ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2
ผู้เขียน : ซุ่ยหมาง (睡芒)
แปลโดย : G.N Voyager
ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
และมีการบรรยายถึงเลือด
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 40
ตอนบ่ายฝ่ายจัดงานรู้เรื่องที่ต่งเกิงมือคีย์บอร์ดของวงคีย์ใส่สิ่งที่มีสารก่อภูมิแพ้ให้หลินสือเม่ากินแล้ว แต่เมื่อดูภาพจากกล้องวงจรปิดก็กลับไม่พบอะไร มีแค่สตาฟฟ์คนหนึ่งบอกว่าเห็นผู้ชายผมขาวถือลูกพีชท่าทางลับๆ ล่อๆ แต่ไม่ได้ถ่ายติดว่าเขาทำอะไร
ช่วงนี้เป็นฤดูหนาว ลูกพีชไม่ใช่ผลไม้ตามฤดูกาลจึงแทบไม่มีใครซื้อ
ถึงค่ายเพลงที่อยู่เบื้องหลังฝ่ายจัดงานจะสนิทกับหลินสือเม่ามาก แต่นี่ก็ไม่ใช่หลักฐานที่เป็นรูปธรรมอะไรนัก เลยจัดการลำบาก
จากนั้นเทอร์โบก็โทรหาเถ้าแก่ของค่ายเพลงผู้อยู่เบื้องหลังงานเทศกาลดนตรี จนกระทั่งเถ้าแก่กดดันลงมา สุดท้ายเลยตัดการแสดงของวงคีย์ออกไป เพราะยังไงก็ไม่ใช่วงสำคัญอะไร ถึงตัดออกไปก็ไม่เสียหาย
พอลงจากเวทีแล้ววงก็ทะเลาะกันยกใหญ่ นักร้องนำถามต่งเกิงว่าที่หายไปยี่สิบนาทีไปทำอะไรมา แล้วก็รู้เรื่องที่เขาซื้อลูกพีชมาด้วย เพราะเขาซื้อมาหลายจิน สุดท้ายทั้งวงก็ยังกินด้วยกัน
ต่งเกิงเรียกร้องความสงสารจากเพื่อนร่วมวง “ฉันก็ไม่รู้ ใครจะไปรู้ว่าเขาบอบบางขนาดนั้น เป็นผู้ชายแท้ๆ แพ้จนเกือบตายได้ไงล่ะ ฉันกินยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย”
นักร้องนำเลยเป็นฝ่ายบอกเรื่องนี้กับฝ่ายจัดงานเอง
แต่ไม่คิดเลยว่ามือคีย์บอร์ดของวงสกอร์ปิโอจะแฉกลางเวที ฝ่ายจัดงานต่างอึ้ง ส่วนผู้ชมก็ตกตะลึงไปหลายวินาที ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธ “ใครมันเลวขนาดนี้!”
“ใครวะที่ใส่สารก่อภูมิแพ้ให้เม่าจื่อ! น่าโมโหเป็นบ้า!”
“ปล่อยคนแบบนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด!”
“ฝ่ายจัดงานออกมานะ! ต้องเปิดชื่อคนพวกนี้ต่อสาธารณะ!”
“แบนมันไปเลย!”
“ฉันอุตส่าห์บินมาจากตงเป่ยตั้งไกลเพื่อมาดูการแสดงของวงสกอร์ปิโอ! ใครมันวางยานักร้องนำวะ ไอ้หมอนี่มันเลวเกินไปแล้ว ไปตายซะ!”
ความเดือดดาลของคนดูเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง ฝ่ายจัดงานถึงกับแตกตื่น รีบสั่งยกเลิกเวทีของวงคีย์ตอนบ่ายทันที และในขณะที่กำลังปรึกษากันว่าจะเอายังไงดี จู่ๆ บนเวทีก็มีเสียงกลองทุ้มๆ ดังขึ้นมาหนึ่งที
เฉิงอวี้ยกเท้าเหยียบกระเดื่อง “ชู่ว์…” เขาพูดใส่ไมค์ตรงหน้าพร้อมกับยกนิ้วแตะริมฝีปาก “เงียบกันหน่อย”
ความโกรธของคนดูนับหมื่นถูกทำให้สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ในชั่วพริบตา
จากนั้นเทอร์โบก็ยกไม้กลองชี้ไปที่วูล์ฟแล้วหันไปทางเหล่าเค ทั้งสามเหมือนกำลังเล่นทายคำปริศนาที่คนนอกไม่เข้าใจ
เซวียโย่วข่าที่เพิ่งเข้ามายืนอยู่ด้านหลังสุดสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้นำอันเหนือชั้นจากชายที่นั่งอยู่หลังกลองชุด ที่แท้เวลาเทอร์โบจริงจังขึ้นมาก็น่าเกรงขามขนาดนี้
ทันใดนั้นเสียงคีย์บอร์ดก็ดังขึ้นกลบเสียงอินโทรทั้งหมด ตามด้วยจังหวะกลอง การเรียบเรียงอินโทรวงของพวกเขาครั้งนี้ต่างออกไป ชวนให้ขนลุกซู่สุดๆ ซึ่งมันโคตรเจ๋ง นิ้วของวูล์ฟกดแป้นคีย์บอร์ด ก่อนจะก้มหน้าขยับเข้าหาไมค์
“And you see, I kind of shive…”
พอเขาเปล่งเสียงออกมา ทั่วทั้งงานก็ถึงกับตกใจ
มือคีย์บอร์ดร้องนำได้เก่งขนาดนี้เลยเหรอ
“เพลงนี้ชื่ออะไรครับ สไตล์การเรียบเรียงไม่เหมือนเดิมเลย ให้ความรู้สึกไซเบอร์พั้งก์นิดหน่อยด้วย” เซวียโย่วข่าถามหลินสือเม่า
หลินสือเม่าพิมพ์ตอบว่า ‘ชื่อ Tempts And Then Flies อินโทรไม่เหมือนเดิมก็เพราะคราวนี้ วูล์ฟเป็นคนเรียบเรียงทำนองเกือบทั้งหมด’
“พี่เม่า พี่ยังขึ้นเวทีได้ไหมครับ”
หลินสือเม่าพยักหน้าแล้วพิมพ์ต่อ ‘นายอาจไม่รู้ แต่แฟนเพลงหลายคนซื้อตั๋วมาเพราะฉันนะ’
เซวียโย่วข่า “…”
หลินสือเม่าพิมพ์ว่า ‘ฉันจะขึ้นไปเล่นกีตาร์ แต่ฉันแปลกใจนิดหน่อย ที่จริงฉันนึกว่าเทอร์โบจะเป็นคนร้อง’
“เทอร์โบร้องเพราะเหรอครับ”
‘แน่นอน เพลงของเราหลายเพลงเขาเป็นคนแต่งนะ’ หลินสือเม่ากดแป้นพิมพ์ ‘แค่เขาไม่เคยร้องต่อหน้าคนอื่นเลย ถ้าเขาเป็นนักร้องนำล่ะก็ ฉันคงโดนแย่งซีนไปแน่ๆ คงไม่มีสาวๆ มาชอบฉันหรอก’
ถึงเขาจะไม่ชอบร้องต่อหน้าคนอื่น แต่เทอร์โบก็มีความรับผิดชอบสูง ช่วงเวลาแบบนี้ยังไงเขาก็ต้องออกมากอบกู้สถานการณ์ บางทีถ้าทุกคนเห็นเขามาร้องแทนอาจจะดีใจยิ่งกว่าตอนเห็นหลินสือเม่าเสียอีก
เพราะฉะนั้นหลินสือเม่าเลยเดาว่านี่คงเป็นคำขอของวูล์ฟเพื่อเอาไมค์มาด่าคน
พอเพลงจบคนทั้งงานก็ระเบิดเสียงกรี๊ด “สกอร์ปิโอ! สกอร์ปิโอ! สกอร์ปิโอ!”
ตอนที่หลินสือเม่าเดินขึ้นมาจากข้างเวที ด้านล่างเวทีก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงตะโกนเชียร์ดังกว่าเดิม หลินสือเม่าไปยืนข้างวูล์ฟ ก่อนจะรับไมค์มาจากเขา เจ้าตัวเอามืออังไมค์ เสียงกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นทำให้ด้านล่างเวทีเงียบลง
“ขอโทษนะ ตอนนี้ผมพูดเสียงดังไม่ได้ เสียดายมากเลยที่วันนี้ร้องให้พวกคุณฟังไม่ได้” เสียงของหลินสือเม่ายังแหบมาก แม้จะดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเบาอยู่มาก
คนดูตะโกนลั่น “ไม่เป็นไร!! หลินสือเม่าสุดยอดที่สุด!! หลินสือเม่าสู้ๆ!!”
“แต่ผมจะอยู่บนเวทีตลอด” ถึงเสียงเขาจะเบา แต่กลับก้องไปทั่วศูนย์กีฬา ทั้งที่เป็นฤดูหนาวเดือนมกราคม และยังมีแววว่าหิมะจะโปรยปราย ทว่าในใจผู้ชมกลับเต็มไปด้วยความร้อนแรงพลุ่งพล่าน
หลินสือเม่ากอดกีตาร์ยืนข้างวูล์ฟเหมือนที่ทำเป็นประจำ
ผู้ชมรู้สึกว่าใบหน้าเย็นเฉียบเลยแหงนหน้ามองฟ้า
เซี่ยงไฮ้กำลังมีหิมะตก
วงสกอร์ปิโอจุดไฟให้ทั้งงานลุกโชนท่ามกลางหิมะโปรย บางคนที่อารมณ์อ่อนไหวง่ายก็ถึงกับชูธงโบกสะบัดพร้อมตะโกนเชียร์ทั้งน้ำตาและยังมีเสียงตะโกนลั่น “ฉันรักหลินสือเม่า!!”
ฝ่ายจัดงานหลังเวทีถึงกับอุทาน “การแสดงสดของพวกเขาสมกับที่ได้ยินมาจริงๆ เยี่ยมมาก ทักษะของเทอร์โบดีมาก ท่อนใส่ลูกเล่นนี่สวยจัด มิน่าถึงเป็นวงที่เถ้าแก่เองก็ยังอยากได้…”
ค่ายเพลงที่สนับสนุนงานเทศกาลดนตรีคือไทรเดนต์ หนึ่งในค่ายเพลงอินดี้ที่ใหญ่ที่สุดของจีน เรียกได้ว่าวงดนตรีทุกวงในจีนต่างก็อยากเซ็นสัญญากับพวกเขาทั้งนั้น แต่สุดท้ายเถ้าแก่ใหญ่ไร้พ่ายของพวกเขาอย่างตี๋สวินก็พลาดท่าให้กับวงสกอร์ปิโอเป็นครั้งแรก
แต่ถึงอย่างนั้นประธานตี๋ก็ยังชอบไปไลฟ์เฮ้าส์มิวเป็นประจำเพื่อฟังการแสดงสดของวงสกอร์ปิโอ เขามักจะนั่งที่ระเบียงชั้นสอง พอฟังจบก็จะดื่มในไลฟ์เฮ้าส์มิวต่ออีกสักพัก แถมยังสนิทกับหลินสือเม่าเป็นการส่วนตัว แต่เทอร์โบไม่เคยเลี้ยงเขาเลยสักครั้ง
ถ้ายืนยันได้จริงว่าต่งเกิงมือคีย์บอร์ดวงคีย์ใส่สิ่งที่มีสารก่อภูมิแพ้ใส่หลินสือเม่า เขาต้องโดนประธานตี๋แบนแน่ๆ ซึ่งตอนนี้ก็สามารถยืนยันได้คร่าวๆ แล้ว
เซวียโย่วข่าที่อยู่ด้านล่างมองไปยังเวทีที่สว่างไสวเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เกล็ดหิมะเย็นจัดโปรยปรายอยู่เหนือศีรษะ แต่หัวใจกลับร้อนรุ่ม เขาหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเวทีที่ร้อนแรงนี้ในระยะประชิด รวมถึงผู้ชมที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความประทับใจที่อยู่ด้านล่างเวทีด้วย
นับตั้งแต่นี้ไปเขาคือแฟนคลับของวงสกอร์ปิโอแล้ว!
หลังการแสดงจบลงคนดูก็เริ่มตะโกนเรียกร้องให้กระโดดลงจากเวที แต่ครั้งนี้กลับเป็นชื่อวูล์ฟ
“วูล์ฟ! วูล์ฟ! วูล์ฟ! กระโดด! กระโดด!!”
ปกติแล้ววูล์ฟไม่ค่อยกระโดด ถึงเขาจะไม่ใช่พวกคนรักความสะอาดจนเกินไป แต่ก็ไม่ชอบให้ใครมาแตะตัว
แต่ความรู้สึกและบรรยากาศในงานมันพาไป วูล์ฟหอบหายใจพลางหันไปมองหลินสือเม่าที่กอดกีตาร์อยู่
หลินสือเม่ายิ้มแล้วขยับปากเป็นคำว่า ‘โดดเลย’
วูล์ฟถอดไมค์โยนไปด้านข้างแล้วหันหลังกระโดดลงไปหาฝูงชน ร่างเขาถูกชูไว้ด้วยมือของทุกคน ขณะที่เกล็ดหิมะตกลงบนใบหน้า
วูล์ฟลงจากเวทีแล้วแต่ก็ยังไม่หยุดบ่น “ฉันโดดลงไปทีไร มีแต่ไอ้หื่นมาลวนลามจับก้นฉัน”
ทั้งวงมีแค่เทอร์โบคนเดียวที่รักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้ได้ เพราะเขาจะไม่ยอมกระโดดลงเวทีเด็ดขาด
เฉิงอวี้เหลือบไปเห็นเซวียโย่วข่าที่มีท่าทางเหม่อลอยตรงด้านล่างเวที เลยเข้าไปคว้าตัวอีกฝ่าย “เฮ้ ไปกันได้แล้ว”
คอของเซวียโย่วข่าถูกแขนของเทอร์โบโอบไว้ เจ้าตัวร้อง ‘โอ๊ย’ ออกมาเสียงหนึ่ง ก่อนจะถูกเฉิงอวี้ลากเข้าไปหลังเวทีด้วยความหงุดหงิด
ฝ่ายจัดงานรีบเข้ามาทันที “วูล์ฟ…เรารู้ว่าคุณโกรธ แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่ควรพูดคำหยาบบนเวทีนะ”
“ผมไม่ได้ใช้คำหยาบเลยนะ ผมเซ็นเซอร์คำแล้วด้วย”
ฝ่ายจัดงานงงงัน
วูล์ฟทำหน้าเฉยเมย “คำว่าไอ้โง่ไม่ถือว่าหยาบ ไอ้งั่งต่างหากที่หยาบ”
ถึงตอนนี้ฝ่ายจัดงานก็พากันอ้าปากค้าง จุกอกจนพูดไม่ออก
เหล่าเคถาม “แล้วนัดกินข้าวกับพวกพี่ๆ เย็นนี้ล่ะจะทำยังไง” ก่อนจะเอ่ยว่า “พี่เม่าคงต้องกลับไปพักผ่อน…”
ว่าแล้วบรรดาพี่ใหญ่หลังเวทีก็กรูเข้ามาห้อมล้อม “อาเม่า ตอนนี้นายโอเคไหม”
“ไม่เป็นอะไรมากครับ ขอบคุณพี่ๆ ที่เป็นห่วง”
“ไอ้ต่งเกิงนั่น ฉันคุยกับบอสใหญ่ไว้แล้ว เดี๋ยวออกประกาศแบนมันเลย สบายใจได้ พี่จัดการให้เอง”
แม้ว่าวงการร็อกไม่ได้ใหญ่ แต่ก็มีวงดนตรีอยู่ทุกที่และมีอยู่ทั่วทุกเมือง
ถ้าโดนบริษัทใหญ่อย่างไทรเดนต์แบนก็เท่ากับว่าต่อไปจะไม่สามารถขึ้นเวทีใหญ่ที่ไหนได้อีกเลย อย่างมากที่สุดก็ได้แค่ร้องตามบาร์เล็กๆ ทั้งนี้วงคีย์คงเฉดหัวต่งเกิงออกไปเพื่อปกป้องตัวเอง และสำหรับทั้งวงการก็เหมือนได้กำจัดเนื้อร้าย ใครไปรู้ว่าในอนาคตคนแบบนี้จะทำร้ายคนอื่นเพราะเรื่องผิดใจกันเล็กน้อยอีกหรือไม่
คอนเน็กชั่นอันดีของหลินสือเม่าได้แสดงออกมาให้เห็นอย่างเต็มที่ในเวลานี้ ทุกคนล้วนมีน้ำใจ เมื่อเพื่อนโดนเล่นงาน พวกเขาก็พร้อมที่จะเอาคืน
ตอนนั้นเองดวงตาของวูล์ฟกลับกวาดมองไปทั่วบริเวณหลังเวที
“ไอ้ผมขาวนั่นอยู่ไหน”
หลินสือเม่าบอกให้เขาอย่าก่อเรื่องตรงนี้ จนถึงตอนนี้พอการแสดงจบแล้ว วูล์ฟก็รีบหาว่าคนวงนั้นอยู่ที่ไหนทันที
ว่าจะลากออกไปซัดก่อนสักยก
มีคนพูดว่า “หนีไปตั้งแต่บ่ายแล้วมั้ง ช่างหัวพวกมันเถอะ ได้บทเรียนครั้งนี้แล้ว ต่อไปคงไม่กล้ามาหาเรื่องพวกนายตรงๆ หรอก เดี๋ยวพอปล่อยข่าวออกไปก็มีคนช่วยพวกนายสั่งสอนมันเอง”
ด้วยความที่หลินสือเม่ามีคอนเน็กชั่นที่ดีมาก ต่งเกิงที่มาหาเรื่องเขา ร้อยทั้งร้อยคงอยู่ไม่รอดแน่ บางทีถ้าแฟนคลับของวงสกอร์ปิโอเห็นเข้าก็อาจจะจับอีกฝ่ายยัดกระสอบแล้วลากไปกระทืบอีก จากนี้ไปคงต้องหดหัวใช้ชีวิตแล้ว
เฉิงอวี้จัดการเรียกคนขับรถให้ไปส่งกลองของตัวเองกลับปักกิ่งในคืนนั้นเลย ส่วนนัดกินข้าวมื้อเย็นหลินสือเม่าไม่ได้ไป วูล์ฟก็กลับโรงแรมเป็นเพื่อนเขา
เซวียโย่วข่าไม่รู้จักใคร แถมไม่ใช่คนในวงการ เดิมทีจะขอตัวกลับ แต่ก็โดนเฉิงอวี้หนีบศีรษะไว้ “กินข้าวมื้อเดียวเอง นายไม่ต้องควักตังค์จ่ายด้วย”
ถือว่ามีพี่ใหญ่เลี้ยง
เซวียโย่วข่าเป็นหน้าใหม่ บนโต๊ะอาหารมีพี่ใหญ่คนหนึ่งที่มีริ้วรอยเต็มหน้า แต่ท่าทางยังหนุ่มแน่นถามว่าเด็กนี่เป็นใคร ยังดูอายุน้อยมาก
มีคนตอบ “ฉันถามหลินสือเม่าตอนกลางวัน เขาบอกว่าเป็นคนของเทอร์โบ”
“อืม…คนของผม” เทอร์โบว่า “ไม่ใช่นักดนตรีหรอก”
เซวียโย่วข่าเกาศีรษะ เขายิ้มพลางหัวเราะแหะๆ
พี่ใหญ่คนนั้นพูดว่า “นัดอยู่ตั้งนานก็ยังนัดเทอร์โบไม่ได้ ในที่สุดก็ได้กินข้าวด้วยกัน ฉันมีลูกสาวอายุยี่สิบ วันนั้นฉันถามว่าเธอฟังเพลงร็อกไหม เธอบอกว่าฟังสกอร์ปิโอแถมยังชอบเทอร์โบด้วย”
ในงานนี้นอกจากวงสกอร์ปิโอจะเป็นวงใหม่ ที่เหลือบนโต๊ะล้วนเป็นวงดนตรีรุ่นใหญ่ที่ก่อตั้งมาอย่างน้อยสิบห้าปี แล้วยังมีวงร็อกรุ่นใหญ่ที่ก่อตั้งมานานถึงสามสิบกว่าปีด้วย ตอนที่พวกเขาเล่าถึงวงการร็อกสมัยก่อน อันที่จริงมันไม่เกี่ยวอะไรกับวงสกอร์ปิโอเลย แม้ตอนนี้วงสกอร์ปิโอจะดังและเก่งแค่ไหน แต่ในสายตาของคนรุ่นใหญ่ก็ยังเป็นเด็กๆ ที่ไม่เคยผ่านยุคนั้นของพวกเขามาก่อน
ถึงอย่างนั้นบรรยากาศบนโต๊ะก็ยังกลมเกลียวมาก ควันบุหรี่คละคลุ้ง คำหยาบลอยว่อน เหล่าเคกับเทอร์โบโดนรินเหล้าให้ไม่น้อย เดิมทีจะยุให้เซวียโย่วข่าดื่มด้วย แต่เฉิงอวี้พูดแทรกว่าเด็กนี่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เขาเลยรอดตัวไป
ระหว่างนั้นเซวียโย่วข่าได้ขออนุญาตใช้กล้องถ่ายรูปพวกพี่ๆ ไปหลายรูป ก่อนจะพูดว่า “เดี๋ยวจะล้างรูปออกมาแขวนที่ผนังไลฟ์เฮ้าส์มิวนะครับ”
ทุกคนตกลงกันว่าวันหลังจะไปเล่นที่ไลฟ์เฮ้าส์มิว ซึ่งเฉิงอวี้ยินดีเป็นอย่างมาก ถึงขั้นบอกว่าจะไม่หักส่วนแบ่งค่าตั๋ว ขายได้เท่าไรก็ยกให้วงเท่านั้น
“เทอร์โบ นายโคตรตรงไปตรงมาเลย! จะไม่ให้นายทำเงินได้ยังไง โธ่เอ๊ย ฉันยังติดภาพนายตอนเอาฉาบขึ้นไปเวทีจนเต็มไปหมดเพื่อให้แสงสะท้อนเข้าหน้าตัวเองเหมือนจอมวางแผนอยู่เลย ไอ้น้องเอ๊ย นายนี่ตรงไปตรงมาสุด ๆ!” นักดนตรีที่ดื่มจนเมาหน้าแดงพูดพลางชูนิ้วโป้งให้เขา
เฉิงอวี้คงจะมึนนิดๆ แต่ก็ไม่ได้โกรธ เขาอธิบายว่า “ที่ผมเอาฉาบไปเยอะๆ ไม่ได้ตั้งใจจะส่องหน้าตัวเองนะ…”
“แล้วทำไมล่ะ”
“กันน้ำลายน่ะ คนดูพ่นไกลมาก” เพราะแบบนั้นทุกครั้งเขาถึงหลบอยู่หลังสุด ตีกลองเงียบๆ ของตัวเองไป
ทั้งโต๊ะหัวเราะลั่น “เอ็งนี่มันของจริง”
กว่าจะกินดื่มกันเสร็จก็เกือบเช้า
หิมะตกหนักกว่าตอนก่อนหน้านี้ ถึงจะไม่เหมือนทางเหนือ แต่ก็เป็นหิมะละเอียดที่ละลายไปกว่าครึ่งกลางท้องฟ้า เซวียโย่วข่าไม่ได้พันผ้าพันคอ ใบหูกับคอจึงเย็นจนทำให้เขาต้องห่อไหล่ เขาอดที่จะก้มหน้าพ่นลมหายใจใส่ฝ่ามือไม่ได้ จากนั้นก็ปิดหูที่เย็นจนแข็งของตัวเองเอาไว้
พอเฉิงอวี้เห็นเข้า ทันใดนั้นก็ยกมือขึ้นมาใช้นิ้วลูบติ่งหูอีกฝ่ายเบาๆ
เซวียโย่วข่าเงยหน้ามองเขา ด้วยไม่รู้ว่าเขาทำอะไร
เฉิงอวี้เอื้อมไปแตะที่คอของเซวียโย่วข่าอีกทีแล้วพูดว่า “ตัวนายเย็นชะมัด”
เซวียโย่วข่าเห็นว่าเขาท่าทางจะเมาหน่อยๆ เลยจับแขนเขาไว้ไม่ให้เดินโซเซ
เหล่าเคพักโรงแรมเดียวกับทุกคน เป็นโรงแรมพูลแมนที่ฝ่ายจัดงานจองไว้ให้
พอเหล่าเคเห็นเฉิงอวี้กับเซวียโย่วข่าเดินไปด้วยกันก็เดินตามหลังพวกเขาไปแบบงงๆ แต่แล้วก็ถูกเฉิงอวี้หันมาตวาด
“นายเป็นพวกโรคจิตเหรอ ตามเรามาทำไม”
“ไม่ตามพวกนายแล้วจะให้ฉันตามใคร”
เฉิงอวี้ว่า “นายพักที่ไหน”
เหล่าเคทำหน้างง “ฉันจะไปรู้เหรอว่าพักที่ไหน…”
เซวียโย่วข่าโทรหาวูล์ฟ พอยืนยันได้แล้วก็พาเหล่าเคไปยัดใส่แท็กซี่คันที่พี่ๆ เขาเรียกไว้ จากนั้นเขาก็โบกรถแท็กซี่อีกคันเหมือนกัน
เฉิงอวี้บอกว่าห้องสวีตโรงแรมที่พักก่อนหน้านี้มีปัญหา มีแมลงในผ้าห่มกัดเขาตอนกลางคืน ตัวเลยขึ้นจุดแดงๆ หลายจุด เช้านี้เลยให้คนจากโรงแรมคาเพลลาที่อยู่ข้างๆ นำกระเป๋าของทั้งสองคนไปไว้ล่วงหน้าแล้ว
เซวียโย่วข่ารู้ว่าพักที่โรงแรมคาเพลลาจึงบอกชื่อโรงแรมกับคนขับ แต่ก็เกรงใจที่จะไปพักฟรี
เพราะพอเสิร์ชดูแล้วราคาของโรงแรมนั้นแพงมาก เขาเลยกะว่าหลังส่งเฉิงอวี้แล้ว ตัวเองค่อยไปหาที่พักธรรมดาๆ อย่างเซเว่นเดย์ที่อยู่ข้างๆ เพื่อพักสักคืน
ขณะที่ในรถเปิดฮีตเตอร์ คนขับก็เปิดที่ปัดน้ำฝนไปด้วย “หลายปีแล้วนะที่ไม่เห็นเซี่ยงไฮ้หิมะตกขนาดนี้”
เซวียโย่วข่าที่อยู่ในรถรู้สึกอุ่นขึ้นมาก
เฉิงอวี้หลับตาพลางพิงเบาะ มือข้างหนึ่งพาดอยู่บนไหล่ของเซวียโย่วข่า
คนขับถาม “เพื่อนคุณดื่มหนักมากเหรอ กลิ่นเหล้าแรงเชียว”
“ดื่มไปเยอะหน่อยน่ะครับ แต่คงไม่อ้วกหรอก ผมว่าเขายังพอมีสติ ไม่ได้เมาหนักจนไม่รู้เรื่องรู้ราว”
เฉิงอวี้ไม่ได้หลับ พอได้ยินคำพูดนี้มือที่วางนิ่งอยู่บนไหล่ของเซวียโย่วข่าก็ขยับยกขึ้นมาบีบคางเขาเบาๆ
เซวียโย่วข่าจนปัญญา ได้แต่หันหลบ “ถ้าจับอีกเดี๋ยวผมงับแล้วนะ”
คนขับรู้สึกแปลกๆ เขาแอบชำเลืองดูกระจกมองหลังอีกที
พอไอ้คนเมาคนนั้นได้ยินก็ลูบคางพ่อหนุ่มหล่อคนนั้นอีกเหมือนหยอกเล่น
เซวียโย่วข่าพูดจริงทำจริง เขางับนิ้วอีกฝ่ายเข้าไป แน่นอนว่าไม่ได้ออกแรง เพราะนี่คือมือของราชากลองแห่งมาเก๊า แค่งับพอประมาณเป็นการประท้วงก็พอแล้ว
เฉิงอวี้เช็ดความเปียกแฉะที่ปลายนิ้วกับเสื้อเขา จากนั้นก็ยังคงอยู่ในสภาพหลับตาพักผ่อน เหมือนตัวเองไม่ได้ทำเรื่องเด็กๆ แบบนี้
รถแท็กซี่มาจอดเทียบหน้าล็อบบี้โรงแรมคาเพลลา
ถึงจะเป็นเวลาเช้าตรู่แต่ก็ยังมีพนักงานเฝ้าประตูเดินเข้ามาช่วยเปิดประตูรถให้
เซวียโย่วข่าลากเขาลงจากรถจนเฉิงอวี้ออกมายืนอย่างเกียจคร้าน หลังจากนั้นเซวียโย่วข่าก็ไม่สนใจเขา แล้วก้มหน้าสแกนจ่ายค่าแท็กซี่ให้เรียบร้อย
พอเข้ามาในโรงแรมก็ต้องเช็กอิน กระเป๋าเดินทางของพวกเขาสองคนถูกส่งมาถึงห้องตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว
ขั้นตอนเช็กอินใช้เวลาไม่นาน ถึงอย่างนั้นพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ก็อดที่จะมองหนุ่มหล่อสองคนอยู่หลายรอบไม่ได้
จากนั้นเซวียโย่วข่าก็หยิบคีย์การ์ดมาแล้วเดินตามพนักงานไปยังห้องพัก สถาปัตยกรรมของโรงแรมนี้มีเอกลักษณ์มาก เดิมทีที่นี่เป็นตรอกสือคู่เหมิน* พอโรงแรมคาเพลลาเข้ามาทำกิจการก็พยายามบูรณะสถาปัตยกรรมของตรอกโดยยังคงรูปลักษณ์แบบดั้งเดิมเอาไว้จนกลายเป็นโรงแรมสุดหรู
เฉิงอวี้จองวิลล่าทั้งหลังไว้คนเดียว
เซวียโย่วข่าพาเฉิงอวี้เข้ามาในห้อง หลังทิ้งตัวลงบนเตียงเซวียโย่วข่าก็ก้มลงช่วยถอดรองเท้าให้อีกฝ่าย ถือว่าดูแลปรนนิบัติอย่างดี ในห้องอุ่นมาก นอกจากนี้เขายังช่วยถอดเสื้อคลุมให้เฉิงอวี้ด้วย ปกติเทอร์โบจะเป็นคนเรื่องมาก แต่ตอนนี้กลับโอนอ่อนผ่อนตามอย่างน่าประหลาด เชื่อฟังเขาหมดทุกอย่าง โดยไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ให้ความร่วมมือ
เซวียโย่วข่าช่วยถอดเสื้อคลุมกับสเว็ตเตอร์แล้วปลดเข็มขัดหนังให้เขา ขณะที่เฉิงอวี้ค่อยๆ ลืมตา มองดูอีกฝ่ายจัดการตัวเองตามใจชอบอยู่เงียบๆ
เจ้าเด็กนี่ลวนลามกันโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสีเลยสินะ
ไปฝึกความสามารถนี้มาได้ยังไงกัน
กว่าจะถอดกางเกงให้เขาได้นั้นลำบากมาก เซวียโย่วข่าเลยขี้เกียจถอดถุงเท้าให้ ดังนั้นขาของเฉิงอวี้จึงเปลือยเปล่า มีแค่เท้าเท่านั้นที่สวมถุงเท้าสีดำ จากนั้นเซวียโย่วข่าก็ดึงชายผ้าห่มออกมาห่มลงบนตัวเขา
“พี่หนักมากเลย ผมอุ้มไม่ไหว งั้นนอนไปแบบนี้นะ”
ในตอนนั้นเองเสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้นมา
เซวียโย่วข่าไปเปิดประตู ที่แท้ก็เป็นพนักงานเอายาแก้แฮงก์กับซุปอุ่นๆ มาส่ง
เฉิงอวี้ไม่มีอารมณ์จะกินซุปอะไรทั้งนั้น
เซวียโย่วข่าปลุกเขาให้ลุกขึ้นมาแล้วโอบหลังเขาไว้ ก่อนจะป้อนยาเข้าปากเขา เจ้าตัวรู้สึกมึนนิดๆ เมื่อกี้ยังไม่เมาขนาดนี้นี่นา…
เฉิงอวี้กินยาอย่างว่าง่าย พอเซวียโย่วข่าถามว่าจะกินซุปอุ่นๆ ไหม เขาก็ยังพอตอบได้ว่า “ไม่กิน”
เซวียโย่วข่าคิดว่าอยู่ดูแลเขาเหมือนจะดีกว่า แต่ถึงจะเป็นวิลล่ากลับมีเตียงใหญ่แค่เตียงเดียว เขาเองก็เกรงใจ พอดูว่าอาการเฉิงอวี้ไม่ได้หนักหนา เซวียโย่วข่าคิดไปคิดมา สุดท้ายก็เก็บของแล้วเตรียมตัวจะออกไป
พอเห็นเซวียโย่วข่าเก็บของ เฉิงอวี้ก็นึกว่าจะจัดของให้เรียบร้อยเฉยๆ จนกระทั่งเห็นอีกฝ่ายลากกระเป๋าเดินทางไปที่ประตู แถมยังสวมเสื้อคลุมและพันผ้าพันคอ ตอนนั้นเฉิงอวี้ถึงได้รู้ตัว
“กลับมา!” เสียงเฉิงอวี้ดุมาก
“หือ?”
“นายมานี่เลย” เขายันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยแขนสองข้าง สองขาอ้าออกเหยียบม้านั่งปลายเตียง
แม่ง…
เซวียโย่วข่าหันไปเห็นท่าทางกับร่างกายเขาแล้วนึกว่าเป็นฉากเปิดหนังเรตอาร์อะไรสักอย่าง
“นายจะไปไหน”
“ไปหาที่นอนครับ”
“เตียงนี่ใหญ่ไม่พอเหรอ ไม่พอให้นายนอนหรือไง” พูดจามีเหตุผล ไม่เหมือนคนเมาเลย
“ผมจะไปนอนเตียงเดียวกับพี่ได้ยังไงล่ะครับ”
“นอนกับฉันมันทำให้นายอับอายหรือไง”
เซวียโย่วข่าเกาศีรษะ “เปล่าหรอก น่าจะเป็นพี่มากกว่าที่อาย”
“มานี่เดี๋ยวนี้เลย”
เซวียโย่วข่าลังเลนิดหน่อย เขาวางกระเป๋าแล้วเดินไปข้างเตียง ก่อนจะถูกเฉิงอวี้จับไว้ น้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ดุขนาดนั้นแล้ว
“ลองหนีอีกทีสิ ต่อไปอย่าหวังว่าจะปีนขึ้นเตียงฉันได้เลย”
* สือคู่เหมิน (Shikumen) คือสถาปัตยกรรมอันมีเอกลักษณ์ของเซี่ยงไฮ้ เป็นรูปแบบอาคารที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน
บทที่ 41
เซวียโย่วข่าเห็นว่าเขาเมาค่อนข้างหนักเลยเอ่ยปลอบว่า “ได้ครับ ไม่หนี”
เฉิงอวี้เหมือนจะพอใจขึ้นหน่อย เสียงตอบรับว่าอืมพร้อมเสียงหายใจเบาๆ ดังออกมา เซวียโย่วข่าก้มตัวลงเล็กน้อยแล้วพูดเหมือนกำลังกล่อมเด็ก “งั้นพี่อยากไปอาบน้ำไหม”
เฉิงอวี้ยังอยู่ในท่านั้น เขายกเปลือกตาขึ้นมองเซวียโย่วข่าครู่หนึ่ง ก่อนจะเชิดคางขึ้นอย่างเกียจคร้าน “อืม”
ตอนเฉิงอวี้เข้าไปอาบน้ำ เซวียโย่วข่าก็ล้างหน้าแปรงฟันอยู่ข้างนอก ประตูห้องอาบน้ำเป็นแบบกึ่งโปร่งใส ไอน้ำลอยฟุ้งเกาะเป็นหยดบนกระจก ระหว่างที่อาบเฉิงอวี้สังเกตเห็นว่าเซวียโย่วข่าเดินไปเดินมาอยู่ข้างนอกก็หวาดระแวงอยู่พักใหญ่ สุดท้ายถึงได้รู้ว่าเซวียโย่วข่าไม่ได้คิดจะแอบมองเขาเลย
จริงๆ เขาไม่ได้เมาขนาดนั้น เขายังมีสติอยู่และกำลังชั่งใจว่าอีกเดี๋ยวควรจะทำยังไงต่อไป เพราะเซวียโย่วข่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ ส่วนตัวเขาเอง…ก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นอะไร
ครึ่งชั่วโมงให้หลังเฉิงอวี้ก็ออกมาจากห้องน้ำ
ในห้องไฟมืดสลัวมาก เขาคลำทางขึ้นไปบนเตียง…ทำไมไม่มีใครอยู่
เขากระชากผ้าห่มขึ้น แม้แต่เส้นผมสักเส้นก็ยังไม่มี!
ปฏิกิริยาแรกของเฉิงอวี้คือเจ้าเด็กนี่ฉวยโอกาสตอนเขาอาบน้ำหิ้วกระเป๋าหนีไป เขาเตรียมตัวจะออกไปดูทั้งเท้าเปล่าโดยไม่สนใจจะใส่รองเท้า จนถึงห้องแต่งตัวตรงประตูทางเข้าก็เห็นกระเป๋าเดินทางของเซวียโย่วข่าวางอยู่
ยังไม่หนี
เขารู้ว่าผู้ชายที่โตขนาดนี้ไม่จำเป็นต้องให้เขามาคอยห่วงหรอก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบโล่งใจ ก่อนจะหันไปมองโซฟาในห้องนั่งเล่น
ประตูบานคู่ของห้องนั่งเล่นหันออกไปทางสวน ผ้าม่านเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง แสงเทียนในสวนส่องแสงริบหรี่
เขาเดินไปอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเห็นว่าเซวียโย่วข่าขดตัวอยู่บนโซฟา โดยมีผ้าห่มผืนหนึ่งคลุมทับอยู่บนตัวและหลับสนิทไปแล้ว
เฉิงอวี้ยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ก้มลงช้อนอุ้มอีกฝ่ายขึ้นมาทั้งตัวทั้งผ้าห่ม เซวียโย่วข่าเอนพิงอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อน แม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เฉิงอวี้อุ้มเซวียโย่วข่ามาวางบนเตียงอย่างแผ่วเบาแล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย เขาอดที่จะยื่นมือไปลูบเส้นผมของอีกฝ่ายไม่ได้ แต่พอเห็นว่าสีหน้าของเซวียโย่วข่าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก็ไม่กล้าลูบต่ออีก
เขานอนฝั่งขวา ส่วนเซวียโย่วข่ายังขดตัวอยู่ฝั่งซ้าย ทั้งสองคนนอนอย่างสงบไปทั้งแบบนี้
เช้าวันต่อมา ตอนตื่นขึ้นเซวียโย่วข่าพบว่าตัวเองอยู่บนเตียงจึงงงไปเล็กน้อย “พี่เฉิงอวี้ เมื่อคืนผมไม่ได้หลับบนโซฟาเหรอ”
“นายปีนขึ้นมาบนเตียงฉันตอนดึก”
“ไม่น่าจะใช่นะครับ…”
“ฉันบอกว่าใช่ก็ต้องใช่”
เซวียโย่วข่าแอบสงสัยว่าตัวเองจำสับสนหรือเปล่า แต่ก็ไม่คิดอะไรมาก จากนั้นเขาก็ส่งข้อความไปถามอาการหลินสือเม่า พอได้ความว่าอาการแพ้ดีขึ้นมากจนเกือบจะหายแล้วจึงค่อยโล่งใจ
เฉิงอวี้สั่งอาหารเช้ามากินในห้อง เซวียโย่วข่ากินไปดูตั๋วเครื่องบินไป “เราจะกลับปักกิ่งกันไหม จะออกเดินทางเมื่อไร”
“ฉันจะกลับบ้าน ยังไม่ได้ซื้อตั๋วเลย”
“ผมก็จะกลับบ้านเหมือนกัน” เซวียโย่วข่าเห็นว่าไฟลต์กลับตอนหกโมงเช้าของวันพรุ่งนี้ราคาถูกกว่าหลายร้อย เลยกดจองไปเลย “เครื่องของผมออกพรุ่งนี้เช้าหกโมงครับ”
“งั้นนายจะตื่นตีสามไปสนามบินเหรอ”
“ไม่ครับ วันนี้ยังมีเวลาช่วงบ่าย กะจะว่าไปเดินเล่นในเซี่ยงไฮ้ ซื้อของกลับบ้านไปฝากแม่นิดหน่อย ตอนเย็นก็หิ้วกระเป๋าไปสนามบิน หาร้านกาแฟอ่านหนังสือแล้วค่อยงีบสักตื่น”
“งั้นไปกัน” เฉิงอวี้เช็ดมือด้วยผ้าเช็ดปาก “ออกไปเที่ยวข้างนอก”
ตอนนั้นเองเซวียโย่วข่าถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายจะออกไปเที่ยวกับเขา “แล้วพี่จะกลับบ้านตอนไหนล่ะครับ”
“ตอนไหนก็ได้” เดี๋ยวโทรเรียกเครื่องไว้ล่วงหน้า ส่วนที่เหลืออย่างการติดต่อกับหอบังคับการบินเขาก็ไม่ต้องจัดการเองอยู่แล้ว
เซวียโย่วข่าเลือกเซรั่มชะลอวัยขวดหนึ่งเป็นของขวัญให้เหอเสี่ยวโหยว เขาถามเถียนอ้ายมาโดยเฉพาะ ซึ่งเถียนอ้ายรู้สถานการณ์ของเขาดีจึงไม่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ราคาแพง แล้วยังบอกเขาว่า ‘แม่ของนายชอบไปสปาเสริมความงามไหม บอกให้ท่านเลิกไปสถานที่แบบสปาเสริมความงามพวกนั้นเถอะ การเสียเงินไปที่พวกนั้นก็เหมือนเสียภาษีค่าโง่ เก็บเงินเอาไว้ไปทำเลเซอร์ยกกระชับที่โรงพยาบาลจะดีกว่า’
เฉิงอวี้เห็นเขาซื้อของพวกนี้ก็บอกว่า “นายรักแม่นายมาก ฉันจำได้ว่านายเก็บเงินอยู่ตั้งนานเพื่อซื้อรองเท้าให้เธอ”
เซวียโย่วข่าที่เพิ่งจ่ายเงินแล้วรับใบเสร็จมาหันไปมองด้วยความแปลกใจ “พี่รู้ได้ไง” รองเท้าคู่ที่ว่าเหอเสี่ยวโหยวยังใส่อยู่ตลอดทั้งยังขัดมันอยู่บ่อยๆ หนังเลยยังเงาอยู่มาก แม้หัวรองเท้าจะถลอกไปแล้ว แต่เธอก็ยังเอาไปให้ช่างซ่อมรองเท้าซ่อมเพื่อที่จะได้ใส่ต่อ
“ฉันไปซื้อกับนาย จำไม่ได้เหรอ”
เซวียโย่วข่ายิ่งงง แต่พอพยายามนึกทบทวนดีๆ ก็พอจะมีความทรงจำรางๆ อยู่ว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วย ทว่าท่าทางที่พยายามคิดอย่างลำบากลำบนและกลุ้มอกกลุ้มใจเหลือเกินของเซวียโย่วข่ากลับทำให้เฉิงอวี้หงุดหงิดจนต้องจิ้มหน้าผากอีกฝ่าย
“ไม่มีหัวใจจริงๆ”
พูดจบก็เดินลิ่วๆ จากไป
เซวียโย่วข่าหิ้วถุงสกินแคร์วิ่งตามไปพลางร้องเรียก “พี่…พี่โกรธอีกแล้วเหรอ อย่าโกรธเลย เดี๋ยวผมเลี้ยงหนังเอาไหม”
คำว่า ‘พี่’ หลุดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ
เฉิงอวี้พลันชะงักเท้าแล้วหันกลับมามองเขา เซวียโย่วข่ายิ้มแบบไม่คิดอะไรมาก ดวงตาเป็นประกาย “ไปไหมครับ”
เฉิงอวี้ว่า “ฉันไม่ดูหนังห่วยๆ”
ปกติเขาชอบดูหนังเก่าอยู่ที่บ้านคนเดียว และแทบจะไม่ไปโรงหนังเลย มีแค่สองครั้งที่ไปก็เพราะโดนพวกหลินสือเม่ากับเหล่าเคลากไปดูด้วยกัน
จากนั้นเซวียโย่วข่าก็เริ่มซื้อตั๋ว
ใกล้ตรุษจีนแล้ว หนังที่ฮิตที่สุดในโรงตอนนี้คือเรื่องขบวนการหมูพิทักษ์โลก
เซวียโย่วข่าเลยซื้อตั๋วหนังแนวสายลับของฮอลลีวูดมาสองใบ พร้อมทั้งซื้อเครื่องดื่มกับขนมให้เฉิงอวี้กินเพิ่มด้วย น่าเสียดายที่หนังดันห่วยแตกมาก ถ้าเป็นปกติหนังห่วยแบบนี้แค่สิบนาทีเขาก็นั่งต่อไม่ไหวแล้ว แต่ไม่รู้เพราะอยู่กับคนข้างๆ แล้วรู้สึกสนุกเป็นพิเศษหรือเปล่า เลยอดทนจนผ่านสองชั่วโมงนี้มาได้
หลังออกจากโรงหนัง เฉิงอวี้สาบานว่าจะไม่มาที่แบบนี้อีกแล้ว
ปรากฏว่าพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเกมเซ็นเตอร์แห่งหนึ่ง ประตูหน้าร้านมีตู้คีบตุ๊กตาด้วย
ขณะที่กำลังจะถามเขาว่ายังชอบดูคนอื่นคีบตุ๊กตาอยู่ไหม เฉิงอวี้ก็ถูกลากเข้าไปในร้านเครื่องประดับทำมือที่ตกแต่งแนวศิลปะโบราณเสียก่อน เขานึกว่าเซวียโย่วข่าจะเลือกของขวัญให้แม่อีกเลยไม่ได้ใส่ใจ และยืนอยู่ด้านนอกร้านเพียงลำพังเพื่อรอให้เขาเลือกเอง
เซวียโย่วข่าก้มดูตู้กระจก พอพนักงานถามว่าจะเลือกแบบไหน เซวียโย่วข่าก็บอกว่า “อันนี้เป็นต่างหูเอียร์คัฟแบบแม่เหล็กใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ ข้อดีของต่างหูแบบนี้คือไม่เจ็บหู มีหลายแบบเลยค่ะ ทั้งหมดนี้เป็นผลงานที่ช่างฝีมือของเราทำขึ้นด้วยมือ ตรงนี้คือรุ่นสัตว์เลี้ยงน่ารัก ส่วนนี่เป็นรุ่นจักรราศี…”
“จักรราศีเหรอครับ” เขาหันไปมองเฉิงอวี้ที่อยู่ไม่ไกล อีกฝ่ายทนดูหนังห่วยๆ เป็นเพื่อนเขาแต่กลับไม่ได้หงุดหงิดเลย เขากดเสียงให้เบาลงพร้อมเอ่ยถาม “ราศีพิจิกคืออันไหนครับ”
“อันนี้ค่ะ” พนักงานหยิบมาให้เขาดู “ลองไหมคะ”
เซวียโย่วข่าลองหนีบที่หูตัวเอง ก่อนจะพบว่ามันไม่เจ็บจริงๆ
“งั้นเอาอันนี้ครับ”
“สองชิ้นลดสามสิบเปอร์เซ็นต์ เหลือคู่ละสามร้อยห้าสิบ เอาสองคู่ไหมคะ”
เซวียโย่วข่ากลั้นใจคำนวณบัญชี เงินสองร้อยนี่ตัวเขาไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่ม ไม่จำเป็นเลยจริงๆ
“เอาแค่คู่เดียวครับ”
เมื่อมาถึงสนามบิน ตอนที่ต้องแยกกัน เซวียโย่วข่าก็ยื่นของขวัญให้เฉิงอวี้
“อะไรน่ะ”
“ของขวัญปีใหม่ของพี่ไง”
“สร้อยคอ?” เฉิงอวี้ดูออกว่าเป็นของชิ้นเล็กๆ ที่ซื้อมาจากร้านเครื่องประดับเมื่อกี้
“ไม่ใช่ครับ เป็นต่างหูเอียร์คัฟ บางทีพี่ก็ใส่ขึ้นเวทีไม่ใช่เหรอ” ตอนไปดูสกอร์ปิโอขึ้นเวทีครั้งแรก เขาก็พบว่าราชากลองแห่งมาเก๊าคนนี้ไม่ใช่แค่มีแขนสีดำ แต่ยังใส่ต่างหูด้วย ต่อมาถึงรู้ทีหลังว่าหนุ่มหล่อคนนี้ไม่ได้ใส่ในชีวิตประจำวัน แถมยังไม่ได้เจาะหูด้วยซ้ำ
พอค้นดูในอินเตอร์เน็ตถึงรู้ว่านี่คือไอเทมสุดเทพที่เรียกว่าต่างหูเอียร์คัฟ
คงเพราะกลัวเจ็บเลยไม่กล้าเจาะหู แถมยังไม่กล้าสักด้วย ถึงยังไงเขาก็เป็นโรคหัวใจนี่นะ
“อันนี้เป็นแบบแม่เหล็ก เดี๋ยวผมสอน” เซวียโย่วข่าหนีบขาเข้ากับกระเป๋าเดินทางของตัวเองเพื่อไม่ให้มันไหลไป ก่อนจะเปิดกล่องเครื่องประดับ หยิบของสองชิ้นออกมาแล้วยกมือขึ้นไปหนีบมันเข้ากับติ่งหูของเฉิงอวี้
เฉิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะหูตัวเอง
ติ่งหูมีความรู้สึกเย็นๆ ชาๆ
เซวียโย่วข่ายื่นกล่องให้เขา “ง่ายมากเลย โอเค ผมไปแล้วนะ บ๊ายบาย!”
เฉิงอวี้โบกมือพลางมองเขาเดินเข้าเกตไปจนแผ่นหลังลับสายตา จากนั้นก็ยกมือขึ้นคลำหูของตัวเองอีกครั้ง
เฉิงอวี้ขึ้นกัฟสตรีมกลับมาเก๊า ส่วนเซวียโย่วข่านั่งแถวสุดท้ายของชั้นประหยัดกลับฉางซา
เมื่อก่อนตอนที่เหอเสี่ยวโหยวพาลูกชายกลับบ้านเกิด ช่วงแรกได้ไปพักอยู่กับพ่อแม่ระยะหนึ่ง แต่ก็เกรงใจ ไม่นานก็ไปเจอบ้านเช่าใกล้กับโรงเรียน ใช่ว่าเธอจะไม่มีเงินเก็บเลย แต่เนื่องจากเอาไปช่วยอดีตสามีใช้หนี้ส่วนหนึ่ง ที่เหลือเธอก็คิดถึงปัญหาการเข้าเรียนของลูกชายเลยไม่กล้าใช้ และได้แต่เก็บไว้ในบัญชีฝากประจำ
พอเซวียโย่วข่าสอบติดมหาวิทยาลัย T ได้เงินรางวัลแปดหมื่นหยวน ได้ยกเว้นค่าเล่าเรียน แถมยังคว้าทุนของมหาวิทยาลัยได้อีก แรงกดดันที่เหอเสี่ยวโหยวแบกรับมาหลายปีก็พลันสลายหายไปในชั่วข้ามคืน จากนั้นเธอก็ย้ายจากบ้านที่อยู่ในเขตโรงเรียนไปยังที่พักบุคลากรของโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่
แต่เธอก็กลัวว่าอีกสองสามปี ถ้าลูกชายมีแฟนที่เมืองหลวง พอเห็นสภาพครอบครัวของพวกเขาที่ไม่มีแม้แต่บ้านเป็นของตัวเอง แฟนของลูกก็อาจจะหลบลี้หนีหน้าไป และเนื่องจากการแต่งงานของตัวเธอนั้นล้มเหลว เธอจึงรู้ว่าความรักสามารถแพ้ให้กับความจริงได้
ดังนั้นเหอเสี่ยวโหยวเลยคำนวณเงินเก็บของตัวเอง ก่อนจะไปยืมพ่อแม่อีกหนึ่งแสน แล้วกัดฟันวางเงินดาวน์ซื้อห้องชุดห้องหนึ่ง
เซวียโย่วข่ารู้ว่าเธอย้ายมาอยู่ที่ห้องนี้แล้ว มันเป็นที่พักบุคลากรของโรงพยาบาล เป็นชุมชนที่เก่าแก่มาก หมอหลายคนย้ายออกไปแล้ว เมื่อห้องว่างลงก็จะปล่อยเช่าให้บุคคลภายนอก แต่ถ้าหากบุคลากรภายในโรงพยาบาลเช่าก็จะถูกลงหน่อย
เขาโบกแท็กซี่ไปถึงโรงพยาบาลแล้วค่อยโทรหาเหอเสี่ยวโหยว
“ลูกถึงโรงพยาบาลแล้วเหรอ งั้นแม่ออกไปรับเดี๋ยวนี้เลย!”
พยาบาลที่อยู่ด้านข้างได้ยินก็ถามขึ้น “พี่เสี่ยวโหยว นั่นลูกชายพี่เหรอคะ”
ปกติเหอเสี่ยวโหยวไม่ได้มีหัวข้อพิเศษไปคุยกับพยาบาลวัยรุ่นรอบๆ ตัว สิ่งที่เธอมักจะคุยก็คือเรื่องลูกของตัวเอง ทุกคนชอบถามว่าลูกชายของเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัย T ได้ยังไง ซึ่งเหอเสี่ยวโหยวก็มักจะตอบว่า ‘ฉันไม่เคยยุ่งกับการเรียนของเขาเลย เขาน่ะแค่ทำให้ฉันภูมิใจเท่านั้นเอง’
เหอเสี่ยวโหยวรีบวิ่งออกจากโรงพยาบาลเพื่อมารับเขา ห้องพักสวัสดิการอยู่ในเขตโรงพยาบาล ต้องเข้ามาข้างในก่อนถึงจะสามารถเข้าไปในเขตชุมชนโรงพยาบาลได้
“เดี๋ยวแม่ช่วยยกกระเป๋าให้”
“แม่ช่วยผมถือกระเป๋าเป้ก็พอครับ เดี๋ยวผมถือกระเป๋าเดินทางเอง” เซวียโย่วข่าเงยหน้ามองผนังที่ขึ้นราและหลุดล่อน “อยู่ชั้นไหนครับ”
เขตชุมชนแห่งนี้มีความเก่ายิ่งกว่าที่ที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ในอำเภอซานหลิงเมื่อตอนนั้นเสียอีก กลิ่นอายเก่าแก่ย้อนยุคพุ่งเข้ามาเต็มหน้า ทั้งราวบันไดขึ้นสนิม หน้าต่างก็มัวหม่น
“ชั้นหก” เพราะเป็นตึกเก่าไม่มีลิฟต์ ดังนั้นชั้นหกที่สูงขนาดนี้ ค่าเช่าเลยยิ่งถูกลงไปอีก แถมเหอเสี่ยวโหยวยังรู้จักคุณหมอหูเจ้าของตึก เลยได้ห้องที่มีสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นในราคาเช่าแค่เดือนละพัน
พอเปิดประตูเข้าไปจะเป็นห้องนั่งเล่นเล็กๆ ที่ถูกกวาดจนสะอาดเอี่ยม โซฟาเก่าหุ้มด้วยผ้าคลุมโซฟาผ้าลายดอกไม้ หน้าต่างก็สะอาดใสกิ๊ง
เหอเสี่ยวโหยวจัดการชีวิตคนเดียวของตัวเองได้เป็นระเบียบเรียบร้อยดี
“นี่ห้องของลูก เจ้าของคนก่อนเป็นลูกสาวหมอหู เรียนมัธยมปลาย พอจ่ายค่าเช่ารอบก่อนหมอหูก็ถามแม่ว่าลูกสอนพิเศษไหม พอดีลูกสาวเขาอ่อนเลขน่ะ”
เมื่อเปิดเข้าไปในห้องนอน ด้านในเป็นห้องเล็กๆ ผนังทาสีชมพูและติดสติ๊กเกอร์เฮลโล คิตตี้ มีเตียงเหล็กสีขาวพร้อมด้วยโต๊ะทำการบ้าน ขอบหน้าต่างกว้างมาก ในห้องมีแสงสว่างเพียงพอ เตียงก็ปูชุดผ้าปูสีเรียบไว้เรียบร้อย
เซวียโย่วข่าเข็นกระเป๋าเดินทางเข้าไป ก่อนจะล้มตัวลงบนเตียงพลางมองหลอดไฟสีฟ้าอมชมพูบนเพดาน
‘ถึงหรือยัง’
มือถือของเซวียโย่วข่าสั่น
มันเป็นข้อความจากเฉิงอวี้ ตอนที่อยู่บนเครื่องเฉิงอวี้แอบเสิร์ชดูว่าไฟลต์บินจากเซี่ยงไฮ้ไปฉางซาต้องใช้เวลาเท่าไร หลังจากกะเวลาคร่าวๆ แล้วก็รอไปอีกชั่วโมงถึงค่อยส่งข้อความ เพื่อที่จะได้ไม่ดูตั้งใจจนเกินไป
‘ผมถึงบ้านแล้ว!’
มือถือที่ใช้มาเกือบครึ่งปี นับวันยิ่งหน่วง ตอนนี้เวลาพิมพ์ก็มักจะพลาดตลอด
เฉิงอวี้คิดแล้วตอบกลับไป
‘ให้ของขวัญแม่หรือยัง’
‘ยังครับ’
ข้างนอกมีเสียงเหอเสี่ยวโหยวดังมา “หมี่หมี่ แม่สลับกะได้แล้วนะ เดี๋ยวแม่จะไปซื้อกับข้าวที่ตลาด อยากกินอะไรไหม”
เซวียโย่วข่าว่า “มันฝรั่งผัดเส้นครับ ไม่ต้องซื้อกับข้าวก็ได้”
เขาเห็นว่าในกล่องตรงประตูครัวมีมันฝรั่งวางอยู่ถุงหนึ่ง
“งั้นแม่ออกไปซื้อไก่หน่อย ลูกก็พักผ่อนให้เต็มที่นะ เรียนเหนื่อยมานี่นา”
วันถัดมาเหอเสี่ยวโหยวได้เรียกให้เซวียโย่วข่าเอาของไปส่งให้เธอที่แผนกโดยเฉพาะ เนื่องจากเพื่อนร่วมงานต่างก็อยากเห็นว่าลูกชายที่สอบติดมหาวิทยาลัย T ของเธอหน้าตาเป็นยังไง
ถึงเซวียโย่วข่าจะร่ำเรียนอยู่ที่นี่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เคยแวะมาที่ทำงานของแม่เลย
เมื่อเซวียโย่วข่าหาอะไรทำไม่ได้ก็อ่านหนังสืออยู่ที่ห้อง หรือไม่ก็อ่านวิจัย ทบทวนบทเรียน กระทั่งซุนเหวินเฮ่าโทรมาชวนเขาออกไปข้างนอก
“มือถือนายเป็นอะไรนักหนา ส่งข้อความไปหานายก็ไม่ตอบเลย”
“มันค้างหนักมาก ยิ่งวีแชตยิ่งโคตรค้าง!” วันนี้เขากะจะโหลดไฟล์ในกรุ๊ปสักหน่อย แต่คงเพราะไฟล์ใหญ่เกินไปจนทำเอาเครื่องค้างหลายรอบ สุดท้ายเลยต้องลบแอพพลิเคชั่นแล้วติดตั้งใหม่ ทำให้ประวัติแชตหายเกลี้ยง
“ค้างขนาดนั้นเลยเหรอ งั้นนายเปลี่ยนเครื่องไหม เพิ่งได้เงินมาพอดีนี่ ซื้อเครื่องใหม่เถอะ เครื่องของนายมันไม่ไหวแล้ว!”
“อีกสองสามวันค่อยว่ากัน”
เพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลายชวนกันไปกินข้าว ต่อด้วยร้องคาราโอเกะ เซวียโย่วข่าได้ลองค้นเพลงของวงสกอร์ปิโอในเครื่องของร้านคาราโอเกะ แต่ก็หาไม่เจอ เพราะที่นี่มีแต่เพลงป็อปที่เป็นกระแสเท่านั้น
อีกฝั่งหนึ่ง หลังเฉิงอวี้กลับมาที่บ้านเก่าก็ใช้ชีวิตน่าเบื่อแบบเมื่อหลายปีก่อน ตอนเช้ามีคนปลุก ห้องมีคนเก็บกวาด กินข้าวเสร็จต้องคุยกับผู้ใหญ่ ไม่ก็ออกไปเดินเล่น หรือถ้ามีเวลาว่างก็ซ้อมกลองคนเดียว เวลามีแรงบันดาลใจก็ใช้เปียโนบันทึกเอาไว้สักท่อนสองท่อน
เขาส่งข้อความหาหลินสือเม่าว่าอยากนัดสถานที่เพื่อมารวมตัวกันทำเพลงใหม่ให้เสร็จ แต่หลินสือเม่าตอบกลับมาว่า ‘ฉันไม่อยู่มาเก๊า’
‘ไม่ใช่เพิ่งกลับมาหรือไง’
‘วันนี้ฉันออกไปอีกแล้ว’
‘ไปไหน’
‘ซีอาน’
‘ไปซีอานทำไม’
หลังถามคำถามนี้จบเฉิงอวี้ถึงเพิ่งนึกออกว่าบ้านเกิดของวูล์ฟเหมือนจะอยู่ที่ซีอาน* บางครั้งเขาชอบฮัมทำนองเพลงพื้นเมืองที่ตัวเองแต่งขึ้น มีครั้งหนึ่งเฉิงอวี้บังเอิญได้ยินแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจจึงเอ่ยปากถามเขาออกไป ก่อนจะได้รู้ว่ามันเป็นภาษาถิ่นของมณฑลส่านซี**
หลินสือเม่าตอบมาว่า ‘ไปกินของอร่อย ฉลองเทศกาล’
งั้นก็ไปหาวูล์ฟสินะ เฉิงอวี้คิดพลางกำมือถือ
เฉิงอวี้ไม่แน่ใจว่าพวกเขามีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่จะสนิทกันเกินไปหรือจะเป็นแบบที่เขาคิด เขาก็ไม่ใส่ใจอยู่แล้ว ถ้าเพื่อนร่วมวงอยากพูดย่อมพูดออกมาเอง อีกอย่างเขาไม่ใช่คนชอบนินทา เพียงแต่เฉิงอวี้ทั้งสงสัยและอิจฉาอยู่ในที ปกติแค่พักอยู่ด้วยกันก็ว่าไปอย่าง แต่นี่พอถึงช่วงปิดเทอมฤดูหนาวก็ยังตัวติดกันแจอีก
เขาหยิบคิวปิดตัวจิ๋วที่เซวียโย่วข่าให้ขึ้นมาดู แล้วก็หมดอารมณ์แต่งเพลงใหม่ไปเลย
‘ทำอะไรอยู่’
หลายวันแล้วที่ไม่ได้ส่งข้อความหาเจ้าเด็กนั่น ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ส่งข้อความมาเช่นกัน
ทุกครั้งที่เฉิงอวี้จะส่งข้อความหา เขาจะคิดคำอยู่นาน และสุดท้ายก็จะตัดให้กระชับที่สุด
ทางฝั่งซุนเหวินเฮ่ากำลังแผดเสียงร้องเพลง ‘ค่ำคืนที่คิดถึงเธอ’ ของกวนเจ๋อ*** อยู่ในห้องร้องคาราโอเกะย่างเมามัน
ปีที่แล้วมีรายการประกวดร้องเพลง โดยได้มีคนเอาเพลงเก่ามาร้องจนกลับมาดังอีกครั้ง
เซวียโย่วข่ากำลังอ่านชีตเตรียมสอบระดับหก**** จากไฟล์ที่รุ่นพี่สาวส่งมาให้ในกลุ่ม เมื่อเห็นข้อความเด้งขึ้นมาเขาก็กดเข้าไปตอบ
‘ร้องคาราโอเกะอยู่ครับ’
เขากดที่คำว่าส่งบนหน้าจอแล้วแต่ไม่ว่ายังไงก็ส่งไม่ไป จนในที่สุดก็ส่งออกไปได้ แต่เนื่องมาจากปัญหาอินเตอร์เน็ตในห้องส่วนตัวจึงทำให้วงโหลดหมุนอยู่นานกว่าจะส่งสำเร็จ
มือถือเครื่องนี้ทำเอาเซวียโย่วข่าหัวร้อน เขาออกแรงบีบเครื่องแน่นแล้วเคาะมันไปสองสามที
พรุ่งนี้เปลี่ยนใหม่แน่!
เฉิงอวี้พิมพ์คำว่าเชยแล้วก็ลบ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ‘อื้อ แล้วร้องเพลงอะไร’
เซวียโย่วข่าพิมพ์ชื่อเพลงไปได้แค่สองคำแรก ตัว ท.ทหาร ก็กดไม่ติดแล้ว ขณะที่ซุนเหวินเฮ่ากับเพื่อนผู้ชายอีกสองคนร้องท่อนฮุคกันอย่างสุดเหวี่ยงจนเสียงแตก เซวียโย่วข่าก็ใช้นิ้วชี้กดหน้าจอรัวๆ แต่ช่องตอบกลับข้อความกลับไม่ขยับ จนตอนนี้เครื่องค้างไปแล้ว เขาจึงได้แต่โยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างๆ อย่างจนปัญญา ตั้งใจว่าอีกสองสามนาทีค่อยรีสตาร์ต
เมื่อเห็นว่าฝั่งนั้นไม่ตอบสักที เฉิงอวี้ก็ส่งไปอีกว่า ‘ไปกับเพื่อนเหรอ สนุกไหม’
กล่องข้อความเงียบไปอย่างน้อยสิบนาที กระทั่งเฉิงอวี้เริ่มรอไม่ไหวแล้ว
‘เซวียหมี่หมี่ นายไม่ตอบข้อความเลย กำลังทำอะไรอยู่’
ในที่สุดฝั่งนั้นก็ตอบกลับมา
‘คิดถึงพี่’
* ซีอาน เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซีประเทศจีน
** มณฑลส่านซี เป็นมณฑลสำคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน
*** กวนเจ๋อ หรือ Grady Guan คือศิลปินและนักแต่งเพลงชาวจีน
**** การสอบระดับหก ในที่นี้หมายถึงการสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษา (College English Test) ของประเทศจีน โดยแบ่งออกเป็นสองระดับคือระดับสี่และระดับหก ถือเป็นหนึ่งในข้อกำหนดในการสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในจีน
ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2
วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป
รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่
Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN
Comments
comments
No tags for this post.