ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2
ผู้เขียน : ซุ่ยหมาง (睡芒)
แปลโดย : G.N Voyager
ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
และมีการบรรยายถึงเลือด
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 38
หลังจากกินขนมเสร็จ ความหม่นหมองที่ปกคลุมอยู่ในใจของเซวียโย่วข่าซึ่งไม่ถือว่าหนามากนักก็สลายหายไปเกินครึ่ง
ถึงเฉิงอวี้จะคิดไว้ตั้งแต่แรก แต่เมื่อเห็นคนที่แต่งตัวจัดเต็มเบียดเสียดกันหลังจอดรถแล้ว ม่านตาของเขาก็ยังหดวูบเล็กน้อย
เขาปรับปีกหมวกให้ต่ำลง พยายามลดการมีตัวตนของตัวเอง
น่ากลัวชะมัด
ที่นี่มันรังของพวกเจร็อกชัดๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความรู้สึกของเซวียโย่วข่า และเผื่อว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ให้ตายเขาก็ไม่มีวันมาที่แบบนี้เด็ดขาด
การที่เฉิงอวี้มาโผล่ในสถานที่แบบนี้ทำให้เขาดูเหมือนกับคนที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ต่อให้ใส่หมวกก็ยังปกปิดความหล่อเอาไว้ไม่มิด และเมื่อรวมกับส่วนสูงที่โดดเด่นแล้วก็ยิ่งเหมือนนกกระเรียนท่ามกลางฝูงไก่
ตอนเซวียโย่วข่าเดินเข้ามา เขาสวมโซ่ของคุราปิก้าไว้บนนิ้วมือตัวเอง มันเป็นโซ่ที่เชื่อมเข้ากับแหวนบนนิ้วมือทั้งห้านิ้ว ดูแล้วเหมือนพวกจูนิเบียว* จนน่ากลัว
เฉิงอวี้รู้สึกเหนื่อยใจนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร
จากนั้นเซวียโย่วข่าก็พาเขาไปหาที่นั่งข้างเวที ก่อนจะมองไปรอบๆ
“พี่เอามาสก์มาด้วยไหม”
“ไม่ได้เอามา”
“งั้นพี่ไปยืนหลบหลังสแตนด์ดิ้งตรงนั้นเถอะ ไม่งั้นเดี๋ยวสาวๆ ตัวการ์ตูนจะวิ่งมารุมพี่เอา”
งานนี้ฝ่ายจัดงานเชิญเซวียโย่วข่ามาเพื่อดึงกระแส เขาต้องขึ้นเวทีโชว์ตัว ถึงจะบอกว่าเป็นการโชว์ตัว แต่ความจริงก็มีคอสเซอร์ยืนอยู่ด้วยกันหลายคน เซวียโย่วข่าโด่งดังน้อยที่สุดก็เลยยืนอยู่ริมสุด แต่ปรากฏว่ากลับดูเด่นกว่าคอสเซอร์ตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอยู่เล็กน้อย
แฟนๆ ข้างล่างตรงด้านหนึ่งส่งเสียงกรี๊ดพร้อมกับถ่ายรูปเป็นบ้าเป็นหลัง ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เอ่ยถาม “คนที่คอสคุราปิก้านั่นใครน่ะ”
“เหมือนต้นฉบับเป๊ะเลย!”
“พูดเบาๆ หน่อย ฉันว่าเขาหล่อสุดในแถวแล้ว ถึงขั้นกลบอาจารย์โม่ได้เลย”
อาจารย์โม่ถือว่าเป็นคนที่หน้าตาดีอันดับต้นๆ ในวงการ…อย่างน้อยแฟนๆ ก็พูดแบบนั้น
แต่ตัวจริงกับรูปถ่ายก็ยังมีความแตกต่างอยู่บ้าง
“อาจารย์โม่ก็ยังหล่อมากอยู่นะ แต่คุราปิก้าคนนั้นเป็นหน้าใหม่หรือเปล่า พวกหน้าใหม่ตอนนี้สุดยอดไปเลย เขาชื่ออะไรนะ”
“จอข้างหลังมีชื่อขึ้นอยู่ไม่ใช่เหรอ คอสเซอร์…ข่าข่า?”
วงการนี้เล็กมาก ไม่ว่าจะมีข่าวอะไรคนก็รู้กันหมด
“ข่าข่า? ไม่ใช่คนนั้นเหรอ…ที่สอบเกาเข่าได้เจ็ดร้อยกว่าคะแนนน่ะ เด็กเรียนมหา’ลัย T?”
เฉิงอวี้กังวลอยู่ตลอดว่าจะมีแฟนคลับสมองเพี้ยนโผล่มาสร้างเรื่องหรือเปล่า พอเห็นมีคนเข้ามาขอถ่ายรูปกับเซวียโย่วข่า เขาก็กังวลขึ้นมานิดๆ กลัวอีกฝ่ายจะหยิบขวดน้ำกรดออกมาจากกระเป๋า…
แต่ส่วนใหญ่แล้วก็สุภาพมาก ไม่ว่าจะมาขอถ่ายรูปหรือขอลายเซ็น เซวียโย่วข่าก็ทำให้หมด แถมยังมีบางคนตั้งใจมาตามเขาโดยเฉพาะ แถมถือรูปเขามาด้วย
“ชอบรูปที่คอสนิค ไวลด์มากเลย!”
เซวียโย่วข่าเซ็นชื่อข่าข่าลงไปแล้วกล่าวขอบคุณ
“ข่าข่า หวังว่าเรื่องเมื่อเช้าจะไม่ทำให้ใจเสียนะ อย่าหมดหวังกับวงการคอสเพลย์เลย คนอย่างจือสั่วเป็นส่วนน้อยจริงๆ แฟนๆ ธรรมดาอย่างเราชอบนายมากเลยนะ”
เซวียโย่วข่ายิ้มพลางพยักหน้า “ขอบคุณครับ”
“ไม่เป็นไร นายต้องสู้ต่อไปนะ นายจะดังแน่ๆ สู้ ๆ! เราเชียร์นายอยู่!”
เด็กผู้หญิงกลุ่มนี้ดูเหมือนจะยังอยู่แค่ชั้นมัธยมต้นหรือมัธยมปลาย ความชอบของพวกเธอทั้งใสสะอาดและบริสุทธิ์ พวกเธอรักในโลกสองมิติและชื่นชอบเขาจากใจจริงๆ
ความอึดอัดในใจของเซวียโย่วข่าหายไปหมดแล้ว
งานจบเร็วมาก นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแฟนคลับของจือสั่ว แฟนคลับคนนั้นมองเขาด้วยความตกตะลึง คล้ายกับไม่เชื่อว่าตัวจริงจะไม่ได้หน้าตาขี้เหร่เลยสักนิด จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแบบละครน้ำเน่า “ทำไมกัน”
เซวียโย่วข่าไม่เข้าใจ แต่ก็ยิ้มสุภาพ “สวัสดีครับ”
แล้วแฟนคลับคนนั้นก็วิ่งหนีไปเลย
เขาไม่ได้พกตากล้องมาด้วย แต่พอลงจากเวทีก็มีตากล้องที่ไม่รู้จักจำนวนมากมารุมถ่ายรูปเขา บางคนก็ขอวีแชต โดยบอกว่าจะส่งรูปให้เขาหลังจากแต่งรูปแล้ว
ยังมีคนที่บอกว่าตัวเองเป็นทีมกลยุทธ์จากเกมมือถือฝันแห่งเปี้ยนจิงมาขอเพิ่มเพื่อนวีแชตเขา พร้อมกับบอกว่าในอนาคตอาจจะได้ร่วมงานกัน
หลังงานจบเขารีบถอดคอนแทกเลนส์ออกเป็นอย่างแรก เฉิงอวี้เห็นเขาใช้นิ้วฝืนดึงเลนส์บางเฉียบออกมาจนน้ำตาไหลพรากก็รู้สึกสงสารขึ้นมานิดๆ และเผลอไปลูบศีรษะเขา
แต่เนื่องจากใส่วิกอยู่ เซวียโย่วข่าเลยสัมผัสไม่ค่อยได้ นึกว่าศีรษะตัวเองมีอะไรติดอยู่
พอกลับโรงแรม ฝ่ายจัดงานก็ส่งข้อความมาบอกว่าได้จัดกิจกรรมเที่ยวเซี่ยงไฮ้และมีงานเลี้ยงด้วย พร้อมทั้งถามว่าเขาจะไปไหม
ปกติเซวียโย่วข่าชอบไปกินฟรีดื่มฟรี แต่ตอนนี้กลับไม่ค่อยอยากไปแล้ว เลยบอกว่าจะลดน้ำหนัก ไม่กินมื้อเย็น
การที่เขามาทำงานพาร์ตไทม์แต่งคอสเพลย์แบบนี้ เดิมทีก็เพราะความชอบ การได้ใส่ชุดของตัวละครโปรดและแสดงบทบาทมันทำให้เขาสนุก ทั้งยังสามารถหารายได้เสริมได้ด้วย แถมยังได้เที่ยว ได้ไปชมนิทรรศการ และซื้อของที่ชอบอีกต่างหาก
เขาซื้อฟิกเกอร์ที่ซุนเหวินเฮ่าชอบให้อีกฝ่ายและซื้อกล่องสุ่มให้เถียนอ้าย แต่พอคิดได้ว่าต้องไปงานเทศกาลดนตรีต่อก็ตัดสินใจซื้อกล่องสุ่มไปให้ทุกคนด้วยเลย
มีของเฉิงอวี้กล่องหนึ่งด้วย
“นี่อะไร นายซื้อมาเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
“กล่องสุ่มไงครับ ก่อนแกะจะไม่มีใครรู้ว่าข้างในมีเซอร์ไพรส์อะไรอยู่ ผมจะไปงานเทศกาลดนตรีกับพี่ไม่ใช่เหรอ ผมก็เลยซื้อไปให้พวกพี่เม่าคนละกล่องเลย”
เฉิงอวี้หยิบกล่องสุ่มขึ้นมา ตั้งใจว่าอีกเดี๋ยวตอนที่เซวียโย่วข่าไปอาบน้ำถึงค่อยแกะ “ทำไมนายเรียกเขาว่าพี่เม่าล่ะ”
“ไม่งั้นจะเรียกอะไรล่ะ” หลินสือเม่าดูเป็นคนเป็นกันเองและเข้าถึงง่ายมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกว่ายังมีระยะห่างอยู่ เซวียโย่วข่าเลยไม่กล้าเรียกว่าอาเม่า เพราะถ้าเรียกแบบนี้แล้วดูเหมือนจะไม่สุภาพ
เฉิงอวี้ไม่สบอารมณ์ “แล้วทำไมนายไม่เรียกฉันแบบนั้นบ้าง”
“ผมเรียกได้เหรอ” เซวียโย่วข่าก้มลงหยิบคลีนซิ่งออยล์จากกระเป๋าเดินทางแล้วเริ่มเช็ดใบหน้าทั้งแห้งๆ อย่างชำนาญ “พี่อยากให้เรียกว่าอะไรล่ะ พี่เทอร์โบ พี่เฉิงอวี้ หรืออย่างอื่น”
ตอนเซวียโย่วข่าล้างเครื่องสำอางออกนั้นดูค่อนข้างแปลก บนหน้ามีสีดำๆ แดงๆ เหลืองๆ เต็มไปหมด แถมยังมันแผล็บ เจ้าตัวจ้องมองเขาพร้อมหัวเราะหึๆ เหมือนเด็กโง่ แต่เฉิงอวี้กลับไม่รู้สึกว่ามันดูแปลกเลยสักนิด แถมมุมปากยังยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ด้วย
“ฉันไม่ได้บังคับให้นายเรียกซะหน่อย”
เซวียโย่วข่าหัวเราะฮ่าๆ “อยากได้ยินผมเรียกก็พูดมาตรงๆ เถอะ”
“ฉันเปล่า” เฉิงอวี้ทำหน้าเข้ม
เซวียโย่วข่าเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้า “แล้วงานเทศกาลดนตรีมีพรุ่งนี้ วันนี้ไม่ต้องซ้อมเหรอครับ”
“ซ้อมอะไรล่ะ แค่ไม่กี่เพลงยังจะต้องซ้อมอีกเหรอ” การแสดงสดของพวกเขาไม่เคยพัง นักดนตรีทุกคนต่างก็เก่งที่สุดอยู่แล้ว นักร้องนำอย่างหลินสือเม่ามักจะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้สวยงามอยู่เสมอ ถ้าวัดกันที่การแสดงสดแล้ว วงเกือบทั้งหมดในที่แห่งนี้คงโดนพวกเขาฆ่าเรียบ เมื่อรวมกับที่วงแนวบริตป็อปมีน้อย ท่ามกลางวงดนตรีสายเมทัลกับพั้งก์ พวกเขาเลยกลายเป็นกระแสสดใหม่สุดอินเทรนด์ไปเลย
“แล้วคืนนี้พี่จะไปกินข้าวกับพวกพี่เม่าไหม”
“ไม่”
หลินสือเม่าชวนแล้ว แต่เฉิงอวี้ปฏิเสธไป
“งั้นผมเลี้ยงพี่เอง วันนี้ผู้จัดงานเพิ่งโอนเงินมาให้ ตั้งหกพันแน่ะ!”
เมื่อผู้จัดเห็นว่าเขาดังขึ้นหลังจากโดนแฉแล้วออกมาชี้แจง เลยเป็นฝ่ายเสนอว่างานคอมมิกครั้งหน้าจะเพิ่มค่าตัวให้แน่นอน
เซวียโย่วข่ายังไม่ได้คิดว่าจะรับดีไหม เพราะเขาคงแต่งคอสเพลย์ได้ไม่นานนัก แค่เล่นๆ ก็น่าจะพอใจแล้ว ถึงยังไงการไปทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือสร้างกิจการของตัวเองก็ยังเป็นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องคิด
ตอนที่เซวียโย่วข่าเข้าไปอาบน้ำ เฉิงอวี้ก็แกะกล่องสุ่มออกมาดู
มันเป็นตุ๊กตาการ์ตูนใส่ชุดกระโปรงสีชมพู แถมมีหูกระต่ายน่ารักๆ อีกคู่
นี่มันอะไรเนี่ย…
เฉิงอวี้ชั่งใจอยู่สักพัก ก่อนจะยัดกลับเข้าไป จากนั้นก็แกะกล่องอื่น
สุดท้ายก็เจอว่าหนึ่งในนั้นเป็นตุ๊กตาที่ทำเป็นรูปคิวปิด ดูน่าสนใจกว่ากล่องอื่น ทั้งยังกำลังทำท่ายิงหัวใจพอดีด้วย
คิวปิดตัวนี้เป็นของเขาแล้ว
ส่วนเจ้าหูกระต่ายคืออันที่น่าเกลียดที่สุด เขาเลยทำสัญลักษณ์เล็กๆ ไว้บนกล่อง กะว่าเซวียโย่วข่าหยิบออกมาเมื่อไรจะยกให้หลินสือเม่า
เช้าวันถัดมา ณ ศูนย์กีฬาชายหาดเซี่ยงไฮ้ งานเทศกาลดนตรีแมงโก้
ตอนเฉิงอวี้พาเซวียโย่วข่าไป เขาได้บอกคนอื่นไว้ล่วงหน้าแล้ว
ดังนั้นพอทุกคนเห็นทั้งคู่มาด้วยกันก็ไม่แปลกใจนัก แต่ก็นึกสงสัยอยู่บ้างว่าเทอร์โบกับรุ่นน้องคนนี้สนิทกันได้ยังไง ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่เดือน
เซวียโย่วข่าพกไปแค่มือถือกับกล้อง ส่วนของอย่างทิ้งอื่นไว้ที่โรงแรม รวมถึงกล่องสุ่มที่จะให้พวกเขาด้วย
เหล่าเคบอกว่า “เทอร์โบ กลองของนายเพิ่งถูกขนเข้าไป นายไปดูหน่อยสิ ถ้าโอเคแล้วก็ให้สตาฟฟ์ยกไปหลังเวทีได้เลย”
“เดี๋ยวนี้เทศกาลดนตรีให้ศิลปินเอาชุดกลองมาเองเหรอ” เครื่องดนตรีอย่างอื่นน่ะช่างมันเถอะ แต่ทำไมถึงให้เอาเครื่องดนตรีอย่างกลองมาเองนะ
“ไม่ใช่แบบนั้น” เหล่าเคกระซิบ “เทอร์โบยอมแตะแค่กลองของตัวเองเท่านั้น ของที่คนอื่นเคยจับเขาไม่เอา แถมไม่อยากให้ใครไปโดนกลองเขาด้วย เวลาสตาฟฟ์ยกกลองเขาเป็นต้องทำหน้าดุ ใครจับต้องต้องใส่ถุงมือ เพราะงั้นถึงบอกไงว่าเขาแต่งงานกับกลองไปแล้ว อยู่ห่างกันไม่ได้หรอก”
เซวียโย่วข่าหมดคำจะพูด “พวกพี่ก็ห้ามแตะด้วยเหรอครับ”
“ห้ามแตะสิ!”
เฉิงอวี้ปรายตามองเหล่าเคทีหนึ่งเพื่อให้เขาหุบปาก
กลองของเขาไม่ใช่ชุดมาตรฐานห้าใบ แต่เป็นชุดคัสตอมตามความคุ้นชินส่วนตัว แม้แต่กระเดื่องก็เป็นระดับท็อปของโลก ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ชอบใช้กลองคนอื่น เวลาได้รับเชิญไปทำการแสดง เขาเลยมักจะขี้เกียจไป
ตามที่หลินสือเม่าพูดไว้ครั้งก่อน เฉิงอวี้ถึงเริ่มคิดได้ว่าบางทีเพื่อนร่วมวงคงต้องการเวที ไม่ใช่ทุกคนจะอยู่เล่นกับเขาไปได้เรื่อยๆ
ทั้งคู่ติดบัตรเข้างานแล้วตามสตาฟฟ์เข้าไปหลังเวที
ไลน์อัพของเทศกาลดนตรีครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก โดยได้เชิญศิลปินเจ้าของผลงานจากไต้หวันมาหลายคน รวมๆ แล้วมีวงที่ได้รับเชิญทั้งสิ้นสี่สิบวง
เซวียโย่วข่าไล่ดูรายชื่อ “เฮ้! ผมรู้จักคนนี้”
เขาคือนักร้องชาวไต้หวันที่ดังมาก เซวียโย่วข่าบอกว่าเป็นเพลงที่ตัวเองชอบร้องตอนไปคาราโอเกะ
“พวกพี่รู้จักเขาไหม”
เฉิงอวี้เฉยเมย “ไม่รู้จัก”
หลินสือเม่ายิ้ม “ถ้านายชอบ เดี๋ยวฉันไปขอลายเซ็นให้”
“ไม่ต้องครับๆ ผมแค่พูดเฉย ผมฟังเพลงเขา แต่ไม่ได้เป็นแฟนคลับอะไรหรอก”
แขกรับเชิญสี่สิบวงแบ่งเล่นกันสี่เวทีในเวลาสองวัน วันนี้มากันยี่สิบวง วงส่วนใหญ่เป็นวงเล็กๆ ที่มาเล่นประปราย ถึงวงสกอร์ปิโอจะไม่ค่อยออกงาน แต่เพลงของพวกเขาก็ดังมากในอินเตอร์เน็ตและมีคนชอบมากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหน้าตาดีอย่างเทอร์โบที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมือกลองที่หล่อสุดในวงการ ส่วนหลินสือเม่าก็เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มสุดฮอตขวัญใจมหาชน มีสาวๆ ตามกรี๊ดมากกว่าเทอร์โบเสียอีก
จู่ๆ ก็มีคนห้าคนเดินเข้ามาพร้อมกัน มองเผินๆ แต่ละคนต่างก็หล่อมาก ออร่าจัดเต็ม มีแค่เหล่าเคคนเดียวที่สะพายเบสคล้ายผู้ช่วยถือสัมภาระ
ทันใดนั้นสายตาของทุกคนที่อยู่หลังเวทีก็หันมามอง ก่อนที่ชายหนุ่มตัวผอมมัดผมทรงดังโงะคนหนึ่งจะชี้มาทางสกอร์ปิโอแล้วหัวเราะเสียงดัง
“เทอร์โบโผล่มาแล้ว แถมขนกลอง DW คัสตอมราคาหลักล้านของเขามาด้วย!”
“วูล์ฟตัดผมแล้วโว้ย!”
ดูท่าจะเป็นคนคุ้นเคยกัน
หลินสือเม่าเป็นเหมือนทูตประจำวง เรื่องเข้าสังคมยกให้เขาจัดการ เสิ่นไหวหลินเห็นเซวียโย่วข่าก็ทัก “พวกนายรับน้องใหม่เข้าวงเหรอ”
“ไม่ใช่” หลินสือเม่าอธิบาย “เขาเป็นคนของเทอร์โบ” ตอนที่พูดก็มีหนุ่มผมขาวคนหนึ่งเดินผ่านด้านข้างไปพร้อมกับกลอกตาใส่อยู่หลายครั้ง
ที่นี่วงสกอร์ปิโอเป็นที่ต้อนรับมาก ปกติวงร็อกไม่ค่อยชอบทักทายกัน แต่วันนี้ต่างแห่มาทักทายกันยกใหญ่ ทว่าก็มีเรื่องน่าประหลาดใจอยู่อย่างสองอย่าง
อย่างเช่นไอ้คนที่กลอกตาใส่วูล์ฟนั่นแหละ
เขาคือต่งเกิง อดีตมือคีย์บอร์ดของวงสกอร์ปิโอที่อยู่กับวงได้ไม่นานเพราะหายซ้อมไปหลายวัน แถมพาคนนอกมาแล้วเผลอไปแตะกลองของเทอร์โบ เลยโดนหลินสือเม่าเชิญออก
หลังเตะต่งเกิงออกจากวงไป เพื่อนก็แนะนำวูล์ฟให้หลินสือเม่า ‘มือคีย์บอร์ดคนนี้เป็นคนซีอาน สกิลโคตรเทพ นายลองดูสิ’
หลินสือเม่าดูคลิปของวูล์ฟแล้วถึงกับทึ่งเหมือนได้เห็นเทพ เลยโทรเรียกเขามาทดสอบทันที
วูล์ฟซื้อตั๋วบินมาปักกิ่งคืนนั้นเลย วันต่อมาก็มาทดสอบ เขาโซโล่ไปเล็กน้อยต่อหน้าหลินสือเม่า นิ้วมือบนคีย์บอร์ดเร็วจนแทบเป็นเงาซ้อน ท่วงทำนองราวกับเทพเจ้า พอเล่นไปไม่กี่นาทีเหงื่อก็ไหลท่วมตัว หลินสือเม่าจึงเอ่ยปากหยุดเขา ‘พอแล้ว’
‘ฉันเข้าได้ไหม’ วูล์ฟถาม ‘ถ้าไม่ได้ฉันจะได้ซื้อตั๋วกลับบ้านเลย’
หลินสือเม่าชอบฝีมือเขามาก แต่ยังไม่รู้จักอีกฝ่าย จะตั้งวงทั้งทีให้ดูกันแค่นี้ได้ยังไง
แต่เจ้าตัวยืนยันว่าจะกลับ หลินสือเม่าเลยได้แต่บอกว่า ‘งั้นนายอยู่ก่อนละกัน’ แล้วชมไปหนึ่งประโยค ‘เทคนิคอย่างแจ่ม’
วูล์ฟทำหน้านิ่งๆ แล้วพยักหน้า ไม่แม้แต่จะพูดขอบคุณ
นิสัยหยิ่งเหมือนกับเทอร์โบไม่มีผิด เขาคนเดียวต้องมาคอยรับใช้บรรพบุรุษสองคนนี้ หลินสือเม่าคิดแล้วก็แทบจะทนไม่ไหว
ต่อมาก็พบว่าวูล์ฟกับเทอร์โบจริงๆ เป็นคนละแบบกันเลย
งานจิปาถะต่างๆ ในวงวูล์ฟทำคนเดียวแป๊บเดียวก็เสร็จหมดแล้ว พอถามว่าทำทำไม เขาก็บอกว่าเบื่อ แถมยังทำอาหารก็โคตรอร่อย
ต่งเกิงคงยังเคืองอยู่บ้าง ตอนจ้องวูล์ฟเจ้าตัวก็รับรู้ได้ แต่พอหันไปมองแล้วพบว่าเป็นคนไม่รู้จักก็ละสายตาไปอย่างเย็นชา
หลินสือเม่ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจจึงพาทั้งวงเข้าไปในห้องพักส่วนตัว
กลองของเทอร์โบวางอยู่ข้างใน รอถึงคิวพวกเขาตอนค่ำก็จะยกขึ้นเวที
เมื่อครู่เซวียโย่วข่าได้ยินคนพูดว่า ‘ชุดกลองคัสตอมราคาหลักล้าน’ อะไรนี่แหละ
หลักล้านเชียวเหรอ
เปียโนแพงๆ เขายังเข้าใจได้ว่าทำไม แต่นี่กลองนะ ทำไมถึงแพงขนาดนั้น
เซวียโย่วข่ายังไม่เคยได้ดูใกล้ๆ วันนี้มีโอกาสอย่างหาได้ยากเลยก้มหน้าไปศึกษาดูว่ากลองหลักล้านหน้าตาเป็นยังไง
เขาเห็นกลองตัวหนึ่งเป็นสีทองวิบวับสุดๆ
เอ๊ะ…นี่คงไม่ใช่ทองจริงๆ หรอกนะ
เซวียโย่วข่าอยากรู้อยากเห็นมากจึงแอบยื่นมือน้อยๆ ออกไปก่ออาชญากรรมอย่างเงียบๆ
“เซวียหมี่หมี่”
แต่ปรากฏว่าโดนจับได้คาหนังคาเขา
เซวียโย่วข่ารีบชักมือกลับ ท่าทางเวลาทำผิดแล้วถูกจับได้ดูตื่นตระหนกมาก “ขะ…ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะแตะกลองของพี่หรอกนะ…” เขาคิดว่าด้วยนิสัยเสียๆ ของเฉิงอวี้ ยังไงก็ต้องโกรธแน่ๆ เลยไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ
“แตะสิ”
“ฮะ?” เซวียโย่วข่างงเป็นไก่ตาแตก
“กับนายไม่เป็นไร”
* จูนิเบียว หมายถึงผู้ที่ชอบทำตัวเด่น เพ้อเจ้อ คิดว่าตนเองเจ๋งหรือคิดว่าตนเองมีพลังพิเศษ
บทที่ 39
“งั้นผมขอแตะจริงๆ นะ” เซวียโย่วข่าสังเกตสีหน้าของเขาแล้วค่อยๆ ยื่นมือไป ขณะที่ปลายนิ้วเอื้อมไปแตะอย่างลองเชิง สีหน้าของเฉิงอวี้ก็ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ราวกับไม่ได้ใส่ใจจริงๆ
กลองราคาหลักล้าน เซวียโย่วข่าทั้งตื่นเต้นทั้งไม่อยากจะเชื่อ ไม่ใช่ว่าห้ามใครแตะเหรอ แล้วทำไมถึงให้เขาแตะได้ล่ะ
“นี่มันไม่ใช่ทองจริงๆ ใช่ไหมครับ สัมผัสไม่เหมือนเลย”
“ถ้าเป็นทองนายจะเลียมันไหม”
เซวียโย่วข่ายืนยันได้อย่างรวดเร็วว่าไม่ใช่ทองจริงๆ เลยสวนไปทันที “เลียสิ!”
“ตรงนี้” เฉิงอวี้ชี้ไปที่กลองใหญ่ หนังกลองสีขาวหันเข้าหาคนดู พิมพ์ชื่อแบรนด์และชื่อเทอร์โบ แถมยังมีโลโก้สกอร์ปิโอด้วย “อันนี้ชุบทอง เลียสิ”
เซวียโย่วข่า “…”
เขาชักมือกลับเงียบๆ
เฉิงอวี้ยกแขนกอดอก “ทำไมนายไม่พูดแล้วล่ะ”
“พี่แกล้งผม”
“ฉันไปแกล้งนายตอนไหน”
“พี่รังแกผม!”
เฉิงอวี้อึ้งไป จู่ๆ ก็รู้สึกประดักประเดิดขึ้นมา เขารู้สึกว่าคำพูดนั้นของอีกฝ่ายเหมือนจะติดน้ำเสียงออดอ้อนมาด้วย ฉับพลันความชาก็เริ่มแล่นริ้วจากปลายนิ้วที่ตกอยู่ข้างลำตัวไล่ขึ้นมาถึงหน้าอก
เฉิงอวี้อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ในตอนนั้นประตูก็เปิดออก
เหล่าเคหิ้วน้ำแร่เข้ามาหลายขวด “คนละขวดนะ”
“ค่ำนี้มีนัดกินข้าว ไปไหม”
“กับใคร” เฉิงอวี้บิดฝาน้ำแร่ ตั้งใจจะยื่นให้เซวียโย่วข่า แต่เห็นว่าเจ้าตัวบิดเปิดเองแล้ว แถมยังไปนั่งวางท่าบนเก้าอี้กลองของเขาอีก
เหล่าเคเห็นเขานั่งก็ตื่นตระหนกทันที “ระ…รุ่นน้อง ที่นั่งนั้น…”
“ไม่เป็นไร ให้เขานั่ง”
เหมือนเซวียโย่วข่าจะนึกอะไรขึ้นได้เลยลุกพรวดทันที
เหล่าเคมองทั้งคู่อย่างไม่เข้าใจ “กับเสิ่นไหวหลิน พี่เฟย แล้วก็พวกประธานเกาน่ะ”
คนทั้งหมดเป็นนักดนตรีรุ่นใหญ่ ทั้งกลุ่มมีอายุตั้งแต่สามสิบห้าปีขึ้นไป สูงสุดก็ห้าสิบกว่าๆ ปกติแล้วคนพวกนี้จะชอบดูถูกวงดนตรีวัยรุ่นที่ทำเท่แต่ไม่รู้จักประเมินฝีมือตัวเอง ทว่าวงดนตรีวัยรุ่นอายุราวยี่สิบอย่างสกอร์ปิโอกลับได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก
“สมัยเราวัยรุ่นยังกร่างกว่าพวกเขาอีก ฝีมือก็ยังไม่ดีเท่าพวกเขาด้วยซ้ำ”
เหล่าเคออกไปตามวูล์ฟกับหลินสือเม่าที่จู่ๆ ก็หายตัวไป ในห้องเลยเหลือแค่เซวียโย่วข่ากับเฉิงอวี้อีกครั้ง
เฉิงอวี้เห็นเขาไปยืนพิงผนัง “ฉันบอกให้นายนั่ง ทำไมถึงลุกขึ้นมา”
“ผมกลัวว่าเดี๋ยวพี่จะบังคับให้ผมเลียกลอง” มีเหตุผลรองรับว่าเทอร์โบสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างแน่นอน
“ในสายตานายฉันเลวขนาดนั้นเลยเหรอ” เฉิงอวี้พูดเสียงเบาแล้วนั่งลงข้างๆ “ฉันแค่พูดเล่น ไม่ได้จะรังแกนาย”
คราวนี้เซวียโย่วข่ากลับเป็นฝ่ายที่อึ้งไป
เขาก็แค่พูดเล่นว่าเทอร์โบจะรังแกตัวเอง คิดไม่ถึงว่าเฉิงอวี้จะขอโทษเขาอย่างจริงจังขนาดนี้
เซวียโย่วข่าลูบจมูก แอบเขินสุดๆ เขายังไม่ค่อยชินกับเทอร์โบที่เป็นแบบนี้เลย
“แย่แล้ว!” เหล่าเคพรวดพราดเข้ามา “เทอร์โบ! อาเม่า…เสียงเขา…”
เฉิงอวี้ดีดตัวลุกขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้น”
เหล่าเคอธิบายรวดเดียว “ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆ คอเขาก็บวมขึ้นมา เสียงหายไปนิดหน่อย เพิ่งเป็นเมื่อกี้นี่เอง”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น เมื่อกี้เขากินอะไรไปหรือเปล่า”
ตอนนี้วูล์ฟกับหลินสือเม่ายืนอยู่ที่ประตู วูล์ฟพูดด้วยความร้อนรน “เขาดื่มแค่น้ำขวดนี้ ฝ่ายจัดงานเตรียมไว้ให้ ฉันจะพาเขาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย!”
“ไม่ได้…” เสียงหลินสือเม่าฟังดูเหมือนเสียงลมหายใจ เขาส่ายหน้า “เราทำสัญญาไว้แล้ว ถ้าออกไปสองคน วงจะแสดงยังไง นายอยู่นี่แหละ ฉันไปก็พอ”
“แต่…” วูล์ฟยังอยากจะพูดบางอย่าง แต่ก็ถูกหลินสือเม่ากดไหล่ไว้พลางจ้องเขม็ง “วันนี้อย่าสร้างเรื่อง แสดงให้ดี”
“งั้นผม…ผมไปโรงพยาบาลกับพี่เม่าเอง ผมจะเรียกแท็กซี่เดี๋ยวนี้เลย!” เซวียโย่วข่าหยิบมือถือออกมา “โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดห่างออกไปแค่สองกิโล!”
เฉิงอวี้กำชับเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง “ในน้ำน่าจะมียาที่เป็นพิษต่อหูหรือไม่ก็สารก่อภูมิแพ้ เอาขวดนี้ไปตรวจด้วย ถึงโรงพยาบาลแล้วผลตรวจออกมาค่อยโทรหาฉัน”
จากนั้นก็หันไปสั่งเหล่าเค “ไปหาผู้จัดงาน ขอภาพจากกล้องวงจรปิด”
“ที่นี่มุมอับเยอะ” เหล่าเคเพิ่งนึกได้ “ผู้จัดไม่น่าทำเรื่องแบบนี้ มีแค่คนเดียว ฉันสงสัยว่าจะเป็นต่งเกิงหรือเปล่า…”
เฉิงอวี้ว่า “ต่งเกิง? ใคร”
“มือคีย์บอร์ดเก่าวงเรา นายลืมแล้วเหรอ ตอนนี้ไปอยู่กับวงชื่ออะไรนะ…วงเควีอะไรสักอย่างนี่แหละ”
วงเควีอะไรสักอย่างนั่นเป็นวงเล็กๆ ยังไม่ถึงขั้นโนเนม แต่ก็ไม่ค่อยดัง พวกเขามาเล่นอุ่นเครื่องในงานเทศกาลดนตรี ไม่ใช่แค่ไม่ได้ค่าตัว แถมยังไม่ได้ขึ้นเวทีเดียวกับพวกเขาด้วย
เหล่าเคยังจำเขาได้ เพราะต่งเกิงเคยแอบยักยอกเอาเงินวงไปใช้
วูล์ฟถกแขนเสื้อ ดวงตาแข็งกร้าว “ไอ้หัวขาวนั่นใช่ไหม ฉันจะอัดมันให้เละ”
“เดี๋ยวๆๆ ถ้าเป็นต่งเกิงก็คงใส่แค่ยาที่ทำให้เสียงหายชั่วคราวหรือไม่ก็สารก่อภูมิแพ้ ไม่น่าจะถึงกับวางยาพิษหรอก นายไปซัดเขาตอนนี้จะมีแต่เสีย เราไปขอดูกล้องวงจรปิดจากฝ่ายจัดงานก่อนเถอะ ถ้ามีหลักฐานจะดีที่สุด หรือถ้าไม่เจอหลักฐานก็รอให้การแสดงจบก่อนค่อย…” เหล่าเคทำท่าทำทาง เขาไม่มีทางปล่อยคนที่กล้าทำร้ายเพื่อนของเขาไปแน่
เทอร์โบยังคงเป็นห่วงอาการของหลินสือเม่า ถึงไม่แสดงออกทางสีหน้าแต่ในใจก็กระสับกระส่ายมาก เขาจึงส่งข้อความไปหาเซวียโย่วข่า
‘ถึงโรงพยาบาลหรือยัง’
ทางนั้นยังไม่ตอบ
“ตอนนี้มีเรื่องเดียวที่เราต้องคิด นั่นคือใครจะร้องนำ”
ทุกคนหันมามองเทอร์โบ
เขาเสียงดีมาก เรียกได้ว่าไม่แพ้หลินสือเม่าเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่เขาไม่ชอบเป็นนักร้องนำเพราะรู้สึกว่าเด่นเกินไป
เนื่องจากเฉิงอวี้ยังไม่ได้ซ้อม เลยมีเวลาออกไปสอบถาม แล้วก็ได้เจอวงของต่งเกิง พวกเขาก็มีสี่คนเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้กำลังซ้อมอยู่
เฉิงอวี้ชี้ไปที่มือคีย์บอร์ดผมขาว
สีหน้าของต่งเกิงเปลี่ยนไปทันที
การซ้อมของทั้งสี่คนหยุดชะงัก นักร้องนำรู้จักเขาและดูเหมือนจะแปลกใจมาก “เทอร์โบ?”
เฉิงอวี้ทำหน้าขรึม “วันนี้มือคีย์บอร์ดของพวกนายวางยานักร้องนำของเรา อีกหนึ่งชั่วโมงจะเป็นการแสดงของพวกนาย ต่งเกิง ก่อนเริ่มโชว์นายก็คุกเข่าหันหน้าไปหาคนดูแล้วขอโทษหลินสือเม่าซะ”
ต่งเกิง “ว่าไงนะ…”
“นายได้ยินชัดแล้ว ไม่งั้นวงของพวกนายก็ไสหัวลงจากเวทีไป” เฉิงอวี้ดูเย็นชาจนน่ากลัว
ทั้งสี่คนถึงกับตกตะลึงกับออร่าการบีบคั้นของเขา
ต่งเกิงเดือด “มีสิทธิ์อะไรมาไล่ให้พวกเราลงจากเวที ใครวางยาหลินสือเม่า มันเกี่ยวอะไรกับฉัน! ฉันไม่ได้ทำ!”
เฉิงอวี้ไม่พูดอะไรแล้วเดินออกไปทันที
สี่คนนั้นด่ากระจาย “ต่งเกิง ไอ้นี่เหรอคนที่นายพูดถึง ที่ชอบเอาฉาบขึ้นเวทีเยอะๆ ให้แสงสะท้อนเข้าหน้าตัวเองน่ะ ยังจะมีหน้ามาสาดน้ำสกปรกใส่แล้วไล่พวกเราลงเวทีอีก เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!!”
“เออ มีสิทธิ์อะไรวะ หยิ่งเพราะมีสาวตามกรี๊ดเหรอ ผู้จัดงานยังไม่พูดอะไรแล้วเขาจะมาพล่ามอะไรวะ ตลก!”
“เก๊กฉิบหาย โคตรเก๊กเลยแม่งเอ๊ย ใครจะไปรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลินสือเม่า ทำไมต้องโยนความผิดให้พวกเราด้วย เพราะมือคีย์บอร์ดเราเป็นอดีตมือคีย์บอร์ดของพวกมันเหรอ”
“ต่งเกิง นายไม่ได้ทำใช่ไหม” นักร้องนำหันไปถาม
“ปะ…เปล่า”
สีหน้าลนลานแบบนั้น ทำเอานักร้องนำเริ่มไม่สบายใจนิดๆ
สี่โมงเย็น เวที YOUNG BLOOD
เวทีนี้เป็นเวทีที่ใช้อุ่นเครื่อง วงที่ขึ้นแสดงมีแต่วงเล็กๆ ตอนช่วงค่ำของงานเทศกาลดนตรีถึงจะเป็นไฮไลต์ มีศิลปินดังที่หาดูได้ยากขึ้นเวที ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงมีคนมาดูแค่สองในสามส่วนเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งในสามก็จะรอให้ถึงหกโมงเย็นก่อนถึงค่อยมา
หลังจากวงคีย์ขึ้นเวที อินโทรก็เปิดขึ้นมาสั้นๆ นักร้องนำชูมือขึ้นกลางอากาศทำสัญลักษณ์ร็อก “หวัดดีทุกคน! พวกเราคีย์!”
ในฝูงชนมีเสียงตอบดังขึ้นเบาบาง “โอ้…”
นักร้องนำขัดเขินนิดหน่อย เขาหันไปสบตากับเพื่อนร่วมวงแล้วเตรียมจะร้องเพลง
ต่งเกิงยืนอยู่หลังคีย์บอร์ด พยายามตั้งสติ
นี่ก็ขึ้นเวทีแล้ว ไม่มีทางไล่ให้พวกเขาลงไปได้ ต่อให้เทอร์โบเก่งยังไงก็ไม่มีทางทำได้แน่
ไม่คิดเลยว่าเพิ่งจะร้องท่อนแรกไป จู่ๆ ไมโครโฟนก็ดับ ไฟเครื่องดนตรีโดนตัด ทั้งเวทีเงียบพลันไปหมด
เกิดอะไรขึ้น!
ทั้งวงรวมถึงคนดูที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างงุนงงกันถ้วนหน้า
“ขอโทษครับ! อุปกรณ์เรามีปัญหานิดหน่อย!” นักร้องนำตะโกนบอกสตาฟฟ์ข้างเวที
ไม่นานสตาฟฟ์ที่ดูเหมือนจะเป็นการ์ดก็กรูกันขึ้นมาและขอให้พวกเขาลงเวทีไปก่อน
ทั้งสี่คนคิดว่าเกิดเหตุขัดข้องอะไรที่ต้องตรวจเช็กเลยยอมตามลงเวทีไป
แต่พอพวกเขาลงจากเวที วงเล็กอีกวงก็ขึ้นไปแทน นักร้องนำคนนั้นพูดใส่ไมโครโฟนที่ไม่มีปัญหาใดๆ ว่า “วงคีย์มีเหตุขัดข้องนิดหน่อย งั้นต่อไปวงมาร์สของเราจะมาแสดงนะครับ! ขอบคุณนะครับทุกคน!”
แม้คนดูจะแปลกใจ แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจมากนัก
ด้านล่างเวที วงคีย์สี่คนจะพุ่งกลับขึ้นไป “ทำอะไรวะ! คิวเราแสดงไม่ใช่เหรอ!”
“พวกนั้นเป็นใคร มาขโมยเวทีเรา!”
“มีสิทธิ์อะไรวะ! เราก็เซ็นสัญญานะเว้ย!”
การ์ดยืนขวางพวกเขาหน้าตาย “ขอโทษครับ การแสดงของคุณจบแล้ว กรุณากลับไปเก็บของหลังเวทีด้วย”
การได้มาแสดงในเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่แบบนี้คือโอกาสทองที่จะได้เปิดเผยโฉมหน้าสำหรับวงดนตรีหลายวง แต่ตอนนี้ยังไม่ทันร้องเพลงก็โดนเชิญลงเวที นี่ไม่ใช่แค่พลาดโอกาสดีๆ แต่เป็นความอัปยศที่ไม่เคยเจอมาก่อน
ทันใดนั้นมือกลองก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “เป็นฝีมือเทอร์โบแน่ๆ!”
ต่งเกิงหน้าซีดเผือด
ไม่คิดเลยว่าวงดนตรีที่แม้แต่บริษัทตัวแทนก็ยังไม่ได้เซ็นสัญญาวงหนึ่งจะสามารถทำให้พวกเขาลงจากเวทีด้วยความอับอายได้
ความเดือดดาลของพวกเขาไม่ส่งผลอะไรต่อวงสกอร์ปิโอที่กำลังซ้อมอยู่
ก่อนขึ้นแสดง ในที่สุดเฉิงอวี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากเซวียโย่วข่า
“ผลออกมาแล้ว! ในน้ำมีพีช…พี่เม่าแพ้อันนี้ แต่หมอบอกว่าไม่หนักอะไร ตอนนี้ผมอยู่เป็นเพื่อนพี่เม่าฉีดยา” เซวียโย่วข่ายืนอยู่ที่ระเบียงทางเดินของโรงพยาบาล เซวียโย่วข่าส่งต่อข้อความที่หลินสือเม่าพิมพ์ไว้ในมือถือ “พี่เม่าบอกว่าพวกพี่อย่าก่อเรื่องให้ผู้จัดงานเห็นเด็ดขาด เรื่องนี้เขาจะจัดการเอง ตั้งใจเล่นให้ดี เดี๋ยวพวกเราก็กลับแล้ว เขายังบอกว่า…”
หลังจากที่หลินสือเม่าฉีดยาเสร็จแล้วก็ตอบข้อความของทุกคน วันนี้มีพี่น้องในงานเทศกาลดนตรีรู้ว่าเขาไปโรงพยาบาล ถึงจะยังไม่รู้สถานการณ์โดยละเอียด แต่ก็ถามเขาว่าเป็นยังไงบ้าง
เขาไล่ตอบทีละคน ด้วยการพูดเสียงเบากับเซวียโย่วข่า “บอกพวกเขาทีว่าขอโทษด้วย วันนี้ไปช่วยไม่ได้ สกอร์ปิโอเก่งที่สุดเสมอ”
ในกลุ่มแชตของวง
วูล์ฟ สกอร์ปิโอเก่งที่สุดเสมอ
เหล่าเค สกอร์ปิโอเก่งที่สุดเสมอ!
แม้แต่เทอร์โบก็พิมพ์มาด้วยว่า ‘พวกเราเก่งที่สุดเสมอ’
เซี่ยงไฮ้ช่วงปลายเดือนมกราคม เวลาหนึ่งทุ่ม ม่านราตรีแผ่ปกคลุม แสงไฟระยิบระยับสาดส่องไปยังเวทีหลักสีดำ ภายใต้อากาศหนาวแบบนี้ผู้คนก็ยังระเบิดเสียงกรีดร้องที่อัดแน่นไปด้วยพลังอันร้อนแรง
“สกอร์ปิโอ! สกอร์ปิโอ! สกอร์ปิโอ!”
ถึงวงสกอร์ปิโอจะจัดการอย่างเงียบๆ แต่หลินสือเม่าถือเป็นเศรษฐีใหญ่ ลับหลังเพื่อนร่วมวงต่างก็ทุ่มเงินโปรโมตเพลงของวงตัวเองแบบไม่ยั้ง ทำให้ขึ้นแนะนำหน้าแรกของแพลตฟอร์มดนตรีใหญ่ๆ อยู่เสมอ บวกกับเพลงของพวกเขาก็ดีจริงๆ ฐานผู้ฟังกว้าง ความนิยมเลยพุ่งแรง
เซวียโย่วข่ากับหลินสือเม่ารีบนั่งแท็กซี่กลับมาที่ศูนย์กีฬา
ด้านนอกอากาศหนาวชื้นติดลบ ผู้คนรวมตัวกันแน่นขนัดอยู่บนลานหญ้า ทุกคนต่างก็กำลังตะโกนเชียร์
“ราชากลอง! ราชากลอง!”
“เทอร์โบ! เทอร์โบ! เทอร์โบ!”
“หลินสือเม่า! หลินสือเม่า! หลินสือเม่า!”
ผู้ชมตะโกนชื่อของแต่ละคน แต่เมื่อวงดนตรีสามคนขึ้นเวทีไปจริงๆ และเห็นว่าตำแหน่งนักร้องนำเป็นมือคีย์บอร์ด ผู้ชมด้านล่างเวทีก็พากันงงเป็นไก่ตาแตก
ถึงมือคีย์บอร์ดจะหล่อ แต่พวกเขามาฟังหลินสือเม่าร้องเพลงนะ!
แล้วหลินสือเม่าล่ะ
“ผมคือวูล์ฟ วันนี้นักร้องนำไม่ใช่อาเม่า แต่เป็นผม” หนุ่มหล่อที่รับหน้าที่นักร้องนำโน้มตัวเข้าหาไมค์ตรงหน้าพร้อมพูดเสียงต่ำ “งานวันนี้มีนักดนตรีมาเยอะ ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนที่ดีของเรา แต่ก็มีไอ้โง่อยู่ตัวหนึ่ง”
เวทีเงียบกริบลงทันที ไม่มีใครคาดว่าเขาจะด่าคนออกไมค์…
แม้แต่เทอร์โบก็ไม่ทันคิด
“ผมอยากบอกไอ้โง่ที่เผลอใส่สารก่อภูมิแพ้ลงในน้ำของนักร้องนำเราว่าฉันจะถือว่าแกเผลอก็แล้วกัน ถึงนักร้องของเราจะร้องเพลงไม่ได้ แต่สกอร์ปิโอของเราก็ยังแข็งแกร่งเหมือนเดิม”
เซวียโย่วข่ากับหลินสือเม่าที่เพิ่งกลับมาถึงศูนย์กีฬามองหน้ากัน
ดูเหมือนหลินสือเม่าจะปวดหัวนิดๆ เขานวดขมับ ก็บอกแล้วไงว่าเขาจะจัดการเอง ทำไมหมอนี่ไม่ฟังกันเลย
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.