ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2
ผู้เขียน : ซุ่ยหมาง (睡芒)
แปลโดย : G.N Voyager
ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
และมีการบรรยายถึงเลือด
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 34
หลังจากที่เซวียโย่วข่าหลับไปแล้ว เฉิงอวี้ก็ถอดเสื้อแจ็กเก็ตของตัวเองมาคลุมลงบนตัวของคนข้างๆ
กลางดึกมีหลายครั้งที่เซวียโย่วข่าอยากจะเกาใบหน้าระหว่างนอนหลับ แต่ปรากฏว่าขยับมือไม่ได้ เขาจึงดึงมือออกมาระหว่างหลับฝันอย่างเลือนราง เฉิงอวี้เลยตื่นขึ้นมา
แม้จะผ่อนแรงลงนิดหน่อย แต่เฉิงอวี้ก็ยังจับข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
สายรัดข้อมืออยู่บนข้อมือของเซวียโย่วข่าอย่างสงบเรียบร้อยไม่มีเรื่องอะไร แม้แต่การสั่นสักนิดก็ยังไม่มี จนกระทั่งฟ้าสาง ด้านนอกมีแสงอาทิตย์ส่องรำไร เฉิงอวี้คิดว่าตอนนี้น่าจะไม่มีปัญหาแล้วจึงถอดสายรัดข้อมือออกมาอย่างรวดเร็วแล้วนำกลับมาใส่ที่ข้อมือของตัวเอง
เรื่องสายรัดข้อมือนี่ทำให้เขาลำบากมานาน เขาเคยไปหาพวกแฮกเกอร์มาหลายเจ้า แต่เพราะเป็นล็อกชีวภาพ เลยยังหาวิธีที่โอเคไม่ได้ แฮกเกอร์คนหนึ่งช่วยปรับพารามิเตอร์* ให้เขาพร้อมกับบอกว่า ‘ไม่ได้หรอก เจ้านี่ไม่มีทางเอาไปใส่ที่ข้อมือคนอื่นได้ ต่อให้ใส่อยู่ที่มือคนอื่นก็ต้องการลายนิ้วมือของนายอยู่ดี อีกอย่างนายอยู่ห่างจากสายรัดข้อมือไม่ได้ด้วย’
นับแต่นั้นมาเฉิงอวี้ก็ไม่เคยถอดมันออกอีกเลย
ตอนเช้า เฉิงอวี้ถูกเสียงเอะอะข้างนอกปลุกให้ตื่น หลายคนตื่นกันแล้ว และเต็นท์ก็กันเสียงไม่ได้เลยสักนิด ไม่ว่าข้างนอกจะกำลังทำอะไรล้วนได้ยินชัดแจ๋ว
เขาแทบไม่ได้นอนและไม่มีอารมณ์จะนอนต่อแล้ว
เฉิงอวี้ลืมตา ก่อนจะก้มมองกระหม่อมของเซวียโย่วข่าแวบหนึ่ง ไม่รู้อีกฝ่ายนอนหลับยังไง หลับไปหลับมาดันมาซุกที่อกเขา หัวฟูๆ นั่นซุกเข้าไปจนมองไม่เห็นหน้า ปลายหูโผล่พ้นผมดำๆ ลมหายใจแผ่วเบา ร่างกายแผ่กลิ่นอายอบอุ่นออกมา มันไม่ใช่กลิ่นที่หอมเป็นพิเศษ แต่ก็เย้ายวนใจมาก
คงเพราะเมื่อคืนหนาว อีกฝ่ายเลยนอนขดจนตัวงอไปหมด แต่ยังไม่ถึงขั้นเอาขามาก่ายบนตัวเขาแบบไม่เรียบร้อย
เฉิงอวี้ค่อยๆ ขยับตัวออกมา กะว่าจะลุกไปสูดอากาศข้างนอกสักหน่อย ในนี้อบอ้าวเกินไป แถมมีบรรยากาศแบบบอกไม่ถูกกับแรงกระตุ้นอันแปลกประหลาด
พอแหล่งความร้อนถอยห่าง เซวียโย่วข่าก็ตื่นขึ้น เขาพูดเสียงแหบพร่าแบบคนที่ยังไม่ตื่นดี “พี่จะไปไหนเหรอ”
เฉิงอวี้หันกลับมา เซวียโย่วข่านอนจนหน้าแดงไปหมด ดวงตายังหรี่ปรือ ผมเผ้ายุ่งเหยิง
“เข้าห้องน้ำ”
“รอผมแป๊บ ผมก็จะไปด้วย…” เขาหาวหนึ่งทีก่อนจะคลานออกจากถุงนอน เสียงยังอู้อี้
“เป็นหวัดเหรอ”
“นิดเดียวเอง ไม่เป็นไร ผมพกยาชงแก้หวัดมาด้วย”
ทั้งสองต่างสวมเสื้อผ้ากันในเต็นท์แคบๆ เซวียโย่วข่ากำลังเปลี่ยนถุงเท้า ส่วนเฉิงอวี้ดูเหมือนจะรีบ จึงได้รูดซิปเปิดเต็นท์เตรียมตัวจะออกไป ทันใดนั้นเซวียโย่วข่าก็ยื่นเอื้อมมือมารั้งเขาไว้
เฉิงอวี้หันมา
“เอ่อ…อีกเดี๋ยวพี่ค่อยออกไปได้ไหม”
เฉิงอวี้ยังไม่ได้รูดซิปเสื้อเผยให้เห็นกางเกงที่นูนขึ้น เซวียโย่วข่าไม่ได้รู้สึกเขินเพราะปกติรูมเมตก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว แถมบางครั้งยังแอบจัดการตอนเช้าอีกด้วย ซึ่งถ้าเซวียโย่วข่าได้กลิ่นเมื่อไรก็จะหนีไปสูดอากาศที่ระเบียงทุกที แต่ของเฉิงอวี้ออกจะชัดเกินไปหน่อย เซวียโย่วข่าเลยหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
“พี่เป็นแบบนี้…ถ้าปวดฉี่ก็เอาผ้าพันคอผมพันเอวไว้ได้นะ ถึงยังไงเมื่อคืนผมก็เอาผ้าพันคอผืนนี้พันเอวนอนอยู่แล้ว”
“ไม่ต้อง…”
เฉิงอวี้เก้ๆ กังๆ เล็กน้อย ปกติเขาอยู่คนเดียว ตอนเช้าตื่นมาก็ไปล้างหน้าแปรงฟันทั้งแบบนั้น แทบไม่เคยค้างคืนนอกบ้าน วันนี้เลยตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อย
เพียงแค่นึกภาพที่มีผ้าพันคอสีครีมผืนนี้พันเอว ถ้าไม่เรียกว่าที่นี่ไม่มีเงิน* แล้วจะเรียกว่าอะไร
“เดี๋ยวผมไปยืนบังให้” เซวียโย่วข่าลุกพรวดขึ้นมาใส่เสื้อแล้วออกไป “สบายใจได้ ผมจะล้างหน้าแปรงฟันอยู่ข้างนอก จะไม่ให้ใครเห็นหรอกว่าพี่ทำอะไรอยู่ข้างใน!”
เขาหยิบแก้วแปรงฟันออกมาแล้วเริ่มบ้วนปาก ระหว่างนั้นก็อ่านข้อความในกลุ่มไปด้วย ในกลุ่มคุยกันว่ามีรุ่นพี่ลงไปซื้ออาหารเช้าที่ด้านล่างภูเขาแล้ว แถมยังซื้อมาเยอะมากด้วย อีกเดี๋ยวก็จะกลับมาแล้ว ให้พวกเขารออีกสักพักค่อยไปกิน
เซวียโย่วข่าไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ ภายในเต็นท์ เลยแอบย่อตัวไปฟัง
เฉิงอวี้นอนอยู่ในเต็นท์สีเขียวทหาร แสงแดดที่ไม่แรงมากส่องผ่านผ้าเต็นท์เข้ามา สาดแสงสีเขียวจางๆ ลงบนศีรษะ
เงาของเซวียโย่วข่าที่นั่งยองๆ พลางถือแก้วแปรงฟันแอบฟังอยู่นั้นชัดเจนเอามากๆ
เฉิงอวี้เลิกคิ้วแล้วยกขาเตะเบาๆ ไปตรงนั้น เซวียโย่วข่ารู้สึกเหมือนมีอะไรมาแนบหน้าตัวเองเลยร้องอ๊ะ แล้วดีดตัวลุกขึ้น
จากนั้นซิปเต็นท์ก็ถูกรูดเปิดจากด้านใน
“ทำตัวลับๆ ล่อๆ นายคิดจะทำอะไรกันแน่”
“อะไร” เซวียโย่วข่าถือแปรงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “พี่เสร็จยังล่ะ ไปกินข้าวเช้ากัน”
“เสร็จแล้ว” เฉิงอวี้สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ออกมา ความจริงมันยังไม่สงบหรอก แต่เสื้อผ้าเขาก็พอจะช่วยบังได้ แถมปกติพลังงานของเขาจะเสียไปกับการตีกลอง ความโกรธและแรงกายของเขาใช้ไปกับด้านนั้นทั้งหมด เลยไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องอย่างว่าเท่าไร
แต่วันนี้กลับจิตใจไม่สงบนิดหน่อย แต่เขาก็ไม่ทำเรื่องแบบนั้นตอนตั้งแคมป์ข้างนอกหรอก
อาหารเช้าเป็นเมนูแป้งที่หนุ่มๆ หลายคนในชมรมตั้งใจไปซื้อมาให้สาวๆ มีทั้งน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ น้ำถั่วเขียวหมัก* และแป้งทอด
เมื่อเห็นว่าเทอร์โบตามมากินข้าวเช้าด้วย ทุกคนต่างก็คาดไม่ถึง เพราะภาพจำที่ทุกคนมีต่อเขามาตลอดคือความห่างเหินและเย็นชา นอกจากเพื่อนร่วมวงไม่กี่คนก็ไม่สนใจใครเลย
นอกจากคนที่นั่งรถคันเดียวกันเมื่อวานจะสงสัยในความสัมพันธ์ของพวกเขาอยู่บ้าง คนอื่นก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย คิดว่าทั้งสองคนเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน
สาวๆ หลายคนเป็นห่วงเป็นใยและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ยกซอสเนื้อ เนื้อวัวเส้น อาหารประเภทเนื้อชนิดต่างๆ ที่ห่อเอาไว้เรียบร้อย อาหารทะเล รวมถึงถั่วและเกาลัดของตัวเองไปให้เทอร์โบ…
หนุ่มๆ ที่อุตส่าห์ตั้งใจลงเขาไปซื้ออาหารเช้าถึงกับอิจฉากันเป็นแถว
เทอร์โบปฏิเสธทั้งหมด โดยบอกว่าตัวเองมีขนมปังแล้ว
มันคือขนมปังก้อนน้อยที่เซวียโย่วข่าซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต ห่อใหญ่ราคาไม่ถึงสิบหยวน แถมยังซื้อขนมโดรายากิมาอีกหลายชิ้น เขายกให้เฉิงอวี้ทั้งหมด ซึ่งเฉิงอวี้ก็ไม่ได้รังเกียจและกินเรียบ
ทุกคนอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเทอร์โบมาก เพราะปกติไม่ค่อยได้เจอ แต่จู่ๆ วันนี้ก็ได้เจอในระยะประชิด เลยพากันตกตะลึง ใบหน้าเขาหล่อเหลากว่าในวารสารมาก หุ่นก็ดีจริงๆ นี่มันระดับเดบิวต์ได้เลย พอรวมกับความสามารถขนาดนี้…ถ้าไม่ไปเดบิวต์ให้คนอิจฉาก็น่าเสียดายแย่
สาวๆ ชอบมองหนุ่มหล่อสาวสวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเธอเป็นช่างภาพ จึงไปขอนัดเฉิงอวี้ถ่ายรูปทันที “ถ้านายอยากจะถ่ายภาพแนวไหนก็มาหาฉันได้เลยนะ ถ้าวงของนายอยากถ่ายรูปก็มาหาพวกเราได้เหมือนกัน ไม่เก็บเงินอยู่แล้ว”
มีคนถามเทอร์โบเรื่องการแสดงด้วย “ตั๋วพวกนายซื้อยากมากเลย”
เนื่องจากตั๋วมีไม่เยอะ แถมยังมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นจำนวนหนึ่งมาฟังทุกรอบการแสดง เลยหาตั๋วยากมากจริงๆ
ทุกคนพากันชมว่าเพลงของสกอร์ปิโอเพราะดี กระทั่งมีรุ่นพี่ปีสามจากชมรมดาราศาสตร์คนหนึ่งรู้สึกอิจฉาจนถึงขั้นโมโหขึ้นมานิดๆ ไม่คิดเลยว่าตั้งใจจะมาตั้งแคมป์จีบสาว แต่สาวดันถูกผู้ชายคนเดียวโกยไปหมด แถมผู้ชายคนนี้ยังโคตรขี้เก๊ก ทำท่าทางเฉยชาอีกต่างหาก
“วงสกอร์ปิโอน่ะเหรอ ฉันว่ามันเฉพาะกลุ่มมากเลยนะ ดังหน่อยก็แค่ในมหา’ลัยเรานี่แหละ ออกไปนอกแวดวงนี้ก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักแล้วมั้ง เพลงก็ just so so…” ชายคนนั้นวางท่าเป็นผู้เชี่ยวชาญพลางสาธยายเป็นชุด “ถึงยังไงวงแพลนเน็ตก็เจ๋งสุดแล้ว ร็อกของพวกเขาสิถึงจะเรียกว่าร็อก บริตป็อปของพวกนายเนี่ย จะบ้านๆ ก็ไม่ใช่จะอินเตอร์ก็ไม่เชิง…”
ทุกคนคาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดแบบนี้ เลยพากันมองไปที่เทอร์โบด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
พอได้ยินคำว่า ‘บ้านๆ’ เซวียโย่วข่าก็รู้เลยว่านี่จะต้องยั่วโมโหเฉิงอวี้ได้อย่างแน่นอน
เขาอดใจไม่ไหวจนต้องเงยหน้าขึ้นมอง เห็นอีกฝ่ายยังทำหน้าเรียบเฉย แต่แววตาเย็นเยียบทิ่มแทง “แพลนเน็ตเหรอ นักร้องนำชื่อเสิ่นไหวหลินใช่ไหม ครั้งก่อนนัดเราไปคอลแล็บ แต่ไม่มีเวลาว่างไปน่ะ”
หญิงสาวคนหนึ่งเปิดดูรีวิวในโต้วป้านทันที ก่อนจะพูดเสียงดัง “สกอร์ปิโอคือวงบริตป็อปที่ดีที่สุดในประเทศ! เทอร์โบคือมือกลองรุ่นใหม่ที่เก่งที่สุด!”
“เก่งที่สุด?” ฝ่ายชายอับอายจนกลายเป็นโมโห “ถ้าเก่งที่สุดจริง ทำไมฉันไปเทศกาลดนตรีมาตั้งเยอะ ไม่เห็นมีงานไหนเชิญพวกเขาไปเลย แถมยังบอกว่าเสิ่นไหวหลินชอบวงพวกเขาจะชวนพวกเขามาคอลแล็บ ขี้โม้ทั้งนั้น…”
“งานเทศกาลดนตรีแมงโก้ประกาศออกมาแล้ว!” หญิงสาวอีกคนค้นชื่อสกอร์ปิโอในเวยป๋อแล้วเจอพอดี
สกอร์ปิโอเป็นวงดนตรีเฉพาะกลุ่มที่แทบจะไม่เคยไปร่วมงานเทศกาลดนตรี แต่อยู่ดีๆ คราวนี้ก็จะไปร่วมงานเทศกาลดนตรีแมงโก้ที่เซี่ยงไฮ้ในเดือนหน้า โดยในช่องคอมเมนต์มีทั้งคนที่บอกว่าไม่รู้จักกับคนที่กรี๊ดแตก
[สกอร์ปิโอจะมาเซี่ยงไฮ้!! กรี๊ดดด เปิดขายตั๋วเมื่อไร ฉันจะซื้อ!!!]
[พระเจ้า ใช่สกอร์ปิโอวงนั้นที่ฉันคิดจริงๆ เหรอ เทอร์โบมือกลองของพวกเขาหล่อมาก!]
[นักร้องนำก็หล่อนะ หลินสือเม่าโคตรหล่อ แมงโก้โคตรปัง ไม่คิดว่าจะเชิญสกอร์ปิโอมาได้ ช็อกมาก!]
“หลายคนบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มคนนั้นชี้ไปที่หน้าจอโทรศัพท์ของคนอื่นพลางพูดอย่างมั่นใจ “สกอร์ปิโอคืออะไร ไม่เคยได้ยินมาก่อน เชิญวงดนตรีบ้านนอกที่ไหนมาเนี่ย วงปี่สั่วน่า* หรือไง ไม่รู้จักสกอร์ปิโอเลยสักนิด…”
เฉิงอวี้หัวเราะเยาะ
ชายหนุ่มชมรมดาราศาสตร์อีกคนก็ไม่ปลื้ม เทอร์โบที่ทำตัวขี้เก๊ก แค่ซื้อบาร์สักแห่งก็ถูกมองว่าเป็นทายาทมหาเศรษฐี มีคนตามยกยอ แล้วก็แค่ตีกลองได้จะเก่งสักแค่ไหนกัน
เขาพูดเสียงเย็นว่า “ก็จริงนะ ไม่ได้เก่งอะไรหรอก เล่นวงดนตรีแบบนี้ เดือนหนึ่งคงได้ค่าขึ้นแสดงแค่ไม่กี่ร้อยหยวนเองมั้ง”
จังหวะนี้เองจู่ๆ เขาก็เห็นการรีโพสต์หนึ่งใต้แอ็กเคานต์เวยป๋อออฟฟิเชียล
เสิ่นไหวหลิน ในที่สุดก็หาโอกาสขึ้นแสดงเวทีเดียวกันได้แล้ว เจอกันที่เซี่ยงไฮ้นะ แล้วค่อยมากินเหล้าด้วยกัน! @สกอร์ปิโอ-Scorpio @หลินสือเม่า พกมือกลองของพวกนายมาด้วยล่ะ
“ว้าว เสิ่นไหวหลินคนนี้ใช่นักร้องนำเทพๆ คนที่นายพูดถึงเมื่อกี้ไหม” ในที่สุดหญิงสาวที่ปลื้มเทอร์โบเป็นอย่างยิ่งก็กู้หน้ากลับมาได้ เธอพูดกับสองหนุ่มชมรมดาราศาสตร์ “พวกนายเข้าใจหรือเปล่า สงสัยยังไม่เคยฟังเพลงของสกอร์ปิโอเลยมั้ง รู้ไหมว่ามีคนชอบพวกเขามากแค่ไหน ไม่ได้ดังแค่ในย่านอู่เต้าโข่ว* นะ นี่มันเทศกาลดนตรีระดับท็อป!”
“เห็นไหม ไอดอลของนายยังพูดว่าชอบพวกเขาเลย เลิกมีอคติได้ไหม”
“เฮ้อ อยู่ๆ ก็มาหมั่นไส้ อิจฉากันไปเอง”
ทุกคนหันกลับมาชมเทอร์โบ “นายโคตรเก่งจริงๆ! มีแค่ระดับเทพฝึกหัดกับระดับเทพสินะ”
วงแพลนเน็ตเดบิวต์มาสิบกว่าปี เป็นวงที่ดังสุดๆ ในวงการ เคยจัดทัวร์ทั่วประเทศ อีกทั้งยังเคยถูกเชิญไปแสดงที่งานเทศกาลดนตรีในเซ็นทรัลพาร์กที่นิวยอร์ก ตั๋วหนึ่งใบเคยโดนพ่อค้าหัวใสปั่นราคาขึ้นมาหลายเท่า ต่อให้เป็นคนที่ไม่ค่อยฟังเพลงร็อกก็ต้องเคยได้ยินชื่อ
“สุดยอดเลยเทอร์โบ งานเทศกาลดนตรีคราวนี้มีแต่วงใหญ่ๆ ทั้งนั้น แต่พวกนายคือวงที่กระแสแรงที่สุดบนเน็ตเลย! ใต้โพสต์ทางการมีคนพูดถึงพวกนายเต็มไปหมด…”
“เลื่อนลงไปดูมีคอมเมนต์มากกว่าหนึ่งหมื่น อย่างน้อยหลายพันความคิดเห็นก็มาจากแฟนคลับสกอร์ปิโอของพวกนายนะ”
คราวนี้ทุกคนถึงได้รู้ซึ้งอย่างแท้จริงว่าเทอร์โบกับสกอร์ปิโอเป็นที่นิยมขนาดไหน
เฉิงอวี้ยังคงนิ่ง พอทุกคนชื่นชมก็ทำเพียงแค่พยักหน้ารับ
ชายสองคนที่โดนเมินอยู่ข้างๆ พูดอะไรไม่ออก ก่อนจะถูกเพื่อนลากออกไปทั้งที่มีใบหน้าเขียวสลับแดง
มีคนขอไอดีวีแชตของเฉิงอวี้ แต่เขาไม่ให้ใครสักคน เขาเกลียดความยุ่งยากมาก โดยเฉพาะความยุ่งยากที่ต้องจัดการหลังเกิดปัญหานั้นยิ่งเกลียดเข้าไปใหญ่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่คุยเล่นกับคนแปลกหน้า
เมื่อเก็บอุปกรณ์ตั้งแคมป์และสัมภาระเรียบร้อยแล้วก็มาขึ้นรถบัสหรู
ตอนนี้เองเซวียโย่วข่าถึงนึกขึ้นได้ เขาถาม “จริงสิ เมื่อคืนระ…พี่จับมือผมไม่ยอมปล่อยใช่ไหม” เขาเกือบเผลอเรียกว่ารุ่นพี่ไปแล้ว
เขาสังเกตว่าเฉิงอวี้ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘รุ่นพี่’ เดาว่าคงเคยโดนรุ่นน้องสาวทำร้ายจิตใจมาก่อน
“ฉันกลัวนายหนาว” เฉิงอวี้โบกข้อมือที่มีสายรัดข้อมือสีดำเล็กน้อย สีหน้าดูไม่ได้รู้สึกผิดอะไร “ฉันเอาเจ้านี่ไปใส่ให้นาย ถ้าอุณหภูมิร่างกายผิดปกติมันจะเตือน”
“อ๋อ! แบบนี้นี่เอง!” เซวียโย่วข่าเชื่อคำพูดเขาสนิท แถมยังประทับใจด้วย
เฉิงอวี้เป็นคนดีมากจริงๆ!
ตอนบ่ายรถบัสมาจอดที่หน้าประตูตะวันออกเฉียงใต้ของมหาวิทยาลัย T เฉิงอวี้เรียกรถของตัวเองมารอล่วงหน้าสิบนาที หลังบอกลาเซวียโย่วข่าแล้วก็ขี่รถหายออกไปจากสายตาทุกคนอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ
เมื่อคืนที่ตั้งแคมป์เฉิงอวี้ไม่ได้อาบน้ำ และตอนนี้เขาทนไม่ไหวแล้ว ถึงจะสนุกที่ได้ไปเที่ยวกับเซวียโย่วข่า แต่เขาก็ไม่ชอบความรู้สึกที่ไปกันกลุ่มใหญ่ๆ เหมือนคณะทัวร์
มันน่ารำคาญเกินไป
คืนถัดมา เฉิงอวี้ไปที่ไลฟ์เฮ้าส์ เขาเห็นข้อความจากเซวียโย่วข่า บอกว่าเก็บของแล้วเจอหูฟังบลูทูธของเขา
‘แล้วยังมีเสื้อด้วยนะ~ ผมเอาไปซักแห้งให้แล้ว!’
เฉิงอวี้พิมพ์ตอบกลับไปว่า ‘เสื้อไม่ต้องเอามาคืน เก็บไว้ที่บ้านฉันก็เป็นผ้าขี้ริ้ว ฉันไม่ใส่หรอก’
เซวียโย่วข่าเคยเสิร์ชดูราคาเลยรู้ว่าแพง ไม่ใช่ของที่ควรรับมามั่วๆ
แถมวันนั้นรุ่นพี่เถียนอ้ายมองแค่ปราดเดียวก็ทักเลยว่าแจ็กเก็ตกันลมของเขาสวยมาก ดูมีรสนิยมไม่เบา เธอบอกว่าเมื่อก่อนก็เคยชอบรุ่นผู้ชายของแบรนด์นี้เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ซื้อรุ่นผู้หญิงมาแทน
‘ของแพงขนาดนี้ผมจะรับได้ยังไง! ผมไม่เอา’
ตอนนั้นเฉิงอวี้กำลังยุ่ง หลังจากเข้าซื้อไลฟ์เฮ้าส์ แม้ไม่ได้ขาดทุนต่อเนื่อง แต่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่ทำกำไรมาตลอด พอเห็นข้อความก็แค่ตอบไปว่า ‘ไม่เอาก็ทิ้งไป’
เซวียโย่วข่าอดด่าในใจไม่ได้ว่าเจ้าบ้านี่
รูมเมตกำลังถามเขาว่าไปตั้งแคมป์ครั้งนี้เจอใครที่ถูกตาถูกใจบ้างไหม แต่จู่ๆ ก็สังเกตเห็นว่าเขาหน้าบูดบึ้ง จึงคิดว่ามีเรื่องที่ไม่น่าพอใจอะไรสักอย่างเลยไม่กล้าถามอีก
เขาสงบสติอารมณ์หนึ่งนาทีก่อนจะส่งข้อความไปหาเทอร์โบ
‘พี่อยู่ไหน อยู่มหา’ลัยหรืออยู่บ้าน’
‘ไลฟ์เฮ้าส์มิว’
‘งั้นผมเอาหูฟังไปคืนพี่นะ’
‘มาได้ แต่อย่าใส่ผ้าพันคอสีขาวนั่นมา’
เขากลัวหลินสือเม่ากับวูล์ฟจะเห็นเข้า
สองคนนั้นแอบไปดูฝนดาวตกกันเงียบๆ แต่พอถามกลับบอกว่าเมื่อคืนอยู่บ้าน
เฉิงอวี้ไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นเลยไม่ได้ซักถามพวกเขา เพราะเขาเองก็ไม่อยากให้พวกนั้นรู้ว่าเขาไปมาเหมือนกัน
ตอนเซวียโย่วข่ามาถึง เฉิงอวี้ก็ออกไปรับ “ยังไม่บรรลุนิติภาวะ อย่าเข้าไปในบาร์”
“ผมก็ไม่ได้จะดื่ม…” เซวียโย่วข่ายื่นหูฟังคืนให้เขา จากนั้นก็ส่งผ้าพันคอสีดำผืนหนึ่งให้เขา
“อะไรน่ะ”
“ผ้าพันคอไง แม่ผมถักให้ สบายใจได้ว่าใหม่เอี่ยม ผมยังไม่เคยใส่ เห็นพี่ชอบสีดำ ผมเลยตั้งใจเอามาให้ พี่ต้องทำตัวให้อุ่นหน่อยนะ”
เมื่อก่อนก็มีแฟนคลับชอบเอาอะไรแบบนี้มาให้เขา บอกว่าเป็นเสื้อไหมพรมถักเองบ้าง เค้กอบเองบ้าง แต่เฉิงอวี้ก็ไม่เคยรับไว้
ทว่าครั้งนี้กลับต่างออกไป
เฉิงอวี้สวมผ้าพันคอแล้วเอ่ยขอบคุณเสียงเบา
เซวียโย่วข่าเห็นว่าเขารับไว้ แถมยังไม่พูดว่า ‘เชยชะมัด’ ก็โล่งอก “พี่ชอบก็ดีแล้ว ไว้ผมรวยเมื่อไรจะซื้อแบรนด์เนมให้”
“อันนี้ก็ดีมากแล้ว” เฉิงอวี้ได้ยินเสียงเขายังแหบๆ และอู้อี้แบบคนจมูกตันเลยเอ่ยถาม “ยังไม่หายหวัดเหรอ”
“ลืมกินยาเลยหนักขึ้นหน่อย แต่ไม่เป็นไร ผมแวะร้านขายยาให้หมอจัดยาให้แล้ว” เขาพูดพลางยกมือขึ้น บอกให้อีกฝ่ายดูถุงยาในมือ ตอนออกจากมหาวิทยาลัยเมื่อกี้เขาผ่านร้านขายยาพอดีเลยไปซื้อมาแล้ว
“พี่ยังมีงานใช่ไหม งั้นผมไม่กวนแล้ว ผมกลับหอล่ะ”
เฉิงอวี้คิดได้ว่าเขาไม่สบายเลยจะไปส่ง แต่เซวียโย่วข่าไม่ยอม พอพูดจบก็เดินออกไป เขาสวมเสื้อโค้ตตัวยาวติดกระดุมเขาสัตว์สีอูฐทั้งชุด เมื่อหันกลับมาก็ยิ้มให้เฉิงอวี้พร้อมบอกว่าไว้เจอกันใหม่
เฉิงอวี้ที่สวมผ้าพันคอสีดำโบกมือตอบ พอก้มลงก็เห็นลายปักดวงอาทิตย์ดวงน้อยสีส้มอมเหลืองอยู่บนผ้าพันคอ
เขายืนมองส่งอีกฝ่ายจนไปถึงหัวมุมถนน หลังจากตัวคนลับหายไปแล้วถึงค่อยหันหลังกลับเข้าไปในไลฟ์เฮ้าส์
พอเหล่าเคมาถึงก็สังเกตเห็นผ้าพันคอผืนใหม่ของเขาในทันที ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าแปลกอะไรเพราะถึงยังไงมันก็เป็นสีดำ แต่จู่ๆ ก็เห็นเจ้าดวงอาทิตย์น้อยน่ารักนั่นเข้า
“โอ้ ลายปักนี่ เทอร์โบช่วงนี้นายมีความเป็นเด็กน้อยเหรอ!” เขาว่าพลางจะเอื้อมมือไปแตะ แต่กลับโดนเฉิงอวี้ยกมือขึ้นมาปัด “อย่าแตะ”
เหล่าเคทำหน้าน้อยใจ “หวงจัง ใครให้เป็นของขวัญเหรอ”
แน่นอนว่าเขาไม่มีวันบอกว่าใครเป็นคนให้
“ยังไงพวกนายก็ห้ามจับ”
“ใครๆ ตกลงว่าใครให้มา แฟนคลับสาวเหรอ เทอร์โบ อย่าบอกนะว่านายไปกุ๊กกิ๊กกับแฟนคลับ!”
“ไสหัวไป!” เฉิงอวี้รำคาญ “แม่ฉันถักให้!”
* พารามิเตอร์ (Parameter) คือตัวแปรที่ใส่เข้าไปในฟังก์ชันหรือโปรแกรมเพื่อให้แสดงผลตามที่ต้องการ
* ที่นี่ไม่มีเงิน มาจากสำนวน ‘ที่นี่ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง’ หมายถึงพยายามจะปิดบังซ่อนเร้นแต่กลับยิ่งเผยให้คนอื่นรู้ชัดเพราะความโง่เขลา มาจากเรื่องเล่าที่ว่ามีชายผู้หนึ่งฝังเงินสามร้อยตำลึงไว้ในที่ของตัวเองและกลัวใครรู้เข้าแล้วมาขโมย จึงเขียนป้ายปักไว้ว่า ‘ที่นี่ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง’ เพื่อนบ้านชื่ออาเอ้อร์เห็นเข้าก็มาขุดขโมยไป แล้วเขียนป้ายไว้เช่นกันว่า ‘อาเอ้อร์ข้างบ้านไม่ได้ขโมยไป’
* น้ำถั่วเขียวหมัก หรือโต้วจือ คือเครื่องดื่มที่ทำมาจากกากถั่วเขียวที่ผ่านการหมัก ทำให้มีรสชาติออกเปรี้ยวและมีกลิ่นเฉพาะตัว เป็นเครื่องดื่มที่ชาวปักกิ่งนิยมมาก
* ปี่สั่วน่า คือเครื่องดนตรีพื้นเมืองของจีน เป็นเครื่องเป่าลมไม้ประเภทลิ้นคู่ เสียงมีความกังวานและทรงพลัง
* ย่านอู่เต้าโข่ว ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง เป็นย่านที่มีมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงอย่างมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหวา และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ตั้งอยู่ ทำให้ย่านนี้อบอวลด้วยบรรยากาศของการมีวัฒนธรรม
บทที่ 35
เนื่องจากใกล้สอบปลายภาค แถมเซวียโย่วข่ายังมีวิจัยอีกมากที่ต้องเร่งทำ เรื่องการเข้าสังคม งานเลี้ยง และการถ่ายรูปจึงต้องพักไว้ก่อน
เพื่อนร่วมชั้นของเขามีพวกอัจฉริยะมากมาย เรียนแค่ผ่านๆ ก็ยังได้คะแนนดี แต่เขาไม่ถือว่าเป็นอัจฉริยะ เพียงแค่ขยันเรียนและกล้าถาม ทุกครั้งที่ใช้อีเมลคุยกับศาสตราจารย์ก็ถามตอบกันไปมาหลายสิบฉบับ
ตอนเย็นเซวียโย่วข่าเอาหนังสือไปคืนที่หอพักอาคารข้างๆ ก่อนหน้านี้เกาเชินเป็นคนยืมหนังสือทฤษฎีหลายเล่มไปให้เขาทำวิจัย
ระหว่างขึ้นลิฟต์เสียงดังเซ็งแซ่เป็นพิเศษ
ในหอพักชายสิ่งที่ทุกคนทำบ่อยมากที่สุดก็คือการเล่นเกมและตะโกนด่าหยาบคายใส่ไมค์ เสียงด่าที่ได้ยินตอนนี้ก็ดูเหมือนจะกำลังเล่นเกมกันอยู่
เซวียโย่วข่าไม่ใส่ใจและเคาะประตูห้องของเกาเชิน
เกาเชินเพิ่งอาบน้ำเสร็จ อีกฝ่ายสวมรองเท้าแตะเดินออกมา เซวียโย่วข่าเห็นพื้นห้องเพิ่งถูเสร็จจึงไม่สะดวกจะเข้าไป เขายื่นหนังสือสองเล่มคืนให้แล้วคุยกันสองสามประโยค แต่ในขณะที่กำลังจะกลับ จู่ๆ ห้องข้างๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นหลายครั้ง
เสียงกรีดร้องผสานกับเสียงโหยหวนเหมือนผีผู้ชาย ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังงง ประตูห้องข้างๆ ก็ถูกเปิดออกมาจากด้านใน
ผู้ชายคนหนึ่งกระโดดวิ่งออกมาพร้อมใบหน้าซีดเซียว ในมือถือโทรศัพท์กำลังถ่ายวิดีโอ “อ๊ากกก ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!”
ทันใดนั้นก็มีสัตว์ฟันแทะตัวเล็กหางยาวตัวหนึ่งวิ่งออกมา มันเป็นหนูตัวใหญ่สีดำที่น่าขนลุก เกาเชินม่านตาหดวูบ ขณะกำลังจะกลับเข้าห้องก็พบว่ารูมเมตมองเห็นหนูแล้วเหมือนกันจึงปิดประตูอย่างรวดเร็ว ตอนที่หนูพุ่งปราดมาทางพวกเขา เกาเชินก็กระโจนใส่เซวียโย่วข่าพลางร้องลั่น
“อย่าเข้ามา! อย่าเข้ามา!!”
เมื่อร่างบึกบึนขนาดนี้กระโจนพรวดเข้ามา เซวียโย่วข่าที่ตั้งตัวไม่ทันจึงเซถลาล้มลงกระแทกพื้นเต็มๆ ในอ้อมแขนยังมีชายร่างสูงใหญ่ที่ตัวสั่นเทิ้มอยู่ด้วย หนูตัวนั้นวิ่งเลาะตามมุมผนังไปทางประตูห้องอื่น เหล่าชายฉกรรจ์ที่เปิดประตูออกมาดูความสนุกสนานพากันตกใจจนกรีดร้องเสียงแหลม หอพักชายแทบจะถล่มด้วยความตื่นตระหนกเพียงเพราะหนูตัวเดียว
หลังหนูหายไปแล้ว เกาเชินก็ยังไม่หายตกใจ พอหันมามองรุ่นน้องที่อยู่บนพื้นใบหน้าก็แดงขึ้นมา “เอ่อ…ขอโทษนะ”
“ไม่เป็นไรครับ หนูมันน่ากลัวจริงๆ” เซวียโย่วข่าลูบเอวที่เพิ่งกระแทกไปเมื่อครู่นี้
ในตอนนั้นเองประตูห้องข้างๆ ก็แง้มออก เผยให้เห็นดวงตาหวาดกลัวคู่หนึ่ง “หนูล่ะ”
“วิ่งหนีไปแล้ว!” เกาเชินตะโกนอย่างหงุดหงิด “ดูพวกนายแต่ละคนสิ ขี้ขลาดเป็นบ้า! ยังเป็นผู้ชายกันอยู่หรือเปล่า!”
ทุกคนต่างก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันสุดๆ พอเปิดประตูกลิ่นสเปรย์ฆ่าแมลงฉุนกึ้กก็ลอยฟุ้งออกมา มีรูมเมตคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า “พี่เชิน แฟนพี่โทรมา!”
ไลฟ์เฮ้าส์มิว
เฉิงอวี้นั่งดื่มกับหลินสือเม่าอยู่ที่ชั้นสอง ช่วงนี้เขาจับตาดูหลินสือเม่ากับวูล์ฟเป็นพิเศษ ตั้งแต่ไปเจอทั้งคู่ที่เขาตงหลิงซานเมื่อครั้งก่อนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ค่อยปกติ
ถึงยังไงก็คงไม่ทิ้งเหล่าเคไว้แล้วหนีไปเที่ยวกันเองหรอกมั้ง
เขาสังเกตดูเวลาเหมือนจะมีอะไรบางอย่างจริงๆ
เฉิงอวี้ถามว่าวูล์ฟอยู่ไหนโดยไม่มีพิรุธ หลินสือเม่าก็ตอบว่าทำโอที
“ทำไมช่วงนี้พวกนายทำไมถึงชอบอยู่ด้วยกันตลอดเลย”
หลินสือเม่ายิ้มพลางอธิบายอย่างสงบ “ก่อนหน้านี้วูล์ฟบอกว่าห้องเช่าหมดสัญญาแล้ว แต่ยังหาที่พักเหมาะๆ แถวนี้ไม่ได้ ถ้าเช่าไกลกว่านี้จะไปทำงานต้องใช้เวลาสองสามชั่วโมง ฉันเลยให้เขามาอยู่ห้องฉัน” เขาเงยหน้ามองเฉิงอวี้ “ถึงยังไงเขาก็เป็นคนที่ฉันดึงมาเข้าวง จะไม่ดูแลก็คงไม่ได้”
“อ๋อ” นี่เราเข้าใจผิดไปสินะ
ช่วงนี้ไม่รู้ว่าเฉิงอวี้เป็นอะไร ไม่ว่าจะมองใครก็คิดว่าเป็นเกย์ไปเสียทั้งหมด แค่เห็นผู้ชายสองคนโอบไหล่กันในบาร์ก็คิดว่าเป็นคนรักเพศเดียวกันแล้ว
ระยะนี้เขาไม่ค่อยได้ติดต่อกับเซวียโย่วข่าเท่าไร แค่ถามไปว่าหายหวัดหรือยัง เซวียโย่วข่ากำลังยุ่งอยู่กับการทำวิจัย อีกฝ่ายโพสต์ในโมเมนต์ว่าช่วงนี้เก็บตัวอ่านหนังสือ หากมีธุระด่วนให้โทรหา เฉิงอวี้เลยไม่ไปรบกวน
ทว่าก็เอาแต่คิดถึง…คิดถึงอยู่ตลอด
คิดถึงจน ‘เด็กผู้ชาย’ คนนั้นในอดีตเลือนหายไปจากความทรงจำและกลายมาเป็นชายหนุ่มในตอนนี้
เฉิงอวี้ไม่รู้ว่าเซวียโย่วข่ายังคบกับเกาเชินอยู่หรือเปล่า ซึ่งถ้าเขาอยากจะกำจัดผู้ชายชอบหารนั่นออกไปจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องง่ายมาก แต่เขาคงทำเรื่องไร้ศีลธรรมแบบนั้นไม่ได้ ต่อให้ว่ากันตามเหตุผลแล้วเซวียโย่วข่าจะเป็นแฟนสาวของเขามาก่อน แต่เพราะเพศเปลี่ยนไปเลยกลายเป็นแฟนหนุ่มของคนอื่นก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้นเขาเองก็ไม่ใช่คนรักเพศเดียวกัน แต่ความรู้สึกที่มีต่อคนคนนั้นมันเกินกว่าขอบเขตของเรื่องเพศไปแล้ว
ความรู้สึกนี้เป็นเหมือนความยึดติดจากวัยเด็กที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อาจลืมได้
หลินสือเม่าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพูดพล่ามไม่หยุด แต่เฉิงอวี้เหมือนจะไม่ได้ฟัง เขานั่งดื่มอย่างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แสงไฟหลากสีชวนหลงใหลจากชั้นสองส่องลงบนใบหน้าอ่อนเยาว์ทว่ามีเค้าโครงชัดเจนนั้น
ในตอนนั้นเองที่ชั้นล่างก็มีลูกค้าเข้ามา “พวกนายมีเหล้าอะไรดีๆ บ้าง แบบที่เหมาะให้ผู้หญิงดื่มน่ะ”
“วันนี้ไม่มีการแสดงเหรอ”
คนคนนั้นพูดเสียงดัง และเนื่องจากน้ำเสียงฟังดูคุ้นหู เฉิงอวี้จึงชะโงกหน้าลงไปมอง
ต่อให้ผู้ชายชอบหารคนนั้นจะกลายเป็นเถ้าถ่าน เฉิงอวี้ก็ยังจำเขาได้
เฉิงอวี้เห็นเกาเชินโอบผู้หญิงตัวสูงคนหนึ่งไว้ แต่เขาอยู่บนชั้นสองเลยมองเห็นไม่ชัด ดังนั้นปฏิกิริยาแรกก็คือ…
เจ้าเด็กนั่นใส่วิกอีกแล้ว
ทันใดนั้นเขาก็ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้จึงลุกพรวดขึ้นเพื่อดูให้ดี
นั่นเป็นผู้หญิงจริงๆ
เกาเชินโอบไหล่หญิงสาวไว้อย่างสบายๆ ท่าทางของเขาบ่งบอกถึงแนวคิดชายเป็นใหญ่อย่างแท้จริง
หลินสือเม่าเห็นเขาลุกลี้ลุกลนก็มองลงไปข้างล่างเช่นกัน “มีอะไรเหรอ”
เฉิงอวี้ละสายตากลับมาพลางบอกว่าไม่มีอะไร
ก่อนหน้านี้เขาเคยสงสัยว่าสองคนนั้นเลิกกันแล้วหรือยัง แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้หมี่หมี่จะโสดแล้ว
มิน่าล่ะช่วงนี้ถึงไม่สนใจใคร แถมยังบอกว่าตัวเองทำวิจัยอีก
เขาเรียกบาร์เทนเดอร์มา “ไปเสนอขายเรมี มาร์ติน* ให้ผู้ชายชอบ…คู่รักคู่นั้นที่ชั้นล่างหน่อย”
เฉิงอวี้ดื่มจนรู้สึกมึนนิดๆ ถึงแม้ว่ารถมอเตอร์ไซค์ของเขาจะมีฟังก์ชันขับขี่อัตโนมัติ แต่เขาก็ไม่ได้ขี่มันกลับและเลือกที่จะเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่ปากซอย ก่อนจะเดินกลับบ้านกลางลมหนาวต้นเดือนมกราคม พอถูกลมพัดผ่านเขาที่ดื่มจนวิงเวียนเล็กน้อยก็สร่างเมาขึ้นมาหลายส่วน แต่หลังจากเข้าไปในห้องอันอบอุ่น สายตาก็เริ่มพร่ามัวอีกครั้ง
เดือนนี้พวกเขามีงานเทศกาลดนตรีที่เซี่ยงไฮ้ เซวียโย่วข่าเองก็จะไปงานคอมมิกที่เซี่ยงไฮ้เหมือนกัน
แค่ลองค้นหาในอินเตอร์เน็ตโดยใช้คีย์เวิร์ด ‘เซี่ยงไฮ้’ และ ‘งานคอมมิก’ ก็เจอข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างง่ายดาย
วันที่สิบเก้ามกราคมตรงกับวันก่อนงานเทศกาลดนตรีของพวกเขาพอดี
เฉิงอวี้นั่งบนพรมพลางเอนตัวพิงปลายเตียงแล้วกดโทรออก
รอสายอยู่พักหนึ่งก็ไม่มีการตอบรับ ตอนแรกเขาคิดว่าโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ แต่ตอนที่กำลังจะวางอีกฝั่งก็รับสายพอดี
“ฮัลโหล?”
ปลายสายเสียงเบามาก
เซวียโย่วข่ากำลังกอดคอมพิวเตอร์เพราะแก้วิจัยอยู่ รูมเมตหลับกันหมดแล้ว ตอนที่รับโทรศัพท์ก็เป็นเวลาเกือบจะตีหนึ่ง เขาเลยไม่กล้าพูดเสียงดัง ได้แต่ปีนลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง กุมโทรศัพท์เดินไปตรงระเบียงแล้วปิดประตู
“ยังไม่นอน?” เฉิงอวี้ถาม
“พี่โทรหาผมไม่ใช่เหรอ” เขากดเสียงต่ำ “ผมยังแก้เปเปอร์อยู่ มีอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไร” เฉิงอวี้ใช้นิ้วมือเขี่ยพรม ดวงตาหลุบลงอย่างอ่อนแรง
เซวียโย่วข่าเงียบไปครู่หนึ่ง ฟังจากน้ำเสียงของอีกฝ่ายแล้วเหมือนจะมีเรื่องบางอย่างเลยถามว่า “ตกลงว่ามีเรื่องอะไรเหรอครับ บอกผมสิ จะได้ดูว่าผมพอจะช่วยพี่ได้หรือเปล่า”
“บอกว่าไม่มีอะไรไง นายเลิกถามสักที!”
“…”
“ก็ถ้าพี่ไม่พูด ผมจะวางสายแล้วนะ”
เฉิงอวี้ออกแรงกระชากขนพรมจนหลุดติดมือมาเป็นกระจุก
ฉับพลันเสียงกระแสไฟฟ้าดังซ่าๆ ก็แทรกเข้ามา เซวียโย่วข่าเองก็เงียบไปเช่นกัน จากนั้นก็ถามอย่างใจเย็น
“เฉิงอวี้ พี่อยู่ข้างนอกหรืออยู่บ้าน”
“อยู่บ้าน”
“งั้นบอกผมได้ไหมว่ามีเรื่องอะไร ถ้าพี่ไม่พูดออกมา ผมจะช่วยพี่ได้ไง” เซวียโย่วข่าฟังออกว่าน้ำเสียงเขาในคืนนี้ต่างออกไป มันฟังดูอ่อนโยนเหมือนไม่อยากทำให้คนอื่นตกใจ
การโทรศัพท์ครั้งนี้จบลงตรงนี้ แต่เซวียโย่วข่าก็ยังไม่สบายใจ จึงได้ส่งข้อความไปหาเฉิงอวี้
‘พี่ดื่มเหล้ามาเหรอ’
‘แล้วมันทำไม’
‘พี่อย่าพูดจาแบบนี้สิ ผมถามพี่เพราะเป็นห่วงพี่ไง’
เซวียโย่วข่าใช้มือถือส่องทาง ก่อนจะปีนขึ้นเตียงแล้วมุดเข้าไปในผ้าห่มอย่างเงียบเชียบ
‘หรือว่าพี่เมาแล้วไม่มีใครดูแลเหรอ’
‘นายมายุ่งอะไรกับฉัน’
ถ้าเฉิงอวี้เดินทางกลับบ้านได้เอง นั่นก็แสดงว่าเขาไม่ได้ดื่มจนเมา เขาแค่รำคาญเพราะถูกความรู้สึกแปลกประหลาดเข้าครอบงำ
เซวียโย่วข่าพยายามต่อสู้กับหนังตาที่ใกล้จะปิดลงเต็มที ก่อนจะบอกกับเฉิงอวี้ว่าตัวเองฝืนต่อไม่ไหวและจะเข้านอนแล้ว
เฉิงอวี้ว่า ‘งั้นไปนอนเถอะ ฝันดี’ พอผ่านไปอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงถึงส่งข้อความมาอีก
‘นายบินไปเซี่ยงไฮ้วันไหน’
‘พี่นี่จำอะไรไม่ได้จริงๆ เหรอ’
‘เวร! รีบๆ ตอบมา’
‘ไม่ตอบ เดี๋ยวผมจะบล็อกละ’
‘เซวียหมี่หมี่ ฉันโกรธนายแล้วนะ ทำไมนายถึงดีกับคนอื่นได้’
เซวียโย่วข่ากำมือถือแล้วผล็อยหลับไป พอตื่นขึ้นในเช้าวันถัดมาถึงเห็นประโยค ‘ยกเลิกข้อความ’ เต็มหน้าจอ เหลือเพียงแค่ข้อความที่ว่า ‘นายบินไปเซี่ยงไฮ้วันไหน’
เฉิงอวี้ส่งข้อความไปหลายข้อความ แต่จู่ๆ ก็ได้สติเลยยกเลิกข้อความทั้งหมด ทว่าข้อความแรกสุดที่ว่า ‘นายบินไปเซี่ยงไฮ้วันไหน’ กลับไม่สามารถยกเลิกได้เพราะส่งไปเกินสองนาทีแล้ว
เซวียโย่วข่าตอบกลับไปว่า ‘เช้าวันที่สิบแปดครับ’
งานคอมมิกจัดวันที่สิบเก้า เขาจะไปถึงเช้าวันที่สิบแปดและเข้าพักที่โรงแรมที่ผู้จัดจองไว้ เช้าวันรุ่งขึ้นถึงค่อยไปเข้าร่วมกิจกรรมที่สถานที่จัดงานพร้อมกับคอสเซอร์คนอื่นๆ ที่มาร่วมงานรวมถึงทางทีมผู้จัด
เฉิงอวี้เพิ่งตอบกลับมาช่วงเกือบเที่ยง
‘อ๋อ ฉันก็บินไฟลต์เช้าวันที่สิบแปดเหมือนกัน ไปงานเทศกาลดนตรี’
‘จริงเหรอครับ!’
เซวียโย่วข่ากำลังนั่งอยู่ในห้องสมุด เขารีบพิมพ์ตอบ ‘งั้นเราอาจจะไปไฟลต์เดียวกันก็ได้ แต่ผมนั่งชั้นประหยัดนะ’
ความจริงเฉิงอวี้อยากจะบอกว่า ‘ฉันจะอัพเกรดให้นายเอง’ แต่ที่พิมพ์ออกไปกลับเป็น…
‘ฉันก็นั่งชั้นประหยัด’
‘โห พี่ก็นั่งชั้นประหยัดด้วยเหรอ ผมไฟลต์เช้าเจ็ดโมงครึ่ง พี่คงไม่ได้นั่งไฟลต์เดียวกันหรอกนะ!’
‘ใช่เลย’
จากนั้นเฉิงอวี้ก็รีบซื้อตั๋วเครื่องบินทันที โดยเขาซื้อไฟลต์เช้าเจ็ดโมงครึ่ง แถมยังเป็นชั้นประหยัดจริงๆ
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยนั่งชั้นประหยัดเพราะครอบครัวเป็นห่วงสุขภาพของเขามาก แม้ตลอดหลายปีมานี้จะไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกนอกจากครั้งที่หมดสติไปตอนอายุสิบสี่ แต่ทั้งครอบครัวก็ยังเป็นห่วงอยู่มาก ตอนเขามาเรียนที่แผ่นดินใหญ่ ทุกครั้งที่กลับบ้านช่วงปิดเทอมก็จะมีกัฟสตรีม* ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เขาในนามของฉู่เพ่ยซิน มันเป็นเครื่องบินส่วนตัวที่มีขนาดไม่ใหญ่ แต่สามารถจุทีมแพทย์ทีมหนึ่งได้พอดี
ตอนที่เครื่องบินบินขึ้นพวกแพทย์และพยาบาลทั้งหมดจะจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิด ขณะที่เฉิงอวี้ได้แต่นอนเอาผ้าปิดหน้าอยู่ภายใต้สายตามากมายที่จับจ้องมองมาเหล่านั้น
แต่จนกระทั่งเครื่องบินร่อนถึงพื้นก็ไม่เคยมีปัญหาเลยสักนิด
เขาไม่เคยนั่งชั้นประหยัดเลยจริงๆ
ที่สนามบินปักกิ่ง หลังจากต่อแถวโหลดสัมภาระ คนสองคนที่สวมผ้าพันคอแบบเดียวกัน เพียงแต่คนหนึ่งสวมสีดำ ส่วนอีกคนหนึ่งสวมสีขาวก็ไปต่อแถวรอตรวจสอบความปลอดภัย เซวียโย่วข่าเห็นเขาสวมผ้าพันคอก็รู้สึกดีใจ เทอร์โบที่มีรสนิยมสูงส่ง ไม่ว่าจะมองอะไรก็มักจะบ่นว่าเชยชะมัด กลับชื่นชอบผ้าพันคอผืนนี้ แถมยังใส่ออกมาข้างนอกด้วย
“ว่าแต่พี่เป็นโรคหัวใจนี่ นั่งเครื่องบินได้เหรอ”
“ฉันยังซิ่งรถอยู่เลย นายเห็นฉันตายหรือยังล่ะ”
เซวียโย่วข่า “…”
คนอายุน้อยกว่ากำหมัดแน่น
ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอารมณ์ร้อนมาอยู่ตรงนี้ พี่คงโดนต่อยตายไปแล้ว!
“แล้วเพื่อนร่วมวงพี่ล่ะ”
เฉิงอวี้ไม่มีพิรุธเลยแม้แต่น้อย สีหน้าของเขาสงบนิ่งเหมือนกำลังพูดความจริง “พวกเขามีธุระต้องจัดการ ตอนกลางคืนถึงจะออกเดินทาง”
“แล้วทำไมพี่ซื้อตั๋วชั้นประหยัดล่ะ”
“ตั๋วเต็ม” เฉิงอวี้เอ่ยถาม “วิจัยเสร็จแล้วหรือยัง”
“เสร็จแล้วครับ แต่คะแนนยังไม่ออก งานเทศกาลดนตรีของพี่วันที่ยี่สิบใช่ไหม ผมกะว่าจะอยู่ต่ออีกสองวันพอดี อยากกินซาลาเปาไข่ปู ว่าแต่ผมไปดูงานเทศกาลดนตรีของพวกพี่ได้หรือเปล่า”
ปกติเซวียโย่วข่าไม่ฟังเพลงร็อกในประเทศเลย เขาเคยฟังแค่วงสกอร์ปิโอวงเดียว โดยหลังจากที่ได้ฟังเพลงของวงสกอร์ปิโอแล้ว เซวียโย่วข่าก็พบว่าที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เขามีอคติกับวงดนตรีร็อกในประเทศเหล่านี้ แต่พอได้ฟังจริงๆ แล้วถึงรู้ว่านี่คือกลุ่มคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์
“นายไปดูไม่ได้หรอก ตั๋วขายหมดแล้ว”
“อย่างนี้นี่เอง…” เซวียโย่วข่ามีสีหน้าหดหู่ด้วยความเสียดาย
เฉิงอวี้เหลือบมองเขา “ช่างเถอะ ถึงเวลานั้นเดี๋ยวจะพานายเข้าไปพร้อมพวกเรา”
“ว้าว! แบบนี้ผมก็ได้เข้าหลังเวทีด้วยใช่ไหม”
“ใช่”
พอขึ้นเครื่องเฉิงอวี้ก็ก้มศีรษะเล็กน้อยด้วยกลัวว่าศีรษะจะชนเพดาน
เครื่องบินลำนี้แคบเกินไปจนชวนให้รู้สึกอึดอัด แล้วทำไมถึงมีผู้โดยสารเยอะขนาดนี้ เขาแทบจะเป็นโรคกลัวรูอยู่แล้ว แต่ถึงเขาจะอารมณ์ไม่ดีก็ไม่แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา
“นี่เป็นครั้งแรกที่พี่นั่งชั้นประหยัดใช่ไหม”
“จะเป็นงั้นได้ไง ฉันนั่งประจำแหละ” ขาก็เหยียดไม่ได้ ชั้นประหยัดนี่น่าเหลือเชื่อจริงๆ เขาจะไม่นั่งอีกแล้ว!
ที่นั่งข้างๆ ยังมีหนุ่มไอทีที่ดูเหมือนจะไปทำงานนอกสถานที่ อีกฝ่ายเปิดโน้ตบุ๊กพิมพ์งานตั้งแต่ขึ้นเครื่อง
ตอนเครื่องบินกำลังขึ้น เซวียโย่วข่าคอยสังเกตสายรัดข้อมือของเฉิงอวี้เป็นพิเศษ
ไม่มีอะไรผิดปกติ…
พอเครื่องบินนิ่งแล้ว เฉิงอวี้ก็ถามว่างานคอมมิกครั้งนี้เขาจะคอสเพลย์เป็นตัวละครตัวไหน โดยเซวียโย่วข่าได้ตอบว่าเป็นคุราปิก้า*
“ไม่รู้จัก”
เมื่อเซวียโย่วข่ายื่นรูปให้ดู เฉิงอวี้ต้องอดกลั้นเอาไว้ถึงได้ไม่พูดคำว่า ‘เชยชะมัด’ ออกไป
“จริงๆ ผมอยากคอสเส็ตโชมารู** เพราะเขาใส่เสื้อขนสัตว์ ได้ยินว่าที่งานหนาวมาก ใส่เสื้อขนสัตว์คงอุ่นขึ้นหน่อย แต่เสื้อตัวนั้นแพงเกินไป…แถมยังยัดใส่กระเป๋าเดินทางยากด้วย”
เฉิงอวี้ไม่เข้าใจอะไรเลย “นายเอาถุงร้อนมาด้วยไหม”
“เอามาครับ อยู่ในกระเป๋าเดินทางเลยไม่โดนตรวจ”
เขานั่งริมหน้าต่าง เอาหน้าแนบกระจกพลางมองออกไปด้านนอก ดวงตาสีอำพันสะท้อนภาพท้องฟ้าสีครามและเมฆขาวในระยะใกล้ มันดูใสกระจ่างเป็นพิเศษ เซวียโย่วข่าเคยนั่งเครื่องบินแค่ไม่กี่ครั้งจึงยังคงรู้สึกยังแปลกใหม่ เขาหยิบกล้องนิคอนที่รุ่นพี่สาวในชมรมให้ยืมมาถ่ายภาพเมฆสีขาวราวหิมะนอกหน้าต่าง
ขณะที่เซวียโย่วข่ามองไปนอกหน้าต่าง เฉิงอวี้ก็มองอีกฝ่าย
ในเมื่ออีกฝ่ายโสดแล้ว งั้นตัวเขาจะมีสิทธิ์ไหม…
เฉิงอวี้คิดอยู่นาน แต่เขาไม่ใช่เกย์ ถ้าคบกันจริงๆ การกอด การจูบ หรือการขึ้นเตียง เรื่องพวกนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด
อย่างมากสุดก็แค่จับมือ…
ถ้าอย่างนั้นดูเหมือนว่าเขาจะได้แต่คบกับเซวียโย่วข่าในแบบความรักแบบเพลโต*** สินะ
* เรมี มาร์ติน (Remy Martin) คือแบรนด์บรั่นดีสัญชาติฝรั่งเศส โดยโรงกลั่นไวน์ของเรมี มาร์ตินได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการผลิตบรั่นดีและแชมเปญ
* กัฟสตรีม (Gulfstream) คือแบรนด์เครื่องบินส่วนตัวสุดหรูสมรรถนะสูงที่ออกแบบและผลิตโดยบริษัท Gulfstream Aerospace เป็นที่นิยมในหมู่มหาเศรษฐีระดับโลก
* คุราปิก้า (Kurapika) คือตัวละครหลักจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องฮันเตอร์ x ฮันเตอร์
** เส็ตโชมารู (Sesshoumaru) ตัวละครจากมังงะญี่ปุ่นเรื่องอินุยาฉะ เทพอสูรจิ้งจอกเงิน
*** ความรักแบบเพลโต (Platonic love) คือความรักบริสุทธิ์ เป็นความรักที่ไม่มีเรื่องความรู้สึกทางเพศมาเกี่ยวข้อง
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.