X
    Categories: everYทดลองอ่านแฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ

ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 63-64 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3

ผู้เขียน :  ซุ่ยหมาง (睡芒)

แปลโดย : G.N Voyager

ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่

และมีการบรรยายถึงเลือดซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ            

   

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 63

 

เสียงหัวเราะของเซวียโย่วข่าถูกฝ่ามือของเฉิงอวี้ปิดไว้ พอได้ยินคำพูดของเขา เซวียโย่วข่าก็มองหน้าอีกฝ่ายอย่างตะลึงงัน

เฉิงอวี้ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ตัวเองถึงพูดแบบนั้นออกมา บางทีอาจเป็นเพราะฟังโค้ชของคอร์สความรักมากเกินไป

เมื่อเห็นดวงตาเบิกกว้างของอีกฝ่าย เขาก็ไม่รู้จะทำยังไงดีไปชั่วขณะ ถ้าไม่จูบจะเสียฟอร์มหรือเปล่า แต่อีกฝ่ายหยุดหัวเราะแล้วนี่ เวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาทีนี้เฉิงอวี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ แล้วทันใดนั้นเขาก็โน้มตัวลงไปเหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก่อนจะจูบลงบนหลังมือของตัวเองที่กำลังปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งของเซวียโย่วข่าไว้ จากนั้นก็พลิกมือกลับแล้วประทับรอยริมฝีปากนั้นลงไปบนริมฝีปากของอีกฝ่าย

ใบหน้าที่จู่ๆ ก็โน้มเข้ามาใกล้ทำให้เซวียโย่วข่าตั้งตัวไม่ทัน เฉิงอวี้จูบลงบนหลังมือของตัวเอง แล้วใช้หลังมือนั้นแตะริมฝีปากเขา ทำเอาขนลุกซู่และเกร็งไปทั้งตัว ใบหน้าแดงวาบอย่างไม่อาจควบคุม

จูบที่ไม่นับว่าเป็นจูบนี้กลับทำให้เขารับรู้ได้ทันทีว่าเมื่อคำว่า ‘เพื่อน’ มีคำว่า ‘ชาย’ เพิ่มเข้ามา* ก็จะต่างออกไปจากเดิม…ต่างออกไปมาก

เขามองเฉิงอวี้ที่อยู่ตรงหน้า หลังจากที่อีกฝ่ายทำแบบนั้นไปแล้วก็ดูเหมือนจะเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงไฟหรือใบหูของเฉิงอวี้แดงขึ้นมาจริงๆ เขาค่อยๆ ลดมือลงแล้วกระแอมกระไอทีหนึ่ง หลังมือร้อนลวกเหมือนเพิ่งเอาขึ้นมาจากน้ำเดือดและไม่ฟังคำสั่งอีกต่อไป

“ผมบอกพี่เม่าว่าอีกสิบนาทีจะออกไป” เซวียโย่วข่าพูดเสียงเบา “ตอนนี้ครบสิบนาทีแล้ว ผมต้องกลับแล้วนะ”

“ฉันไปส่งนายเอง คือว่า…”

“พี่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ชื่อภาษาอังกฤษที่พี่เคยใช้สมัยก่อนน่ะ ผมไม่เอาไปพูดแน่”

ถึงจะอยากหัวเราะมากแค่ไหนก็เถอะ

“ไม่ใช่เรื่องนั้น ฉันหมายถึง ฉันจะไม่อยู่สองวัน นายอย่าลืม…” สิ่งที่โค้ชบอกคือ ‘อย่าลืมคิดถึงฉันนะ’ แต่ไม่ว่ายังไงเฉิงอวี้ก็พูดประโยคนั้นไม่ออก สุดท้ายเลยได้แต่พูดว่า “ตั้งใจเรียนนะ ใช่ อืม ตั้งใจเรียน แต่อย่านอนดึกเกินไปล่ะ”

“ผมรู้แล้วครับ”

 

หลินสือเม่าขับรถแวะไปส่งเหล่าเคที่ห้องเช่าก่อน เนื่องจากเขาเล่นเบสกับกีตาร์บ่อย เหล่าเคเลยไม่ได้อยู่หอ แต่ไปเช่าห้องชุดอยู่กับเพื่อนนักดนตรีจากวงอื่นแทน จากนั้นจึงขับต่อไปทางมหาวิทยาลัย T

เซวียโย่วข่าพูดขึ้น “พี่ไปส่งวูล์ฟก่อนก็ได้”

“หอพักนายมีเคอร์ฟิวนี่”

จริงๆ เคอร์ฟิวของหอพักไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้น แค่กลับก่อนเที่ยงคืนก็ไม่มีปัญหา เซวียโย่วข่าจึงบอกว่าไม่เป็นไร

หลินสือเม่าเอ่ยพร้อมหัวเราะ “ยังไงก็ต้องส่งนายก่อนอยู่ดี วูล์ฟอยู่ห้องฉันน่ะ”

“อ๋อ…” เซวียโย่วข่าหันไปมองวูล์ฟตรงเบาะข้างคนขับ เห็นอีกฝ่ายกำลังหลับตาพิงกระจกรถเงียบๆ

“เขากำลังแต่งทำนองเพลงอยู่” หลินสือเม่าพูด “เขาชอบทำแบบนี้แหละ”

เซวียโย่วข่าเลยถามเรื่องงานเทศกาลดนตรีอีกเล็กน้อย

หลินสือเม่ามองเขาผ่านกระจกมองหลัง “นายอยากมาฟังเหรอ แต่วันจันทร์นายมีสัมภาษณ์นี่นา เราแสดงช่วงกลางคืนก่อนช่วงสุดท้ายของการแสดง”

ถ้าฟังจบแล้วค่อยกลับมหาวิทยาลัย เกรงว่าหอพักคงล็อกประตูแล้วแน่ๆ ดูท่าคงต้องหาโรงแรมนอนสักคืนแล้ววันรุ่งขึ้นก็ไปสัมภาษณ์ต่อเลย ความจริงเขาเตรียมตัวมานานมากแล้ว และเตรียมทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบด้วยตัวเอง แต่จะผ่านหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับแผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัท

“ถึงฉันจะคิดว่าถ้านายไปเทอร์โบคงดีใจมาก แต่เรื่องงานสำคัญกว่า แล้วนี่นายซื้อชุดสำหรับสัมภาษณ์ไว้หรือยัง”

“ก่อนหน้านี้ก็ซื้อทางออนไลน์ไว้แล้วครับ…” เพราะเซวียโย่วข่าแยกไม่ออกว่าชุดสูทราคาไม่กี่ร้อยหยวนต่างจากชุดสูทหลักพันหรือหลักหมื่นยังไง สุดท้ายเลยสั่งชุดสูทราคาหนึ่งพันหยวนชุดหนึ่งจากร้านสาขาหลักของแบรนด์มา รองเท้าหนังก็ใช้เงินซื้อไปหลายร้อยหยวน แถมยังซื้อเนกไทเส้นแรกในชีวิตเพิ่มอีกด้วย

“ใส่แล้วพอดีไหม”

“ลองแล้วครับ พอดีเลย แต่ออกจะหนาไปหน่อย”

“นายดูจะเตี้ยกว่าฉันไม่กี่เซ็นต์ ฉันมีชุดที่ไม่เคยใส่อยู่ที่ห้อง เป็นแบบไม่หนามาก เดี๋ยวพรุ่งนี้ให้คนส่งด่วนไปให้นายนะ” หลินสือเม่าพูด “ไม่ต้องเกรงใจ”

เซวียโย่วข่าเอ่ยขอบคุณแต่ก็ปฏิเสธไป เขาอธิบายด้วยความเกรงใจ “ครั้งที่แล้วเทอร์โบก็เคยให้ผมยืมเสื้อผ้าชุดหนึ่งเหมือนกัน พอผมยืมมาใส่เสร็จแล้วเขากลับบอกว่าไม่ใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นเคยใส่ จากนั้นก็ให้ผมมาเลย…”

“ฉันไม่จู้จี้แบบเขาหรอก ซักแล้วเอามาคืนฉัน ฉันก็ใส่ได้ อีกอย่างความหมายของเทอร์โบน่ะ ที่จริงคงอยากให้นายนั่นแหละ แต่แค่ไม่กล้าพูดตรงๆ”

เซวียโย่วข่าไม่รู้ว่าหลินสือเม่ามองออกหรืออะไร เลยได้แต่ยกมือขึ้นมาลูบจมูกพลางส่งเสียงตอบรับ

หลินสือเม่าหมุนพวงมาลัย “ฉันมีเสื้อผ้าเยอะมาก ต่อให้เปลี่ยนทุกวันทั้งปีก็ยังใส่ไม่หมด ถ้าไม่ใช่เพราะวูล์ฟสูงกว่าฉัน ฉันคงให้เขาไปแล้ว”

พวกเขาคุยกันมาตลอดทางจนถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัย ตอนเซวียโย่วข่าลงจากรถและบอกลาพวกเขา วูล์ฟก็ลืมตาขึ้นมาก่อนจะโบกมือให้เขาหนึ่งที

พอรถแล่นออกไปจากมหาวิทยาลัยวูล์ฟก็พูดขึ้นในรถเป็นครั้งแรก “นายเห็นเขาเป็นพวกเดียวกันหรือไง”

“เขาเป็นแฟนของเทอร์โบ ไม่ใช่พวกเดียวกันแล้วจะเป็นอะไร”

นิสัยอย่างเทอร์โบคงไม่เคยมีแฟนมาก่อน และเป็นเพราะรุ่นน้องคนนี้นิสัยดี ไม่อย่างนั้นใครจะทนเขาได้ ดูท่าคงต้องโสดไปตลอดชาติ หลินสือเม่ากลัวเหลือเกินว่าเทอร์โบจะทำให้อีกฝ่ายตกใจจนหนีไป เลยต้องทำตัวดีกับรุ่นน้องคนนี้หน่อย

 

วันรุ่งขึ้นเซวียโย่วข่าก็ได้รับพัสดุส่งด่วนจากหลินสือเม่าจริงๆ ภายในกล่องมีเสื้อผ้าพับไว้เรียบร้อย พร้อมกับแนบโน้ตมาแผ่นหนึ่ง

 

‘ขอให้สัมภาษณ์ผ่านนะ~’

 

เขาส่งข้อความไปเลยได้รู้ว่าพวกเขากำลังเดินทางไปที่เป่ยไต้เหอ

ตอนที่ไปถึงโรงแรม เฉิงอวี้ก็ส่งข้อความมาหา พร้อมกับถ่ายรูปทุกมุมของห้องมาให้เขาด้วย

“เทศกาลดนตรีจัดที่หอปี้หลัว หันหน้าเข้าหาทะเล” เขาส่งข้อความเสียงมา

โรงแรมที่ผู้จัดเตรียมไว้อยู่ใกล้ชายหาดมาก ห้องที่จัดไว้ให้วงสกอร์ปิโอค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่เฉิงอวี้ก็ยังควักเงินอัพเกรดเป็นห้องวิวทะเลเองอีก

พอเซวียโย่วข่าที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยได้เห็นวิวด้านนอกหน้าต่างห้องพักของอีกฝ่ายก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที

 

‘แต่ทะเลนี่ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย’

‘ผมไม่ได้เห็นทะเลมานานแล้วครับ’

 

ครั้งล่าสุดที่เซวียโย่วข่าเห็นทะเลก็ตอนที่อยู่เซี่ยงไฮ้ แถมยังเห็นจากฝั่งแม่น้ำหวงผู่

 

‘งั้นคราวหน้าฉันจะพานายไปดูทะเลที่อื่นละกัน’

‘ผมชอบทะเลเป่ยไห่ครับ’

 

เซวียโย่วข่าโตมาขนาดนี้แล้วแต่กลับเคยเห็นแค่ทะเลเป่ยไห่ ที่อื่นเป็นยังไงเขาไม่รู้ อีกอย่างเขาก็ไม่ได้กลับไปที่บ้านเก่านานแล้วเหมือนกัน

เฉิงอวี้ตอบกลับมา

 

‘งั้นก็ไปทะเลเป่ยไห่กัน’

‘โอเคครับ แต่พวกพี่ไม่ต้องซ้อมกันเหรอ’

‘ไม่ต้องซ้อม พรุ่งนี้เช้าแค่ซาวนด์เช็กก็พอ’

 

ระหว่างที่คุยกับเขา จู่ๆ เซวียโย่วข่าก็นึกถึงคำพูดของหลินสือเม่าที่ว่า ‘ถ้านายไปเทอร์โบคงดีใจมาก’

วงสกอร์ปิโอไม่ได้ขาดแคลนแฟนคลับกับผู้ชมเลยสักนิด ถ้าเป็นงานเทศกาลดนตรีระดับนั้น ตัวเขาคงโดนกลืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน และคาดว่าเฉิงอวี้คงมองไม่เห็นว่าเขาอยู่ตรงไหน

เขาคำนวณเวลาและดูตั๋วรถไฟ ก่อนจะเห็นว่าพรุ่งนี้มีรถไฟความเร็วสูงออกตอนบ่ายพอดี ใช้เวลาเดินทางแค่สองชั่วโมง แต่ขากลับค่อนข้างยุ่งยาก การแสดงของวงสกอร์ปิโอจะเริ่มตอนหนึ่งทุ่มตรงและจะแสดงจบช่วงหนึ่งทุ่มสี่สิบ ซึ่งขบวนที่กลับปักกิ่งที่ดึกที่สุดคือสองทุ่มครึ่ง จึงมีโอกาสสูงที่จะมาไม่ทัน มันเสี่ยงมากเกินไป หรือถ้าเรียกรถกลับก็ต้องใช้เวลาสี่เกือบห้าชั่วโมง แถมยังต้องจ่ายค่าโดยสารราวหนึ่งพันสองร้อยหยวน

ก่อนนอนคืนนั้นเขาก็ยังดูตั๋วอยู่ ดูจนกระทั่งเริ่มขาดความยับยั้งชั่งใจ คำพูดนั้นของหลินสือเม่าเป็นเหมือนคำสาป และสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่สนใจเหตุผล ลุกขึ้นมาจัดตารางเวลาให้เรียบร้อยแล้วกดซื้อตั๋วทันที

พอซื้อตั๋วเสร็จระบบก็เริ่มออกตั๋ว แม้เขาจะลังเลอยู่หลายนาที แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ยกเลิก

 

บ่ายวันถัดมา เวลาห้าโมงครึ่งรถไฟความเร็วสูงก็มาถึงที่สถานีเป่ยไต้เหอ หลังเซวียโย่วข่าดูที่อยู่แล้วก็เรียกรถไปยังสถานที่จัดงานเทศกาลดนตรี เขาไม่ได้พกของอะไรมามากมาย แค่สะพายกระเป๋าคาดอกใบหนึ่ง ภายในมีเสื้อผ้าและรองเท้าที่จะใส่ไปสัมภาษณ์ในวันพรุ่งนี้ อีกทั้งยังมีน้ำแร่หนึ่งขวดและสายชาร์จโทรศัพท์

ด้านนอกพื้นที่จัดงานเทศกาลดนตรีมีพวกที่เหมาบัตรมาขายโก่งราคาเสนอขายบัตรกันให้ควั่ก บางคนก็รับซื้อบัตรต่อ

แม้งานเทศกาลดนตรีในวันนี้จะเริ่มไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้วงดนตรีที่ขึ้นแสดงก่อนวงสุดท้ายที่เป็นไฮไลต์ของงานยังไม่ได้ขึ้นแสดง คนที่เพิ่งมาถึงช่วงเย็นแบบเซวียโย่วข่าเลยมีอยู่ไม่น้อย

เสียงดนตรีสดดังมาจากสถานที่จัดงาน ไม่รู้ว่าศิลปินคนไหนกำลังร้องเพลงที่ฟังเนื้อร้องไม่ค่อยเข้าใจอยู่

เขาส่งข้อความไปหาเฉิงอวี้ก่อน

 

‘พวกพี่กำลังจะขึ้นเวทีแล้วใช่ไหม’

 

เฉิงอวี้ตั้งเสียงแจ้งเตือนพิเศษไว้สำหรับเซวียโย่วข่าโดยเฉพาะ ส่วนข้อความอื่นๆ เขาทั้งไม่ชอบอ่านและไม่ชอบตอบ เมื่อเสียงแจ้งเตือนพิเศษดังขึ้นถึงค่อยหยิบมือถือมาดู

เฉิงอวี้ตอบกลับไป

 

‘อีกชั่วโมงหนึ่ง’

‘ผมไม่รู้ว่าจะเข้าไปหลังเวทียังไง’

 

“…?” เฉิงอวี้ตระหนักได้ทันทีว่าเขาอาจจะมา

 

‘อย่าบอกนะว่านายอยู่ข้างนอก’

‘ใช่ครับ…’

 

เซวียโย่วข่าหรี่ตาถ่ายรูปประตูบานหนึ่งภายใต้แสงแดดจ้า

 

‘ผมอยู่ตรงประตูนี้ มันคือที่ไหนเหรอครับ’

‘รอก่อน ยืนอยู่ตรงนั้นอย่าขยับไปไหนนะ’

 

เฉิงอวี้รีบขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยนำทางเขา ใช้เวลาประมาณสิบนาทีเขาก็ออกมาได้แล้ว

ในงานเทศกาลดนตรีนี้แขกรับเชิญส่วนใหญ่ล้วนหน้าตาธรรมดา แต่เฉิงอวี้ไม่ใช่แบบนั้น ไม่นานก็มีคนจำได้ ตอนเฉิงอวี้ออกมาไม่ได้คิดอะไรมาก ตอนถูกคนรุมล้อมก็มีเจ้าหน้าที่มายืนกันอยู่ข้างๆ เขาเซ็นลายเซ็นให้สองสามคนไปแบบส่งๆ แต่ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น เขาไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นดาราเลยไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการรักษาภาพลักษณ์ไอดอล

พอเซวียโย่วข่าวิ่งมาหา เฉิงอวี้ก็คว้าตัวเขาไว้โดยไม่สนใจคนอื่นแล้วพาเข้าไปหลังเวทีทันที

“จะไปสัมภาษณ์งานไม่ใช่เหรอ สัมภาษณ์ยกเลิกไปแล้วหรือไง”

“เปล่าครับ ผมฟังจบแล้วจะกลับเลย พรุ่งนี้ยังต้องไปสัมภาษณ์อยู่ ผมซื้อตั๋วเข้างานแล้วนะ แต่เข้าไปตอนนี้ก็ไม่มีที่แถวหน้าเหลือแล้ว ถ้ายืนอยู่ด้านหลัง พี่ก็มองไม่เห็นผมน่ะสิ” เขาเลยถามเฉิงอวี้ว่าพาเขาเข้ามาหลังเวทีได้ไหม แบบนี้พอการแสดงเริ่มขึ้นเขาจะได้มีที่ดีๆ พอดูเสร็จแล้วก็จะได้กลับทันที

“งั้นฉันพานายเข้าไปก่อน”

“ไม่ให้พวกพี่เม่าเห็นผมจะดีกว่าหรือเปล่า เดี๋ยวผมจะไปหาที่ใกล้ๆ หน้าเวที พี่ไปทำการแสดงเถอะ”

เฉิงอวี้ก้มหน้ามองเขา “นายกลัวว่าพวกเขาจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเราหรือไง”

“ไม่กลัวครับ…พี่ไม่กลัวผมก็ไม่กลัว ผมแค่คิดว่าคงต้องอธิบายเยอะมากว่าผมมาทำไม”

“แล้วตกลงนายมาทำไมล่ะ” คนที่ต้องไปสัมภาษณ์พรุ่งนี้ยังอุตส่าห์ข้ามเมืองมาหาเขา แถมยังต้องรีบกลับไปในคืนนี้เลย

“พี่เม่าบอกว่า…”

“หลินสือเม่าเกี่ยวอะไรด้วย”

“เขาบอกว่าถ้าผมมาพี่จะดีใจมาก” เซวียโย่วข่ายืนอยู่ตรงหน้าเฉิงอวี้พลางมองเข้าไปในดวงตาของเขา “พี่ดีใจไหมครับ”

เฉิงอวี้หลุบตา มุมปากโค้งขึ้น เขาตอบว่า “อืม” เสียงขึ้นจมูกแบบไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแล้วพูดต่อว่า “หลังแสดงจบฉันจะไปส่งนายเอง นายจะกลับไปยังไง”

“ผมซื้อตั๋วไว้ตอนสองทุ่มครึ่ง กลัวจะไปไม่ทัน…”

“ไปเถอะ นายอยู่กับฉันละกัน” เฉิงอวี้จับข้อมือเขาแน่น

 

เป็นไปตามคาด การปรากฏตัวของเซวียโย่วข่าทำให้สมาชิกวงอีกสามคนแปลกใจมาก ต่างก็ถามว่าพรุ่งนี้เขาต้องไปสัมภาษณ์ไม่ใช่เหรอ เขาจึงได้แต่โกหกว่าเลื่อนเป็นตอนบ่าย ทั้งนี้เป็นเพราะเห็นทุกคนลงรูปกันในโมเมนต์แล้วรู้สึกว่างานเทศกาลดนตรีริมชายหาดน่าจะสนุกดีเลยซื้อตั๋วมาเลย

มีแค่เหล่าเคที่เชื่อเหตุผลของเขา

“ก็สนุกจริงๆ แหละ งั้นถ้าพรุ่งนี้ไม่ต้องไปสัมภาษณ์ คืนนี้พวกเราไปปาร์ตี้บาร์บีคิวริมชายหาดด้วยกันสิ!”

เฉิงอวี้ดันเหล่าเคไปด้านข้างแล้วสั่งเจ้าหน้าที่ให้จัดที่นั่งใกล้ๆ เวทีซึ่งตัวเขาสามารถมองเห็นได้พอดีให้เซวียโย่วข่าก่อนเริ่มการแสดง

หลังท่อนอินโทรเปิดงานดังขึ้น หลินสือเม่าที่ยืนอยู่หลังไมค์ก็ตะโกนขึ้น “เป่ยไต้เหอ! พวกคุณสบายดีกันไหม!”

ผู้คนตอบเขา “ดี!!”

หลินสือเม่าพูดต่อ “สกอร์ปิโอมาแล้ว!”

เสียงกรี๊ดดังสนั่นจนถึงจุดพีคของงานเทศกาลดนตรีวันนี้

“หลินสือเม่าฉันรักพี่น้า!!”

“เทอร์โบ!! เทอร์โบ!! ฉันจะคลอดลูกให้นาย!!”

ชื่อของทุกคนถูกตะโกนเรียกกันหมด แม้แต่ชื่อของเหล่าเคก็มีคนตะโกนเรียกแว่วๆ เช่นกัน

แฟนคลับของพวกเขาต่างจากวงร็อกหลายๆ วงที่ส่วนใหญ่เป็นแฟนคลับที่ชอบเพราะหน้าตาก่อนแล้วค่อยมาฟังเพลงทีหลัง ทำให้สีสันในการตามศิลปินดูเข้มข้นกว่า มีหลายคนถึงขั้นถือป้ายไฟมาเชียร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการสนับสนุนที่เกิดจากความสมัครใจของแฟนๆ ไม่ใช่การจัดการจากออฟฟิเชียลเหมือนไอดอล

ไม่รู้ว่าเพราะเวทีใหญ่กว่า เพราะคนเยอะกว่า หรือเพราะหลังจากรู้ว่าตอนเขียนเพลงเหล่านี้เฉิงอวี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘ตัวเขาเอง’ คนที่ไม่ชอบร้องไห้อย่างเซวียโย่วข่าเลยซึมซับบรรยากาศและร้องไห้ไปกับผู้คนโดยรอบ

ทุกครั้งที่วงสกอร์ปิโอทำการแสดงจะให้ความรู้สึกประทับใจแก่เขาไม่เหมือนกัน

 

พอการแสดงจบเฉิงอวี้ก็รีบลงจากเวทีแล้วส่งสัญญาณมือมาหาเซวียโย่วข่าที่อยู่ด้านล่าง เขาจึงรีบเข้าไปหลังเวทีทันที

เฉิงอวี้ไม่ต้องพกข้าวของอะไรติดตัว เขาหยิบไปแค่มือถือ “ไปกันเถอะ เราไปที่สถานีรถไฟกัน”

“เดี๋ยวก่อนครับ…ผมหากระเป๋าก่อน”

กระเป๋าของเซวียโย่วข่าค่อนข้างหนักเล็กน้อย เมื่อกี้เลยวางไว้ตรงที่พักของวงพวกเขา แต่ปรากฏว่าพอมองหากลับพบว่ามันไม่อยู่ที่เดิม เซวียโย่วข่าเลยกระวนกระวายขึ้นมา

“ในกระเป๋ามีของสำคัญอะไรเหรอ”

“มีครับ เสื้อผ้าชุดที่จะใส่ไปสัมภาษณ์พรุ่งนี้”

“อย่าเพิ่งตกใจ แค่เสื้อผ้าเอง”

จากนั้นเฉิงอวี้ก็ไปถามเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ตอบว่า “อาจมีคนหยิบผิดไปครับ กระเป๋าของคุณเป็นแบบไหนเหรอ”

“บนกระเป๋ามีลายโลโก้ ‘M-Zone’ เป็นเอ็มโซนของอี๋ต้ง* นั่นแหละครับ”

เฉิงอวี้ที่อยู่ข้างๆ มุมปากกระตุกเล็กน้อย

เขาเหลือบมองเวลา เริ่มกังวลว่าจะไม่ทันรถไฟขึ้นมานิดๆ

“เสื้อนั่นแพงมากเหรอ” เฉิงอวี้ถามเขา

“ไม่ครับ เป็นของยืมมา พี่เม่าให้ผมยืม”

“หลินสือเม่า? ทำไมเขาต้องให้นายยืมเสื้อด้วย” เฉิงอวี้ชักสีหน้า

หลินสือเม่าได้ยินเสียงของเขาพอดี “ชุดสูทของรุ่นน้องมันหนาไปหน่อย ฉันเลยถามเขาแล้วนึกได้ว่าที่ห้องฉันมีตัวบางๆ อยู่ เลยให้เขายืมน่ะ”

เฉิงอวี้หน้าบึ้ง ทำไมเขาถึงคิดไม่ได้ว่าเซวียโย่วข่าจะไม่มีชุดใส่ไปสัมภาษณ์ จนปล่อยให้หลินสือเม่าชิงตัดหน้าไปก่อนได้

หลินสือเม่าเอ่ยพร้อมทั้งยิ้มตาหยี “ถ้านายไม่สบายใจจะจ่ายตังค์ให้ฉันก็ได้”

เฉิงอวี้ปรายตามองเขา “เดี๋ยวโอนให้”

“เจอแล้วครับ! เจอแล้ว!” เจ้าหน้าที่ถือกระเป๋ามา “มีคนไม่ตั้งใจหยิบผิดไป เมื่อกี้เพิ่งเอามาให้พวกเรา คุณตรวจดูสิครับ”

เซวียโย่วข่ามองดู เป็นกระเป๋าของเขาจริงๆ และพอเปิดออกก็เห็นว่าเสื้อผ้าและสายชาร์จโทรศัพท์ยังอยู่ครบ

 

เวลาสองทุ่มสิบนาที พวกเขาก็นั่งรถไปสถานีรถไฟ โดยเซวียโย่วข่าได้บอกให้คนขับขับเร็วหน่อย

“ขับเร็วไม่ได้ครับ เขตเมืองนี้จำกัดความเร็ว”

ตอนพวกเขาถึงที่สถานีรถไฟก็ใช้เวลาไปยี่สิบห้านาทีแล้ว

หลังรับตั๋วเฉิงอวี้ก็ซื้อตั๋วใบหนึ่งด้วยเหมือนกัน บอกว่าจะกลับไปพร้อมกับเขา แต่ปรากฏว่าพอรับตั๋วแล้วกำลังจะเข้าสถานีก็ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถตรวจตั๋วได้เพราะรถไฟความเร็วสูงออกไปแล้ว

ทุกอย่างพังหมด…เซวียโย่วข่าหน้าม่อยคอตกอยู่ตรงทางเข้าสถานี คิดถึงการสัมภาษณ์ในวันพรุ่งนี้ด้วยความมึนงง

เฉิงอวี้ลูบศีรษะเขา “อย่าร้องนะ ฉันจะหาทางพานายกลับไปเอง”

เซวียโย่วข่าก้มหน้า “อืม”

จากเป่ยไต้เหอกลับไปปักกิ่งไม่มีเที่ยวบินตรง ไม่มีเส้นทางเดินเรือ ถ้าจะเรียกเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตอนนี้ก็คงไม่ได้

“ตอนนี้สองทุ่มครึ่งแล้ว” เฉิงอวี้ดูเวลา “ถ้าเรียกแท็กซี่กลับไปแล้วรถไม่ติดตลอดทางน่าจะถึงก่อนตีหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าฉันจะไปส่งนายสัมภาษณ์เอง”

เขาเตรียมจะเรียกรถ แต่หลินสือเม่าโทรศัพท์มาก่อน “พวกนายไม่ทันรถไฟใช่ไหม”

“อืม เพิ่งพลาดไป”

“ออกมาหน่อย ฉันเรียกรถสปรินเตอร์ไว้ให้แล้ว”

สปรินเตอร์เป็นรถธุรกิจรุ่นหนึ่งของเมอร์เซเดส เบนซ์ที่เทียบได้กับรถบ้าน มีเบาะที่นั่งหรูหราสองแถวและมีฉากกั้นระหว่างห้องโดยสารกับที่นั่งคนขับ

เฉิงอวี้กับเซวียโย่วข่านั่งแถวเดียวกัน ขณะนั้นเซวียโย่วข่ารู้สึกว่าสามารถนอนหลับไปได้เลย เขาตื้นตันจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาและอดที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจไม่ได้

“พี่เม่าเป็นคนดีจริงๆ เลย”

“แค่ให้ยืมเสื้อก็เป็นคนดีแล้วเหรอ ฉันก็เคยให้เสื้อนายไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมเขาต้องให้นายยืมเสื้อด้วย” เฉิงอวี้พูดพลางทำหน้าสงสัยในเจตนาของหลินสือเม่า

คำตอบของเซวียโย่วข่าคือ “เพราะเขาเป็นคนดีไงครับ ไว้สัมภาษณ์รอบนี้เสร็จแล้วผมจะไปซื้อใหม่”

“ฉันจะพานายไปซื้อเอง”

ถึงแม้จะรู้สึกว่าหลินสือเม่าช่วยจัดการเรื่องรถสปรินเตอร์ให้อย่างรอบคอบมาก แต่เฉิงอวี้ก็ยังส่งข้อความไปถามเขาอย่างอดไม่ได้

 

‘นายให้เขายืมเสื้อทำไม

ฉันโอนเงินให้นายไปแล้วทำไมไม่รับ’

 

ชุดสูทสามชิ้นของหลินสือเม่าดูเหมือนจะเป็นแบบสั่งตัด เฉิงอวี้คำนวณคร่าวๆ แล้วโอนไปให้หนึ่งแสนหยวน

 

‘ของมือสองที่นายไม่ใส่แล้ว ฉันคิดให้ครึ่งราคา’

 

แต่หลินสือเม่าไม่รับเงินแล้วตอบกลับมาว่า

 

‘ถือเป็นของขวัญแต่งงานให้พวกนายละกัน’

 

ของขวัญแต่งงาน…

เฉิงอวี้กำมือถือแน่นโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเริ่มร้อนวูบขึ้นมา

บ้าเอ๊ย

เขารู้ได้ยังไงกัน!

เฉิงอวี้เหลือบมองแฟนหนุ่มสุดน่ารักที่นั่งอยู่ข้างๆ โดยอัตโนมัติ

ไม่สิ แต่งงานอะไรกันล่ะ เปล่าสักหน่อย แค่กำลังคบกันเฉยๆ ยังไม่มีเรือนหอจะเรียกว่าแต่งงานได้ยังไง!

เฉิงอวี้ส่งข้อความไปอีก

 

‘นายพูดบ้าอะไร ใครมันให้ของขวัญเป็นเสื้อที่ตัวเองไม่ใส่แล้วกันล่ะ’

 

หลินสือเม่าตอบกลับ

 

‘ฉันรู้ว่ามันไม่ค่อยเป็นทางการ เลยเรียกช่างตัดเสื้อมา อีกสองสามวันจะไปวัดตัวเขาก็แล้วกัน จะได้ตัดชุดให้พอดีตัวเขาสักสองสามชุด’

‘เพี้ยนหรือไง บ้านฉันไม่มีช่างตัดเสื้อเหรอ ถึงต้องใช้ช่างตัดเสื้อของบ้านนาย’

‘เทอร์โบ ปากนายพูดคำว่าขอบคุณไม่เป็นหรือไง เมื่อก่อนยังน่ารักมากแท้ๆ’

 

คำพูดนั้นทำเอาเฉิงอวี้พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง

 

‘ก็ได้…ขอบใจนาย แต่นายก็ดูแลเรื่องของตัวเองให้ดีๆ เถอะ ภรรยาของฉัน ฉันดูแลเองได้’

 

เฉิงอวี้ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว หลินสือเม่าอย่าหวังว่าจะมาแย่งคนของเขาไปได้เลย!

 

* ในภาษาจีนคำว่า ‘แฟนหนุ่ม (男朋友)’ ประกอบขึ้นจากว่า ‘ผู้ชาย (男)’ และ ‘เพื่อน (朋友)’

* อี๋ต้ง คือบริษัท China Mobile เป็นวิสาหกิจกลางที่จัดตั้งขึ้นตามแผนปฏิรูปโทรคมนาคมแห่งชาติของประเทศจีน ให้บริการ VoLTE บริการด้านข้อมูล เทคโนโลยีการส่งข้อมูลความเร็วสูง และการเชื่อมโยงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้าหากันผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก

บทที่ 64

 

เฉิงอวี้กลัวว่าเซวียโย่วข่าจะเห็นคำที่น่าอายในข้อความนี้เข้า ดังนั้นหลังจากส่งข้อความแล้วเขาก็ลบมันออกจากในบันทึกบทสนทนาของตัวเองทันที

เซวียโย่วข่าที่อยู่ข้างๆ เปิดตู้เย็นเล็กในรถ “โห มีเครื่องดื่มด้วย! แล้วก็มีขนมอีก แม่เจ้า!”

ดวงตาเขาเป็นประกายแต่ก็ไม่กล้าหยิบมา เพราะกลัวว่าของกินในรถจะราคาแพง

เฉิงอวี้พูดขึ้น “ดูทีวีได้ด้วยนะ จะดูไหม”

“ตอนนี้ยังไม่ดูดีกว่าครับ ผมขอดูโรงแรมก่อน” ถ้ากลับถึงช่วงเช้ามืดเขาคงกลับเข้าหอไม่ได้ เซวียโย่วข่าคิดไว้ตั้งแต่ตอนออกมาแล้วว่าถ้ากลับหอไม่ทันจะทำยังไง เลยเอาเสื้อผ้าใส่กระเป๋ามาด้วยตั้งแต่แรก

“พรุ่งนี้ไปสัมภาษณ์ที่ไหนเหรอ”

“บริษัทหลักทรัพย์จงซางครับ”

“อ๋อ งั้นก็อยู่แถวถนนสายการเงินสินะ งั้นไปนอนบ้านฉันเถอะ”

เซวียโย่วข่าชะงักมือที่กำลังหาป้ายราคาขนม ก่อนจะเกาศีรษะเบาๆ “แต่บ้านพี่มีเตียงเดียวนี่นา”

“มีปัญหาอะไรเหรอ” เฉิงอวี้ดูเหมือนจะเหลือบตามองเขานิ่งๆ “นายก็เคยนอนแล้วไม่ใช่เหรอ”

ตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกันนี่นา เซวียโย่วข่าคิด ตอนนั้นเขากับเฉิงอวี้ยังเป็นแค่พี่ๆ น้องๆ กันอยู่เลย…

“แต่จากบ้านพี่ไปบริษัทจงซางต้องนั่งรถตั้งครึ่งชั่วโมงเลยนะ”

“พูดมากน่า นายจะยอมจ่ายเงินพักในโรงแรมราคาประหยัดแถวถนนสายการเงินหรือไง”

เซวียโย่วข่าก้มหน้าลงเงียบๆ

เฉิงอวี้เห็นอีกฝ่ายเอาแต่จ้องขนมอยู่ตลอดเลยถาม “หิวเหรอ”

ยังไงอีกฝ่ายก็มาถึงตั้งแต่ตอนช่วงห้าโมงเย็น และตอนนี้ก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว

“นิดหน่อยครับ”

“งั้นนายลองเสิร์ชดูซิว่าอยากกินอะไร พวกเราซื้อขึ้นมากินบนรถได้”

รถธุรกิจคันนี้สามารถใช้แทนรถบ้านได้เลย ถ้ามีคนครบสี่คนยังสามารถตั้งโต๊ะเล่นไพ่นกกระจอกบนรถได้ด้วยซ้ำ

 

พอจัดการมื้อค่ำเสร็จเวลาก็ปาไปสามทุ่มครึ่ง หลังปิดไฟในรถแล้ว รถยนต์ก็แล่นไปบนทางด่วนด้วยความเร็วคงที่ราวหนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง

เซวียโย่วข่ากินเสร็จก็เริ่มง่วงนิดๆ เฉิงอวี้ไม่ได้บอกเขาว่าเบาะปรับเอนได้ แต่กลับพูดขึ้นอย่างมีแผนการ “นายอยาก…”

นอนหนุนตักฉันไหม

เฉิงอวี้ไม่รู้จะเอ่ยคำพูดนี้ออกไปยังไงดี

“อะไรเหรอครับ”

เฉิงอวี้กระแอมกระไอ “อยากนอนเหรอ”

“อืม…กลัวพรุ่งนี้จะไม่สดชื่น ผมอยากงีบสักหน่อย” เขาพูดพลางขยี้ตาแล้วหาวหนึ่งที

โค้ชของคอร์สความรักบอกเฉิงอวี้ว่าบางครั้งผู้ชายก็ต้องวางอำนาจบ้าง ยกตัวอย่างเช่นสถานการณ์แบบนี้ ไม่ควรปล่อยให้เขามีโอกาสได้คิดหรือต่อต้าน

ปกติเขาก็วางอำนาจจนชินอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับเริ่มทำตัวไม่ถูกและระมัดระวังขึ้นมา

แม่งเอ๊ย รู้งี้น่าจะเข้ากลุ่มปรึกษาปัญหาความรักของโค้ชคนนั้นไปตั้งแต่แรก

อย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องเหมือนแมลงวันไร้หัว* ไม่มีใครให้ถามว่าควรจะทำย่างไรดีเหมือนอย่างในตอนนี้

“ถ้านายไม่มีหมอน…” เฉิงอวี้ค่อยๆ ยกแขนขึ้น “ใช้ฉันแทนได้นะ”

เฉิงอวี้โอบไหล่เซวียโย่วข่า ขณะที่อีกฝ่ายมีสีหน้าสับสนเล็กน้อย เขาก็โอบเซวียโย่วข่าเข้ามาในอ้อมอกอย่างช้าๆ ก่อนจะใช้มืออีกข้างประคองท้ายทอยแล้ววางลงบนตักตัวเองเบาๆ

ท้ายทอยของเซวียโย่วข่ารู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่มแต่แข็งแกร่งเลยตั้งสติขึ้นมาได้

พอสบเข้ากับสายตาลุ่มลึกของเฉิงอวี้ที่มองลงมา เขาก็ทนไม่ไหวจนต้องหลับตา “งั้นถ้าพี่ง่วงจะทำยังไง”

“ฉันไม่ง่วงหรอก”

แสงไฟจากรถที่แล่นผ่านบนถนนอาบไล้ลงบนใบหน้าด้านข้างของเฉิงอวี้ ไฝน้ำตาตรงหางตาเปล่งประกาย แสงไฟที่สะท้อนเข้ามาในดวงตาทำให้แววตานั้นอ่อนโยนต่างไปจากปกติ

เฉิงอวี้ลูบแก้มของเขา นิ้วมือไล่ไปจากเส้นผม น้ำเสียงก็อ่อนโยนเช่นกัน “นอนเถอะ”

เซวียโย่วข่าส่งเสียง “อืม” เบาๆ แก้มของเขาร้อนผ่าว คิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติว่าที่แท้คบกับผู้ชายก็เป็นความรู้สึกแบบนี้นี่เอง

ตอนแรกเขาคิดว่าคุณชายที่มีนิสัยค่อนข้างเด็กอย่างเทอร์โบ ตอนตัวเองเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายก็ถูกหงุดหงิดใส่เป็นประจำ ถ้าอยู่ด้วยกันตลอดทั้งวันจนถึงขั้นคบกันไม่แน่ว่าอาจจะอายุสั้นลงก็เป็นได้

แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นแบบนั้นเลย

เฉิงอวี้ไม่เคยอารมณ์เสียกับเขา

เซวียโย่วข่าหลับตาคิดเพลินๆ ทันใดนั้นก็เอ่ยปากคุยเล่นกับอีกฝ่าย “ตอนฟังพวกพี่ร้องเพลงมีสาวๆ กรี๊ดกันเป็นบ้าเป็นหลังเลย ไม่ใช่แค่ผู้หญิง ผู้ชายบางคนก็ด้วย แถมยังตะโกนว่าจะคลอดลูกให้พี่อีกต่างหาก”

เฉิงอวี้ “…”

“พี่มีพี่น้องไหมครับ”

“มีลูกพี่ลูกน้องอยู่”

“งั้นก็แปลว่าพี่เป็นลูกคนเดียวเหรอ”

“อืม”

“ผมก็เหมือนกัน งั้นถ้า…” เหอเสี่ยวโหยวเข้มงวดกับเขาเกินไป เขาแทบไม่เคยทำอะไรขัดใจเธอเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำ แต่แค่ไม่จำเป็นต้องทำ เขารู้ดีว่าแม่ของเขาใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขอยู่แล้วจึงไม่อยากทำให้เธอยิ่งไม่มีความสุข ถ้าเหอเสี่ยวโหยวรู้เข้า…เซวียโย่วข่าไม่กล้าคิดต่อเลย

เฉิงอวี้คิดว่าเซวียโย่วข่ากำลังคิดเรื่อง ‘มีลูก’ อยู่ ในหัวเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่วนเวียนเป็นร้อยเป็นพันรอบจนโพล่งออกมาว่า “เด็กน่ารำคาญมาก ฉันไม่ชอบเด็ก ไม่มีจะดีที่สุด”

เซวียโย่วข่าไม่ได้คิดไกลขนาดนั้น เขาไม่มีทางไม่ทำอะไรสักอย่างเพราะกลัวเรื่องที่จะเกิดขึ้นหรอก

เขาพลิกตัวเล็กน้อยมานอนตะแคงข้างวางศีรษะไว้บนต้นขาของเฉิงอวี้ ก่อนยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมาวางไว้ข้างศีรษะ

ทว่าการขยับนั้นไปสัมผัสโดนอะไรบางอย่างที่ไม่ควรแตะต้อง ทำเอาเฉิงอวี้หายใจติดขัดไปชั่วขณะ

เฉิงอวี้รีบเอานิ้วสอดเข้ากับฝ่ามือเขาแล้วจับปลายนิ้วนิ้วหนึ่งไว้แน่นป้องกันไม่ให้มือเขาแตะโดนขาของตัวเอง

เซวียโย่วข่าที่ยังหลับไม่สนิทลืมตามองเฉิงอวี้ ขนตาสั่นระริก

เฉิงอวี้ขยับริมฝีปากพูดแบบไม่มีเสียง ‘นอน’

เซวียโย่วข่าหลับสนิทตลอดทาง ระหว่างเดินทางเงียบมาก แถมยังปิดผ้าม่านในรถจึงไม่มีแสงส่วนเกินมารบกวน

พอถึงที่หมายเฉิงอวี้ก็ไม่ได้ปลุกเขา เมื่อถึงปากซอยก็อุ้มเซวียโย่วข่าลงมา เขารวบรวมความกล้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตสะพายกระเป๋าที่มีลายโลโก้ ‘M-Zone’ ใบนั้นแทนที่จะโยนมันทิ้งลงในร่องน้ำสกปรก แล้วโอบรอบเอวเซวียโย่วข่าเดินกลับไป

ประตูบ้านเก่าไม่ได้ใช้ระบบล็อกอัจฉริยะ แต่ก็มีกล้องวงจรปิดอินฟราเรดติดอยู่บนประตู หากมีคนน่าสงสัยมาหยุดอยู่ตรงนี้มันก็จะบันทึกภาพเอาไว้พร้อมส่งไปที่มือถือของเฉิงอวี้

การอุ้มเซวียโย่วข่าพร้อมกับไขกุญแจจึงเปลืองแรงไปหน่อย

เซวียโย่วข่าตื่นขึ้นมา สมองยังมึนงงอยู่

โตมาขนาดนี้แล้วเขารู้สึกว่าเหมือนจะมีแค่เซวียเทียนเลี่ยงที่เคยอุ้มเขาแบบนี้ แต่นั่นก็เป็นความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว ในตอนที่เขายังเป็นเด็กอยู่ แถมเขาไม่ได้เจอเซวียเทียนเลี่ยงมานานมากแล้วเหมือนกัน

แต่เฉิงอวี้กลับสามารถมอบความรู้สึกอบอุ่นเช่นเดียวกันให้เขาได้

จนกระทั่งเฉิงอวี้วางเขาลงจนเท้าแตะพื้นแล้ว เขาก็ยังมีความรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นภาพลวงตาที่ไม่ใช่ความจริง

ระหว่างเฉิงอวี้กำลังคลำหากุญแจไปทั่วก็รู้สึกได้ว่าเซวียโย่วข่าที่ตอนแรกพิงตัวเขาตอนนี้กางแขนสองข้างออกแล้วกอดเอวเขาไว้ ทั้งยังวางศีรษะลงบนหลังของเขาเหมือนต้องการพึ่งพาเขามาก

* แมลงวันไร้หัว หมายถึงการกระทำที่ไม่มีเป้าหมาย สะเปะสะปะ

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: