้สึกว่าคนบนรถกำลังจับจ้องมาที่เขา และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอายหรือหนาวที่ทำให้ใบหน้าของเขาแดงจัด “ขอโทษนะครับรุ่นพี่ เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาสายนะ”

“ไม่สายหรอก ตอนนี้หกโมงห้าสิบเก้านาทีไม่ใช่เหรอ พอดีเป๊ะ” รุ่นพี่คิดในใจว่าจบเห่แล้ว คราวนี้สาวๆ ชมรมดาราศาสตร์คงไม่เหลียวแลหนุ่มๆ ในชมรมเขาแล้วแน่ๆ

เฉิงอวี้เพียงแค่เหลือบมองรุ่นพี่ตัวเตี้ยป้อมคนนั้นอย่างไม่ใส่ใจ

พอขึ้นรถสายตาของทุกคนก็พากันจับจ้องมาที่เขา แต่ไม่ใช่สายตาที่มองมาตรงๆ ทุกคนต่างแอบมองหนุ่มสุดเท่ที่ได้ยินชื่อเสียงมานานแต่กลับไม่ค่อยได้เจอตัวจริงคนนี้

ไม่นานมานี้วารสารมหาวิทยาลัยเพิ่งวางแผง ทุกคนต่างก็มีกันคนละเล่ม ดังนั้นแล้วจึงคุ้นเคยกับเทอร์โบเป็นอย่างดี

เถียนอ้ายนั่งอยู่แถวกลางพลางมองเสื้อผ้าของทั้งสองคน จากสายตาแฟชั่นนิสต้าของเธอมองแวบเดียวก็รู้ยี่ห้ออย่างรวดเร็ว

เช้าวันนี้ตอนเธอเห็นเซวียโย่วข่าก็รู้สึกแปลกใจนิดๆ เพราะวันนี้รุ่นน้องแต่งตัวต่างไปจากที่เคย โดยปกติแล้วเซวียโย่วข่ามักจะใส่เสื้อกันหนาวขนเป็ด แต่คราวนี้ไม่รู้ทำไมถึงสวมแจ็กเก็ตกันลมสุดเท่ ซึ่งดูไม่เหมือนรสนิยมของเขาเลย แต่พอมองรองเท้าบูตลุยหิมะของเขาอีกที เถียนอ้ายก็รู้ว่ารสนิยมเรื่องเสื้อผ้าของรุ่นน้องยังเป็นแบบเดิม

รถคันนี้เป็นรถบัสหรู จำกัดที่นั่งเพียงคันละยี่สิบห้าคน เบาะรถนุ่มเหมือนโซฟาและปรับเอนได้ครึ่งตัว แถมยังมีโต๊ะเล็กๆ ที่ตอนนี้มีคนใช้นั่งกินตีนไก่ดองเรียบร้อยแล้ว

ที่นั่งของเซวียโย่วข่ากับเฉิงอวี้ถูกจัดให้อยู่แถวรองสุดท้าย เขาหอบกระเป๋าใบใหญ่ไปวางไว้บนชั้นเก็บสัมภาระของรถบัส แล้วสะพายแค่กระเป๋าเป้ใส่พาวเวอร์แบงก์กับขนมต่างๆ ติดตัว

เฉิงอวี้นั่งข้างๆ พลางมองเขาคุ้ยกระเป๋าเหมือนกำลังหาหูฟัง แต่ปรากฏว่าเขากลับหยิบขนมออกมาจากกระเป๋าเป็นกอง มีทั้งบะหมี่หอยขม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สนิกเกอร์ส ขนมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบกรอบ ขนมข้าวโพดอบกรอบรูปสามเหลี่ยม สแปม และไส้กรอกแฮม…

เซวียโย่วข่าหยิบหูฟังออกมาพร้อมข้าวโพดฝักหนึ่ง “พี่กินข้าวเช้าหรือยัง”

เฉิงอวี้บอกว่ากินแล้ว

“ตอนออกมาร้านสะดวกซื้อยังไม่เปิด ผมเลยแวะโรงอาหารซื้อข้าวโพดต้มมาสองฝัก” เขาพูดพลางหยิบอีกฝักออกมาแล้วหักครึ่ง “อันที่เหลือตอนเย็นใช้หม้ออุ่นหน่อยก็กินได้แล้ว หรือไม่ก็ย่างกินได้ พวกรุ่นพี่พกเตาย่างกับถ่านมาด้วย เมื่อวานยังไปซื้อหมูสามชั้นกับอาหารทะเลมาอีก…”

เฉิงอวี้พูดแทรกทันที “นายกินอาหารทะเลไม่ได้นี่”

“พี่รู้ได้ยังไงเนี่ย” เซวียโย่วข่าเอียงคอมอง

เฉิงอวี้พูดเสียงเบามาก “ฉันจะไม่รู้ได้ยังไง”

คนบนรถเยอะเกินไป ทั้งยังมีสายตาสอดส่องมาจากรอบด้าน เขาจึงไม่อยากพูดเสียงดังจนคนอื่นได้ยิน

“เรื่อง…ตอนเด็กๆ เหรอ”

เฉิงอวี้ส่งเสียงอืมเบาๆ

เซวียโย่วข่าเกาศีรษะ

เฉิงอวี้เห็นเขานึกไม่ออกจริงๆ เลยเป็นฝ่ายเล่าเรื่องทั้งหมดเอง “ตอนนั้นฉันพานายไปกินอาหารทะเลแล้วนายแพ้ ฉันก็เลยรีบพาไปโรงพยาบาล”

เซวียโย่วข่ามีภาพความทรงจำนี้รางๆ แต่ก็มีแค่ภาพเดียวเท่านั้น แถมยังไม่ชัดเจนด้วย

ความจริงเฉิงอวี้อยากเล่าให้มากกว่านี้ แต่เพราะอยู่บนรถ สุดท้ายเขาเลยไม่ได้เล่าอะไรออกไป

ขณะที่ขบวนรถบัสท่องเที่ยวแล่นขึ้นทางด่วนปักกิ่งทิเบต เซวียโย่วข่าก็เสียบหูฟังแล้วแบ่งให้เขาหนึ่งข้าง “เพลง A Design For Life ของพวกพี่ตอนนี้กลายเป็นเสียงเรียกเข้ามือถือผมแล้วนะ ผมฟังเพลงวงพวกพี่ทุกวันเลย”

เฉิงอวี้ใส่หูฟัง “เปลี่ยนเพลง” เขาว่า “ฉันไม่อยากฟังเสียงหลินสือเม่า”

เขาแทบไม่เคยฟังเพลงวงตัวเองเพราะรู้สึกว่ามันประหลาดมาก ถึงเขาจะมั่นใจว่าเพลงวงตัวเองยอดเยี่ยมที่สุดและดีที่สุด แต่กลับไม่ชอบฟังมัน

เขาหยิบมือถือของเซวียโย่วข่ามาเปลี่ยนเพลง แต่เครื่องกระตุกจนเขาหงุดหงิด สุดท้ายเลยหยิบมือถือกับหูฟังของตัวเองออกมา

“ฟังของฉันดีกว่า หูฟังนายเสียงรั่วมาก”

เซวียโย่วข่ารับหูฟังตัดเสียงรบกวนมาแล้วเหลือบมองกระเป๋าของเขา “พี่เอาอะไรมาบ้างเนี่ย ของมีนิดเดียวเอง”

ข้างในมีทั้งกางเกงในใช้แล้วทิ้ง ผ้าเช็ดหน้าใช้แล้วทิ้ง ชุดอุปกรณ์ล้างหน้าแปรงฟัน เสื้อกันหนาวขนเป็ดตัวใหญ่แต่สามารถพับเก็บได้จนเหลือขนาดเท่ากำปั้น ถุงนอนสำหรับคนเดียว พาวเวอร์แบงก์ รวมถึงบุหรี่และไฟแช็ก

เซวียโย่วข่าอดที่จะถามไม่ได้ “พี่ไม่ได้บอกว่าจะเอาเต็นท์มาด้วยหรอกเหรอ”

คืนวันก่อนที่คุยโทรศัพท์ เซวียโย่วข่าถามอีกฝ่ายว่าจะใช้เต็นท์ของเขาไหม ตอนนั้นปลายสายเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า ‘ไม่ต้อง ฉันเอาไปเอง’

“ฉันเอามาแล้ว” เฉิงอวี้อธิบายหน้าตาย “แต่ตอนขี่รถไม่ทันระวัง ลมพัดปลิวหายไปแล้ว”

“อ๋อๆ งั้นไม่เป็นไร” เซวียโย่วข่าไม่ได้ซักไซ้ต่อ “เต็นท์ของผมกางแล้วตากไว้ที่หอพักหลายวันแล้ว พวกเราสองคนนอนด้วยกันอาจจะเบียดไปหน่อย แต่ไม่เป็นไร จะได้อุ่นพอดี!”

เฉิงอวี้มองสีหน้าตอนพูดของเขา เจ้าเด็กนี่เหมือนไม่รู้ตัวสักนิดว่ากำลังพูดอะไรอยู่

ยังคิดจะมากอดกับเขาเอาความอบอุ่นอีก

ถ้าเกิดตอนเขาหลับแล้วเจ้าเด็กนี่มากอดจริงๆ จะทำยังไงดี เฉิงอวี้ถึงกับอยากสั่งให้จอดรถแล้วกลับบ้านไปเอาเต็นท์ที่ตัวเองซื้อมาเสียเดี๋ยวนี้ ก็ผู้ชายสองคนนอนกอดกันมันเกินจะรับไหวจริงๆ

แต่เซวียโย่วข่ากำลังตั้งใจฟังเพลงอยู่จึงไม่ทันได้สังเกตเลยว่าเทพบุตรที่อยู่ข้างๆ สีหน้าเปลี่ยนไปจนยากจะคาดเดา

จากมหาวิทยาลัย T ไปเขาตงหลิงซานใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ระหว่างทางรถแวะจอดที่ปั๊มน้ำมันแค่ครู่เดียวแล้วมุ่งหน้าไปต่อ ตอนแรกเซวียโย่วข่ายังฟังเพลงและแจกขนมข้าวโพดอบกรอบรูปสามเหลี่ยมให้คนที่อยู่รอบๆ แต่ต่อมาก็ง่วงจนหลับไป

เมื่อคืนเขาตื่นเต้นอยู่นานมาก เพราะนี่คือการไปตั้งแคมป์ ซึ่งเขาไม่เคยไปมาก่อน โดยความรู้สึกตื่นเต้นนี้ไม่ต่างจากคืนวันก่อนไปเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิเมื่อตอนประถมเลย

ตอนเซวียโย่วข่าเอนศีรษะมาซบไหล่เขา เฉิงอวี้ที่หลับตาอยู่ก็ลืมตาขึ้นมา

เขาก้มหน้ามองอีกฝ่ายอย่างเกร็งๆ

จากมุมนี้มองเห็นแต่แพขนตาที่หลุบลงกับปลายจมูก รวมทั้งผิวที่ยังมีขนอ่อนบางๆ แสนน่ารักของเซวียโย่วข่า

เฉิงอวี้ชักเริ่มสงสัยแล้วว่าอีกฝ่ายแกล้งหลับ เขาชั่งใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกวาดตามองสาวๆ แถวหน้าที่แอบมองมา จากนั้นก็เบือนหน้าหนีอย่างเฉยเมย พอเฉิงอวี้สูดหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นหอมจากเส้นผมของอีกฝ่ายก็ลอยมาเข้าจมูก

ทันใดนั้นสายรัดข้อมือก็เริ่มสั่น

สายรัดข้อมือของเขาเป็นแบบสั่งทำพิเศษ มีฟังก์ชันวัดอัตราการเต้นของหัวใจโดยจะแบ่งออกเป็นสามระดับ เมื่อไรก็ตามที่มันสั่น นั่นแปลว่าอารมณ์เริ่มไม่สงบ ซึ่งเวลาที่เฉิงอวี้ตีกลองมักจะอยู่ในระดับนี้ ส่วนระดับที่สองมันจะส่งเสียงดังสามครั้ง สุดท้ายคือระดับสูงสุด มันจะดังติ๊ดๆ ไม่หยุดและแจ้งเตือนระยะไกลไปที่ฉู่เพ่ยซินทันที จนกว่าอัตราการเต้นของหัวใจจะกลับมาเป็นปกติ ซึ่งการแจ้งเตือนระยะไกลที่ว่านี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจอยู่ต่ำกว่าขอบเขตของความปลอดภัย

ทางด้านเถียนอ้ายที่อยู่ข้างหน้า เมื่อหันมาเห็นภาพนี้แล้วก็แทบเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ถึงกับต้องรีบส่งข้อความไปในกลุ่มเพื่อนสาวของตัวเอง

 

‘เวรล่ะ เทอร์โบเป็นเกย์จริงด้วย ชัวร์ป้าบ ฉันเห็นกับตาเลย!’

‘ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเทอร์โบถึงยังโสด ไม่ว่าสาวสวยแบบไหนโผเข้าไปกอดก็จับเขาไว้ไม่ได้! เขาเป็นเกย์จริงๆ!!’

 

กลุ่มแชตตื่นตะลึงกันไปหมด

 

‘ฉันอกหักแล้ว…’

‘ที่แท้กฎที่ว่าหนุ่มหล่อมักเป็นเกย์ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง’

‘แล้วใครคว้าหัวใจเขาได้’

‘รุ่นน้องในชมรมพวกเรา น้องคอสเซอร์หน้าตาน่ารักสุดๆ คนนั้น!’

‘จำได้แล้ว! โอ๊ย แบบนั้นก็เจริญหูเจริญตาอยู่นะ’

 

พวกเพื่อนสาวให้เธอถ่ายรูปมาสักสองรูป แต่เถียนอ้ายก็ไม่ได้แอบถ่าย

 

‘ทำแบบนี้ไม่ดีหรอก พวกเธอรู้ว่าฉันพูดจริงก็พอแล้ว’

 

พอถึงเชิงเขาก็แวะกินข้าว จากนั้นถึงค่อยขึ้นเขาตอนบ่าย ความสูงหนึ่งพันหกร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเลไม่ถือว่าสูงมากนัก ที่ตั้งแคมป์เป็นทุ่งหญ้าบนยอดเขา คาดว่าเรื่องฝนดาวตกเจมินิดส์คงออกข่าว เลยทำให้มีคนมาที่นี่ไม่น้อย โดยส่วนใหญ่จะขับรถมาถึงตีนเขาแล้วค่อยเดินเท้าหรือปั่นจักรยานขึ้นมา หรือคู่รักบางคู่ก็ขับรถออฟโรดขึ้นมาตั้งแคมป์เลย

หลังยุ่งกันอยู่หลายชั่วโมงทุกคนก็หาพื้นที่ราบสำหรับตั้งแคมป์ได้ หลังจากกางเต็นท์ที่ชวนให้รู้สึกกังวลในเรื่องของคุณภาพเสร็จแล้ว เซวียโย่วข่าก็ล้วงเอาเก้าอี้พับสองตัวออกมาจากกระเป๋าเดินทางใบมหึมา

“พี่เอาไปตัวหนึ่ง ผมเอาอีกตัว”

เก้าอี้ตัวเล็กมาก นั่งแล้วเหมือนผู้ใหญ่นั่งบนเก้าอี้เด็กอนุบาล

“ตอนซื้อผมไม่ได้ดูขนาดให้ดีน่ะ ดูแค่ว่ามันพกง่าย…”

เขาค่อยๆ หยิบเครื่องครัวและน้ำยาล้างจานออกมาท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเฉิงอวี้ “แต่ผมไม่ได้เอาเตาไฟฟ้ามา ในกลุ่มมีรุ่นพี่เอามาด้วย เดี๋ยวเขาใช้เสร็จผมค่อยไปขอยืมเขาใช้ก็ได้ อ้อ ผมซื้อราเม็งกึ่งสำเร็จรูปมะรุไตมาให้พี่โดยเฉพาะด้วยนะ นี่คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสุดหรูในหมู่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเลย! แถมยังซื้อแฮมหมูกระป๋องมาด้วย พี่ไม่ชอบกินบะหมี่หอยขมผมเลยเอามาแค่ห่อเดียว เดี๋ยวผมกินเอง ไม่ทำให้พี่เหม็นหรอก”

“นายกินไม่ได้”

“ทำไมล่ะ”

ทั้งที่ยังมีซองห่ออยู่ แต่เฉิงอวี้เหมือนได้กลิ่นเหม็นแล้ว “เซวียโย่วข่า ตอนกลางคืนนายต้องนอนกับฉันนะ นายคิดจะวางยาพิษฉันหรือไง”

เซวียโย่วข่ากอดห่อบะหมี่หอยขมไว้แน่น ในใจเขาราวกับมีเลือดไหลซิบ การตั้งแคมป์ดูฝนดาวตกกับบะหมี่หอยขมนี่โรแมนติกสุดๆ เลยนะ

แบบนี้แล้วจะให้เขายอมแพ้เพราะความเคยชินของคุณชายใหญ่ได้ยังไง

“งั้นผมนั่งกินข้างนอกก็ได้ ลมพัดหน่อยกลิ่นก็หายแล้ว ไม่เหม็นหรอกน่า”

“ฉันไม่อนุญาต” ท่าทางของเฉิงอวี้แน่วแน่มาก “นายอยากกินก็เชิญ แต่อย่าเข้ามาใกล้ฉัน”

“งั้นพี่ก็อย่ามานอนกับผม…”

เฉิงอวี้ทำหน้าแบบ ‘ไร้สาระที่สุด’ แล้วลุกขึ้น เตรียมจะเรียกรถให้มารับกลับบ้าน

“เฮ้ๆ กลับมาๆ! ผมล้อเล่น! ผมจะนอนกับพี่ๆ ผมไม่กินบะหมี่หอยขมแล้ว!” เซวียโย่วข่ารีบคว้าแขนเขาไว้

นักศึกษามหาวิทยาลัย T ที่กำลังตั้งเต็นท์อยู่รอบๆ ต่างหันมามอง ก่อนจะเผยสีหน้าตกใจแล้วไปซุบซิบนินทา

เฉิงอวี้มองเซวียโย่วข่าจากมุมสูง

“ผมผิดไปแล้ว ขอโทษ อย่าโกรธเลยนะ” เซวียโย่วข่ายอมขอโทษอย่างไม่มีฟอร์มใดๆ ไหนๆ เสื้อผ้าที่ใส่อยู่บนตัวเขาก็เป็นของเทอร์โบ แบบนี้แล้วจะไล่อีกฝ่ายไปได้ยังไง

ความโกรธของเฉิงอวี้ค่อยๆ หายไป พอเห็นสีหน้าที่เหมือนกับว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมของคนตรงหน้าแล้วก็ยอมนั่งลงบนเก้าอี้พับที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก ก่อนจะเอ่ยว่า “ไว้กลับถึงหอแล้วฉันจะสั่งดีลิเวอรี่บะหมี่หอยขมให้นายกินตลอดทั้งเดือน กินให้พอใจไปเลย แล้วห่อนี้…” เฉิงอวี้หยิบซองบะหมี่หอยขมขึ้นมา น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย “ฉันจะยึดไว้ก่อน กันไม่ให้นายแอบกิน”

“ก็ได้…”

 

พอตกค่ำพวกรุ่นพี่ก็เริ่มก่อเตาถ่านย่างเนื้อ เซวียโย่วข่าไปหยิบเนื้อเสียบไม้กับมันฝรั่งกลับมาจำนวนหนึ่ง ตอนบ่ายเขาช่วยเอาไม้เสียบลูกชิ้นเสียบอยู่ตั้งสองชั่วโมง ในที่สุดตอนนี้ก็ได้กินแล้ว

เฉิงอวี้ฝืนกินเข้าไป แต่ก็ไม่ได้บ่นจุกจิกอะไร หลังจากที่เซวียโย่วข่ายื่นขนมปังกับขนมให้เขาก็รีบวิ่งไปยืมเตาไฟฟ้า ต่อสายไฟจากรถมาแล้วเปิดไฟต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

เห็นได้ชัดว่าราเม็งสำเร็จรูปมะรุไตห่อเดียวดูท่าจะไม่พอ อีกฝ่ายเลยเอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาอีกสองห่ออย่างมีไหวพริบ

เซวียโย่วข่าหั่นสแปมใส่ลงไปในหม้อบะหมี่ที่กำลังเดือด ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบบนยอดเขา เซวียโย่วข่าสูดกลิ่นผักดองเข้าไปเต็มปอด ดวงตาพลันเปล่งประกายเหมือนหมาป่าหิวโซ

รุ่นพี่ที่อยู่ใกล้ๆ ตั้งกล้องเลนส์เทเลโฟโต้* เอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเตรียมถ่ายฝนดาวตก แต่ดูเหมือนว่าคืนนี้ฝนดาวตกเหมือนจะมาช้าไปหน่อย ทุกคนเลยรอด้วยความกระสับกระส่ายกลัวว่าสุดท้ายมันจะไม่มา

แต่เซวียโย่วข่าไม่กังวลเรื่องนี้เลย ในสายตาเขามีแต่บะหมี่ พอต้มจนครบตามเวลาเรียบร้อยก็ปิดไฟทันที เขาใช้ตะเกียบคีบเส้นใส่ชามสองใบ ก่อนแบ่งชามหนึ่งให้เฉิงอวี้

“นี่ไม่มีกลิ่นเหม็นนะ อร่อยมากเลย”

เฉิงอวี้แทบไม่เคยกินอาหารกึ่งสำเร็จรูปแบบนี้ เขาใช้ตะเกียบแบบใช้แล้วทิ้งที่เซวียโย่วข่าเอามาคีบเส้นขึ้นชิมหนึ่งคำ รสชาติไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการเอาไว้ อันที่จริงมันไม่ได้แย่เลย ความนุ่มกำลังดีแถมกลิ่นยังหอมแตะจมูก

เซวียโย่วข่าทำหน้ามีความสุข “อร่อยๆ พี่อร่อยไหมครับ”

“ทำไมนายยังเหมือนเมื่อก่อนเลย” ยังชอบกินบะหมี่รสผักกาดดองเหมือนเดิม

เซวียโย่วข่ารู้ว่าเขากำลังพูดถึงสมัยเด็ก “เมื่อก่อนผมเป็นยังไงเหรอ”

“เมื่อก่อนนาย…ชอบฉันมากเลย”

“ตอนนี้ผมก็ชอบพี่นะ” ยังไม่ทันให้เฉิงอวี้ได้ตอบสนอง จู่ๆ เขาก็ตะโกนขึ้น “เฮ้ๆๆ พี่เฉิงอวี้! ดาวตกมาแล้ว!”

เซวียโย่วข่าวางชามไว้บนพื้นหญ้าแล้วรีบควักมือถือออกมาถ่ายรูปทันที แต่ปรากฏว่าเครื่องกระตุกจนปลดล็อกไม่ได้

พอเห็นว่าเขาเอาแต่ไถหน้าจอไม่หยุด เฉิงอวี้ก็ทนดูต่อไปไม่ไหว ก่อนจะหยิบมือถือของตัวเองมาส่งให้ “ใช้ของฉันถ่ายสิ เดี๋ยวค่อยส่งให้นายทีหลัง”

เซวียโย่วข่าใช้มือถือเขาถ่ายไปหลายรูป “พวกรุ่นพี่ที่ชมรมใช้อุปกรณ์มืออาชีพ บางคนยังแบกคอมฯ มาไว้แต่งสีด้วย แล้วเดี๋ยวพวกเขาก็ส่งรูปเข้าไปในกลุ่ม แต่มือถือของพี่ถ่ายรูปดีมากเลย”

“งั้นฉันซื้อให้นายสักเครื่องแล้วกัน”

“หา?” เซวียโย่วข่าตั้งตัวไม่ทันว่าเขาจะให้อะไร

“มือถือไง ฉันจะซื้อรุ่นใหม่ให้นาย”

เซวียโย่วข่ากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะละสายตาจากดาวตกบนท้องฟ้ามามองเฉิงอวี้

หากดูจากใบหน้าของเฉิงอวี้ก็ยังคงมองไม่ออกว่าเจ้าตัวรู้สึกยังไง เขายังคงอยู่ในโหมดหนุ่มหล่อสุดเท่แสนเย็นชาเหมือนที่ผ่านมา โดยกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พับไซส์มินิ ขายาวไม่มีที่วางดีๆ จนต้องเหยียดออกไปด้านข้าง ในมือยังถือชามลายดอกใบใหญ่ที่เซวียโย่วข่าเอามา

“พี่ดีกับผมเกินไปแล้ว” ก่อนหน้านี้ตอนไปรับอาหารดีลิเวอรี่ รูมเมตยังพูดว่าใครกันที่ตามจีบเขาพร้อมด่าว่าเขาเป็นคนทรยศต่อหัวใจไปด้วย เซวียโย่วข่ายื่นมือถือคืนให้พร้อมกับบอกว่า “ทำเอาผมเกือบจะเข้าใจผิดไปเลยว่าพี่ชอบผมหรือเปล่า”

* กล้องเลนส์เทเลโฟโต้ (telephoto lens) คือกล้องสำหรับถ่ายภาพจากระยะไกล โดยภาพที่ได้จะให้ความรู้สึกเหมือนถ่ายจากระยะใกล้

บทที่ 33

 

คำพูดที่ว่า ‘นายเพ้อเจ้อไปแล้ว’ ติดอยู่ในลำคอของเฉิงอวี้

ก่อนหน้านี้เฉิงอวี้ก็เคยชอบเขาจริงๆ แต่ตอนนี้ร่างกายของเซวียโย่วข่าเปลี่ยนไปมาก แม้กระทั่งเพศยังเปลี่ยนไป…

นิสัยก็เปลี่ยนเช่นกัน แต่ยังคงเหลือเงาของเด็กคนนั้นอยู่ บางครั้งเวลาเฉิงอวี้มองเขาก็รู้สึกเหมือนยังชอบเขาอยู่มาก แต่พอคิดว่าแฟนสาวตัวน้อยในวันวานกลายเป็นแฟนหนุ่มขึ้นมาก็ไม่อาจยอมรับได้

“ในหัวนายคิดอะไรอยู่กันแน่”

“ผมแค่ล้อเล่นเฉยๆ ฮ่าๆ รูมเมตผมยังเข้าใจผิดเลยว่าคนที่สั่งดีลิเวอรี่ให้ผมเป็นเสี่ย อยากเลี้ยงดูผม ไม่สิ เป็นเสี่ยที่ผมเคยคบเล่นๆ แล้วทิ้งไป แต่อยากกลับมาเลี้ยงดูผมอีก”

เฉิงอวี้เหลือบตามอง ในดวงตาคู่นั้นมีบางสิ่งที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย

เซวียโย่วข่าสังเกตว่าสายรัดข้อมือของเฉิงอวี้ดังขึ้นสามครั้งและเห็นสีหน้าซับซ้อนของอีกฝ่าย ดวงตาลึกล้ำเหมือนบ่อน้ำสีดำมีความรู้สึกที่ไม่อาจจับต้องได้ เขาถามด้วยความกังวลเล็กน้อย “พี่…ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

“แค่แจ้งเวลาน่ะ”

“แต่นี่เป็นสายรัดข้อมือไม่ใช่เหรอ” เซวียโย่วข่าเหลือบมองโทรศัพท์ตัวเอง ยังไม่ถึงเวลาเลยนะ “งั้นนาฬิกาพี่คงไม่ตรงแล้วล่ะ”

“นายมายุ่งอะไรกับฉัน”

เทอร์โบก็ยังเป็นเทอร์โบคนเดิม…

เซวียโย่วข่าไปหาก๊อกน้ำเพื่อล้างชามกับหม้อ จากนั้นก็เอาเตาไฟฟ้าไปคืนรุ่นพี่โดยไม่สนใจเฉิงอวี้อีก

รุ่นพี่สาวที่มาล้างชามด้วยกันอดพูดไม่ได้ว่า “รุ่นน้อง นายตามใจเทอร์โบเกินไปหรือเปล่า ทำอาหารให้แล้วยังไม่ยอมให้เขาล้างชามอีก”

ตอนที่เซวียโย่วข่าล้างชามอยู่นั้น เฉิงอวี้กำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเสื่อปิกนิกที่เซวียโย่วข่าเอามาท่ามกลางอากาศหนาวติดลบ ฟังเพลงไปพลางมองดูฝนดาวตก

“เขาล้างไม่เป็นหรอกครับ” เซวียโย่วข่าคิดว่านี่คือการตอบแทนบุญคุณ “คุณชายใหญ่ไงครับ พี่ก็เข้าใจนี่”

รุ่นพี่สาวพยักหน้าเห็นด้วย “งั้นพวกนายก็ดูแลกันให้ดีๆ นะ! สู้ๆ!”

“เอ๋? อ๋อ…ครับๆ”

ก่อนหน้านี้เฉิงอวี้สั่งดีลิเวอรี่ให้เขาทุกวัน เขาเองก็งงไปหมด สุดท้ายพอติดต่อไปอีกฝ่ายกลับไม่ได้สนใจ แม้เขาจะบอกว่าตนเองไม่ต้องการอาหารเย็น ไม่ต้องสั่งดีลิเวอรี่มาให้แล้ว แต่ก็ยังมีมาเหมือนอย่างเคย แถมบางครั้งยังมีของหวานเพิ่มมาเป็นพิเศษด้วย

พอกลับมาจากล้างชาม เซวียโย่วข่าก็เห็นว่าเฉิงอวี้ยังนอนอยู่ สองมือประสานรองท้ายทอย เหมือนปล่อยใจให้ว่างแต่กลับดูเหมือนกำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่าง

“นอนแบบนี้ไม่หนาวเหรอครับ”

“ไม่”

“งั้นเข้าไปในเต็นท์ไหม”

“ยังก่อน”

เซวียโย่วข่ารู้สึกว่ากินเสร็จแล้วนอนเลยไม่ค่อยดีเท่าไร ต้องขยับเนื้อขยับตัวสักหน่อยเลยชวนเทอร์โบ “เราเดินไปห้องน้ำแล้วค่อยเดินเล่นกลับมาดีไหมครับ”

แคมป์นี้มีห้องน้ำอยู่แค่ที่เดียว คนที่มาตั้งแคมป์ทุกคนต้องใช้ห้องน้ำที่นั่นร่วมกัน แน่นอนว่าบางคนก็อาศัยป่ามืดๆ แอบไปจัดการตามพื้น

ตอนทั้งสองคนเดินกลับมาจากห้องน้ำ เฉิงอวี้เหมือนได้กลิ่นเหม็นจนทำหน้าบูด “ครั้งหน้าฉันจะไม่มาที่แบบนี้กับนายอีกแล้ว”

เซวียโย่วข่าเกาศีรษะ “ไม่งั้นพรุ่งนี้ถ้าพี่อยากทำธุระ เราไปที่พุ่มไม้ข้างล่างตอนกลางดึกไหม ผมจะคอยเฝ้าให้ รับรองไม่มีใครเห็นหรอกว่าเทพบุตรก็เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญเหมือนกัน”

“นายเลิกพูดเถอะ” หลังอุณหภูมิลดต่ำลง อากาศก็หนาวเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ เฉิงอวี้ทนไม่ไหวจนต้องติดกระดุมเม็ดบนสุดของแจ็กเก็ตกันลมให้เรียบร้อย

เซวียโย่วข่าเห็นว่าเขาเหมือนจะหนาวคอจึงเป็นฝ่ายชี้ไปที่ผ้าพันคอของตัวเอง “เอาไหมครับ”

ผ้าพันคอเป็นสีครีม ดูเหมือนถักด้วยมือ ใส่แล้วดูเด็กเกินไป “ไม่เอา…”

“แม่ผมถักให้น่ะ แม่ส่งมาให้สองผืน พอดีผืนนี้มันใหญ่ไปหน่อย ผมเลยไม่ได้พกอีกผืนมาให้พี่ด้วย ไม่ต้องห่วงนะ ผมไม่ได้ใส่มันตอนกินบะหมี่หอยขมหรอก…” เซวียโย่วข่าเป็นห่วงเขาที่เป็นโรคหัวใจ กลัวว่าเขาจะหนาวจนแข็งไปเสียก่อน จึงถอดผ้าพันคอออกมาให้ “ผมอุ่นมากแล้ว เอาไปใส่เถอะ”

เฉิงอวี้จดจ้องรอยยิ้มของอีกฝ่าย เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะก้มศีรษะลงเล็กน้อยโดยไม่ปฏิเสธ

ไม่มีกลิ่นบะหมี่หอยขมจริงๆ แถมผ้าพันคอยังมีความอบอุ่นของอีกฝ่ายหลงเหลืออยู่ด้วย ไหมพรมก็มีกลิ่นอายอบอุ่นเป็นพิเศษ

ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเฉิงอวี้ถูกผ้าพันคอปกปิดเอาไว้

ในตอนนี้เองทั้งคู่ก็พลันเห็นเงาร่างคุ้นตาสองร่างอยู่ข้างหน้า

“เอ๊ะ นั่นไม่ใช่…” เซวียโย่วข่าพูดขึ้นทันที

วูล์ฟสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ตัดผมสั้นทรงเดียวกับเฉิงอวี้ ถึงแม้จะอยู่ในความมืดก็ยังดูโดดเด่น

เฉิงอวี้ขมวดคิ้วทันที รู้สึกว่านี่ไม่ถูกต้อง

พวกวูล์ฟกับหลินสือเม่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

ครึ่งชั่วโมงก่อนพวกเขายังบอกในกลุ่มว่าอยู่บ้าน เหล่าเคก็บอกว่ากำลังซ้อมอยู่ แล้วทำไมถึงแอบหนีมาดูฝนดาวตกกันที่นี่

ทั้งสองเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้เซวียโย่วข่ามั่นใจแล้วว่าเป็นสมาชิกวงสกอร์ปิโอ แต่ในขณะที่กำลังจะตะโกนเรียกก็กลับถูกเฉิงอวี้ยกมือมาปิดปาก อีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ ฝ่ามือข้างหนึ่งกดลงบนไหล่เซวียโย่วข่าพร้อมส่งเสียง “ชู่ว์” เบาๆ

เซวียโย่วข่ากะพริบตาปริบๆ

“คนคนนี้คล้ายเทอร์โบจัง…” ไฟฉายของวูล์ฟส่องผ่านแผ่นหลังพวกเขาสองคน แน่นอนว่าเขาย่อมสังเกตเห็นคู่รักแคมป์ปิ้งคู่หนึ่งที่ดูไม่ค่อยปกติ

“อย่าโง่น่า” หลินสือเม่าเหลือบมองแวบเดียวแล้วพูดขึ้น “เทอร์โบไม่มีวันใส่ผ้าพันคอขนปุยๆ แบบนั้นหรอก เขาต้องพูดว่า ‘เชยชะมัด’ แหงๆ”

วูล์ฟเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง “ฮ่าๆๆ”

“อีกอย่างเขาจะมาตั้งแคมป์ในป่าชานเมืองแบบนี้ได้ยังไง”

พอทั้งคู่เดินผ่านไปเฉิงอวี้ถึงค่อยปล่อยมือออก

“นั่นเพื่อนร่วมวงพี่นะ ทำไมไม่ทักพวกเขาล่ะ”

เฉิงอวี้ไม่พูดอะไร เพียงแค่พันผ้าพันคออุ่นๆ ของเซวียโย่วข่าแล้วเดินมุ่งหน้าไปทางเต็นท์

เซวียโย่วข่าเดินตามไป “เพราะมันเชยใช่ไหม พี่อายเหรอ”

“หยุดพูดได้แล้ว”

เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ถึงยอมตามเซวียโย่วข่ามาตั้งแคมป์ดูฝนดาวตกในเดือนธันวาคมแบบนี้…เชยชะมัดจริงๆ

ฝั่งชมรมดาราศาสตร์เอาโปรเจ็กเตอร์มาด้วย เพียงแต่อากาศหนาวเกินไป บางคนที่สนใจเลยห่อตัวด้วยถุงนอนกับผ้าห่มออกมาดู แต่ในเวลานี้คนส่วนใหญ่พากันหลบเข้าไปในเต็นท์หมดแล้ว เซวียโย่วข่าเองก็หนาว เลยค้นถุงเท้าคู่ใหม่ออกมาสองคู่ ก่อนจะแบ่งให้เทอร์โบหนึ่งคู่

“ถุงเท้าขนอูฐ อุ่นมากนะ ของใหม่เอี่ยมเลย พี่ใส่นอนได้”

เฉิงอวี้จำใจรับถุงเท้าสีเหลืองหม่นๆ นั้นมา

เซวียโย่วข่าถอดรองเท้าแล้วมุดเข้าไปในเต็นท์ นั่งลงบนที่นอนเป่าลม ก่อนจะรูดซิปถุงนอนขนเป็ด ภายใต้แสงไฟฉาย เขาถอดเสื้อแจ็กเก็ตแล้วมุดเข้าไปในถุงนอนตามคู่มือ จากนั้นก็ยื่นแขนออกมาจากถุงนอน พยายามเอาเสื้อแจ็กเก็ตวางพาดไว้บนถุงนอนอย่างทุลักทุเล

เซวียโย่วข่าเรียกเฉิงอวี้เข้ามา แต่เฉิงอวี้บอกว่าเดี๋ยวก่อนแล้วให้เขารูดซิปปิดเต็นท์

เฉิงอวี้อยู่ข้างนอกสักพัก ก่อนจะพิมพ์ข้อความถามลงไปในกลุ่มวง

 

เทอร์โบ ซ้อมอยู่เหรอ

เหล่าเค แน่นอนอยู่แล้ว!

 

เฉิงอวี้เพิ่งเห็นหลินสือเม่ากับวูล์ฟเดินผ่านหน้าตัวเองไปกับตา ถ้าดูจากที่เหล่าเคอยากมาดูฝนดาวตกแล้ว เขาต้องเป็นคนสนับสนุนอย่างแน่นอน

 

เทอร์โบ เปิดวิดีโอให้ฉันดูหน่อยสิ

 

เหล่าเคถ่ายวิดีโอซ้อมเบสในห้องเช่าส่งไปอย่างรวดเร็ว แถมยังพูดในวิดีโออีกว่า “วันนี้วันที่สิบแปดธันวาคม ฉัน เหล่าเคกำลังเล่นเบสอยู่”

พอเฉิงอวี้ถามหลินสือเม่ากับวูล์ฟ ทั้งสองก็ตอบกลับมาติดๆ กัน

 

‘อยู่บ้าน’

‘กำลังกินมื้อดึก’

 

ดูท่าแล้วสองคนนั้นคงแอบมากันเอง

ทำไมถึงไม่ยอมรับล่ะ แค่ดูฝนดาวตกเอง ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน

เฉิงอวี้ไม่ได้ซักไซ้ต่อ แค่ยืนสูบบุหรี่จนหมดไปสองมวนอยู่ภายใต้ดาวตก

ดึกสงัดเงียบสงบ ข้างนอกไม่มีคนแม้แต่คนเดียว เฉิงอวี้หันไปมองเต็นท์ พอเห็นว่าไม่มีแสงไฟก็คิดว่าอีกฝ่ายคงหลับแล้วจึงรูดซิปเปิดเต็นท์ ก่อนจะถอดรองเท้าย่องเข้าไปข้างในอย่างแผ่วเบา

ใบหน้าของเซวียโย่วข่าโผล่ออกมาจากถุงนอน มือถือเปล่งแสงสลัวออกมา

“ยังไม่หลับเหรอ” เฉิงอวี้ไม่มีที่ยืนภายในเต็นท์ ทำได้แค่นั่งลงแล้วสวมใส่ถุงเท้าด้วยสีหน้าราบเรียบ

“ผมนอนไม่หลับ กำลังอ่านวิจัยอยู่” เขาพยายามไม่พูดเสียงดังในเวลากลางคืน เพราะกลัวว่าจะรบกวนคนอื่น

เนื่องจากยังมีแสงไฟและความเคลื่อนไหวจากเต็นท์อื่น เขาจึงได้ยินเสียงอยู่บ้าง เหมือนมีคู่รักกำลังสวีตหวานกันอยู่ แถมยังได้ยินเสียงการกระทำที่ค่อนข้างน่าอายด้วย

เฉิงอวี้บอกให้เขาล็อกหน้าจอมือถือ

“แต่ผมยังอยากอ่านอยู่นะ”

“ฉันจะถอดเสื้อผ้า”

เซวียโย่วข่ากดล็อกหน้าจอทันที

หลังเสียงขยับสวบสาบดังอยู่ครู่หนึ่ง ด้านข้างก็มีคนคนหนึ่งเอนตัวนอนลงมา เฉิงอวี้ห่อตัวอยู่ในถุงนอน รู้สึกว่าตัวเองจะต้องดูตลกเหมือนดักแด้แน่ๆ

เซวียโย่วข่ามองเห็นเค้าโครงท่ามกลางความมืดรางๆ “พี่เสร็จหรือยัง”

“อืม”

“งั้นผมเปิดมือถือได้ยัง”

“ไม่ได้”

ทั้งคู่คุยกันเสียงเบา เซวียโย่วข่าถาม “ทำไมไม่ให้ผมอ่านล่ะ”

“มันเสียสายตา” เฉิงอวี้รู้ตัวว่าท่าทางของตัวเองในตอนนี้ต้องดูประหลาดมากแน่ๆ และเขาจะไม่ยอมให้ใครเห็นเด็ดขาด

“อ๋อ” เซวียโย่วข่ายอมเชื่อคำพูดนี้แล้วบอกฝันดีกับเขา จากนั้นก็เตรียมตัวนอน แต่ไม่ว่ายังไงก็นอนไม่หลับ

ถุงนอนที่เขาซื้อมาเป็นแบบลดราคา เห็นว่ารีวิวดีมาก แถมยังเป็นขนเป็ด แต่ราคาแค่สี่สิบห้าหยวน ผลก็คือเป็นของถูกที่ไร้คุณภาพ เซวียโย่วข่าหนาวจนรู้สึกทรมานนิดๆ เลยงอขาเล็กน้อยอยู่ในถุงนอนพร้อมกอดอกเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าเฉิงอวี้หลับไปแล้วหรือยัง ได้ยินแค่เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของอีกฝ่าย

เซวียโย่วข่าหยิบมือถือออกมาอย่างระมัดระวัง แต่ก็ยังไม่วายมีเสียงความเคลื่อนไหวดังขึ้นเบาๆ

หน้าจอมือถือยังไม่ทันสว่าง เฉิงอวี้ก็ลืมตา “แอบเล่นมือถือเหรอ”

เซวียโย่วข่าหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกเหมือนต้องเผชิญหน้ากับอาจารย์ฝ่ายปกครองสมัยมัธยมปลาย

“ผมเปล่า…ก็แค่จะส่งข้อความ”

“ส่งหาใคร”

“รุ่นพี่คนหนึ่ง”

ประชุมรอบดึกกับรุ่นพี่งั้นเหรอ

เฉิงอวี้ถลึงตาใส่เขาอย่างดุดันในความมืดสลัว

“ผมแค่อยากถามว่าเขานอนหรือยัง เขามีถุงร้อนหลายถุง วันนี้เขายังถามผมว่าจะเอาไหม ผมบอกเดี๋ยวก่อน แต่สุดท้ายก็ลืมไป…” เซวียโย่วข่าเอาถุงร้อนแบบชาร์จไฟได้มาแค่ถุงเดียว ซึ่งตอนนี้มันเย็นสนิทไปแล้ว เขาเลยเตะมันออกไปจากถุงนอน

“นายหนาวมากเหรอ” เฉิงอวี้ขมวดคิ้ว

“อืม…นิดหน่อย” เต็นท์ก็ไม่ค่อยดี ลมพัดเข้ามาจนสั่นไปหมดแล้ว

เฉิงอวี้โยนผ้าพันคอให้เขา “พันซะ” ผ่านไปสักพักก็ถามต่อ “ดีขึ้นบ้างไหม”

“เหมือนจะดีขึ้นหน่อย” เขาพ่นลมหายใจ เสียงยังสั่นเล็กน้อย

เฉิงอวี้ฟังออกว่าเซวียโย่วข่าหนาวจนทนไม่ไหวแล้ว

“รุ่นพี่นายตอบกลับมาหรือยัง”

“ยังครับ…”

เฉิงอวี้กลัวว่าเขาจะนอนหนาวทั้งคืน เพราะยอดเขาที่มีความสูงหนึ่งพันหกร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเลในปลายเดือนธันวาคมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย

“งั้นนายมานอนในถุงนอนฉันสิ”

“หา?” เซวียโย่วข่าตกใจ “จะนอนยังไง”

แบบนี้จะนอนได้เหรอ

“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว”

เนื่องจากเฉิงอวี้ไม่ยอมให้เปิดไฟ เซวียโย่วข่าจึงได้แต่คลานไปในความมืด

เฉิงอวี้รูดซิปแล้วปลดกระดุมถุงนอน เตรียมที่จะเปลี่ยนถุงนอนกับอีกฝ่าย

วินาทีต่อมาก็สัมผัสได้ว่ามีมือคู่หนึ่งเอื้อมมาจับตัวเขา

“ขอโทษครับ” เซวียโย่วข่าพูดเสียงเบา “ผมไม่ได้ตั้งใจจะโดนตัวพี่”

เซวียโย่วข่าขยับตัวนอนลงไปในถุงนอนที่อีกฝ่ายเปิดออก ปลายจมูกของพวกเขาสองคนห่างกันไม่ถึงครึ่งนิ้ว เฉิงอวี้ตกใจจนเสียอาการ หลังมือบังเอิญไปโดนเสื้อไหมพรมบนตัวเขาโดยไม่ตั้งใจจนเกิดไฟฟ้าสถิต เซวียโย่วข่าใช้ถุงนอนของตัวเองมาคลุมไว้ด้านบน ปูผ้าพันคอไว้ตรงช่วงเอวด้านหลังที่ลมพัดลอดเข้าได้ง่าย ก่อนจะขยับเข้าไปแนบชิดกับตัวของเฉิงอวี้ ความร้อนและอุณหภูมิร่างกายพลันถ่ายเทไปยังร่างกายของอีกฝ่ายโดยไม่มีการกักเก็บ

“พี่เทอร์โบถุงนอนพี่มีลมลอดเข้ามาหรือเปล่า” เซวียโย่วข่านอนนิ่งไปพักหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้น พวกเขาอยู่ใกล้กันมาก เวลาส่งเสียงออกมาเลยมีลมเป่ารดหู

สายรัดข้อมือเริ่มสั่น ความรู้สึกชาหนึบบางจุดกลายเป็นความแปลกประหลาดขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ทำให้เฉิงอวี้ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

“นายอย่าเป่าลมใส่หูฉันสิ!”

“งั้นผมไม่พูดแล้วก็ได้ ฝันดีนะครับ…” เซวียโย่วข่ามุดศีรษะแล้วนอนตะแคงข้างหลับไป

เฉิงอวี้ส่งเสียงอืม โดยที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาหลับตาลง หัวใจเดี๋ยวเต้นช้าเดี๋ยวเต้นเร็ว

ผ่านไปไม่นานเซวียโย่วข่าก็เริ่มเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างแท้จริง ศีรษะเอนลงมาจนแทบจะพิงไหล่ของเฉิงอวี้อยู่แล้ว ลมหายใจเข้าออกอุ่นๆ เป่ารดตรงลำคอของเขา

ตึกตัก…ตึกตัก…

เฉิงอวี้รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายตัวเองมีปัญหา หัวใจที่กำลังเต้นถี่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดี

ในตอนที่เสียงปี๊บๆ ดังขึ้น เฉิงอวี้ก็สะดุ้งโหยง รีบถอดสายรัดข้อมือออกโดยไม่แม้แต่จะคิด

เขากลัวว่าฉู่เพ่ยซินจะตกใจจนโทรมาหาตอนกลางดึก หรือไม่ก็เรียกเฮลิคอปเตอร์มาถึงยอดเขาตงหลิงซานในยี่สิบนาที เลยคว้ามือเซวียโย่วข่าที่อยู่ในถุงนอนแล้วสวมสายรัดข้อมือไปที่ข้อมือของอีกฝ่ายโดยไม่ลังเล

สายรัดข้อมือนี้เป็นแบบสั่งทำพิเศษ มีระบบล็อกชีวภาพ ต้องสัมผัสกับร่างกายตลอดเวลา

เซวียโย่วข่าลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ทำท่าจะยกมือขึ้น “มีอะไรเหรอ…”

“หมี่หมี่ อย่าขยับมั่วซั่ว” เฉิงอวี้กุมข้อมือเซวียโย่วข่าไว้ และเนื่องจากกลัวว่าระหว่างหลับสายรัดข้อมือจะบังเอิญหลุดออก จึงนำมือของอีกฝ่ายยัดใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง อุณหภูมิร่างกายที่แทบไม่ต่างจากตัวเขาแต่กลับร้อนลวกเป็นพิเศษแผ่ออกมา ก่อนจะซึมซาบแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: