X
    Categories: everYทดลองอ่านแฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ

ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 67-68 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3

ผู้เขียน :  ซุ่ยหมาง (睡芒)

แปลโดย : G.N Voyager

ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่

และมีการบรรยายถึงเลือดซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ            

   

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 67

 

ขณะที่พี่เซี่ยวขับรถอยู่ ข้อความในกลุ่มแชตก็เด้งขึ้นมาตลอด ทั้งรถเต็มไปด้วยความอึดอัด มีเพียงวังเจี้ยนที่ตื่นเต้นเป็นพิเศษ คิดว่าตอนนี้เทพธิดากำลังเสียใจและตัวเองน่าจะเข้าไปปลอบใจได้ แถมยังมีโอกาสได้เหยียบย่ำเทอร์โบอีกต่างหาก น่าเสียดายที่เทพธิดาไม่ยอมรับคำขอเป็นเพื่อนของเขาสักที

พี่เซี่ยวกระแอมเบาๆ แล้วพูดว่า “ขอโทษด้วยนะ รูมเมตฉันสนิทกับเทอร์โบมาก เขาบอกว่าเทอร์โบโกรธมาก บอกว่า…เอ่อ ไม่รู้จักรูมเมตของพวกเธอ แล้วก็ไม่มีคู่หมั้นด้วย อย่าปล่อยข่าวลือกันตามใจชอบ แล้วดูเหมือนว่า…เขาจะไปหาทนายแล้ว เอ่อ…”

เคลลี่ลำบากใจมาก “เราอาจจะเข้าใจผิดมาตลอดก็ได้…”

“ไม่ได้เข้าใจผิดหรอก อวี่เชี่ยนพูดเองว่าโตมาด้วยกันกับเทพบุตรคนนั้น ก่อนหน้านี้ถามเธอว่าเป็นแฟนหรือเปล่าเธอก็บอกไม่ใช่ ต่อมาทนรำคาญไม่ไหวถึงค่อยพูดว่าเลิกกันแล้ว พวกเราจะได้เลิกพูดเหลวไหลสักที”

“แถมยังมีรูปด้วยนะ!”

“แต่นอกจากรูปถ่ายร่วมเฟรมที่ไม่รู้ถ่ายไว้ตั้งกี่ปีมาแล้ว เธอก็ไม่มีหลักฐานอื่นออกมา!”

“ก่อนหน้านี้เธอเคยพาพวกเราไปที่ไลฟ์เฮ้าส์มิวด้วย แต่เทอร์โบไม่ได้สนใจเธอ เธอยังถามเทอร์โบว่าจำเธอได้ไหม ถ้าเป็นแฟนเก่าจริงๆ จะถามคำถามแบบนั้นได้ยังไง”

วังเจี้ยนพูด “ในเวลาแบบนี้พวกเธอไม่ควรไปปลอบเธอเหรอ พวกเธอไม่กลัวว่าอวี่เชี่ยนจะเป็นอะไรหรือไง อยู่ห้องเดียวกันแท้ๆ…”

“ปลอบแล้วนะ แต่เธอไม่ตอบข้อความ จะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะ…”

รูมเมตของเคลลี่ทนฟังน้ำเสียงของวังเจี้ยนไม่ไหว “ถึงเว่ยอวี่เชี่ยนจะไม่มีเกี่ยวข้องอะไรกับเทอร์โบ แต่คนที่จีบเธอก็เยอะแยะ เธอหัวสูงจะตาย คนธรรมดาเธอไม่มองหรอก อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง อย่างน้อยส่วนสูงก็ต้องร้อยแปดสิบห้าเซ็นต์เลยมั้ง ไม่งั้นเวลาเดินด้วยกัน ต่อให้เธอสวมรองเท้าส้นเตี้ยก็ยังเตี้ยกว่าเธอ แบบนั้นน่าอายจะตาย”

วังเจี้ยนที่สูงไม่ถึงร้อยแปดสิบเซนติเมตรโดนแทงใจดำเข้าเต็มๆ เขาอยากเถียงกลับอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ทนไว้

ปัญหาคือรูมเมตดาวคณะของพวกเธอพูดโกหก หรือความจริงแล้วเทอร์โบเป็นผู้ชายเลวๆ ไม่อยากเกี่ยวข้องกับเว่ยอวี่เชี่ยนกันแน่

เมื่อนักศึกษาหัวกะทิคณะวารสารทั้งสามคนเจอเรื่องแบบนี้ก็ย่อมอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา ทุกคนจึงพากันส่งข้อความไปปลอบใจเว่ยอวี่เชี่ยน

 

‘เลิกกันเพราะเทอร์โบตาถั่วแน่ๆ!’

‘อย่าเสียใจเลยนะ’

‘ไม่เป็นไรใช่ไหม อวี่เชี่ยน…’

 

ในที่สุดเว่ยอวี่เชี่ยนก็ตอบกลับ

 

‘ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงฉันหรอก’

 

ดูท่าเทอร์โบจะเลวเกินไปจริงๆ นั่นแหละ

จนกระทั่งวังเจี้ยนเห็นข้อความเสียงที่เซวียโย่วข่าส่งมาเลยเผลอเปิดฟังในรถโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ฉันไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ เลิกปล่อยข่าวลือได้แล้ว ขอบคุณ”

นี่ไม่ใช่เสียงใสๆ ของน้องเล็กในห้องพวกเขา แต่เป็นเสียงของเทพบุตรอีกแบบหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นของเทอร์โบ

ทั้งรถตกอยู่ในความเงียบในทันที

หญิงสาวสามคนที่นั่งเบาะหลังต่างก็เงียบสนิท

รถของพี่เซี่ยวแล่นเข้าไปจอดในลานจอดรถมหาวิทยาลัย ช่วงครึ่งแรกของมื้อนี้กินกันอย่างสนุกสนาน ใครจะคิดว่าสุดท้ายจะจบลงแบบนี้ แฟนสาวของพี่เซี่ยวดูเหมือนจะไม่พอใจเลยส่งข้อความพูดถึงรูมเมตของเขาว่า ‘วังเจี้ยนคนนี้ไม่มีมารยาทสุดๆ เรื่องของรูมเมตเราไม่ใช่ธุระกงการของเขา นายบอกเขาไปเลยว่าไม่มีทางหรอก เลิกเพ้อไปได้เลย’

พี่เซี่ยวเองก็ทำได้แค่ขอโทษแฟน ‘ต่อไปจะไม่พาเขามาด้วยแล้ว ปกติเขาเป็นคนดีมากนะ แค่ชอบผู้หญิงสวยเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง…’

เพราะเรื่องไม่สบอารมณ์นี้ พวกเขาเลยแยกย้ายกันตรงทางแยก

เคลลี่กับรูมเมตกำลังคุยกันว่าจะทำยังไงดีต่อ “ถึงเราจะเข้าใจผิด แต่เธอไม่เคยปฏิเสธเลยไม่ใช่เหรอ ยังตั้งใจทำให้เราเข้าใจผิดอีก ตอนนี้ข่าวลือกระจายไปทั่วทั้งคณะวารสารแล้ว จะมาโทษเราได้ยังไง”

“แล้วทำไมเธอต้องโกหกด้วยล่ะ”

“อาจจะชอบความรู้สึกที่ได้มีข่าวลือกับคนดังมั้ง…”

“พอกลับหอไปเราจะถามไหม อายชะมัดเลย เทอร์โบออกมาปฏิเสธหมดแล้ว”

ทันใดนั้นเด็กสาวคนหนึ่งบังเอิญมองเห็นเงาร่างของใครบางคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล

“เฮ้ พวกเธอดูสิ นั่นเว่ยอวี่เชี่ยนหรือเปล่า” คนหนึ่งกระซิบถามเบาๆ

เว่ยอวี่เชี่ยนเสียหน้าสุดๆ ไม่คิดว่ากินข้าวเสร็จแล้วจะต้องมาเจอเทอร์โบระหว่างทางกลับหอ เธอทั้งหงุดหงิดและตื่นตระหนก แล้วจู่ๆ ก็มีโทรศัพท์มาจากคนแปลกหน้า ปลายสายอ้างว่าโทรมาจากสำนักงานกฎหมายของเฉิงอวี้

“เกี่ยวกับเรื่องที่คุณทำลายชื่อเสียงของลูกความผมน่ะครับ คุณเว่ย สะดวกออกมาคุยหรือเปล่าครับ”

นี่เป็นไปได้ยังไง

เธอไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มที่เทอร์โบมารับอาจจะเล่าให้เขาฟัง เว่ยอวี่เชี่ยนกำกระเป๋าพลางนั่งลงบนม้านั่งตัวยาวข้างๆ “ฉันไม่…ไม่ได้ทำลายชื่อเสียงของเขานะคะ ฉันปฏิเสธไปนานแล้ว แต่ฉันไม่รู้ว่าพวกรูมเมตยังพูดจาเหลวไหลกันอยู่ ฉันขอโทษจริงๆ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ฉันควบคุมได้ คุณจะมาโทษฉันไม่ได้นะ!”

“คุณเว่ย คุณเรียนวารสารนะครับ น่าจะรู้เรื่องกฎหมายบ้างใช่ไหม ผมตรวจสอบแล้วว่าคุณพ่อกับคุณปู่ของคุณต่างเคยทำงานให้ตระกูลเฉิง โดยเฉพาะคุณปู่ของคุณที่ทำงานมาหลายสิบปี และเพิ่งจะเกษียณเมื่อไม่นานนี้เอง หลักฐานผมรวบรวมไว้หมดแล้ว หนังสือบอกกล่าวจะส่งถึงคุณเร็วๆ นี้ครับ”

“ขะ…ขอโทษค่ะ” คราวนี้เว่ยอวี่เชี่ยนตกใจจนแทบร้องไห้ เริ่มขอโทษเสียงตะกุกตะกัก “ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ ฉันไม่ได้ปล่อยข่าวลือว่าตัวเองเป็นแฟนหรือคู่หมั้นของเขา ทั้งหมด…เป็นรูมเมตของฉันพูดแบบนั้นกันเอง ฉันขอโทษจริงๆ ขอร้องล่ะ อย่าฟ้องฉันเลยได้ไหมคะ ถือว่าเห็นแก่ที่คุณปู่ฉันทำงานให้ตระกูลเฉิงมาตั้งหลายสิบปีเถอะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ แค่โง่ไปวูบหนึ่ง ฉันผิดไปแล้ว”

แรกเริ่มเธอแค่พูดว่ารู้จักเทอร์โบแล้วพบว่าหลายคนอิจฉาเธอมาก ต่อมาคำโกหกก็เหมือนก้อนหิมะที่ยิ่งกลิ้งก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอมีคนถามว่าเธอจะเกี่ยวดองกับทายาทตระกูลใหญ่ใช่ไหม เธอก็ไม่ปฏิเสธ…

จากนั้นข่าวลือก็แพร่กระจายไปในช่วงนี้

แต่ทนายปลายสายไม่ยอมใจอ่อนแล้ววางสายไป

เว่ยอวี่เชี่ยนค้นเบอร์โทรศัพท์คุณปู่ในมือถือด้วยปลายนิ้วสั่นเทา แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเธอจากข้างหลัง

เธอหันกลับไป ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา

มีหญิงสาวคนหนึ่งทนไม่ไหวอยากจะด่า พอเห็นสภาพแบบนี้ของเธอก็ยิ่งโกรธ แต่ถูกหญิงสาวอีกคนดึงเอาไว้ “คงไม่ใช่โทรศัพท์จากทนายของเทอร์โบใช่ไหม”

“อืม…”

“เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ เธอรีบพูดให้ชัดๆ เลย!”

“ไม่ได้มีอะไร…”

“ยังจะไม่ยอมพูดอีกเหรอ ทุกคนจะได้ช่วยเธอคิดหาทางไง!”

“ถ้าทนายส่งหนังสือบอกกล่าวมาให้เธอจริงๆ จะทำยังไง”

เว่ยอวี่เชี่ยนมองรูมเมตทั้งสามคนตรงหน้า ถึงค่อยสารภาพอย่างเปิดเผย “คุณปู่ฉัน…รู้จักคุณปู่ของเทอร์โบ แต่เราไม่ได้โตมาด้วยกัน แค่เคยเจอกันครั้งหนึ่งเท่านั้น…”

“นี่ แล้วเธอเตรียมจะทำยังไง ขอโทษเหรอ”

“แต่คนปล่อยข่าวไม่ใช่ฉันนะ” เธอปาดน้ำตา “แต่ฉันจะไปขอโทษเอง”

เคลลี่ทนไม่ไหว “เว่ยอวี่เชี่ยน? เธอหน้าไม่อายเกินไปหน่อยมั้ง ถึงพวกเราจะเข้าใจผิดนิดหน่อย ซึ่งพวกเราก็ผิดจริงๆ แต่คนที่พูดว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่โตมากับเทอร์โบตอนแรกสุดไม่ใช่เธอหรอกเหรอ เธอพูดเป็นนัยๆ ตลอดว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอสองคนไม่ธรรมดา แถมยังบอกว่าทั้งหมดเป็นอดีตไปแล้ว คนที่ไม่ให้พวกเราพูดถึงก็คือเธอ! ตอนนี้เรื่องไปถึงเจ้าตัวแล้ว ทนายก็มาหาถึงที่ ยังจะโยนความผิดมาให้พวกเราอีกเหรอ”

“ฉันเข้าใจคำว่ายัยชาเขียว* ก็วันนี้แหละ!”

ผู้หญิงสมัยนี้ใจกว้างกับผู้หญิงสวยจริงๆ แม้ปกติดาวคณะรูมเมตพวกเธอจะหยิ่งผยองไปนิด แต่นี่ถือเป็นอภิสิทธิ์ของคนสวย ซึ่งก็ยังพออดทนได้ จะพูดโกหกก็ช่าง พวกเธอสามารถให้อภัยได้ทั้งนั้น ทว่าการโยนความผิดให้คนอื่นแล้วตีสองหน้าแทงข้างหลังแบบนี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้จริงๆ

ทั้งสามต่อว่ากันคนละประโยค พูดจนเธอไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา รู้สึกอับอายจนถึงขีดสุด “จะมาโทษฉันทั้งหมดก็ไม่ได้นี่”

จากนั้นเว่ยอวี่เชี่ยนก็ร้องไห้โทรหาปู่

เด็กหนุ่มที่เดินผ่านมาเห็นผู้หญิงสวยกำลังร้องไห้ก็ยื่นกระดาษทิชชูให้ แต่เธอไม่รับ และลุกขึ้นไปหามุมที่เงียบกว่า สะอื้นไห้พลางพูดกับปู่ว่าตัวเองเผลอทำผิดพลาดไป

“เขาโกรธมากเลย ทนายของเขาโทรมาบอกว่าจะฟ้องหนู หนูควรทำยังไงดี…”

เธอคิดว่าปู่จะปลอบเธอ ไม่คิดว่าทางนั้นจะด่าทอ “แกเอาแต่ใจตัวเองมาตั้งแต่เด็ก แต่จะไปก่อเรื่องแบบนี้ได้ยังไง คราวนี้ปู่ช่วยแกไม่ได้!”

ปู่ของเว่ยอวี่เชี่ยนเกษียณแล้ว เขาทำงานให้ตระกูลเฉิงมาหลายสิบปี นับว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เห็นเฉิงอวี้เติบโตมา ตระกูลเฉิงก็ปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนในครอบครัว จัดการเรื่องชีวิตหลังเกษียณให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตัวเขาเองไม่เคยล้ำเส้นและรักษาระยะห่างระหว่างครอบครัวตัวจริงเอาไว้ตลอด

“แกไปขอโทษเขาเอง ขอให้เขายกโทษให้ แล้วออกมาขอโทษต่อสาธารณะด้วย ชี้แจงให้ชัดว่าพวกแกไม่ได้รู้จักกัน”

ปู่เว่ยรู้ดีว่าด้วยนิสัยของเฉิงอวี้ ถ้าเรื่องรุนแรงจนถึงขั้นให้ทนายความโทรไปเตือน แปลว่านั่นต้องร้ายแรงมากจริงๆ

“แต่แบบนั้นมันน่าอายนี่คะ แล้วหนูก็ไม่กล้าไป…” ไม่ต้องพูดถึงว่าจะไปเจอเจ้าตัวได้ไหม เพราะต่อให้เจอเธอก็ไม่กล้าพูดอยู่ดี

“หลานเอ๊ย หลานจะให้ปู่ที่อายุจะเจ็ดสิบแบกหน้าแก่ๆ ไปขอร้องคนอื่นเหรอ อย่าคิดว่าหน้าตาของปู่จะสำคัญขนาดนั้นเลย หลานไม่ใช่เด็กแล้ว ทำผิดก็ต้องรับผิดเอง!”

“งั้น…งั้นหนู…จะหาทางดูค่ะ หนูรู้แล้วว่าหนูผิดจริงๆ”

เธอสะอื้นพลางกดรับคำขอเป็นเพื่อนของวังเจี้ยน ยังไม่ทันให้อีกฝ่ายดีใจก็พิมพ์ไปถามว่า ‘ขอวีแชตรูมเมตคนนั้นของนายหน่อยได้ไหม’ เธอไม่รู้ชื่อเซวียโย่วข่าจึงได้แต่บอกลักษณะไป ‘คนที่รู้จักกับเทอร์โบคนนั้นแหละ’

เธอกลัวว่าพรุ่งนี้หนังสือบอกกล่าวจะถูกส่งมาถึงมหาวิทยาลัย เลยได้แต่รีบหาทางให้เร็วที่สุด

 

เรือนสี่ประสานใกล้วัดว่อฝอ

เซวียโย่วข่ากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าไปทีละชุด สัปดาห์ก่อนเฉิงอวี้ซื้อเสื้อผ้าให้เขา แต่เพราะยุ่งเรื่องเรียนกับสัมภาษณ์เลยไม่ได้แวะมาลอง วันนั้นเฉิงอวี้ไม่พูดถึงสักครั้ง เซวียโย่วข่าเองก็ลืมไป

มาวันนี้ถึงได้รู้ว่าของพวกนี้ไม่สามารถคืนได้แล้ว

เขาเผชิญกับภาพละลานตาเบื้องหน้า ราวกับกวาดซื้อชุดสำหรับใส่ในฤดูร้อนของห้างมาทั้งแถว ตั้งแต่หมวกไปจนถึงรองเท้า มีครบทุกอย่าง สิ่งที่เซวียโย่วข่าคิดคำนวณในหัวไม่ใช่จำนวนของมัน แต่เป็นเลขศูนย์ยาวเหยียด

ช่วงนี้ราคาเงินดิจิทัลไปถึงหน่วยละหนึ่งหมื่นแล้ว หมายความว่าสินทรัพย์เงินดิจิทัลของเขามีทั้งหมดสองแสนห้าหมื่น

ถ้าขายทิ้งทั้งหมดจะพอซื้อพวกนี้ได้ไหมนะ…

“คืนไม่ได้จริงเหรอครับ ที่จริงพี่ซื้อให้ผมชุดเดียว ผมก็ดีใจมากแล้วนะ ของตั้งเยอะแถมยังไม่ได้ใส่ น่าจะคืนได้ใช่ไหมครับ”

เฉิงอวี้ไม่เคยคืนเสื้อผ้า เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่าคืนได้ไหม เลยสรุปไปว่าไม่ได้ “ไปเปลี่ยนเถอะ เปลี่ยนทีละตัวมาให้ฉันดู”

วันนี้เซวียโย่วข่าดันเผลอทำให้เฉิงอวี้ไม่สบอารมณ์ด้วยเรื่องเล็กน้อยอีกแล้ว เป็นเพราะเรื่องของเว่ยอวี่เชี่ยน เฉิงอวี้เลยอารมณ์ไม่ค่อยดี เขาจึงพยายามเอาใจเฉิงอวี้เป็นหลัก เปลี่ยนชุดทีละชุด ลองใส่ให้อีกฝ่ายดูโดยไม่บ่นว่ารำคาญเลย

“ชุดนี้ดูดี”

“อันนี้ก็ใช้ได้”

“อันนี้…” เฉิงอวี้วิจารณ์ “โอเค เปลี่ยนชุดต่อไป”

ชุดที่เฉิงอวี้เลือกเป็นเสื้อผ้าของช่วงฤดูร้อน ใส่ง่ายถอดง่าย เน้นสไตล์เรียบๆ โทนสีขาวดำเป็นหลัก มีทั้งชุดลำลองและชุดทางการขึ้นมานิดหน่อย จะได้ให้เขาใส่ไปฝึกงานช่วงปิดเทอมฤดูร้อนได้สะดวก

ถึงแบบจะเรียบง่าย แต่ถ้าเทียบกับเสื้อผ้าที่เซวียโย่วข่าซื้อมาจากออนไลน์เองแล้ว การตัดเย็บก็แตกต่างกันไม่ใช่น้อย เมื่อรวมกับที่ตัวเขาหล่อเหลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต่อให้ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายก็ดูดีมาก

เฉิงอวี้บอกว่าดูดีแทบทุกชุด เซวียโย่วข่าเลยคัดชุดที่ตัวเองรู้สึกว่าคล้ายๆ กันออก กะจะคืนสักสี่ในห้า

ระหว่างเปลี่ยนชุดเขาไถมือถือแล้วเห็นคำขอเป็นเพื่อนของเว่ยอวี่เชี่ยน ในคำขอเป็นเพื่อนของฝ่ายตรงข้ามยังแนบข้อความขอโทษมาด้วย

 

‘นายเป็นเพื่อนของเทอร์โบ ช่วยบอกเขาให้หน่อยได้ไหมว่าฉันขอโทษ ขอบคุณมากๆ’

 

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ความขุ่นข้องใจอันแปลกประหลาดผุดขึ้นมาทำให้เขาเลือกที่จะเมินไปก่อนแล้วโยนมือถือไปด้านข้าง จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าต่อ

พอเปลี่ยนมาจนถึงชุดสุดท้ายก็ปวดเมื่อยไปหมดแล้ว “ที่พี่บอกว่าจะจัดการนี่หมายถึงแบบนี้เหรอ”

เฉิงอวี้กระแอมอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “แล้วนายคิดว่าจัดการอะไรล่ะ”

“ผมนึกว่า…พี่จะตีผม แบบ…ตีมืออะไรอย่างนั้น”

เฉิงอวี้นั่งตัวตรง ทำหน้าขรึม “งั้นมานี่สิ”

เซวียโย่วข่าไปยืนตรงหน้าเฉิงอวี้แล้วยื่นมือออกไปเงียบๆ อีกฝ่ายไม่ได้ตีแต่จับปลายนิ้วเขาไว้ “ต่อไปถ้าเจอเรื่องแบบนี้ให้ถามฉันตรงๆ เลย อย่าคิดฟุ้งซ่านไปเอง”

“ผมไม่ได้คิดฟุ้งซ่านนะ”

“ตอนนี้นายยังสงสัยฉันอยู่ไม่ใช่เหรอ จะให้ฉันโทรคัมเอาต์* ตอนนี้เลยไหม” เขาควักมือถือออกมา

“เฮ้ยๆๆ!” เซวียโย่วข่ายื่นมือไปแย่งมือถือเฉิงอวี้ จากนั้นก็กดเขาลงบนเตียง “ไม่เอาๆ”

“ฉันจะคัมเอาต์ ไม่ใช่นายสักหน่อย” เฉิงอวี้ที่ถูกเขากดไว้ยกมือถือขึ้นสูงแล้วจ้องตาอีกฝ่าย “นายกลัวอะไร”

“โรคหัวใจของพี่…ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมใช่ไหมครับ”

เฉิงอวี้ถึงตอบสนองขึ้นมา รู้ว่าความคิดของอีกฝ่ายคือกลัวพ่อแม่ของเขาจะเป็นโรคนี้ด้วย และอาจโมโหจนโรคหัวใจกำเริบ

“นายคิดมากไปแล้ว พวกเขาไม่โมโหตายหรอก” พูดมาถึงตรงนี้มือถือเขาก็พลันดังขึ้น

เฉิงอวี้เหลือบมองแวบหนึ่ง

ลุงเว่ย?

เซวียโย่วข่าเห็นเขารับสายก็เตรียมจะลุกขึ้น แต่ถูกแขนของเฉิงอวี้กอดรัดเอาไว้ ทั้งคู่เลยค้างท่านอนอยู่บนเตียงโดยที่คนหนึ่งอยู่ข้างบนคนหนึ่งอยู่ข้างล่าง เฉิงอวี้เอ่ยทักปลายสายอย่างสุภาพและเรียกลุงเว่ย

เซวียโย่วข่าไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกไป

ลุงเว่ยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบก่อน จากนั้นก็พูดถึงเรื่องที่เขารู้สึกผิดอย่างละอายใจ “หลานสาวของลุงเพิ่งโทรมา บอกว่ารู้สึกผิดมาก ลุงไม่คิดจะแก้ตัวแทนเธอหรอกนะ แต่เสี่ยวอวี้ ลุงให้เธอออกมาขอโทษและชี้แจงแล้ว เธอจะทำตาม เทอมหน้าเธอจะไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นหนึ่งปี จะห่างจากสายตาเธอ ไม่มากระทบต่อชื่อเสียงเธออีก ขอโทษจริงๆ นะ ลุงสั่งสอนเธอไม่ดีเอง…”

เซวียโย่วข่าแอบได้ยินบางส่วน ตอนนี้ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว

ที่แท้เว่ยอวี่เชี่ยนคือหลานสาวของลุงเว่ยนี่เอง ครั้งก่อนที่เขาไปจูไห่ก็เป็นอาเว่ยที่ขับรถ วันนั้นอาเว่ยยังเล่าเรื่องลูกสาวคนนี้ให้เขาฟังด้วย

เซวียโย่วข่าเพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เขาก้มมองเฉิงอวี้พูดกับปลายสายด้วยสีหน้าสงบนิ่งว่า “ในเมื่อคุณลุงพูดมาขนาดนี้ ผมก็จะไม่ถือสาหาความ แค่ให้เธอออกมาชี้แจงเรื่องนี้ก็ถือว่าจบไป แต่ไม่จำเป็นต้องมาขอโทษต่อหน้าหรอกครับ”

คุณลุงเว่ยกล่าวขอบคุณแล้วตัดสายไปโดยไม่รบกวนต่อ

เฉิงอวี้วางสาย

“เอ่อ…เธอเป็นลูกสาวของอาเว่ยคนนั้นเหรอ” เซวียโย่วข่าถาม

“อืม”

“แล้วทำไมพี่ไม่รู้ว่าเธอชื่ออะไรล่ะ” เขาสงสัย

“ฉันต้องจำชื่อทุกคนด้วยหรือไง” เฉิงอวี้เหลือบตามอง แขนโอบรอบเอวเขา “แต่ไม่ใช่ว่าฉันความจำไม่ดีนะ”

“จริงๆ เมื่อกี้…เธอส่งข้อความมาหาผมด้วย”

เซวียโย่วข่ารู้สึกว่าท่านี้…มันออกเกินเลยไปนิด เฉิงอวี้ใส่ชุดนอน ส่วนตัวเขาเองก็ใส่เสื้อผ้าของฤดูร้อนบางๆ อุณหภูมิร่างกายแทรกซึมเข้าหากันและกัน ถึงขั้นรู้สึกได้ถึงการขยับของเรือนร่างที่แข็งแรงของอีกฝ่าย แต่แขนของเฉิงอวี้โอบรัดรอบเอวและแผ่นหลังของเขาไว้ แม้จะใช้แรงไม่มากนัก แต่แน่นพอจะทำให้เขาขยับตัวไม่ได้

“ใคร”

“ก็เว่ยอวี่เชี่ยนนั่นแหละครับ” เขาพูดเสียงเบา “เธอให้ผมบอกพี่ว่าขอโทษ เธอเสียใจมากที่ทำให้พี่เดือดร้อน”

“ใครจะสนว่าเธอขอโทษหรือไม่ขอโทษ” ตอนนี้เฉิงอวี้ไม่โกรธแล้ว สิ่งเดียวที่ยังขัดใจคือเซวียโย่วข่าดันสงสัยแทนที่จะเชื่อเขาตั้งแต่แรก เขาเอานิ้วจิ้มปลายจมูกอีกฝ่ายพลางพูดเนือยๆ ว่า “ฉันโดนใส่ร้ายจนเสียหายขนาดนี้ ความบริสุทธิ์ก็ถูกทำลายหมดแล้ว นายไม่คิดจะทำอะไรหน่อยเหรอ”

“ขอโทษครับ”

เฉิงอวี้หลุบตา ทำหน้าตาเหมือนยังโกรธอยู่ โดยตั้งใจทำหน้านิ่ง “ฉันไม่อยากฟังคำขอโทษของนายหรอก”

ใบหน้าเซวียโย่วข่าอยู่ใกล้มาก ลมหายใจจึงสอดประสานกัน

คนเป็นแฟนกัน คนส่วนใหญ่คงจูบกันไปแล้วมั้ง…แต่เขากับเฉิงอวี้ ในใจเซวียโย่วข่าไม่ได้รังเกียจอะไร แค่รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย และยังไม่แน่ใจว่าเฉิงอวี้จะรังเกียจไหม

เขาลองเอียงหน้าแล้วขยับเข้าไปใกล้เรื่อยๆ ซึ่งเฉิงอวี้ก็เหมือนรู้ว่าเขาจะทำอะไร ลมหายใจจึงสะดุดไปทันที

สุดท้ายริมฝีปากของเขาก็แตะลงบนคางของเฉิงอวี้ เพียงแค่แตะแล้วผละออก พวกเขายังคงแนบชิดกัน ลมหายใจแผ่วเบามาก

“แบบนี้ล่ะครับ”

 

* ชาเขียว เป็นคำสแลง หมายถึงคนที่ต่อหน้าแสร้งทำเป็นบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่เชี่ยวชาญด้านการวางอุบายหรือแผนการอยู่ในใจ

* คัมเอาต์ หมายถึงการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองให้คนอื่นรับรู้

บทที่ 68

 

เฉิงอวี้เกร็งไปทั้งตัว ริมฝีปากเม้มแน่น หัวใจแทบจะกระเด้งออกมา เหมือนทั้งกลัวว่าเขาจะขยับขึ้นมาจูบสูงกว่านี้และทั้งเฝ้ารอให้เขาขยับขึ้นมาจริงๆ จนพูดอะไรไม่ออก คล้ายคนเป็นใบ้

ถึงในห้องจะเปิดไฟอยู่ แต่พอสายรัดข้อมือเขาเริ่มกะพริบ เซวียโย่วข่าก็สังเกตเห็นทันที

พอเห็นสายรัดข้อมือของเฉิงอวี้กะพริบซ้ำๆ หลายครั้ง เซวียโย่วข่าก็แน่ใจแล้ว

“สายรัดข้อมือวัดอัตราการเต้นหัวใจของพี่ ทำไมตอนนี้ไม่ส่งเสียงติ๊ดๆ แล้วล่ะครับ”

“อัตราการเต้นของหัวใจปกติก็ไม่ติ๊ดๆ สิ”

“ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นแบบมีไฟกะพริบเหรอ” เซวียโย่วข่าที่อยู่บนตัวอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นเร็ว ท่าทีที่เฉิงอวี้แสดงออกนั้นไม่รู้ว่าชอบหรือตกใจกันแน่ เขาเลยไม่แน่ใจว่าจังหวะการเต้นของหัวใจนี้เป็นของตัวเองหรือของเฉิงอวี้ จึงลองยื่นมือไปวางบนหน้าอกอีกฝ่าย

หัวใจของเฉิงอวี้เต้นเร็วมาก

“ทำไมนายต้อง…ลูบมั่วซั่วด้วยล่ะ” เสียงของเฉิงอวี้แหบพร่า เขาหลับตาลง รู้สึกได้ถึงปฏิกิริยาพลุ่งพล่านของร่างกายแทบจะในทันที

“ผมแค่คลำดูว่าหัวใจพี่ปกติดีไหม กลัวพี่จะเป็นอะไรขึ้นมา”

“ฉันไม่เป็นไร…” เฉิงอวี้งอเข่า คว้ามือที่ลูบคลำจังหวะการเต้นหัวใจของตัวเองเอาไว้แล้วค่อยๆ เอาออกพร้อมพูดเสียงต่ำ “หมี่หมี่ ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ”

เขาไม่ชอบจริงๆ สินะ

เซวียโย่วข่าคิดอย่างหดหู่เล็กน้อย

ช่วงนี้เขาไปอ่านงานวิทยานิพนธ์ทางจิตวิทยามาหลายฉบับ พบว่ามันอาจมีความเป็นไปได้อีกแบบ

บางทีสิ่งที่เฉิงอวี้ชอบอาจไม่ใช่ตัวเขา เฉิงอวี้อาจจะยังชอบผู้หญิงอยู่ ชอบภาพเลือนรางในความทรงจำ ชอบเขาตอนอายุสิบเอ็ดสิบสองและถูกเข้าใจว่าเป็นเด็กผู้หญิง บางทีอาจจะชอบมากเกินไปจนถึงขั้นรักทุกอย่างที่เป็นเขา

ความชอบเป็นคำที่จับต้องไม่ได้ แต่เซวียโย่วข่ารู้แน่ชัดว่าเขาชอบเฉิงอวี้แน่นอน เหมือนที่เขาก็ชอบเถียนอ้าย คิดว่ารุ่นพี่เถียนอ้ายเป็นคนดี และชอบหลินสือเม่า ทว่าคงไม่มีวันยื่นหน้าไปจูบคางของพวกเขาแบบเมื่อกี้

เขาถอนหายใจ ลุกขึ้นถอดเสื้อผ้าใหม่ท่อนบนออกมาพับให้เรียบร้อย ก่อนจะเลือกสองสามชุดที่เฉิงอวี้ชมว่าดีจากในนั้นแล้วคัดอีกกองไว้สำหรับส่งคืน โดยจัดเป็นหมวดหมู่แล้วพับไว้เสร็จสรรพ

นี่ใช้เวลาไปพอสมควร แต่เวลาสิบกว่านาทีนี้เฉิงอวี้ก็ยังไม่ออกมา มีแต่เสียงน้ำที่ไหลอยู่ตลอด

เฉิงอวี้กำลังยืนอยู่ใต้ฝักบัวให้น้ำเย็นรดราดทั้งตัว

ความร้อนรุ่มบนร่างกายถึงค่อยๆ ลดลง

แค่โดนลูบหัวใจก็เต้นรัว เฉิงอวี้ไม่คิดเลยว่าปฏิกิริยาตอบสนองของตัวเองจะรุนแรงขนาดนี้ บางทีการจูบตรงคางอาจทำให้ผลลัพธ์รุนแรงขึ้น ต่อให้มีน้ำเย็นไหลลงมาจากด้านบนแรงขนาดนี้ สัมผัสอันอ่อนโยนและร้อนรุ่มในช่วงเวลาชั่วครู่นั้นก็ยังคงติดอยู่บนคาง

มันทำให้เขาคิดลึกไปกว่าเดิมอย่างห้ามไม่ได้ ถ้าสิ่งที่อีกฝ่ายสัมผัสไม่ใช่คาง แต่เป็น…

ตอนเฉิงอวี้ก้มหน้า เลือดลมที่เดิมทีสงบนิ่งก็พลุ่งพล่านขึ้นมา เขาถูกความคิดไม่ปกติกระตุ้นอีกครั้ง

 

ครึ่งชั่วโมงให้หลังเฉิงอวี้ก็ปิดฝักบัว แต่ร่างกายยังคงร้อนผ่าวราวเตาไฟ

เซวียโย่วข่านอนอ่านจือฮู* อยู่บนเตียงว่าเด็กฝึกงานที่เข้าทำงานวันแรกควรระวังเรื่องอะไรบ้าง

พอเฉิงอวี้ออกมา เซวียโย่วข่าก็เข้าไปอาบน้ำต่อ เขาจึงได้อาศัยจังหวะนี้เปิดแล็ปท็อป แอบเสิร์ชอย่างลับๆ

 

‘แฟนหนุ่มมาจูบตัวเองทำไงดี’

‘จะขอจูบจากแฟนนุ่มยังไง’

‘จะขอจูบจากแฟนสาวยังไง’

 

มีคำตอบหนึ่งบอกว่า ‘ทำเชือกรองเท้าหลุด ให้เขาย่อตัวลงมาแล้วฉวยจังหวะตอนผูกเชือกรองเท้าให้โน้มตัวไปจูบเขาแบบกะทันหัน’ ยังมีที่บอกว่า ‘บอกว่ามียูเอฟโอ หลอกให้เขาหันไปดู แล้วพุ่งไปจูบเขาเลย’

อะไรกัน…เห่ยชะมัด

แต่เฉิงอวี้กัดฟันอ่านต่อ ‘ซื้อเค้กแล้วป้ายปากป้ายแก้มเขา จากนั้นก็…’

เฉิงอวี้เก็บคำตอบกับประสบการณ์เอาไว้มากมาย เขารู้สึกว่าหัวสมองของตัวเองทำได้แล้ว แต่ร่างกายยังทำไม่เป็น ด้านหนึ่งเป็นเพราะวิธีเหล่านั้นดูงี่เง่าไปหน่อย ส่วนอีกด้านเป็นเพราะความเขินอายล้วนๆ

เซวียโย่วข่าอาบน้ำเสร็จออกมา เขาไม่รู้จะทำยังไง จึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องทำงานแทน คุยไปคุยมาเฉิงอวี้ก็ได้แต่มองอีกฝ่ายหลับไป

พอฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่อยู่ข้างๆ เฉิงอวี้ก็รู้สึกหดหู่สุดๆ ทำไมเขาถึงไม่ได้เรื่องขนาดนี้

ฤดูร้อนอากาศอบอ้าว ทั้งคู่ห่มแค่ผ้าห่มบางๆ เฉิงอวี้กลัวจะทำให้อีกฝ่ายตื่น แต่ก็ห้ามใจไม่ไหว ขยับเข้าไปใกล้อีกนิดเพื่อมองดูหน้าเขาตอนหลับ

เซวียโย่วข่าหน้าเด็ก ตอนหลับก็ยิ่งดูเด็กไปอีก ห้องยามดึกมืดสลัว แต่เฉิงอวี้มองเห็นในเวลากลางคืนได้ดี บวกกับไฟบนสายรัดข้อมือที่ยังกะพริบวูบวาบ เลยพอมองเห็นเค้าโครงของอีกฝ่ายชัดเจน เขาก้มลงช้าๆ จนริมฝีปากแตะลงบนผิวแก้มของอีกฝ่าย ทว่าเอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าแตะโดนส่วนไหนกันแน่ อาจจะเป็นมุมปากหรืออาจจะเป็นแก้มล่ะมั้ง มันอ่อนนุ่มมาก เขาแตะเบาๆ เพียงครั้งเดียว แต่เซวียโย่วข่าคงรู้สึกร้อนเลยเตะผ้าห่มออกแล้วพลิกตัว

เฉิงอวี้รีบถอยกลับมาในที่ของตัวเองแล้วนอนลงแกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาซ่อนสายรัดข้อมือไว้ใต้ผ้าห่ม รู้สึกพอใจขึ้นมานิดๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ความรู้สึกอยากได้มากกว่านั้นงอกเงยขึ้นมา

 

ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของมหาวิทยาลัย T เริ่มตั้งแต่วันที่ยี่สิบเก้ามิถุนายน หลังสอบปลายภาคเสร็จไม่กี่วันเซวียโย่วข่าก็จะได้เริ่มฝึกงานที่บริษัทหลักทรัพย์จงซางอย่างเป็นทางการ

เหอเสี่ยวโหยวโทรมาถามว่าจะกลับบ้านวันไหน เซวียโย่วข่าบอกว่าตัวเองเริ่มฝึกงานแล้ว “คงต้องรอถึงวันชาติก่อนค่อยกลับครับ”

พอเหอเสี่ยวโหยวได้ยินว่าเซวียโย่วข่าได้ที่ฝึกงานดีมาก เธอก็ไม่พูดอะไร แค่บอกว่าจะหาเวลามาเยี่ยมเขาที่ปักกิ่ง แต่เซวียโย่วข่าก็บอกว่าฝึกงานยุ่งมาก ไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนเธอ “พอพ้นปีนี้ก็ดีขึ้นแล้วล่ะครับ”

ฝึกงานก็ยุ่งมากจริงๆ นั่นแหละ แต่ยุ่งกับงานจิปาถะ ความสามารถของเขาแทบไม่ได้รับความสำคัญ เอาแต่ถ่ายเอกสารอยู่ทั้งวันและเช็กเอกสารการซื้อขายหลักทรัพย์ ดูเหมือนจะเป็นเพราะโชคดี หรือเพราะภาพลักษณ์ของเขาดูดีเลยได้คะแนนเพิ่มและถูกรับเข้ามาฝึกงาน

เซวียโย่วข่าไม่ร้องขออะไรจากหัวหน้างานโดยตรงของตัวเอง เขาคอยสังเกตและศึกษาไปเงียบๆ แถมยังหาเวลาจากงานที่แสนยุ่งไปสอบไอเอลส์ได้อีก

ระหว่างทำงานเถียนอ้ายก็ส่งข้อความมาหา

 

‘เสี่ยวข่า ทำไมกิจกรรมชมรมถ่ายภาพหน้าร้อนปีนี้นายไม่ลงชื่อล่ะ’

‘ติดฝึกงานไปไหนไม่ได้เลยครับ…’

 

กิจกรรมของชมรมถ่ายภาพเริ่มครึกครื้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ภายในกลุ่มกำลังรวบรวมรายชื่อกับข้อมูลอยู่

 

‘อ้อๆ ลืมไปว่านายฝึกอยู่ที่จงซาง’

‘แถมผมยังไม่มีพาสปอร์ตด้วย’

 

ปีนี้กิจกรรมของชมรมถ่ายภาพคือทริปถ่ายภาพที่โมร็อกโกสิบสองวัน เพราะเป็นประเทศที่ยกเว้นวีซ่า แค่มีพาสปอร์ตก็ไปได้ ทั้งชมรมรวมถึงสมาชิกบางคนที่พาแฟนสาวหรือแฟนหนุ่มไปด้วย ยังมีคนที่พานายแบบนางแบบของตัวเองไป รวมๆ แล้วจึงมีมากกว่าสี่สิบคน

เถียนอ้ายส่งสติ๊กเกอร์เวทนา

 

‘น่าเสียดาย ฉันก็ไปไม่ได้เหมือนกัน’

‘ทำไมล่ะครับ’

‘สกอร์ปิโอจะปล่อยอัลบั้มใหม่ปลายเดือน เสาร์นี้ถ่ายนิตยสารเพื่อโปรโมตอัลบั้มให้พวกเขาโดยเฉพาะ มันชนกับทริปถ่ายภาพพอดี นายว่างไหม’

‘จริงด้วย! เกือบลืมเลย’

 

เขานึกออกแล้ว รุ่นพี่เถียนอ้ายเป็นคนจัดการให้มีการถ่ายแบบลงนิตยสารครั้งนี้ขึ้นมาเพื่อจะได้จีบหลินสือเม่า ดูเหมือนบรรณาธิการของนิตยสารจะเป็นแม่ของเพื่อนสนิทรุ่นพี่เอง แต่การถ่ายแบบกลับเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ดูจากสถานการณ์ช่วงนี้ของหลินสือเม่าแล้ว รุ่นพี่คงยังไม่ประสบความสำเร็จแน่นอน

หลังปิดเทอมฤดูร้อน หอพักเงียบเชียบ เซวียโย่วข่าจึงไปค้างที่บ้านเฉิงอวี้เสียส่วนใหญ่

โดยรวมแล้วจะได้เจอสมาชิกวงสกอร์ปิโอคนอื่นทุกๆ สามถึงห้าวัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาแทบจะเปิดเผยไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว แม้แต่เหล่าเคก็เหมือนจะมองอะไรบางอย่างออก แค่ไม่ค่อยกล้าถามเท่านั้นเอง

เพราะเซวียโย่วข่าติดฝึกงานในวันธรรมดา เวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองเลยมีจำกัด กว่าจะเคลียร์ช่วงสุดสัปดาห์เพื่อออกไปเที่ยวได้นั้นไม่ง่ายเลย แต่กลับต้องมาถ่ายนิตยสารอะไรนี่อีก ซึ่งข้ออ้างสวยหรูที่ว่าโปรโมตอัลบั้มใหม่นี้ก็ทำให้เฉิงอวี้เริ่มเปิดโหมดเย็นชาตั้งแต่ขึ้นรถ

เขาไม่อยากมาที่นี่เอาเสียเลย

หลินสือเม่าบอกว่าแล้วแต่เขา ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมาก็ได้ แต่กับงานโปรโมตของวงแบบนี้ เขารู้ดีว่าขาดตัวเองไม่ได้

ในสตูดิโอถ่ายภาพ วงสกอร์ปิโอกำลังถ่ายรูปอยู่ อัลบั้มใหม่ชื่อ ‘Daffodils’ ซึ่งก็คือดอกแดฟโฟดิลนั่นเอง เสื้อผ้าและฉากหลังเป็นโทนสีขาว เขียว และเหลืองเป็นหลัก เฉิงอวี้สวมเสื้อเชิ้ตดีไซน์ซับซ้อนแบบยุคกลาง เพราะเขาไม่ยอมให้ใครแตะตัว บนใบหน้าเลยไม่มีร่องรอยของเครื่องสำอาง มีเพียงช่อดอกแดฟโฟดิลในอ้อมแขนตามที่ช่างภาพบอกให้ถือเท่านั้น

เซวียโย่วข่ายืนมองอยู่ข้างๆ ดูออกว่าเขารำคาญจริงๆ และอยู่ในสภาวะพร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ

“อีกนานไหมครับกว่าจะเสร็จ” เขาเอียงตัวกระซิบถามรุ่นพี่เถียนอ้ายที่อยู่ข้างๆ

“งานถ่ายภาพแบบนี้พวกเขาไม่ค่อยชิน ถ้าไม่ค่อยให้ความร่วมมืออาจต้องถ่ายอีกชั่วโมงสองชั่วโมงได้” ที่ว่า ‘พวกเขา’ แท้จริงก็หมายถึงเทอร์โบคนเดียว “เสี่ยวข่า นายทนนิสัยเทอร์โบได้ยังไงเนี่ย”

เซวียโย่วข่าหัวเราะแห้งๆ สองสามครั้ง ไม่รู้จะอธิบายยังไง ความจริงคือเฉิงอวี้ไม่เคยเหวี่ยงใส่เขา มีหงุดหงิดบ้างบางครั้ง แต่ก็ง้อง่าย พูดสองสามคำก็ยิ้มออกแล้ว

เขาเปลี่ยนเรื่องคุย ถามเธอว่ายังวางแผนจะจีบหลินสือเม่าต่อหรือเปล่า

“ไม่แล้ว…” จริงๆ วันนี้เธอไม่อยากมาด้วยซ้ำ

“ทำไมล่ะครับ ไม่ใช่ว่าคุยกับวูล์ฟถูกคอหรอกเหรอ ยังนัดออกไปคุยกันด้วยนี่นา” วูล์ฟเป็นผู้ชายลุคเย็นชา มองดูแล้วเหมือนจะนิสัยคล้ายกับเทอร์โบ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนดีและมีน้ำใจมาก ตอนเซวียโย่วข่าถามเรื่องการเขียนโปรแกรม เขายังช่วยสอนและแก้ให้ทีละขั้นเลย

“ใช่ ก็ดีแหละ แต่…” เถียนอ้ายเห็นท่าทางของเซวียโย่วข่าก็รู้ว่าเขาต้องไม่รู้แน่ๆ ว่าหลินสือเม่ากับวูล์ฟมีความสัมพันธ์กันยังไง “หลินสือเม่ามีคนที่ชอบแล้ว ฉันเลยยอมแพ้แล้ว”

เธอบอกไปแบบนั้น…

เถียนอ้ายคุยกับวูล์ฟถูกคอ เลยนัดออกมาเจอกันและกินข้าวด้วยกัน จากนั้นก็ถามถึงสเป็กของหลินสือเม่าแบบอ้อมๆ วูล์ฟก็บอกเธออย่างสุภาพ จนเถียนอ้ายถามว่า ‘แล้วนายล่ะ มีคนที่ชอบไหม’

วูล์ฟบอกว่ามี

เถียนอ้ายคิดว่าเขาแอบชอบใครอยู่ เลยเตรียมตัวจะช่วยเขาจีบสาว แต่ได้ยินวูล์ฟตอบว่าเป็นหลินสือเม่า เถียนอ้ายตกใจจนตะเกียบหล่นลงพื้น

‘เขารู้ไหม!’

วูล์ฟนิ่งมาก ‘รู้สิ เพราะงั้นพวกเราถึงคบกันมานานแล้ว’

 

การถ่ายภาพจบลงในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา แล้วก็มีสาวผมลอนสีน้ำตาลแดงถือสตาร์บัคส์หลายแก้วมาส่งให้สมาชิกวงสกอร์ปิโอ “ขอบคุณทุกคนมากค่ะ”

ความอดทนของเฉิงอวี้หมดลงพอดี ตอนแรกเขาว่าจะปฏิเสธ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเซวียโย่วข่าอาจจะชอบดื่มเจ้านี่ เขาจึงรับมาและเอ่ยขอบคุณ

พอสาวคนนั้นได้รับการตอบกลับ ตาก็เป็นประกาย หยิบมือถือมาทันที “เทอร์โบ สะดวกแอดเพื่อนไหมคะ ฉันเป็นผู้ช่วย บ.ก. ชื่อลอรี่ รูปไฟนอลออกเมื่อไรฉันจะรีบส่งให้ดูเลยค่ะ”

เซวียโย่วข่ายืนอยู่ไม่ไกล

เถียนอ้ายมองออกทันที “มีคนหน้าไม่อายมาอ่อยแฟนนายแล้ว เสี่ยวข่า รีบไปแสดงความเป็นเจ้าของสิ”

เซวียโย่วข่ายังไม่ขยับ จากมุมของเขามองเห็นหน้าสาวผมลอนน้ำตาลแดงคนนั้น เธอสูงมาก ราวๆ หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ผิวขาว คอเรียวยาว และเหมือนใครบางคนมาก

หลายปีก่อน หลังอาเขยเขาเกิดเรื่องขึ้น อาก็พาลูกชายกับลูกสาวสองคนหนีไปพร้อมเงิน

เขาได้ยินมาว่าโรงงานของอาเขยถูกปิด ดูเหมือนจะทำกำไรผิดกฎหมายไปหลายสิบล้าน และปีนี้อาเขยก็เพิ่งพ้นโทษ

สายตาของเขาพร่าเลือนเล็กน้อย ขณะมองเฉิงอวี้ยัดชานมที่เพิ่งรับมาคืนให้เธอ แล้วก้าวยาวๆ มาทางเขา

สายตาของเซวียโย่วข่ายังคงจับจ้องไปที่เธอ แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจ

เฉิงอวี้เดินมาหยุดตรงหน้า บดบังทัศนวิสัยเขาไว้ แต่เขายังเอียงคอมองไป เห็นหญิงสาวคนนั้นยืนไม่พอใจอยู่ที่เดิม เธอเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นเขา และในวินาทีที่สบตากันก็เหมือนจะชะงักไป

“เฮ้” เฉิงอวี้จับศีรษะเขาให้หันกลับมามองตรงเหมือนหมุนเข็มนาฬิกา “ฉันอยู่นี่ นายมัวมองอะไร”

“ไม่มีอะไรครับ…” เซวียโย่วข่าละสายตากลับมา แต่ยังดูเหม่อลอยและเหมือนกำลังครุ่นคิด

เฉิงอวี้คิดว่าอีกฝ่ายหึงอยู่หรือเปล่า ความหงุดหงิดจากการถ่ายรูปเลยหายวับ เขามองข้ามเถียนอ้ายที่ยืนข้างๆ โดยอัตโนมัติแล้วโอบไหล่เซวียโย่วข่าเดินไปที่ห้องเปลี่ยนชุด

“เธอซื้อเครื่องดื่มให้ อยากจะแอดวีแชตฉัน แต่ฉันคืนเครื่องดื่มไปแล้ว เรื่องเยอะชะมัด จะเอาน้ำแก้วเดียวมาแลกวีแชตฉันหรือไง”

เซวียโย่วข่าที่กำลังเดินเหม่อๆ ถึงกับหันไปมองอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าเธอมองเขาหรือมองเทอร์โบเลยยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน

เฉิงอวี้จับสังเกตความผิดปกติของเขาได้

หึงจริงเหรอ

 

ตอนเปลี่ยนชุดเฉิงอวี้แกะกระดุมหลังเองไม่ได้เลยกะว่าจะเรียกเซวียโย่วข่ามาแกะให้ตัวเอง แต่พอหันไปก็ไม่เห็นเจ้าตัวแล้ว

เซวียโย่วข่าออกจากห้องเปลี่ยนชุดก็เจอสตาฟฟ์คนหนึ่งเลยสอบถามจากเขา “ผู้หญิงผมลอนสีน้ำตาลแดง ใส่เสื้อยืดกุชชี่สีขาวคนนั้นคือใครเหรอครับ”

“ลอรี่เหรอคะ เธอเป็นผู้ช่วย บ.ก. ค่ะ”

ขณะกำลังจะถามต่อ เฉิงอวี้ก็ส่งข้อความมาตามกลับไปให้ช่วยปลดกระดุมข้างหลังให้เขา

แต่ทั้งวันนั้นรวมถึงตอนเย็นที่ไปกินข้าวเซวียโย่วข่ายังคงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ระหว่างทางขับรถกลับบ้าน เฉิงอวี้ได้แวะลงไปซื้อเค้กชิ้นเล็ก ทว่าเขากลับไม่สังเกตเลยสักนิด เฉิงอวี้เลยถามเขาว่ากำลังคิดเรื่องงานอยู่เหรอ เขาก็พยักหน้า

พอมาถึงหน้าประตูบ้าน เฉิงอวี้ก็เปิดประตูแล้วยื่นเค้กให้เขา เซวียโย่วข่าเอ่ยถาม “ซื้อเค้กมาตอนไหนเหรอครับ”

“ซื้อต่อหน้าต่อตานายเลย…”

จะหึงอะไรจะนานขนาดนี้ หึงจนกลายเป็นคนโง่งมไปแล้ว

เฉิงอวี้ยกมือโบกไปมาตรงหน้าเขา ก่อนเปิดกล่องเค้กแล้วตักมาจ่อปาก “อย่าโกรธเลยนะ”

“โกรธอะไรครับ” เซวียโย่วข่าอ้าปากรับ

“ให้ดูมือถือเลย ฉันไม่ได้แอดวีแชตคนอื่นนะ ฉันไม่ให้ใครส่งคำขอเป็นเพื่อนมาง่ายๆ หรอก”

เฉิงอวี้ยื่นมือถือมาตรงหน้าเพื่อให้เขาตรวจสอบ

เซวียโย่วข่าเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เลยส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ยอมรับ เพียงอมยิ้มแล้วคาบช้อนเค้กเอาไว้ “อืม ไม่โกรธแล้วครับ”

เฉิงอวี้สะสมคำตอบ ‘จะขอจูบยังไง’ เอาไว้มากมายมาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะลงมือจริง และก็ไม่เคยเห็นเซวียโย่วข่าเป็นฝ่ายรุกเข้ามาก่อนอีกเลย ถึงขั้นนอนเตียงเดียวกันมานานขนาดนี้ ร่างกายของเขานอกจากอาบน้ำเย็นแล้วก็ยังไม่เคยมีเรื่องอื่นเกิดขึ้นเลย!

พอเฉิงอวี้เห็นครีมเปื้อนที่มุมปากของเซวียโย่วข่าก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าโอกาสมาถึงแล้ว

แต่ยังไม่ทันรวบรวมความกล้าจะโน้มตัวเข้าไป เซวียโย่วข่าก็เลียครีมที่มุมปากจนเกลี้ยง

กระทั่งกินเค้กจนหมดก็ยังหาโอกาสไม่ได้

ทั้งที่คอร์สของโค้ชความรักก็ฟังมาจนครบแล้ว ทำไมพอเอาเข้าจริงเขาถึงจำอะไรไม่ได้เหมือนไม่เคยเข้าเรียนมาก่อน

 

พอเซวียโย่วข่าอาบน้ำเสร็จออกมา ก่อนนอนเขาได้เล่าเรื่องของอาและอาเขยให้เฉิงอวี้ฟัง

“อาเขยผมเปิดโรงงานกระเป๋าปลอม หาเงินได้เยอะมาก แล้วก็โดนจับ ปีนี้เพิ่งพ้นโทษออกมา”

“อืม” เฉิงอวี้ขยับเข้ามาข้างเขา

“ส่วนอาผมพาลูกหนีไป มีลูกพี่ลูกน้องหญิงชายของผม”

“อ้อ ลูกพี่ลูกน้องหญิงของนายคือฟางหลี่ฉิงคนนั้นใช่ไหม”

“พี่รู้ได้ไงครับ” เซวียโย่วข่าตกใจ

“นายเคยใช้ชื่อลูกพี่ลูกน้องนายมาหลอกฉัน ฉันจะจำไม่ได้ได้ยังไง ฉันจำได้ชั่วชีวิตเลย” เฉิงอวี้เขยิบเข้ามาตรงหน้าแล้วเอาหัวหนุนหมอนใบเดียวกับเขา จ้องมองเขาในระยะใกล้มาก แถมน้ำเสียงเหมือนจะเสียใจสุดๆ “ฉันโดนนายหลอกมานาน แถมหลอกหนักขนาดนั้น นายไม่คิดจะปลอบฉันหน่อยเหรอ” เซวียโย่วข่ายังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เฉิงอวี้ก็พูดก่อน “ห้ามพูดว่าผมขอโทษนะ”

“งั้น…พี่อยากให้ผมปลอบยังไงล่ะครับ ผมรู้ว่าผมผิด จากนี้ไปจะชดใช้เรื่องนี้ให้พี่ไปตลอดชีวิต และจะอยู่ข้างพี่เพื่อไถ่โทษด้วย” เขาพูดด้วยความรู้สึกผิด “ให้อภัยผมเถอะครับ พี่ชาย”

หัวใจของเฉิงอวี้ถูกความอ่อนโยนสะกิด ความนุ่มนวลในส่วนลึกของแววตาเหมือนสายน้ำ มันท่วมท้นจนแทบเอ่อล้นออกมา “นอกจากว่านาย…จะจูบฉันอีกที”

“เอ๋?” เซวียโย่วข่ามองตาเฉิงอวี้ด้วยความมึนงง “พี่ไม่ชอบไม่ใช่เหรอ” เขายังจำได้ว่าก่อนหน้านี้เฉิงอวี้ยังหนีไปอาบน้ำเลย

“ใครบอกว่าฉันไม่ชอบ” เฉิงอวี้โน้มศีรษะไปข้างหน้า เอาปลายจมูกแตะกับปลายจมูกเขา ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดแก้มของอีกฝ่ายขณะพูด “คนที่ฉันชอบทำอะไรฉันก็ชอบทั้งนั้นแหละ”

เซวียโย่วข่ากะพริบตา ภายในห้องที่เปิดเพียงโคมไฟอ่านหนังสือมีแสงกะพริบวูบวาบ มันคือสายรัดข้อมือของเฉิงอวี้นั่นเอง

จากนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าริมฝีปากถูกจุ๊บเบาๆ ก่อนจะถูกพละกำลังมหาศาลพันธนาการไว้อย่างอ่อนโยน เซวียโย่วข่าไม่ทันได้คิดอะไร รู้เพียงว่าตัวเองเปลี่ยนจากท่านอนตะแคงมาเป็นนอนหงาย เบื้องหน้าพลันพลิกกลับตาลปัตร เฉิงอวี้ดึงผ้าห่มขึ้นมาแล้วทาบทับอยู่บนร่างเขา

* จือฮู คือเว็บไซต์ของจีน สามารถตั้งกระทู้คำถามเพื่อรอผู้รู้มาตอบคำถามได้

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: