X
    Categories: everYทดลองอ่านแฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ

ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 65-66 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3

ผู้เขียน :  ซุ่ยหมาง (睡芒)

แปลโดย : G.N Voyager

ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่

และมีการบรรยายถึงเลือดซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ            

   

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 65

 

เฉิงอวี้ไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ถ้าการตีกลองทำให้เขาได้สัมผัสถึงความสุขสูงสุดจนลืมตัวเอง อย่างนั้นแล้วการถูกคนที่ชอบกอดก็คงเป็นความสุขที่สุดอีกแบบหนึ่ง เติบโตมาจนถึงตอนนี้เขายังไม่เคยชอบใครสักคนขนาดนี้เลย

เฉิงอวี้แสร้งทำเป็นเปิดประตูอย่างสงบ “ยังจะกอดอีกไหม”

“พี่ไม่อยากให้ผมกอดเหรอ”

“ฉันหมายถึงจะให้ฉันอุ้มนายเข้าไปไหม”

“เข้าไปไหนเหรอ”

“บนเตียง”

เซวียโย่วข่าดูเหมือนกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ก็รู้ว่าคนที่พูดกับตัวเองคือใคร “ผมไม่หนักเหรอ แล้วหัวใจของพี่จะไม่…ผมกลัวว่าพี่จะอาการกำเริบขึ้นมาน่ะ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉิงอวี้แข็งค้างในทันที

“เซวียหมี่หมี่ ฉันจะโยนกระเป๋าคาดอกของนายทิ้งแล้วนะ”

เขาทนให้กระเป๋า ‘M-Zone’ อยู่บนตัวนานเกินสิบนาทีแล้ว นี่ถือเป็นขีดจำกัดความอดทนสูงสุดของเขา

ในที่สุดเซวียโย่วข่าก็รู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มขอโทษ “อย่าโกรธเลยนะครับ อย่าโกรธเลย โกรธแล้วไม่ดีต่อร่างกายนะ”

เฉิงอวี้ยังหงุดหงิดอยู่ “ร่างกายฉันแข็งแรงมาก!” เขาย้ำ “เพิ่มนายมาอีกสองคนฉันก็อุ้มไหว นายจะนับเป็นอะไร!”

จนกระทั่งหลังเดินเข้าประตูไปแล้วเขาก็ยังบ่นไม่หยุด ย้ำว่าตัวเองไม่มีปัญหาสุขภาพ แถมยังให้เซวียโย่วข่าลองจับกล้ามตัวเองดูด้วย

เซวียโย่วข่าที่เดิมทีง่วงจัดโดนปลุกให้ตื่นเต็มตาและจำต้องยอมให้ความร่วมมือลูบคลำไปสองสามทีพร้อมกันนั้นก็อุทานออกมา

“ว้าว!”

เฉิงอวี้ถอดเสื้อ “ดูหลังฉันสิ!”

“ว้าวๆๆ!” เขาไม่ได้ชมแบบขอไปที รูปร่างของเฉิงอวี้สมกับคำว่า ‘ว้าว’ จริงๆ

ความภาคภูมิใจอันจอมปลอมของเฉิงอวี้ได้รับการเติมเต็มอย่างมาก แต่ไม่นานก็ยิ้มไม่ออก

มือของเซวียโย่วข่าลูบอยู่บนแผ่นหลังและเอว ลูบไปมาหลายครั้ง มืออีกฝ่ายไม่เหมือนมือที่ใช้จับไม้กลองของตัวเอง ฝ่ามือนั้นนิ่มมาก เฉิงอวี้ค่อยๆ รู้สึกบางอย่างจนต้องหยุดเขาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ

“พอแล้ว นายเลิกลูบได้แล้ว”

เมื่อกี้ในรถก็เป็นแบบนี้ ระหว่างทางเฉิงอวี้เองก็งีบหลับ เขาอาจจะฝันอะไรที่ไม่ค่อยปกติก็ได้ ตอนนี้แค่ถูกอีกฝ่ายแตะเลยรู้สึกปั่นป่วนขึ้นมา

 

ตอนที่เซวียโย่วข่าล้างหน้าแปรงฟัน เฉิงอวี้ก็อาบน้ำเย็น จากนั้นเซวียโย่วข่าก็เอาชุดสูทสำหรับสัมภาษณ์ออกมาแขวน ก่อนจะเปลี่ยนมาสวมชุดนอนของเฉิงอวี้ ตั้งนาฬิกาปลุกแล้วนอนลงบนเตียงอีกฝั่ง เขาตะโกนถามเฉิงอวี้ที่อาบน้ำอยู่เสียงดัง “ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้เจ็ดโมงยี่สิบ พรุ่งนี้มันจะดังรบกวนพี่ไหม”

เฉิงอวี้ปิดน้ำถึงจะได้ยินเสียงของเขา “ตอนนอนฉันจะใส่ที่อุดหู”

“งั้นผมปรับเสียงให้เบาหน่อย” เซวียโย่วข่านอนลงบนหมอนนุ่มนิ่ม “วันนี้ผมหนุนขาพี่นอนตั้งสี่ชั่วโมง ขาพี่ชาหรือเปล่า”

“ไม่ นายนอนต่อเถอะ”

จากนั้นเฉิงอวี้ก็กลับไปอาบน้ำเย็นต่อ

การให้คนรักมานอนหนุนตักเป็นเรื่องดีมากก็จริง แต่ก็เป็นความผิดพลาดเช่นเดียวกัน และการให้คนรักสัมผัสกับร่างกายของตัวเองก็ถือเป็นเรื่องดี ทว่าในช่วงที่ต้องดำเนินความรักแบบเพลโตก็ดูเหมือนว่ามันไม่ค่อยจะรื่นรมย์สักเท่าไร

เมื่อก่อนเฉิงอวี้ไม่เคยคิดเลยว่าหลังคบกันแล้วยังจะต้องพึ่งพาตัวเองอยู่ ถ้าเอาเรื่องนี้ไปถามโค้ชของคอร์สความรักมีหวังคงโดนหัวเราะเยาะแน่ๆ

เซวียโย่วข่างัวเงีย รู้สึกว่าเฉิงอวี้อาบน้ำนานมากกว่าจะออกมา

พรุ่งนี้สัมภาษณ์ตอนเก้าโมงเช้า เซวียโย่วข่าจึงวางแผนจะไปถึงก่อนเวลาเก้าโมง และเมื่อคิดถึงชั่วโมงเร่งด่วนในตอนเช้า ดังนั้นแปดโมงก็ต้องออกจากบ้านแล้ว

ไม่คิดว่าตอนเขาตื่นขึ้นนอน พื้นที่ข้างๆ บนเตียงกลับว่างเปล่าแล้ว เฉิงอวี้แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย กำลังดื่มกาแฟพลางมองบรรยากาศของฤดูร้อนที่ด้านนอกหน้าต่างบานเกล็ด

“ตื่นแล้วเหรอ” เฉิงอวี้หันมามองเขา

แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องบานเกล็ดมาตกกระทบลงบนตัวเขา

เซวียโย่วข่ายังไม่ตื่นดี น้ำเสียงอู้อี้เล็กหน่อย “ทำไมพี่ตื่นเช้าจัง”

“มาสิ กินข้าวเช้าเสร็จแล้วค่อยไปสัมภาษณ์” เฉิงอวี้ทำอาหารไม่เป็นเลยต้องสั่งมื้อเช้ามา มีทั้งฮะเก๋าหนึ่งเข่ง ซาลาเปาทอดน้ำหนึ่งเข่ง น้ำเต้าหู้ น้ำผลไม้ นม และผลไม้ อะไรที่ควรมีก็มีหมด

“ผมขอรีดเสื้อก่อน พี่มีเตารีดไหมครับ”

“รีดไว้แล้ว” เฉิงอวี้ชี้ไปที่สูทสามชิ้นสำหรับใส่ในฤดูร้อนที่แขวนอยู่ข้างๆ เนื้อผ้าเรียบกริบ แถมมีกลิ่นอายชั้นสูงจากการสั่งตัดด้วย

เขาส่งข้อความไปตั้งแต่เช้ามืดให้คนมาตอนหกโมงเช้าเพื่อจัดการรีดเสื้อให้เรียบร้อย

“พี่เป็นคนรีดเองเหรอครับ” เซวียโย่วข่าประหลาดใจนิดๆ

“แล้วจะเป็นใครล่ะ” เขาจ่ายเงินก็เท่ากับเขาทำงาน ไม่เห็นจะมีอะไรผิดเลย

“แล้วมื้อเช้าล่ะ พี่ทำอาหารไม่เป็นไม่ใช่เหรอ”

“สั่งดีลิเวอรี่มา รีบกินเลย”

นอกจากลองเสื้อก่อนหน้านี้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาสวมใส่ชุดทางการ

รูปร่างของหลินสือเม่าสูงใหญ่กว่าเขาเล็กน้อย ไหล่ก็กว้างกว่า แต่โดยรวมแล้วพอดีตัวมากกว่าชุดที่ซื้อออนไลน์เสียอีก นี่เป็นชุดสูทสามชิ้นเรียบง่ายแต่เป็นทางการ เสื้อเชิ้ตผ้าป็อปลินสีขาวบาง เสื้อสูทกระดุมสองเม็ดสีดำ กางเกงสแล็กส์เข้ารูป พร้อมถุงเท้าและรองเท้า

เซวียโย่วข่าแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว หลังหวีผมเสร็จก็นึกถึงเนกไทขึ้นมาได้ “แย่แล้ว ผมลืมเนกไทไว้ที่หอ”

“ฉันมีอยู่”

เฉิงอวี้เดินเข้าไปในห้องแต่งตัว เขาใส่ชุดทางการแทบจะนับครั้งได้ และหลายชุดก็ยังไม่เคยใส่มาก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะรูปร่างของเขากับเซวียโย่วข่าต่างกันเกินไป ยังไงก็คงไม่ยอมให้อีกฝ่ายใส่เสื้อผ้าของหลินสือเม่าไปสัมภาษณ์แน่ๆ

“ผูกเนกไทเป็นไหม”

“เป็นครับ…” เขารับมาแล้ววางไว้ใต้ปกเสื้อเชิ้ต มือก็ผูกอย่างเก้ๆ กังๆ

“มือไม้เงอะงะจริง” เฉิงอวี้ยื่นมือมาช่วยด้วยท่าทางที่ไม่คล่องแคล่วยิ่งกว่าเซวียโย่วข่า เขาค่อยๆ ผูกปมเนกไทที่คอเสื้อของเซวียโย่วข่า กระทั่งเนกไทถูกดึงขึ้นสูงพอดีกับตำแหน่งใต้ลูกกระเดือก

สายตาของเฉิงอวี้กวาดผ่านลำคอเรียวยาวกับแนวกรามเกลี้ยงเกลา

เด็กหนุ่มหน้าใสที่ปกติมักจะใส่เสื้อโปโลแบบคนแก่ พอใส่ชุดสูทสั่งตัดของหลินสือเม่า ถึงจะไม่พอดีเป๊ะ แต่กลับมีออร่าเพิ่มขึ้นเป็นกอง ราวกับปลดล็อกอีกบุคลิกหนึ่งและเปลี่ยนแปลงไปครั้งใหญ่

“จะไปสัมภาษณ์ทำไมต้องแต่งหล่อขนาดนี้ด้วย”

“สัมภาษณ์งานก็ต้องดูเป็นทางการหน่อยสิครับ” เซวียโย่วข่าไม่เข้าใจมากนัก ยังไงนี่ก็เป็นครั้งแรก ยิ่งทางการยิ่งดี

เฉิงอวี้ขมวดคิ้ว “เจอฉันทีไรต้องสะพายกระเป๋า ‘M-Zone’ ทุกที นายไปหากระเป๋าแบบนี้มาจากไหนเนี่ย”

“ผมเอามาจากบ้านครับ…” เพราะมันจุของได้เยอะ คุณภาพก็ดี เขาเลยชอบใช้

เขามีทั้งหมดกระเป๋าสามใบ กระเป๋านักเรียนหนึ่ง กระเป๋าคาดอกใบนี้หนึ่ง และกระเป๋าคาดอกใบเล็กกว่านี้อีกใบซึ่งใส่ได้แค่มือถือกับบัตร

“ต่อไปเลิกสะพายไปซะนะ”

เซวียโย่วข่าพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ไม่คิดจะขัดรสนิยมของหนุ่มหล่อเท่

 

เฉิงอวี้ขับรถไปส่งเขาถึงบริษัทที่สัมภาษณ์งาน ต้องขับวนอยู่รอบหนึ่งกว่าจะหาที่จอดรถได้ ขณะนั้นเซวียโย่วข่ากำลังเข้าแถวรอสัมภาษณ์ คนที่มาสัมภาษณ์พร้อมกับเขาส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาปริญญาโท บริษัทใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘บริษัทจัดการตราสารหนี้ที่ดีที่สุด’ อย่างบริษัทหลักทรัพย์จงซางไม่เคยขาดแคลนคนเก่งเลย

วุฒิการศึกษาของเขาแทบไม่มีค่าพอให้พิจารณา คู่แข่งของเขาล้วนเป็นพวกนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย B หรือมหาวิทยาลัย T ทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอีกหลายคนที่มีมาจากต่างประเทศ หรือเป็นนักศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

เซวียโย่วข่าส่งข้อความไปหาเฉิงอวี้

 

‘พี่เฉิงอวี้ พี่กลับไปก่อนเถอะครับ ผมยังต้องต่อคิวสัมภาษณ์ ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร’

‘ไม่เป็นไร’

 

จากนั้นเฉิงอวี้ก็ไปเลือกกระเป๋าสะพายใบใหม่ให้เขาในร้านข้างๆ

 

จนกระทั่งสิบเอ็ดโมง เซวียโย่วข่าถึงได้เข้าห้องสัมภาษณ์ในที่สุด

เขาแนะนำตัวเอง “อายุสิบแปด นักศึกษาปีหนึ่งของมหาวิทยาลัย T? มีประสบการณ์เล่นหุ้นสามปี?”

“ครับ สวัสดีครับทุกท่าน”

เซวียโย่วข่านั่งตัวตรงอยู่ตรงข้ามกรรมการสัมภาษณ์สี่คน ไม่รู้เลยว่าคนไหนเป็นคนจากแผนกทรัพยากรบุคคล

การสัมภาษณ์ค่อนข้างธรรมดา คำถามหลายข้อที่ถูกถามเขาก็เตรียมตัวมาล่วงหน้า รวมถึงคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน เขาก็ตอบได้อย่างลื่นไหล แม้แต่คำถามสุดท้ายซึ่งถามในด้านการลงทุน เขาก็ยังตอบได้

แต่เพราะเขาไม่มีประสบการณ์ ไม่มีประวัติแข่งขันทางธุรกิจ และเพิ่งจะอยู่แค่ปีหนึ่งจึงเสียเปรียบมาก

เซวียโย่วข่าไม่รู้ว่าตัวเองจะผ่านไหม เขาถูกส่งกลับมาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า ‘รอแจ้งผลนะ’

“ผ่านไหม”

เขาเดินลงมาข้างล่างก็เห็นเฉิงอวี้นั่งรออยู่

“ยังไม่รู้เลยครับ” เขานั่งเครียดอยู่ข้างนอกแทบตายตลอดทั้งเช้า คนที่มาสัมภาษณ์รอบข้างต่างถามไถ่และดูถูกวุฒิการศึกษากันไปมา แม้แต่คนที่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย T ยังดูถูกนักศึกษาปริญญาโทคณะเศรษฐศาสตร์และการจัดการของมหาวิทยาลัยเดียวกันเลย

“คงไม่มีหวังเท่าไร…” ยังไงเขาก็อายุแค่สิบแปด พอพูดว่ามีประสบการณ์เล่นหุ้นมาสามปี ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือสักเท่าไร

เฉิงอวี้ทนเห็นใบหน้างอง้ำของเขาไม่ได้จึงลูบศีรษะพร้อมเอ่ยปลอบใจ “อย่าร้องสิ นายต้องผ่านแน่ๆ”

“อาทิตย์นี้ผมยังต้องไปสัมภาษณ์อีกหลายบริษัท ยังไงก็ต้องผ่านสักที่ล่ะมั้ง”

บริษัทหลักทรัพย์มีคนเดินขวักไขว่ เซวียโย่วข่าเหลือบไปเห็นว่ามีคนมองอยู่ แถมหลายคนยังเป็นนักศึกษาที่เพิ่งสัมภาษณ์ที่ชั้นบนพร้อมกับเขาด้วย เจ้าตัวรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยและเบี่ยงศีรษะหลบมือของเฉิงอวี้

มือของเฉิงอวี้ค้างอยู่กลางอากาศเหมือนจะชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ลดลงคล้ายไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “ฉันซื้อเสื้อให้นาย ส่งไปที่บ้านฉันแล้ว นายมีเรียนตอนบ่ายใช่ไหม ไว้เย็นๆ แวะมาลองดู ถ้าไม่พอดีจะได้ส่งคืน ไปเถอะ ไปกินข้าวเที่ยงกัน”

“ทำไมพี่ถึงซื้อเสื้อผ้าให้ผมอีกแล้วล่ะ”

แม้เฉิงอวี้จะปกปิดไว้ แต่เซวียโย่วข่าก็มองออกว่าอีกฝ่ายกำลังไม่พอใจ

“ฉันเคยซื้อให้นายมาก่อนเหรอ” เฉิงอวี้ถาม

เซวียโย่วข่าเดินตามหลังแล้วดึงเสื้อเขา “แจ็กเก็ตกันลมตัวนั้น…ผมรู้ว่าพี่ซื้อมา ไม่ใช่เสื้อที่พี่ไม่ใส่แล้ว”

เฉิงอวี้ไม่ได้สะบัดมือเขาออก แค่เบือนหน้าไปทางอื่นแล้วเปลี่ยนเรื่อง “ชั้นหนึ่งของห้างมีฟู้ดคอร์ตนะ มีเต้าหู้เหม็นที่นายชอบด้วย กินไหม”

“ไม่ดีกว่าครับ” เขากลัวว่าจะทำเสื้อของหลินสือเม่าเลอะ ถึงยังไงก็ต้องเอาไปซักแห้ง เพราะอีกไม่กี่วันยังมีสัมภาษณ์อีกหลายที่ ยังไงก็ต้องใส่ชุดนี้อีก

“นายชอบกินเนื้อย่างใช่ไหม” เฉิงอวี้เพิ่งเห็นว่าชั้นบนมีร้านยากินิกุ “ไปกินร้านนั้นไหม”

เขาพยักหน้าตอบรับ

ต่อมาทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในลิฟต์ ข้างในนั้นไม่มีคนพอดี

เซวียโย่วข่าถามเสียงเบา “โกรธเหรอครับ”

เฉิงอวี้สอดมือทั้งสองข้างเข้าไปในกระเป๋ากางเกงพลางพ่นลมหายใจออกทางจมูก “ฮึ”

เซวียโย่วข่าสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอีกฝ่าย กุมมือของเขาเอาไว้ “ถ้าพี่ชอบลูบหัวผม เดี๋ยวตอนขึ้นรถจะให้พี่ลูบให้พอเลย แต่อย่าลูบเยอะจนผมมันนะครับ บ่ายนี้ผมยังมีเรียนอีก”

ทันใดนั้นประตูลิฟต์ชั้นสี่ก็เปิดออก

มีคนเดินเข้ามา แถมยังมีตั้งหลายคน เฉิงอวี้คิดว่าเขาต้องรีบดึงมือกลับแน่ๆ แต่ไม่คิดว่าเซวียโย่วข่าจะทำท่าดึงมือกลับจริงๆ ทว่าสุดท้ายกลับไม่ได้ดึงมือออกมา แต่กุมมือเขาแน่นกว่าเดิม

บทที่ 66

 

ถึงเฉิงอวี้จะไม่ได้พูดอะไร แต่พอเซวียโย่วข่าเงยหน้ามองก็เห็นว่ามุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย

คนในลิฟต์เป็นคนแปลกหน้า พวกสองคนแสดงออกชัดว่าเป็นคนรักกัน แต่ไม่มีสายตาแปลกๆ มองมา เพียงแต่คนที่เข้ามาทีหลังยังอดเหลียวมองไม่ได้ เหตุผลเพราะพวกเขาเป็นหนุ่มหล่ออย่างหาได้ยาก ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นเกย์แต่อย่างใด

ตอนเดินออกจากลิฟต์ เด็กสาวสองคนด้านหน้าแอบเหลือบมองด้วยท่าทางอยากถ่ายรูปแต่ไม่กล้า พร้อมกระซิบเสียงเบา “หวานมากเลยอะ!”

หลังจากกินข้าวเสร็จก็มาขึ้นรถ เซวียโย่วข่าถอดเสื้อคลุมออกแล้วอธิบายกับเขาทันที “ตอนอยู่ในตึกบริษัทหลักทรัพย์จงซางเมื่อกี้…ผมเห็นคนที่มาสัมภาษณ์พร้อมกับผมอยู่หลายคนเลยหลบหน่อย ครั้งหน้ารับรองว่าจะไม่หลบแล้ว”

ต่อไปถ้าต้องเป็นเพื่อนร่วมงานกับคนพวกนั้น เมื่อเป็นเด็กฝึกงานเหมือนกันก็ต้องมีความสัมพันธ์เป็นคู่แข่ง ถ้าปล่อยให้คนอื่นเอาเรื่องส่วนตัวของตัวเองมาเป็นจุดอ่อนคงไม่ใช่เรื่องดีอะไร

พอเขามุดศีรษะไปทางเฉิงอวี้ อีกฝ่ายก็ยกมือลูบศีรษะของเขาเบาๆ โดยไม่พูดอะไร

“พี่ไม่ลูบอีกหน่อยเหรอครับ”

“ไม่ใช่ว่ากลัวหัวมันเหรอ แล้วใส่ชุดนี้ไปเรียน?” เฉิงอวี้มองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“ผมจะกลับหอก่อนครับ” เซวียโย่วข่าพิงศีรษะกับไหล่เขา พูดเสียงอู้อี้ “พี่ไม่ลูบแล้วจริงๆ เหรอ”

เฉิงอวี้วางคางลงบนศีรษะเขา ก่อนก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วจูบลงบนกระหม่อม ฝ่ามือที่ประคองท้ายทอยเซวียโย่วข่าค่อยๆ เคลื่อนลงมาจนกุมหลังคอขาวสะอาดเหมือนหิมะเอาไว้อย่างง่ายดาย

ความบอบบางและว่าง่ายเช่นนี้ทำให้ในดวงตาของเฉิงอวี้พลันปรากฏแววกระหายขึ้นมา เซวียโย่วข่าไม่ขยับเขยื้อน รู้สึกได้ถึงนิ้วที่ลูบเบาๆ บนต้นคอคล้ายมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่ยืดยาวไหลผ่าน ทำให้ระงับความตื่นเต้นจนสั่นสะท้านเอาไว้ไม่อยู่

“ผม…จั๊กจี้นิดหน่อย” เขาเอียงคอหลบเล็กน้อย “ผมต้องกลับไปมหา’ลัยแล้ว”

เฉิงอวี้ตอบรับเสียงเรียบแล้วสตาร์ตรถ

 

คาบเช้าวันนี้เซวียโย่วข่าขอลาไว้ล่วงหน้าแล้วเพราะต้องไปสัมภาษณ์ แต่คาบบ่ายไม่สามารถโดดเรียนได้

เขารู้มาจากเถียนอ้ายว่าเดิมทีนิตยสารที่มีกำหนดจะถ่ายภาพโปรโมตให้สกอร์ปิโอในเดือนนี้ถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนสิงหาคมแทน เนื่องจากมีนักแสดงชายสองคนจากซีรี่ส์ใหม่กำลังเป็นกระแสร้อนแรง เลยแทรกคิวขึ้นมาก่อนพวกเขา

เฉิงอวี้พูดอย่างไม่ใส่ใจ “งั้นก็ไม่ต้องถ่ายแล้วมั้ง”

นี่ทำเอาเถียนอ้ายร้อนรนอย่างหนัก ระหว่างที่เธอพยายามปรับเวลาก็กลัวว่าหลินสือเม่าจะโกรธจนพานไม่ยอมถ่าย เพราะถึงเธอจะพยายามเข้าหาเขามากแค่ไหน แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ผล หลินสือเม่าดูเหมือนจะไม่สนใจเธอเลย เห็นได้จากที่เขาปฏิบัติต่อเธอในฐานะคู่ค้าทั่วไปคนหนึ่ง ดังนั้นหลังปรับเวลามาเป็นเดือนกรกฎาคมในท้ายที่สุด เธอก็อ้างเรื่องงานเพื่อขอเพิ่มเพื่อนกับมือคีย์บอร์ดวงสกอร์ปิโอ

เธอตั้งใจใช้กลยุทธ์ล้อมโจมตี*

วูล์ฟเองก็มีนิสัยเงียบขรึม แต่โดยรวมแล้วเข้าถึงง่ายกว่าเทอร์โบ แม้แต่วีแชตของเทอร์โบเถียนอ้ายก็ยังเพิ่มเพื่อนไม่ได้เลย โชคดีที่วูล์ฟยอมตอบกลับ แถมตอบไวอีกต่างหาก ถึงจะพูดน้อยแต่ก็สุภาพมาก

ทุกๆ สองสามวันเถียนอ้ายจะส่งข้อความหาเขา วางแผนไว้ว่าหลังจากคุ้นเคยกันสักหน่อยแล้วจะให้เซวียโย่วข่าช่วยเธอนัดวูล์ฟออกมาเจอกัน

 

หลังจากสัมภาษณ์ติดต่อกันทั้งสัปดาห์ ในที่สุดวันศุกร์ของสัปดาห์ถัดมาเซวียโย่วข่าก็ได้รับอีเมลแจ้งว่าผ่านการสัมภาษณ์

“ผมได้รับอีเมลผ่านสัมภาษณ์จากบริษัทหลักทรัพย์จงซางแล้ว!” เขาอดตะโกนขึ้นมาในหอพักไม่ได้

“อะไรนะ”

“นายผ่านการสัมภาษณ์ของจงซางเหรอ!”

รูมเมตพากันหันมองเขา “อีเมลจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ของปลอมใช่ไหม”

“จริงเหรอ! สุดยอดเลย ต้องฉลองหน่อยแล้ว!”

เด็กปีหนึ่งได้ฝึกงานในบริษัทนี้ถือว่าหายากสุดๆ

“จริงๆ นะ เป็นอีเมลเดียวกับที่ผมส่งเรซูเม่ไปก่อนหน้านี้เลย!” เขาตื่นเต้นมาก ยืนตะโกนอยู่บนเก้าอี้ “เย็นนี้ทุกคนอยากกินอะไร ผมเลี้ยงเอง!”

“แค่กๆ จริงๆ แล้วฉันก็มีข่าวดีเหมือนกันนะ” พี่เซี่ยวชูปากกาขึ้น “ฉันอยากพูดตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะงั้นวันนี้ฉันเลี้ยงเองดีกว่า”

แต่เมื่อคืนเซวียโย่วข่าเอาแต่กังวลว่าตัวเองจะถูกคัดออกหมดทุกที่ เห็นเขาเป็นทุกข์ขนาดนั้น พี่เซี่ยวเลยไม่ได้บอก

ทุกคนพากันถามว่าข่าวดีอะไร

พี่เซี่ยวไอหนึ่งที “ฉันสละโสดแล้ว”

“หา!”

“แม่งเอ๊ย พี่เซี่ยว เห็นเงียบๆ ฟาดเรียบเลยนะ!”

เซวียโย่วข่าที่กำลังพิมพ์ข้อความบอกเฉิงอวี้ว่าตัวเองผ่านสัมภาษณ์และได้เป็นเด็กฝึกงานในบริษัทหลักทรัพย์จงซางแล้วชะงักนิ้วมือทันที “สละโสดแล้วจริงเหรอ”

“คนในมหา’ลัยเราเหรอ สวยไหม”

พอถามว่าเจอกันได้ยังไง พี่เซี่ยวตอบว่ารู้จักกันที่ห้องสมุด “แบบนี้แหละ คุยกันแล้วถูกคอ แต่หลักๆ คือฉันหล่อไง” เขายังบอกอีกว่า “ตอนแรกว่าจะไปกินข้าวด้วยกัน ไปกับรูมเมตเธอด้วย สาวๆ จากหอพักเธอเหมือนจะโสดกันหมดเลยนะ”

ก่อนหน้านี้พี่เซี่ยวเคยเอารูปรูมเมตให้แฟนสาวดู ปรากฏว่ารูมเมตส่วนใหญ่ของแฟนสาวสนใจเซวียโย่วข่าที่อายุน้อยที่สุดในหอพักพวกเขา เลยอยากใช้เหตุผลนี้ทำความรู้จักแล้วขอเพิ่มเพื่อนเซวียโย่วข่า

ทางฝั่งนั้นเฉิงอวี้ตอบกลับข้อความของเซวียโย่วข่าแล้ว

 

‘ดีมาก’

 

หลังคำพูดเย็นชาสองคำ เฉิงอวี้ก็ตอบมาอีก

 

‘ในที่สุดนายก็มีเวลามาลองเสื้อที่บ้านฉันแล้วสินะ’

 

คราวก่อนที่ซื้อเสื้อผ้าและรองเท้ามาเป็นกอง เซวียโย่วข่ายังไม่มีเวลาไปลองเลย

เฉิงอวี้ส่งข้อความอีก

 

‘เย็นนี้กินอะไรดี ฉันจะพาไปฉลอง’

‘รูมเมตผมสละโสดแล้ว เขาจะเลี้ยงข้าวครับ…’

 

เฉิงอวี้เงียบไป

 

‘แต่ผมกินเสร็จจะรีบไปหาพี่เลยนะ!’

 

พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ ได้หยุดพักพอดี

เฉิงอวี้ถามเขาว่าไปกินกันที่ไหน

 

‘รูมเมตผมยังปรึกษากันอยู่ครับ บอกว่ารอฟังความเห็นของพวกผู้หญิง…’

‘พวก…ผู้หญิง?’

‘พวกแฟนของรูมเมตผมไง เธอจะพาเพื่อนมาด้วยอีกคน ไม่ได้เยอะอะไรหรอก…’

 

เฉิงอวี้ตอบแค่ ‘อืม’ แล้วพิมพ์ต่อ ‘ตกลงสถานที่ได้แล้วส่งโลเกชั่นมาฉันจะไปรับ’

 

ระหว่างทางไปยังร้านอาหาร พี่เซี่ยวขับเอสยูวีของตัวเองไปพลางเล่าเรื่องราวตอนตัวเองรู้จักกับแฟนไปด้วย แต่ไม่ยอมให้รูมเมตดูรูปเลย “กลัวพวกนายจะตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็นน่ะสิ!”

“เดี๋ยวก็ได้เจอกันอยู่ดีไม่ใช่เหรอ”

“ไม่เหมือนกัน พวกนายคนไหนหล่อกว่าฉันล่ะ น้องเล็กก็หล่อแหละ แต่หน้าตาอ่อนประสบการณ์ไปหน่อย เธอชอบผู้ชายคมเข้ม ไม่ชอบเด็กฟันน้ำนมหรอก”

เซวียโย่วข่าที่ถูกตีตราว่าเด็กฟันน้ำนมถึงกับพูดไม่ออก

พี่เซี่ยวบอก “แต่ได้ยินว่าหอพักพวกเธอมีสาวสวยอยู่คนหนึ่งนะ เป็นดาวคณะวารสารของพวกเธอเลย แต่พวกนายคงหมดสิทธิ์ ได้ข่าวว่าสาวสวยคนนั้นหมั้นกับทายาทเศรษฐีแล้ว ว่าแต่ตระกูลเศรษฐีแบบนั้นก็เป็นนักศึกษามหา’ลัยเราด้วยเหรอ”

วังเจี้ยนถาม “ทายาทเศรษฐีของมหา’ลัยเรา? ใครน่ะ”

“อันนี้เธอไม่ได้บอก บอกแค่ว่าไม่ใช่คนท้องถิ่น เดี๋ยวค่อยลองถามดูละกัน! ถ้าไม่มีคู่หมั้นก็ลองพัฒนาความสัมพันธ์ดูได้ไม่ใช่เหรอ”

เซวียโย่วข่าก้มหน้าพิมพ์ข้อความอยู่

“จะว่าไปช่วงนี้น้องเล็กก็เอาแต่ส่งข้อความคุยกับคนอื่นอย่างมีความสุข คงไม่ได้กำลังมีแฟนเหมือนกันหรอกนะ”

เซวียโย่วข่าที่โดนเรียกชื่อเงยหน้าขึ้น “ฮะ?”

“ถามว่านายกำลังมีแฟนอยู่หรือเปล่า นายส่งข้อความหาใครเนี่ย!”

เซวียโย่วข่ารีบกดล็อกหน้าจอ พูดจาตะกุกตะกัก “ยะ…ยังไม่มี…”

ทุกคนเห็นท่าทางปกปิดของเขาก็อดพูดไม่ได้ “มีสินะ!”

“พวกนายอย่าซักสิ!”

ท่ามกลางเสียงแซวทั้งสี่คนก็มาถึงร้านก่อนเวลา

ร้านที่ว่านี้เป็นร้านอาหารจีนธรรมดาทั่วไป พวกเขายังไม่เคยมากินมาก่อน พวกผู้หญิงเป็นคนเลือก บอกว่าอาหารร้านนี้รสชาติใช้ได้

บรรยากาศและความคุ้มค่าไม่แย่ เฉลี่ยคนละราวๆ หนึ่งร้อยแปดสิบหยวน ไม่ถือว่าถูก แต่ได้ใจเรื่องสภาพแวดล้อมดี

คืนนี้พี่เซี่ยวเป็นเจ้ามือ

หลังนั่งรอในห้องส่วนตัวอยู่พักหนึ่ง พี่เซี่ยวก็รับสายแล้วออกไปรับแฟนเข้ามา

คนที่เข้ามามีแค่ผู้หญิงสามคน รวม ‘แฟนที่หน้าคล้ายหวังจู่เสียน*’ ของพี่เซี่ยวด้วย และยังมีสาวผมสั้นอีกสองคน

พี่เซี่ยวแนะนำ “เพื่อนๆ นี่แฟนฉัน เรียกเธอว่าเคลลี่ก็ได้ แล้วนี่เป็นรูมเมตของเธอ…”

เคลลี่รับคำแล้วต่อด้วยการแนะนำรูมเมตของตัวเอง ฝ่ายพี่เซี่ยวก็แนะนำรูมเมตของตัวเองด้วย หลังทุกคนทักทายกันอย่างสุภาพเสร็จแล้วก็นั่งลง

มองผ่านๆ ยังไม่เห็นสาวสวยคนที่ว่า พี่เซี่ยวเลยกระซิบถามแฟน “ไม่ใช่ว่าเธอมีรูมเมตอีกคนเหรอ ทำไมไม่มาล่ะ”

“เธอกำลังทำเล็บอยู่แถวนี้น่ะ น่าจะใกล้เสร็จแล้วมั้ง เดี๋ยวโทรตามก่อน”

เซวียโย่วข่าส่งโลเกชั่นร้านอาหารไปให้เฉิงอวี้

 

‘ทางนี้อีกชั่วโมงถึงจะเรียบร้อย ถ้าพี่ยังไม่ได้กินข้าว เดี๋ยวผมไปกินเป็นเพื่อนพี่’

 

หลังเคลลี่วางสาย ผ่านไปพักใหญ่สาวสวยก็มา ในชั่วพริบตาที่เธอเดินเข้าประตูมา เซวียโย่วข่าก็เงยหน้าขึ้นมอง

ถึงตอนนี้จะเรียกได้ว่าเขาไม่ใช่สเตรตแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าเธอสวยจริงๆ

เธอใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดตัวยาว ขาขาวตรงและเรียวยาว นับว่าแต่งหน้าแต่งตัวได้สวยสุดๆ

อีกสามคนตอบสนองรุนแรงยิ่งกว่าเขา วังเจี้ยนที่โสดตั้งแต่ออกมาจากท้องแม่จ้องตาค้าง ส่วนพี่เซี่ยวนั้นไม่กล้ามองมากเพราะกลัวว่าแฟนจะโกรธ

“เว่ยอวี่เชี่ยน ดาวคณะวารสารของพวกเรา!”

“สวัสดีค่ะ” ดาวคณะเอ่ยเบาๆ เสียงไพเราะน่าฟังมาก

“ชวนเธอมากินข้าวสักมื้อนี่ไม่ง่ายเลยนะ” เคลลี่ว่า

เมื่ออาหารจานเย็นยกมาเสิร์ฟ บรรยากาศก็ค่อยๆ คึกคักขึ้น หัวข้อสนทนาของนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์กับคณะวารสารมีแต่สถานการณ์การเมือง ส่วนเซวียโย่วข่าแทบไม่ได้พูดอะไร เขากินไปสักพักก็ส่งข้อความไปและรู้ว่าเฉิงอวี้ออกมาแล้ว เขาเห็นว่าตำแหน่งของอีกฝ่ายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

บนโต๊ะดวงตาของวังเจี้ยนเหมือนจะงอกอยู่บนตัวเว่ยอวี่เชี่ยน คุยกันสองสามคำก็วกไปถามดาวคณะอีกคำ เจตนาชัดเจนมาก

พอกินเสร็จพี่เซี่ยวก็ไปจ่ายเงิน ส่วนวังเจี้ยนหยิบมือถือออกมาจะขอเพิ่มวีแชตเว่ยอวี่เชี่ยน เธอลังเลเล็กน้อย แต่คงเห็นว่าถ้าปฏิเสธจะดูไม่ค่อยดีเลยหยิบมือถือออกมา “ให้นายสแกนฉันละกัน”

อีกเดี๋ยวไม่ต้องกดยืนยันก็จบแล้ว

เคลลี่แซว “แอดวีแชตดาวคณะเราได้ แต่ดาวคณะเรามีเจ้าของแล้วนะ ฮ่าๆๆ”

“เคลลี่อย่าพูดจาเหลวไหลสิ” เว่ยอวี่เชี่ยนตีแขนเธอทีหนึ่ง

“เธอไม่ต้องปิดบังหรอก พอหนุ่มๆ ที่ตามจีบเธอรู้ว่าคู่แข่งคือเทอร์โบก็ถอยไปเองแหละ”

จู่ๆ เซวียโย่วข่าได้ยินชื่อเทอร์โบเลยเงยหน้าขึ้นมา

เด็กมหาวิทยาลัย T ส่วนใหญ่รู้จักชื่อเทอร์โบกันทั้งนั้น แต่หลายคนกลับไม่รู้ชื่อจริง

พี่เซี่ยวที่เพิ่งกลับมาจากจ่ายเงินสูดหายใจเข้า “ไม่มั้ง คู่หมั้นเธอคือ…คือเทอร์โบเหรอ เฮ้ย น้องเล็กของพวกเราก็รู้จัก…”

เขายังพูดไม่ทันจบ ฝ่ายนั้นก็ขัดขึ้นทันที “ไม่ใช่ ไม่ใช่จริงๆ”

เว่ยอวี่เชี่ยนปฏิเสธอย่างไม่พอใจ

“เป็นแฟนเก่าน่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งอธิบาย “แต่พวกเขามีสัญญาแต่งงานกัน ก็แบบนั้นแหละ ครอบครัวจัดการให้ไง เข้าใจปะ”

“ฉันบอกแล้วว่าไม่ใช่ พวกเธออย่าเอาความสัมพันธ์ของฉันกับเขาไปพูดกันมั่วๆ สิ” เว่ยอวี่เชี่ยนยืนกรานปฏิเสธ “แค่โตมาด้วยกันเฉยๆ ไม่ใช่อย่างที่พวกเธอคิดนะ”

“พวกเรารู้แล้ว โอเคๆ ไม่พูดแล้วๆ”

เซวียโย่วข่าได้ยินแล้วถึงกับอึ้ง เขานึกถึงปาร์ตี้วันเกิดของรุ่นพี่ครั้งก่อน นักศึกษาสาวคณะวารสารที่เขาเจอเคยก็เล่าเรื่องซุบซิบเรื่องนี้ให้ฟัง

เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าสวยจริงๆ

เซวียโย่วข่าทนไม่ไหว ส่งข้อความหาเฉิงอวี้ที่รออยู่หน้าตึก

 

‘พี่ไม่มีแฟนเก่าจริงๆ ใช่ไหม…’

‘มีสิ’

 

นิ้วของเซวียโย่วข่าชะงักค้างบนหน้าจอมือถือ

 

‘ไม่ใช่นายหรือไง’

‘…พี่รู้จักเว่ยอวี่เชี่ยน* ไหม’

 

เซวียโย่วข่าได้ยินแค่ชื่อของดาวคณะวารสาร แต่ไม่รู้ว่าเขียนยังไง

 

‘ใคร’

‘…ไม่มีอะไร’

 

เซวียโย่วข่ามองดาวคณะวารสารที่เดินอยู่ท้ายกลุ่มด้วยความรู้สึกซับซ้อน

ทุกคนลงมาพร้อมกัน พอเดินออกจากร้าน จู่ๆ รูมเมตของเคลลี่ก็ตะโกนขึ้น “หนุ่มหล่อฝั่งตรงข้ามคนนั้นคือเทอร์โบนี่นา!”

รถของเฉิงอวี้จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน เขารอมาสิบกว่านาทีแล้ว เฉิงอวี้เหลือบไปเห็นนักศึกษาหลายคนเดินลงมาจากร้านอาหารจีนฝั่งตรงข้ามผ่านกระจกมองหลังบนรถ เมื่อเห็นแฟนหนุ่มอยู่ในกลุ่มนั้นก็ไม่ได้ลงจากรถ ถึงจะมีท่าทีเหมือนรอให้อีกฝ่ายโผเข้ามา แต่เฉิงอวี้รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นต่อหน้าเพื่อนนักศึกษาแน่

ทว่าพอเฉิงอวี้มองเห็นเซวียโย่วข่า ความเย็นชาในดวงตาก็ละลายหายไปหมด เขาโบกมือเรียกจากระยะไกล

“อวี่เชี่ยน เขามารับเธอใช่ไหม” เคลลี่พูดขึ้น

ทันทีที่เว่ยอวี่เชี่ยนซึ่งเดินอยู่ท้ายสุดเห็นเฉิงอวี้ก็ชะงักค้างอยู่กับที่

“เมื่อกี้ยังปฏิเสธอยู่เลย นี่ไงโดนตบหน้าแล้ว ไหนบอกว่าไม่ใช่แฟนไง!”

“กรี๊ดดด อิจฉามากเลย!”

“นึกว่าพวกเธอเลิกกันแล้วซะอีก ที่แท้ก็คืนดีกันแล้วนี่เอง!”

“แถมมารับเธอด้วย อบอุ่นสุดๆ!”

“อวี่เชี่ยน รีบไปสิ เขาโบกมือเรียกเธออยู่นะ!”

คนรอบข้างเร่งเร้าทำให้เว่ยอวี่เชี่ยนเองก็เกิดความเข้าใจผิด เผลอก้าวไปทางเทอร์โบสองสามก้าวอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนหันมาบอกเพื่อนๆ ว่า “พวกเธอไปก่อนเลย”

“อ้าว ไม่ให้พวกเราดูเหรอ เขินเหรอจ๊ะ”

“ไม่ใช่แบบนั้น…” เธอไม่รู้ว่าทำไมเฉิงอวี้ถึงมาที่นี่และทำไมถึงโบกมือให้เธอจากฝั่งตรงข้ามถนน แต่ถ้าขืนยังให้รูมเมตแซวต่อไปแบบนี้อาจจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้ “พวกเธอไปก่อนเถอะ”

เซวียโย่วข่าที่อยู่ในกลุ่มลูบจมูกตัวเอง ไม่รู้ว่าควรเดินไปดีไหม

เฉิงอวี้ไม่ได้รออย่างอดทน เขาส่งข้อความไปเร่งอีกฝ่าย

 

‘ไม่เห็นฉันหรือไง ฉันเห็นพวกนายแล้วนะ คุยกันตลอดทั้งเย็นแล้วยังจะคุยอีกเหรอ พวกนายเป็นเครื่องเพจเจอร์หรือไง’

‘กำลังไปๆ’

‘ฉันยังไม่ได้กินข้าว เร็วหน่อย’

 

พอเซวียโย่วข่าเห็นว่าเขายังไม่ได้กินข้าวก็ไม่สนใจแล้วว่าการทำแบบนี้จะทำให้หญิงสาวเสียหน้าหรือไม่ “คือว่า…”

ชั่วขณะนั้นเขาไม่รู้จะเริ่มพูดยังไงดี ดาวคณะวารสารมองเฉิงอวี้จากฝั่งตรงข้ามถนนด้วยท่าทางเพ้อฝัน คนรอบๆ ต่างก็พากันแซวด้วยท่าทางอิจฉา ทำให้เขาลังเลเล็กน้อย

ถึงจะลังเล แต่เรื่องที่แฟนตัวเองถูกลือว่าเป็นคู่หมั้นของคนอื่น…ต่อให้เซวียโย่วข่าเป็นคนอารมณ์ดีแค่ไหนก็ไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกหายใจไม่สะดวกอยู่ในอก

สุดท้ายจึงพูดออกมา “มีเพื่อนมารับผมแล้ว ผมไปก่อนนะ…บายครับ”

พี่เซี่ยวเรียกไว้ “น้องเล็ก นายไม่นั่งรถฉันกลับหอเหรอ”

“คืนนี้ผมอาจจะกลับดึกมาก ผมจะไปเที่ยวต่อ ไม่ต้องห่วงผมนะ บ๊ายบาย!” เขาโบกมือบอกลาทุกคน พอไฟเขียวก็ข้ามถนนแบบแทบจะวิ่งไปอยู่แล้ว

สาวๆ ที่กำลังแซวเว่ยอวี่เชี่ยนว่าทำไมเธอถึงไม่ไปล่ะ แฟนมารอแล้วไม่รีบไปหรือไงมองเห็นภาพนี้แล้ว เซวียโย่วข่าที่ไม่ค่อยพูดอะไรตลอดช่วงเย็นวิ่งไปยังรถของเทอร์โบ

เทอร์โบที่โบกมืออยู่เมื่อกี้เปิดประตูรถให้เขา จากนั้นก็อ้อมไปขึ้นรถอีกฝั่ง

ไฟเลี้ยวกะพริบ รถรุ่นคาเยนน์คันนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากที่จอดท่ามกลางสายตาของทุกคน สุดท้ายก็หายลับไป

บรรยากาศพลันเงียบสงัด ทุกคนกระอักกระอ่วนขึ้นมา

“อวี่เชี่ยน เอ่อ…เธอกับเทอร์โบ…”

ใบหน้าของเว่ยอวี่เชี่ยนซีดขาว ไม่สนใจพวกเขาแล้วเดินไปเรียกแท็กซี่ที่ริมถนน

พี่เซี่ยวหัวเราะแห้งๆ “เมื่อกี้บนโต๊ะผมลืมบอกไปเลย น้องเล็กของพวกเราเหมือนจะรู้จักกับเทอร์โบ แถมสนิทกันด้วย คราวที่แล้วยังมารับเขาตอนเลิกเรียนอยู่เลย…”

 

บนรถ

“ฉันหิวแล้ว พวกนายกินข้าวนานเกินไปหรือเปล่า” เฉิงอวี้บ่น “คนเยอะขนาดนั้น ไปเชื่อมสัมพันธ์กันหรือไง”

“แค่รูมเมตนัดกินข้าวเฉยๆ ครับ…” เซวียโย่วข่าหยิบช็อกโกแลตบาร์จากกระเป๋าออกมาป้อนให้เขา “เย็นนี้ผมกินไปแค่ไม่กี่คำเอง เราไปกินที่อื่นกันเถอะ”

เฉิงอวี้ที่กำลังขับรถก้มลงกัดหนึ่งคำ ก่อนจะเหลือบมองเขา “เมื่อกี้นายถามเรื่องแฟนเก่าฉัน ถามทำไม บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าเป็นนาย”

“ผมก็แค่ถามไปงั้น…” สมองของเซวียโย่วข่าเต็มไปด้วยความคิดฟุ้งซ่าน “พี่อยู่คนละฝั่งถนน ยังจำผมได้อีกเหรอ”

“นายเปลี่ยนเพศฉันยังจำได้เลย”

“พี่เฉิงอวี้…พี่มี…เพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกันหรือ…มีคู่หมั้นอะไรแบบนั้นไหมครับ”

เฉิงอวี้เบรกตรงไฟแดง หยุดกินช็อกโกแลต “นายหมายความว่าไง ลองใจฉันเหรอ”

เซวียโย่วข่ามองเขาแล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังนัดกินมื้อเย็นวันนี้จบลงอย่างละเอียด ทำเอาเฉิงอวี้สบถคำหยาบออกมา จากนั้นก็กลับรถทันที “บ้าหรือเปล่า ใครแม่งบอกว่าฉันโตมากับเธอ ฉันไม่รู้จักโว้ย ไอ้เชี่ยเอ๊ย!”

“แล้วพี่กลับรถทำไม”

“ด่าคน แม่ง!”

เซวียโย่วข่า “…แต่พวกเขานั่งรถกลับมหา’ลัยแล้วนะ”

ขณะเดียวกันพี่เซี่ยวเพิ่งส่งข้อความมาในกลุ่มว่า ‘โคตรอึดอัดเลยโว้ย!!! ดาวคณะเรียกรถกลับเองเลย เธอเหมือนจะโกรธแล้ว ฉันไปส่งแฟนฉันกับเพื่อนๆ เธอก่อนนะ’

‘น้องเล็ก นายถามเทอร์โบทีสิ เรื่องแค่นี้เอง มีคู่หมั้นสวยขนาดนี้ไม่ดีหรือไง’

วังเจี้ยนว่า ‘ไม่ได้ๆ ฉันว่านี่แหละโอกาสของฉัน! เซวียโย่วข่า นายอย่าถามเทอร์โบนะ ถ้าเขาไม่เอา ฉันขอจีบเอง!’

เฉิงอวี้ยังด่าไม่หยุด “พวกประสาทปล่อยข่าวลือมั่วๆ คู่หมั้นเชี่ยไรล่ะ! บอกรูมเมตนายไปเลย ฉันเป็นเกย์”

จากนั้นเฉิงอวี้ก็สั่งให้ Siri โทรหาทนายความ

พอเห็นเขาจะเอาจริง เซวียโย่วข่าก็รีบส่งข้อความไปในกลุ่ม

 

‘เรื่องนี้เข้าใจผิดนะ เทอร์โบไม่รู้จักดาวคณะเลย ไม่ได้โตมาด้วยกันด้วย ถึงจะไม่รู้ว่าเธอพูดแบบนั้นทำไมก็เถอะ พี่เซี่ยวฝากอธิบายพวกเคลลี่ด้วยนะ เพราะถ้ายังปล่อยข่าวต่อไปเทอร์โบจะฟ้องจริงๆ…’

 

เขาปวดหัวขึ้นมานิดๆ นึกได้ว่าดาวคณะปฏิเสธตลอด แต่ยังพูดว่าโตมาด้วยกันกับอีกฝ่าย

เซวียโย่วข่าถามเสียงเบา “เป็นได้ไหมว่าพี่ไม่รู้หรือเปล่า…แบบว่าคู่หมั้นที่ที่บ้านจัดไว้ให้น่ะ พ่อแม่พี่ไม่ได้บอกพี่ อะไรทำนองนั้น…” ถ้าเป็นแบบนี้เขาก็เข้าใจได้ว่าทำไมเฉิงอวี้ถึงไม่รู้เรื่อง แถมยังหงุดหงิดใส่ตัวเองอีก

“เซวียหมี่หมี่ นายดูละครมากไปหรือเปล่า ยังจะมาสงสัยฉันอีกเหรอ”

“มะ…ไม่ครับ ไม่เลย”

เฉิงอวี้หงุดหงิดขึ้นมานิดๆ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังนึกถึงลูกสาวคนขับรถที่เคยเจอแค่ครั้งเดียวไม่ออก “เซวียหมี่หมี่ คราวก่อนฉันก็อธิบายไปแล้วนะ ฉันไม่เคยโกหกนาย แม้แต่ครั้งเดียวก็ไม่เคย นายไม่เคยเชื่อฉันเลยใช่ไหม”

“ผมผิดเองครับ ผมไม่ได้…ขอโทษนะครับพี่ ผมไม่ควรสงสัยพี่เลย อย่าโกรธเลยนะ อย่าโกรธผมเลย” เขารีบถูมือพลางขอโทษ “งั้นเราไปกินข้าวอบหม้อดินที่พี่ชอบเถอะครับ! ผมเลี้ยงเอง!”

ความโกรธในใจของเฉิงอวี้พลันลดลงกว่าครึ่ง

“กลับไปคืนนี้…ฉันจะจัดการนาย”

* กลยุทธ์ล้อมโจมตี เป็นกลยุทธ์ทางการศึก โดยจุดสำคัญอยู่ที่การหลีกเลี่ยงกำลังหลักของข้าศึกและเลือกโจมตีปีกข้างหรือแนวหลังที่อ่อนแอแทน

* หวังจู่เสียน คือนักแสดงหญิงชาวไต้หวัน ผลงานที่มีชื่อเสียงคือโปเยโปโลเย เย้ยฟ้าแล้วก็ท้า

* ชื่อในภาษาจีนของเว่ยอวี่เชี่ยนคือ 卫予茜 แต่ตัวละครเซวียโย่วข่าพิมพ์เป็น 卫雨倩 ซึ่งออกเสียงเหมือนกันแทน

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: