X
    Categories: everYทดลองอ่านแฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ

ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 69-70 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3

ผู้เขียน :  ซุ่ยหมาง (睡芒)

แปลโดย : G.N Voyager

ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่

และมีการบรรยายถึงเลือดซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ            

   

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 69

 

อุณหภูมิร่างกายและน้ำหนักถ่ายเทลงบนตัวของเซวียโย่วข่าอย่างชัดเจนผ่านผ้าห่มผืนบาง เขารู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นจึงเผลอหลับตาแน่นอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้งแล้วสบเข้ากับสายตาเฉิงอวี้อย่างจัง ไม่มีที่ให้หลบอีกต่อไปแล้ว

“นายบอกว่าจะอยู่ชดใช้ความผิดข้างๆ ฉันไปตลอดชีวิตใช่ไหม” ลมหายใจของเฉิงอวี้รินรดอยู่ตรงขนอ่อนข้างแก้มของเขาในระยะประชิด เรียกว่าแทบจะแนบชิดติดกันตอนพูดประโยคนี้ออกมา

เซวียโย่วข่าได้แต่เปล่งเสียงขึ้นจมูกเบาๆ ว่า “อืม” มือเท้าไม่กล้าขยับส่งเดช ปลายนิ้วจิกอยู่บนผ้าปูเตียง

“ห้ามเบี้ยวนะ ไม่งั้นฉันไม่ปล่อยนายไปแน่” ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้กันเกินไป เฉิงอวี้โน้มลงจุ๊บริมฝีปากเขาเบาๆ หลายครั้ง เหมือนกำลังครุ่นคิดว่าจะจูบจริงๆ ยังไงดี

เซวียโย่วข่าครางรับสองครั้ง ทั้งตัวอ่อนแรง อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงผิดปกติ แสงจากโคมไฟอ่านหนังสือหัวเตียงตกกระทบเป็นวงสีอบอุ่นบนผนังและแผ่ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะอย่างอ่อนโยน เขาเองก็ไม่มีประสบการณ์จึงปล่อยให้อีกฝ่ายจูบอยู่แบบนั้นหลายๆ ที ก่อนจะยกแขนขึ้นด้วยความลังเล แล้วอ้อมผ่านผ้าห่มไปกอดรัดแผ่นหลังกว้างของเฉิงอวี้

เฉิงอวี้ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลงครอบครองริมฝีปากของเขาไว้

ทั้งสองไม่ขยับเขยื้อน ในความรู้สึกของเซวียโย่วข่าเหมือนเวลายืดยาวไปอย่างน้อยครึ่งศตวรรษและถูกห้อมล้อมด้วยความอบอุ่นราวกับแช่ตัวในน้ำอุ่น จากนั้นเฉิงอวี้ก็ลองดูดเบาๆ สองสามที เสียงที่ดังออกมาเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าเขายังเป็นมือใหม่ ทำเอาเฉิงอวี้รู้สึกเขินจนแทบระเบิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังก้มหน้าจูบแบบเงอะงะต่อไปอีกสักพักโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น หัวใจในอกเต้นถี่รัวอย่างบ้าคลั่ง เซวียโย่วข่ากำมือที่จับเสื้อด้านหลังเขาเอาไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้ายอมรับอย่างหมดแรง หัวสมองว่างเปล่า คิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น โลกทั้งใบเหลือเพียงอีกฝ่ายที่อยู่ในอ้อมกอด

ภายในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงทั้งคู่ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่จูบกันอย่างเคอะเขินและอ่อนโยนท่ามกลางค่ำคืนฤดูร้อน เฉิงอวี้เผลอไผลน้ำลายไหลออกมานิดหน่อยจนรู้สึกขายหน้า เลยรีบกลืนกลับไปด้วยความประหม่า เซวียโย่วข่าร้อนจนเหงื่อซึมทั่วร่าง ส่วนเฉิงอวี้เองก็ไม่ต่างกัน ทว่าสายเรียกเข้าจากฉู่เพ่ยซินก็เข้ามาขัดจังหวะพวกเขา

“แม่ ผมไม่เป็นไร” ตอนเฉิงอวี้รับโทรศัพท์ เขายังหอบหายใจอยู่ “กำลังตีกลองอยู่น่ะ”

“ดึกดื่นขนาดนี้ยังจะฝึกตีกลองอะไรอีก! ไปนอนได้แล้ว!”

“อย่ามายุ่งกับผมเลยน่า”

เซวียโย่วข่าลุกขึ้นนั่ง ทนไม่ไหวจนต้องเอามือปิดหน้า รู้สึกเหมือนร่างกายไร้เรี่ยวแรงเหมือนถูกสูบไปจนว่างเปล่า

เฉิงอวี้เองก็แทบไม่ต่างกัน เดิมทีตีกลองตั้งหลายชั่วโมงก็ไม่เห็นมีสภาพเป็นแบบนี้ ปกติเขายิ่งตีก็ยิ่งสดชื่น พอเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายที่คนกับกลองเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนเขาก็ยังกระปรี้กระเปร่าเสมอ แต่ตอนนี้…เพียงแค่ได้แนบชิดกับคนที่ชอบประมาณครึ่งชั่วโมง แถมยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เฉิงอวี้กลับรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจ

หลังวางสายเขาก็กลับไปนอนแล้วขยับเข้าไปหนุนหมอนใบเดียวกับเซวียโย่วข่า จากนั้นก็ล้วงมือคลำหามือของอีกฝ่ายอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่รู้ว่าเป็นเหงื่อของตัวเองหรือของเซวียหมี่หมี่ แต่ฝ่ามือทั้งสองต่างชุ่มไปหมด

ปกติแล้วเฉิงอวี้คงรู้สึกขยะแขยง แต่ตอนนี้กลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย เขาถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่ตัวเองก็ยังจินตนาการไม่ออก “เมื่อกี้นั้น…”

“หืม?” เนื่องจากปิดไฟไปแล้วและสายรัดข้อมือของเฉิงอวี้ก็ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่ม ในห้องที่มืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่าง เซวียโย่วข่ารู้สึกสงบลงกว่าเมื่อครู่แล้ว หัวใจก็ไม่ได้เต้นแรงขนาดนั้นอีก

“นายรู้สึกยังไงบ้าง” เฉิงอวี้ถามเสียงแหบพร่า

“ผม…” เขาไม่รู้จะตอบยังไง มองไปข้างหน้าก็มีแต่เฉิงอวี้ที่เป็นเค้าโครงเลือนราง พูดเสียงเบา “น้ำลายพี่หยดใส่คอผม”

เพิ่งเช็ดออกไปเมื่อกี้

“…”

แม่งเอ๊ย!

“นายไม่สบายหรือเปล่า” เฉิงอวี้เองกลับรู้สึกเหมือนจะลอยขึ้นฟ้า แทบอยากจะทำอีกรอบ

“ไม่ครับ อืม…สบายดี” เขาตอบเสียงเบามาก ถ้าไม่ใช่คืนที่เงียบขนาดนี้ เฉิงอวี้คงไม่ได้ยิน

“งั้นเอาอีกไหม…”

“อะไรนะ”

เฉิงอวี้โน้มตัวไปจูบริมฝีปากเขาอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกาย “นอนเถอะ”

“อืม…ฝันดีครับ”

เฉิงอวี้ยื่นมือไปจิ้มแก้มเขา “ฝันดี”

เซวียโย่วข่าหลับไปอย่างรวดเร็ว

มือที่ยังจับกันอยู่ใต้ผ้าห่มร้อนจัดเกินอุณหภูมิร่างกายตามปกติ ตอนเฉิงอวี้จูบเขาเมื่อครู่ไม่ได้รู้สึกต้องการอะไรมากนัก เหมือนเข้าสู่ความรู้สึกสงบอย่างเป็นธรรมชาติแบบพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่สามารถให้ความรู้สึกเช่นนี้ได้

เซวียโย่วข่าหันหน้าไปอีกทางหนึ่งและหลับสนิทไปแล้ว เสียงลมหายใจสม่ำเสมอ ท่านอนนิ่งสนิทดูน่าเอ็นดู

“บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้”

จากความคิดนี้เฉิงอวี้จึงค่อยๆ ลุกขึ้นไปเปิดมือถือ ก่อนจะลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำที่สุด แล้วเริ่มค้นหา

 

‘เทคนิคการจูบแบบใช้ลิ้น’

‘จูบยังไงให้แฟนสาวต้องยอมแพ้’

 

เขารู้สึกเขินเกินกว่าจะทนดูวิดีโอคนจริงได้ ดังนั้นจึงเลือกดูคลิปสอนแบบแอนิเมชั่นแทน หลังดูจบแล้วก็เหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ เขารู้สึกเขินๆ ว่าจูบแบบนี้มันจะใช้ได้จริงไหม…

 

ตอนเฉิงอวี้ไปส่งเซวียโย่วข่าทำงานที่บริษัท ขณะที่เขากำลังจะลงจากรถก็ถูกเฉิงอวี้ดึงไปหอมแก้มหนึ่งที

ปกติตอนกลางวันเซวียโย่วข่าจะกินข้าวกับเพื่อนร่วมงาน บางวันก็เอาอาหารกลางวันมาเอง บางวันก็สั่งดีลิเวอรี่ เขามักจะสั่งข้าวไก่ตุ๋น แต่วันนี้กลับไม่ได้สั่งอาหารมา เพราะมีข้าวกล่องจากโรงแรมห้าดาวมาส่งถึงที่ เฉิงอวี้บอกว่าเป็นโรงแรมของหลินสือเม่าและเขาเป็นคนจ่ายเอง จะไม่กินก็เสียดายของ

ความเป็นคนอัธยาศัยดีของเซวียโย่วข่ากลับไม่ช่วยอะไรในบริษัทเลย เพื่อนร่วมงานผู้หญิงยังพอว่า แต่เพื่อนร่วมงานผู้ชายดูจะไม่ค่อยชอบหน้าเขาสักเท่าไร มีอะไรก็มักจะเรียกเขาไปช่วย แค่เพราะเขาเป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่ยังเรียนอยู่เพียงคนเดียวในบรรดาเด็กฝึกงานของบริษัทหลักทรัพย์จงซางแห่งนี้ นอกจากนี้คนที่จะสามารถเข้ามาฝึกงานในบริษัทหลักทรัพย์จงซางได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกคนรวยที่ใช้ทั้งเส้นสายของครอบครัวและภูมิหลัง บวกกับประวัติการศึกษาของตัวเองถึงสามารถเข้ามาที่นี่ได้

เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานพวกนั้น แค่ดูก็รู้แล้วว่าเซวียโย่วข่าเป็นนักศึกษาที่ยากจน เขาคิดว่าตัวเองอาจจะโชคดีจริงๆ เลยอาศัยหน้าตาเข้ามาได้ ดังนั้นจึงทำได้แค่เข้าไปทำงานเล็กๆ น้อยๆ อยู่ในทีมโปรเจ็กต์ แต่เขาก็ไม่บ่น เพราะประสบการณ์การฝึกงานแบบนี้ถือว่าหาได้ยากมาก

ก่อนพักเที่ยงเขาออกมาจากห้องประชุม หัวหน้าชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทักในห้องกาแฟ “เที่ยงนี้กินอะไรล่ะ”

เซวียโย่วข่าบอกว่าสั่งดีลิเวอรี่

หัวหน้าพูดขึ้น “แถวนี้มีร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่นะ เขาทำข้าวหน้าปลาไหลได้เหมือนต้นตำรับมากเลย”

“จริงเหรอครับ ชื่อร้านอะไรครับ ผมว่าจะไปกินตอนเย็นสักหน่อย” เขาอยากชวนเฉิงอวี้ไปกินด้วย

“ร้านนี้ไง” หัวหน้าเปิดมือถือให้ดู “ร้านค่อนข้างดัง ต้องต่อคิวนานหน่อย แต่ฉันรู้จักเจ้าของร้านนะ ถ้านายอยากกินเลิกงานแล้วก็ไปกับฉันสิ”

เซวียโย่วข่ายังไม่เอะใจ แค่รู้สึกว่าหัวหน้าเว่ยช่างเป็นคนดี “ไม่เป็นไรครับ ผมไปจองคิวล่วงหน้าได้ ผมจะไปกินกับเพื่อนน่ะครับ ขอบคุณครับหัวหน้าเว่ย”

หัวหน้าเว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนก้มหน้าจิบกาแฟ

พวกเพื่อนร่วมงานที่บังเอิญได้ยินบทสนทนานี้เข้ามาเปิดตู้เย็นเงียบๆ แล้วส่งเสียงทักทายหัวหน้าเว่ย

 

อาหารกลางวันของเซวียโย่วข่ามาส่งพร้อมกับอาหารที่เพื่อนร่วมงานผู้ชายอีกคนสั่ง เพื่อนร่วมงานคนนี้เป็นเด็กฝึกงานที่เข้ามาในช่วงเดียวกับเขา เป็นหัวกะทิที่จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ปกติจะชอบแต่งตัวด้วย Armani และ Zegna นิสัยการกินไม่ค่อยเหมือนคนที่อยู่ในประเทศ ทุกคนไม่มีใครเรียกชื่อจีนของเขา แต่เรียกชื่อภาษาอังกฤษว่าเจคอป

เจคอปไปรับดีลิเวอรี่จากคนส่งอาหารพร้อมกัน เลยเห็นว่าคนที่มาส่งดีลิเวอรี่ให้เซวียโย่วข่าเป็นผู้ชายที่ใส่สูททางการ แถมยังขับรถมาส่งด้วย

“ครอบครัวนายทำข้าวกล่องมาให้นายเหรอ” เจคอปเหลือบมองโลโก้โรงแรมหรูแห่งหนึ่งบนถุงกระดาษ ตัวเขาเองก็เป็นสมาชิกของโรงแรมนั้น จึงอดสงสัยไม่ได้ เพราะเซวียโย่วข่าดูไม่เหมือนคนที่จะมีปัญญาใช้จ่ายในโรงแรมแบบนี้

เซวียโย่วข่าตอบว่าเพื่อนเขาสั่งให้

ในถุงกระดาษมีกล่องอาหารดีลิเวอรี่ซ้อนกันหลายชั้น ดูหรูหราเป็นพิเศษ

เซวียโย่วข่าเองก็รู้สึกว่าเยอะเกินไป โดยเฉพาะตอนเอาออกมา เพื่อนร่วมงานในโรงอาหารต่างพากันตกตะลึง “ข้าวกล่องอะไรหรูขนาดนี้เนี่ย”

“นั่นกล่องข้าวของโรงแรมไป่เซวียนเหรอ”

“อ๋อครับ ของที่นั่นแหละ” เขาไม่ได้คิดอะไรมาก แค่คิดว่าเป็นโรงแรมห้าดาวทั่วไป เพราะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของโรงแรมนี้มาก่อน แต่อาหารรสชาติดีมากเลย

ทว่าโรงแรมไป่เซวียนไม่ได้โด่งดังเพราะตัวโรงแรมเอง หากแต่เพราะร้านอาหารต่างหาก โดยโรงแรมนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นเพียงโรงแรมเฉพาะกลุ่มซึ่งมีราคาพอๆ กับโรงแรมอามัน แต่ร้านอาหารของที่นี่ไม่ธรรมดาเลย

“ไป่เซวียนมีบริการดีลิเวอรี่ด้วยเหรอ” เจคอปถามด้วยความสงสัย “ฉันชอบข้าวหูฉลามน้ำแดงของพวกเขามากเลย”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…”

อาหารที่มาส่งมีมากมายจนเกินจำเป็น ถึงเซวียโย่วข่าจะไม่รู้แต่คนอื่นรู้ดี แค่เปิดอินเตอร์เน็ตเช็กดูก็รู้แล้วว่าร้านอาหารของโรงแรมนี้ราคาเท่าไร ลองเขาสั่งมาเยอะขนาดนี้ ราคาอาหารดีลิเวอรี่ชุดหนึ่งอย่างต่ำต้องมีสี่หลักแน่นอน

สรุปว่าเขาไม่ใช่นักศึกษายากจนเหรอ

“อาหารดีลิเวอรี่แพงขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าหัวหน้าเว่ยเป็นคนสั่งให้เขา”

 

เซวียโย่วข่าแอบอู้งานแล้วส่งข้อความไปหาเฉิงอวี้ว่าอาหารเยอะมาก ส่วนเฉิงอวี้ก็บอกให้กินเยอะๆ

 

‘ขุนให้อ้วนหน่อย’

‘หัวหน้าบอกว่ามีร้านข้าวหน้าปลาไหลอร่อยๆ อยู่แถวนี้ เย็นนี้ผมพาพี่ไปกินนะ’

 

เฉิงอวี้ตอบตกลง

แต่พอเลิกงานเซวียโย่วข่าก็ได้รับโทรศัพท์จากเซวียเทียนเลี่ยง

ปลายสายเริ่มถามก่อน “หมี่หมี่ ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนปีนี้ไม่กลับบ้านเหรอ นี่ก็เดือนสิงหาแล้วนะ”

“ผมหาที่ฝึกงานได้เลยกลับไปไม่ได้ครับ”

เซวียเทียนเลี่ยงพูดว่า “อ๋อ อย่างนั้นเหรอ ลูกทำงานอยู่ในบริษัทเหรอ ย่าของลูกบอกว่าคิดถึงลูก อยากฟังเสียงของลูก”

“งั้นผมคุยกับย่าก็ได้ครับ”

จากนั้นเซวียโย่วข่าก็เดินออกจากบริษัทไปที่รถของเฉิงอวี้ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถ

“คุยกับใครอยู่เหรอ”

‘พ่อผมครับ’ เขาพูดโดยไม่ออกเสียง ก่อนจะได้ยินเสียงย่าเรียกหมี่หมี่

“ย่าครับ” เซวียโย่วข่าได้ยินเสียงของหญิงชราที่อ่อนแรงและสั่นเครือเล็กน้อย “หมี่หมี่ ย่าคิดถึงหลานจังเลย”

เซวียโย่วข่าร้อนใจ “ย่าอย่าร้องเลยนะครับ ผมขอโทษ ช่วงนี้ผมไม่มีเวลาเลย เปิดเทอมแล้วถ้ามีเวลาผมจะกลับไปหาย่าแน่นอน”

ย่าพูดว่าไม่เป็นไร พร้อมทั้งบอกให้เขาอย่าทำงานหนัก แล้วเริ่มพูดว่าคิดถึงเขาซ้ำๆ

เซวียโย่วข่าสัมผัสได้ว่าคำพูดของย่าผิดปกติเล็กน้อย จากนั้นโทรศัพท์ก็กลับไปอยู่ในมือของเซวียเทียนเลี่ยง เซวียโย่วข่าจึงเอ่ยถาม “พ่อครับ ช่วงนี้ย่าไม่ค่อยสบายเหรอ”

“เฮ้อ…” เซวียเทียนเลี่ยงถอนหายใจ “อาของลูกกลับมาแล้วน่ะสิ”

เซวียโย่วข่าไม่ได้ส่งเสียงอะไร

“ลูกยังจำลูกพี่ลูกน้องชายของลูกได้ไหม ตลอดหลายปีนี้เกาเกาไม่ได้เจอปู่กับย่าเลยจำกันไม่ได้ แถมยังไม่ยอมเรียกปู่ย่าด้วย สองวันนี้ย่าของลูกก็เลยร้องไห้จนต้องเข้าโรงพยาบาลเมื่อวาน”

เนื่องจากเกาเกาเป็นโรคหอบหืด ผู้ใหญ่เลยไม่กล้าดุด่าเขา

หัวใจของเซวียโย่วข่าบีบรัด “อาการหนักไหมครับ”

“ไม่หรอก คงเพราะอายุมากแล้วนั่นแหละ อยู่โรงพยาบาลก็เอาแต่พูดถึงลูก เดี๋ยวก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ตั้งใจทำงานเถอะ”

หลังสายตัดไปเฉิงอวี้ก็ถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น เซวียโย่วข่าบอกว่าย่าไม่ค่อยสบาย แล้วเปิดแอพพลิเคชั่นดูตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินคืนวันศุกร์

“พี่ครับ สุดสัปดาห์นี้ผมคงไปกับพี่ไม่ได้แล้ว ผมต้องกลับไปเยี่ยมย่าหน่อย”

“งั้นฉันไปกับนายละกัน” เฉิงอวี้ตอบ

 

คืนวันศุกร์ที่สนามบิน

เซวียโย่วข่าเลิกงานก็รีบไปสนามบินทันที แต่เพราะตกเครื่องเลยต้องเลื่อนเป็นไฟลต์ดึกกว่าเดิม ตอนหลังเที่ยงคืนเฉิงอวี้จึงได้ขึ้นเครื่องบินชั้นประหยัดเป็นครั้งที่สองในชีวิต แล้วยังได้นั่งที่นั่งท้ายเครื่องแสนคับแคบเพื่อบินไปยังสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของรักแรก

บทที่ 70

 

เที่ยวบินไฟลต์ดึกออกจากสนามบินหลังเที่ยงคืน พอลงจอดก็เป็นเวลาตีสามพอดี เซวียโย่วข่าจองโรงแรมที่ดีที่สุดในละแวกนั้นเอาไว้แล้ว

ระหว่างนั่งรถเฉิงอวี้ถามว่า “ไม่เรียกรถกลับบ้านเหรอ”

ถ้าเรียกรถตอนนี้น่าจะถึงอำเภอซานหลิงราวๆ ตีห้าหรือหกโมง จะได้เจอคุณย่าแต่เช้า

เซวียโย่วข่าบอกว่าตัวเองง่วงเกินไปแล้วพิงหน้าผากลงบนไหล่ของเฉิงอวี้ “เราพักที่นี่จนถึงวันพรุ่งนี้แล้วค่อยไปตอนเช้าเถอะครับ” จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ง่วง ถึงจะง่วงแค่ไหนก็นอนในรถได้อยู่ดี แต่เขากังวลว่าตัวเองจะทำให้คุณชายใหญ่อย่างเฉิงอวี้เหนื่อยล้าไปด้วย เพราะการเดินทางกลางดึกลำบากไม่น้อย

พอมาถึงโรงแรมทั้งคู่ก็ล้างหน้าล้างตาแบบง่ายๆ แล้วล้มตัวลงนอน พวกเขาออกมาไม่ได้เอาของมามากนัก มีแค่กระเป๋าเป้ใบเดียว แยกช่องใส่เสื้อผ้าและอุปกรณ์อาบน้ำของแต่ละคนเอาไว้ ถึงจะไม่สะดวกสบายเท่าไร แต่เฉิงอวี้ก็ไม่บ่นจุกจิกและนอนหลับไปข้างๆ เขา

 

รถแท็กซี่ก็ค่อยๆ แล่นเข้าสู่ตัวเมืองเก่าในช่วงเที่ยง

เซวียโย่วข่าคุยโทรศัพท์กับเซวียเทียนเลี่ยงจบแล้วกดลดกระจกรถลง เมืองเก่าดูไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว มีอาคารใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเยอะ ร้านค้าก็ทันสมัย มีทั้งร้านมินิโซ ร้านขายของเฉพาะของหัวเว่ยอะไรแบบนั้นก็มาเปิดที่นี่แล้ว

รถแล่นผ่านตัวเมืองเก่าแล้ววิ่งต่อไปบนถนนหลวงสายยาวที่มีรถสัญจรน้อยมาก พอรถแท็กซี่ข้ามสะพานไปก็เห็นแม่น้ำอยู่ด้านล่าง

สายตาของเฉิงอวี้มองผ่านหน้าต่างรถที่มีฝ้าหมอกจับไปยังแม่น้ำสีน้ำเงินสายนั้น

กลิ่นหอมของลิ้นจี่อบอวลอยู่ในอากาศ

เซวียโย่วข่าชี้ทาง “ลุงครับ ตรงนี้เลี้ยวขวานะครับ”

“ทางเล็กเหรอ ทางนี้รถเข้าได้เหรอ” คนขับถามด้วยสำเนียงท้องถิ่น

“น่าจะเข้าได้นะครับ”

คนขับบอกว่าถ้าเข้าทางนี้ต้องเพิ่มเงินนะ เซวียโย่วข่าก็พยักหน้า

พอคิดคำนวณดูแล้ว เขาไม่ได้กลับมาที่นี่ราวๆ เจ็ดปีเต็ม หลังเหอเสี่ยวโหยวพาเขากลับไปที่บ้านแม่ ในช่วงสองปีแรกก็ไม่ได้กลับมาเลย จนกระทั่งย่าโทรศัพท์ไปบอกว่า ‘ต่อให้พวกเธอหย่ากันแล้ว จะไม่ให้หลานมาเจอฉันไม่ได้หรอกมั้ง’

เหอเสี่ยวโหยวหาเหตุผลมาปฏิเสธว่าเขายุ่งอยู่กับการเรียนและมีความกดดันในการเรียนสูง อีกเดี๋ยวก็จะเปิดเทอม และยังต้องทำการบ้านอะไรพวกนั้นอีก

หลังจากนั้นเซวียเทียนเลี่ยงที่กำลังหลบหนีเจ้าหนี้ก็กลับมา เนื่องจากย่าขายไร่ชาไปแล้ว และนำสวนผลไม้ไปปล่อยเช่า อีกทั้งบ้านที่เขาได้มาในตอนหย่าร้างก็ขายไปแล้ว พอรวมกับเงินที่ยืมจากเพื่อนบ้านรอบข้างก็ชำระหนี้สินจากเงินกู้ดอกเบี้ยโหดไปได้พอสมควร

เซวียเทียนเลี่ยงไปสมัครงานใหม่ที่ร้านล้างรถ ชีวิตค่อยๆ กลับมาสู่เส้นทางที่ถูกที่ควร ถึงบางครั้งจะอดไม่ไหวจนแอบไปซื้อลอตเตอรี่บ้างก็ตาม

ครั้งสุดท้ายที่เซวียโย่วข่าเจอเขา เป็นตอนที่เซวียเทียนเลี่ยงพาย่ามาหาที่หูหนาน เหอเสี่ยวโหยวไม่ค่อยพอใจนัก แต่ต่อหน้าผู้ใหญ่ก็พูดอะไรไม่ได้ จึงได้แต่คุยกับเซวียเทียนเลี่ยงตามลำพังให้ชัดเจนว่า ‘ตอนเราหย่ากันก็ตกลงกันชัดเจนแล้วว่าบ้านเป็นของคุณ ลูกอยู่กับฉัน ถ้าไม่มีอะไรก็อย่ามาหาอีก’

‘ลูกจะไม่มีพ่อไม่ได้หรอกนะ’ เซวียเทียนเลี่ยงพูดด้วยสีหน้าทุกข์ใจ

เหอเสี่ยวโหยวกลับพูดอย่างเย็นชา ‘ฉันจะหาพ่อที่ดีให้เขาเอง แต่คนคนนั้นไม่ใช่คุณแน่’

หลังจากความสัมพันธ์กลายเป็นแบบนี้ ทุกครั้งที่เซวียโย่วข่าได้รับโทรศัพท์จากเซวียเทียนเลี่ยง เขาจะรู้สึกเหมือนกำลังทำผิด เซวียเทียนเลี่ยงมักจะถามเขาว่า ‘แม่ของลูกไม่อยู่ใกล้ๆ ใช่ไหม’

ถ้าเขาตอบว่าไม่อยู่ ทั้งคู่ถึงจะได้คุยกันได้ตามสบาย แต่ก็ไม่ได้คุยกันอะไรมากมายอยู่ดี

วันนี้จู่ๆ เซวียเทียนเลี่ยงก็ได้รับโทรศัพท์ เขาประหลาดใจมากและไม่ทันได้ตั้งตัว รีบใส่เสื้อผ้าดีๆ แล้วออกมารับลูกทันที

เซวียโย่วข่าจำทางไม่ค่อยได้ ขณะกำลังลังเลอยู่ว่าจะเลี้ยวตรงไหนก็เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ริมถนนด้านหน้า อีกฝ่ายแต่งกายสะอาดเรียบร้อย ทว่าหน้าตากลับซูบผอมและทรุดโทรมไปมาก มีเครารกครึ้มไปครึ่งใบหน้า

คงเป็นเพราะเห็นเขา เซวียเทียนเลี่ยงเลยค้อมตัวลงมองมาด้วยความดีใจและยกมือขึ้นโบกมาทางเขา “หมี่หมี่!”

“ลุงครับ จอดรถตรงนี้เลย” เซวียโย่วข่าสแกนจ่ายเงินแล้วพูดกับเฉิงอวี้เสียงเบา “นั่นพ่อผมครับ”

เฉิงอวี้ก้มตัวลงจากรถ

พอเห็นชายที่หน้าตายังคงมีความหล่อเหลาอยู่ เซวียโย่วข่าก็บอกให้แท็กซี่จอดแล้วเลี้ยวกลับไป จากนั้นเซวียโย่วข่าก็แนะนำเฉิงอวี้ “พ่อครับ นี่…เพื่อนผมครับ เมื่อกี้ผมบอกในโทรศัพท์แล้ว เขาจะตามมาเที่ยวแถวนี้พอดี”

“สวัสดีหนุ่มน้อย ฉันเป็นพ่อของหมี่…เอ่อ…เซวียโย่วข่านะ” เซวียเทียนเลี่ยงได้เจอเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของลูกก็ทำตัวไม่ถูกนิดหน่อย เพราะเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนนี้มีหน้าตาและบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เลยกังวลว่าเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนนี้จะหัวเราะเยาะลูกชายเพราะตัวเอง

“สวัสดีครับคุณน้า” เฉิงอวี้โค้งศีรษะทักทายอย่างเป็นทางการ “ผมชื่อเฉิงอวี้ครับ”

“สวัสดีๆ” เซวียเทียนเลี่ยงมีความประทับใจที่ดีต่อเขา

“ตอนออกมาหยิบติดมือมาด้วย เป็นลิ้นจี่จากสวน เพิ่งเด็ดสดๆ เลย” เซวียเทียนเลี่ยงส่งผลไม้ให้พวกเขา เดินไปพลางพูดไปพลาง “ทำไมจู่ๆ ถึงมาล่ะ ไม่เห็นบอกกันล่วงหน้าเลย”

“ผมแค่อยากกลับมาหาย่า พรุ่งนี้ค่ำๆ ก็ต้องกลับแล้ว”

“หืม? กลับไวจัง”

“ครับ วันจันทร์ผมต้องไปทำงาน แล้วย่าเป็นยังไงบ้างครับ”

“ออกจากโรงพยาบาลมาไม่กี่วันนี่เอง เอาแต่ร้องไห้ทั้งวัน พ่อเพิ่งโทรศัพท์ไปบอกว่าลูกกลับมาแล้ว ปู่กับย่ากำลังมาแหละ”

“พวกเขาไม่อยู่บ้านเหรอครับ”

“อาลูกพาไปอยู่ในตัวอำเภอแล้ว”

พ่อกับลูกเจอกันแล้วไม่มีการกอด จึงดูห่างเหินเล็กน้อย พอเดินมาถึงหน้าบ้านก็พบว่าข้างในไม่มีคนอยู่เลย ลานปูนถูกกวาดจนสะอาดหมดจด แต่ก็ดูเงียบเหงา มีเพียงใบไม้ไม่กี่ใบหล่นอยู่บนพื้น

เซวียโย่วข่าเงยหน้ามอง ตัวบ้านหลังเก่าทับซ้อนกับภาพในความทรงจำ แต่มีบางอย่างต่างออกไป เหมือนผนังถูกทาสีใหม่ให้ขาวกว่าเดิม ภาพจำคือสีขาวอมเหลือง กระจกหน้าต่างเป็นแบบที่มีสีเขียวหม่นและมีคราบสนิมประปราย แต่เมื่อมองด้วยตาเปล่ากลับดูโปร่งและสว่างกว่าที่คิด

เฉิงอวี้เคยมาที่นี่ ในสถานการณ์ที่ไม่มีรูปถ่าย สิ่งที่เขาจำได้ชัดเจนที่สุดคือภายในห้องเล็กๆ ของเซวียโย่วข่าติดโปสเตอร์อะนิเมะไว้เต็มไปหมด นอกจากนั้นยังมีบ้านต้นไม้ทรุดโทรมกับไก่ที่เลี้ยงเอาไว้ในลานด้านหลังซึ่งเคยทำท่าเหมือนจะบินเข้ามาจิกเขา

“บ้านรกไปหน่อย ไม่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้าเลย” เซวียเทียนเลี่ยงรินน้ำให้พวกเขา “อยากกินน้ำกีวี่ไหม มีเครื่องคั้นอยู่”

เซวียโย่วข่าบอกว่าไม่เป็นไร “พ่อ พ่อนั่งก่อนสักพักเถอะ”

เซวียเทียนเลี่ยงนั่งลงฝั่งตรงข้าม บทสนทนาของสองพ่อลูกมีแค่ไม่กี่อย่าง “เงินที่พ่อโอนไปให้ ทำไมลูกถึงโอนกลับมาล่ะ แถมยังโอนกลับมาเกินอีกสองหมื่น ลูกไปเอาเงินมาจากไหน”

“รางวัลที่มหา’ลัยแจกครับ”

ระหว่างที่พ่อลูกคุยกัน เฉิงอวี้ก็เดินออกไปยืนที่ลานบ้านพลางมองต้นมะเดื่อในสวนหลังบ้าน บ้านต้นไม้ไม่อยู่แล้ว เขาเดินดูรอบๆ ในที่สุดก็เห็นคอกสุนัขที่ดูเหมือนกับ ‘บ้านต้นไม้’

ดูท่าคงจะรื้อลงมาแล้วโยนไว้ในมุมหนึ่ง จากนั้นก็เลี้ยงสุนัขตัวใหญ่ เฉิงอวี้เหลือบมอง สุนัขตัวนั้นเห่าใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง ถ้าไม่ใช่เพราะโซ่ที่คอ เกรงว่าคงจะพุ่งเข้ามาแล้ว

พอได้ยินเสียงสุนัขเห่า เซวียเทียนเลี่ยงก็รีบวิ่งออกมาดุ “ห้ามเห่านะ! เงียบเดี๋ยวนี้!”

เขาหันไปพูดกับเฉิงอวี้ด้วยท่าทีเป็นมิตร “หนุ่มน้อย เข้ามาในบ้านก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันไปขังหมาไว้ก่อน”

พอปิดประตูหน้ากรงสุนัข สุนัขก็มองไม่เห็นคนและเลิกเห่า

เซวียเทียนเลี่ยงถามลูกชาย “หมี่หมี่ คืนนี้ลูกกับเพื่อนจะพักที่ไหนกัน”

“ยังไม่ได้คิดเลยครับ” เดี๋ยวนี้อำเภอพัฒนาขึ้นมาก ในตัวอำเภอก็มีโรงแรมดีๆ อยู่

“ถ้าอยากพักที่บ้าน พ่อจะเก็บห้องให้ ห้องลูกยังอยู่เหมือนเดิมเลยนะ”

“ผมอยากขึ้นไปดูหน่อยครับ”

ทั้งสามคนเดินขึ้นไปชั้นบน บ้านหลังนี้เพิ่งทาสีผนังใหม่เลยดูขาวไปหมด ผนังสีขาวตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีเทาเก่าๆ แลดูอ้างว้างเหมือนผู้คนจากไปเหลือแต่ความว่างเปล่า

เซวียเทียนเลี่ยงเปิดประตูห้องของเขา “ไม่ได้แตะต้องเลย ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง”

ภายในห้องเล็กๆ นั้น บนผนังเต็มไปด้วยโปสเตอร์อะนิเมะ ฝุ่นลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ พื้นปกคลุมด้วยฝุ่นบางๆ โต๊ะหนังสือกับเตียงถูกคลุมด้วยพลาสติกใส

“พ่อครับ แล้วบ้านหลังเก่าของเราล่ะ”

เขาหมายถึงห้องชุดสองห้องนอนที่อยู่ในตัวอำเภอซานหลิง

เซวียโย่วข่ายังไม่รู้ว่าขายไปใช้หนี้แล้ว ขณะที่เซวียเทียนเลี่ยงกำลังกลุ้มว่าจะควรอธิบายยังไงดีก็ได้ยินเสียงรถดังขึ้น พอมองลงไปก็เห็นรถเก๋งสีแดง

เซวียโย่วข่าถาม “อากลับมาตั้งแต่เมื่อไรครับ”

“ปีนี้แหละ พออาเขยของลูกออกจากคุก เธอก็กลับมา”

พอรถจอดแล้วก็มีหลายคนลงมา นอกจากปู่กับย่ายังมีผู้หญิงผมสั้นใส่กระโปรง แต่งหน้าอ่อนๆ ทาลิปสีถั่วแดงกวน สีผิวดูดีภายใต้การแต่งหน้า เซวียโย่วข่าคิดว่านั่นน่าจะเป็นอาที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี

ต่อจากนั้นอาเขยก็พาเกาเกาลงมาจากรถ อาเขยติดคุกมาหลายปี บุคลิกเปลี่ยนไปมาก เกาเกาเองก็อายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี ตัวไม่สูงมากนักเพราะป่วยเป็นโรคหอบหืด ดูแล้วน่าจะสูงราวเมตรห้าสิบเซ็นต์กว่าๆ เขาใส่ชุดเอี๊ยม ตัดผมทรงกะลาครอบ ท่าทางดูว่านอนสอนง่าย ไม่ชอบทักทายผู้คน จากนั้นก็มีผู้หญิงตัวสูงคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถ เธอมีผมสีเกาลัดมัดหางม้าสูง

เซวียเทียนเลี่ยงว่า “อ้าว พี่สาวกับน้องชายของลูกก็มาด้วย”

เซวียโย่วข่ายืนมองลงมาจากระเบียงชั้นสอง ทันทีที่คุณย่าเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขาก็น้ำตาคลอพลางร้องเรียกหมี่หมี่ อาเองก็พลอยดีอกดีใจไปด้วย เธอตะโกนเรียกเขา “หมี่หมี่ตอนนี้หล่อมากเลย สูงขนาดนี้แล้ว!”

เซวียโย่วข่าโบกมือเรียกปู่ ย่า และอาเสียงดัง แต่สายตากลับไปหยุดอยู่ที่ลูกพี่ลูกน้องสาว

คนที่เจอในสตูดิโอถ่ายภาพวันนั้น ที่แท้ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องเขาจริงๆ

เซวียโย่วข่าหันไปมองเฉิงอวี้แวบหนึ่งแล้วก็เริ่มนึกเสียใจขึ้นมานิดๆ เขาไม่น่าให้อีกฝ่ายตามมาเลย เดิมทีเขาตั้งใจจะกลับมาเยี่ยมย่าอย่างเดียว คิดไม่ถึงว่าจะมีครอบครัวอาทั้งสี่คนที่ไม่ได้เจอกันมานานอยู่ด้วย

แต่ดูเหมือนเฉิงอวี้จะจำไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือคนที่เพิ่งเจอกันเมื่อไม่นานมานี้

เซวียโย่วข่าเป็นฝ่ายแนะนำกับคนในบ้านว่าเฉิงอวี้เป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของเขาที่ตามมาเที่ยวเล่น

เมื่ออาบอกให้เกาเกาทักทายพี่ชาย เกาเกาก็มองเขาแวบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าลืมลูกพี่ลูกน้องคนนี้ไปแล้ว

“จำไม่ได้เหรอ ตอนที่ลูกจะไปยังยกตุ๊กตาโทโทโร่ให้พี่เขาอยู่เลย โทโทโร่ที่ลูกรักที่สุดนั่นไง”

ถึงอย่างนั้นเกาเกาก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี เขาปิดปากสนิทด้วยความเขิน

อาเอ่ยขอโทษ “หมี่หมี่ ขอโทษนะ อาตามใจเขาจนเสียคนหมดแล้ว”

เซวียโย่วข่าห่วงเรื่องสุขภาพของย่าเลยไม่ได้สนใจคนอื่นเท่าไร

กลับเป็นอาที่เห็นเฉิงอวี้และได้ยินว่าเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย T ของเซวียโย่วข่า เธอเลยทักทายเขาอย่างสุภาพ “มาเที่ยวที่นี่กี่วันเหรอจ๊ะ”

“ยังไม่แน่ใจครับ”

“ของขึ้นชื่อที่สุดของที่นี่ก็คือลิ้นจี่ เคยกินลิ้นจี่หรือยังล่ะ”

“ครับ”

เฉิงอวี้พูดน้อยจนน่าตกใจ ฟางหลี่ฉิงพยายามขยับเข้ามาใกล้หวังชวนคุยตลอด แต่สุดท้ายเฉิงอวี้ก็หยิบหูฟังมาใส่

ปู่บอกกับเซวียโย่วข่าว่า “พ่อหลานบอกว่าหลานกลับมา ย่าก็ดีขึ้นเลย เมื่อเช้ายังนอนถอนหายใจอยู่บนเตียงอยู่เลย พอรู้ว่าหลานจะกลับบ้านเก่า ย่าก็รีบลุกขึ้นมานั่งทันที”

ตอนนี้ย่าดูมีเรี่ยวมีแรงมาก เซวียโย่วข่าเลยถามว่าได้ตรวจสุขภาพไหม

“ตรวจแล้ว ตอนนอนโรงพยาบาลก็ตรวจหมดทุกอย่างแล้ว”

ฟางหลี่ฉิงที่อยู่ข้างๆ มองเขาทีแล้วก็มองเทอร์โบที่ใส่หูฟังที

“น้องชาย นายเรียนอยู่มหาวิทยาลัย T ใช่ไหม ฉันทำงานอยู่ที่นิตยสารคล็อกไวซ์ เมื่อสองหรือสามอาทิตย์ก่อนพวกเราเคยเจอกันที่สตูดิโอถ่ายภาพใช่ไหม จู่ๆ เห็นนาย ฉันเลยไม่อยากเชื่อ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ ว้าว ตอนนี้ต่างออกไปจริงๆ”

ฟางหลี่ฉิงแค่ได้ยินชื่อของลูกพี่ลูกน้องชาย และได้ยินแม่บอกว่าเขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัย T เธอก็นึกถึงเด็กหนุ่มที่เจอวันที่ตัวเองทำงานขึ้นมา เด็กหนุ่มที่ดูคล้ายกับลูกพี่ลูกน้องคนนั้นรู้จักกับมือกลองของวงสกอร์ปิโอ แถมดูเหมือนจะสนิทกันมากด้วย

แต่ตอนนั้นเธอไม่ค่อยมั่นใจ เพราะอีกฝ่ายต่างจากลูกพี่ลูกน้องชายตัวเล็กในความทรงจำโดยสิ้นเชิง

หลังจากเรียนจบเมื่อปีที่แล้ว เธอก็กลับมาจากต่างประเทศและทำงานที่นี่ สมัครเป็นผู้ช่วยในนิตยสารแฟชั่น

แต่ฐานะทางบ้านไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ห้องชุดในปักกิ่งขายทิ้งไปตั้งแต่หลายปีก่อนตอนที่พวกเธอจากไป แต่ฟางไห่หมิงพ่อของเธอมองการณ์ไกล เขากลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นจึงซื้อห้องชุดเอาไว้ที่มาเลเซีย หลังจากถูกศาลตัดสินให้จับกุมตัว แม่ก็เก็บเงินสดทั้งหมดที่อยู่ในบ้านแล้วจัดการเรื่องบ้านที่มีอยู่อย่างเร่งด่วนทันที จากนั้นก็พาพวกเธอหนีไปในคืนนั้นเลย

การอยู่ต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูง เธอเรียนมหาวิทยาลัยที่ฝรั่งเศส ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เรียนสาขาบริหารจัดการตราสินค้าหรูหรา กว่าจะเรียนจบใช้เงินไปไม่น้อย เธอรู้ว่าสถานการณ์ที่บ้านเป็นยังไง ระหว่างเรียนเลยทำงานไปด้วย

พอเรียนจบก็กลับมาหางานในประเทศ ได้เห็นวงการที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

แม้ว่างานของเธอจะดูหรูหรา แต่จริงๆ แทบไม่ได้เงิน เพราะลักษณะงานทำให้ต้องซื้อของแบรนด์เนมบ่อยๆ

บางครั้งก็มีคนรวยมาจีบเธอและให้เงินใช้ไม่น้อยในทุกๆ เดือน ทั้งยังซื้อกระเป๋า เสื้อผ้า และเพชรพลอยให้ แต่คบได้ไม่กี่เดือนเธอก็บังเอิญรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพลย์บอยที่มาคบเธอแค่สนุกๆ

เธอโกรธมากจนขอเลิก หลังเอาของทั้งหมดคืนให้อีกฝ่าย การใช้จ่ายก็ต้องลดลง ไม่สามารถซื้อของรุ่นใหม่หรือถือกระเป๋ารุ่นลิมิเต็ดได้อีก

แต่ในบรรดาคุณชายลูกคนรวยที่หน้าตาพอดูได้รอบตัวเธอ ถ้าไม่เป็นเกย์ก็แต่งงานไปแล้ว ซึ่งศีลธรรมก็ไม่อนุญาตให้เธอไปเป็นมือที่สามของใคร

ก่อนวันถ่ายงานวงสกอร์ปิโอ ตอนรวบรวมข้อมูลเธอบังเอิญเห็นรูปวงสกอร์ปิโอเข้าก็ถึงกับตะลึง

เพื่อนร่วมงานที่เป็นแฟนคลับของวงสกอร์ปิโอเล่าให้ฟังว่า ‘เธอรู้จักตระกูลเฉิงที่มาเก๊าไหม’

‘ไม่รู้อะ’

‘งั้นตระกูลลู่นี่ต้องรู้จักสินะ’

‘ตระกูลมหาเศรษฐีที่เปิดกาสิโนนั่นน่ะเหรอ’

‘ใช่ แล้วตระกูลเฉิงน่ะเหนือกว่าพวกเขาเยอะเลย เหนือกว่าหลายเลเวลเลยแหละ แค่ไม่ทำตัวเด่น คนเลยไม่รู้ ฉันมีเพื่อนสาวคนหนึ่งเคยทำงานเป็นเลขาฯ อยู่ที่บริษัทของตระกูลลู่ เธอแอบกระซิบบอกฉันว่ามือกลองชื่อเทอร์โบของวงนี้ความจริงแล้วแซ่เฉิง ชื่อจริงเฉิงอวี้ เป็นทายาทเศรษฐีที่รวยมาหลายรุ่นเลยนะ ทั้งบ้านเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเครือไอวี่ลีก* เคมบริดจ์ ไม่ก็อ็อกซ์ฟอร์ดกันหมด ตั้งแต่ปีหกศูนย์คุณย่าของเขาก็จบจากเคมบริดจ์แล้ว!’

‘งั้นทำไมเทอร์โบถึงมาเรียนที่มหา’ลัย T ล่ะ…’

‘ก็ทำวงดนตรีไง เขาลาออกจากเบิร์กลีย์เพื่อกลับมาทำวงเลยนะ แล้วก็ถือโอกาสไปเรียนที่มหา’ลัย T อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง ต่อให้เขาไม่มีครอบครัวแบบนี้ แต่เธอเห็นหน้าเขาแล้วจะไม่หวั่นไหวเหรอ ส่วนนักร้องนำก็ลึกลับมาก ลือว่าเป็นทายาทมหาเศรษฐีที่รวยมาหลายรุ่นเหมือนกัน แต่ฉันไม่มีเพื่อนที่ทำงานกับบ้านเขาเลยไม่ค่อยรู้…’

เพื่อนร่วมงานพวกนี้ว่างๆ ก็ชอบซุบซิบถึงตระกูลใหญ่ ฟางหลี่ฉิงเลยแอบไปดูการถ่ายภาพ ในใจมีแต่ความคิดว่าต้องจีบเขาให้ติดจะได้เป็นสะใภ้เศรษฐี

ใครจะคิดว่าเขาไม่สนใจเธอสักนิด และยิ่งไม่คิดว่าชายหนุ่มที่ดูคล้ายกับลูกพี่ลูกน้องจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอจริงๆ เมื่อลูกพี่ลูกน้องคนนั้นกลับมาบ้านเก่าก็ยังพาหนุ่มหล่อทายาทเศรษฐีหลายชั่วอายุคนกลับมาด้วย

ทั้งสองคนสนิทกันขนาดนี้เลยเหรอ

เพราะเหตุนี้ฟางหลี่ฉิงเลยดูกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา แถมยังจับมือลูกพี่ลูกน้องบอกว่าตัวเองคิดถึงเขามากด้วย

เซวียโย่วข่าไม่ได้เปิดโปงการแสดงที่ไม่แนบเนียนของลูกพี่ลูกน้อง ได้แต่คุยไปตามมารยาท สุดท้ายก็พาเฉิงอวี้ขึ้นไปบนห้องของตัวเอง เช็ดเก้าอี้ให้สะอาดแล้วให้เขานั่งลง

“ไม่สนุกใช่ไหมครับ”

“ก็โอเค”

“ดูสิ พี่ไม่ยิ้มเลย” เซวียโย่วข่ายื่นปลายนิ้วไปจิ้มแก้มเขา

“ฉันไม่ค่อยชอบยิ้มอยู่แล้ว” เฉิงอวี้จับปลายนิ้วของเขาไว้แล้วยกขึ้นจูบเบาๆ ที่ริมฝีปาก

เขาไม่คุ้นกับบรรยากาศที่ญาติพี่น้องล้อมวงคุยกันแบบนี้จริงๆ ดูเหมือนเพราะมีเขาอยู่ หลายเรื่องเลยไม่สะดวกจะพูดคุยกัน

“งั้นผมลงไปหยิบของกินให้ครับ ย่าผมกำลังทอดหมาทงอยู่ น่าจะใกล้เสร็จแล้ว”

ตอนเซวียโย่วข่าลงไป เซวียเทียนเลี่ยงก็ยื่นโคล่าสองกระป๋องให้ “เอาไปให้เพื่อนลูกสิ”

“เขาไม่ดื่มโคล่าครับ ให้เกาเกาเถอะ”

“ลูกพี่ลูกน้องลูกอยู่ในลานบ้านนั่นแหละ”

เซวียโย่วข่าถือกระป๋องโคล่าเดินออกไปหาเกาเกา เห็นลูกพี่ลูกน้องชายนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ ตรงขั้นบันได บนขามีถาดผลไม้วางอยู่ ในถาดมีเมล็ดแตง ถั่วลิสง ลูกกวาด และผลไม้

เซวียโย่วข่าซ่อนมือไว้ข้างหลังแล้วแกล้งถาม “ทำอะไรอยู่น่ะ”

เกาเกาไม่ตอบ แค่เงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง

“อยากกินไหม” เซวียโย่วข่าเอาโคล่าออกมายื่นให้

เกาเกาหันหน้าหนี

“เอาเถอะ นายไม่ชอบสินะ” เซวียโย่วข่าก็เลยวางกระป๋องโคล่าไว้ในถาดผลไม้บนตักเขา แล้วล้วงกระเป๋ากางเกง “พี่ไม่ได้เอาขนมมาด้วยเลย ชอบกินอะไรล่ะ เดี๋ยวพี่ซื้อให้ดีไหม”

“ไม่เอา ที่นี่ไม่มี”

เซวียโย่วข่านั่งยองทำให้ตัวเตี้ยกว่าอีกฝ่ายนิดหน่อย จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นพูด “เดี๋ยวนี้ในเน็ตมีหมดทุกอย่างแล้ว อยากได้อะไรก็บอก พี่จะช่วยหาซื้อให้”

เกาเกาทำหน้ารังเกียจ “ผมอยากกิน Pitch*

“อะไรนะ” เซวียโย่วข่าหยิบมือถือมาเปิดแอพฯ แล้วลองค้นดู “อ๋อ ขนมปังเหรอ”

“พี่จะซื้อให้หนึ่งกล่องนะ” ราคาไม่ถูกเท่าไร เซวียโย่วข่าคิดไปเองว่าคุยกับเขารู้เรื่องเลยถามต่อ “เกาเกา ทำไมไม่ยอมทักทายคนอื่นล่ะ”

เด็กน้อยเงียบไม่ตอบ

“ไม่ทักทายพี่ไม่เป็นไร แต่ปู่กับย่าต้องทักทายนะ ไม่งั้นย่าจะเสียใจมากเลยรู้ไหม”

เกาเกาคว้ากระป๋องโคล่าแล้วโยนลงพื้น

เซวียโย่วข่าตกใจนิดหน่อย ก่อนจะก้มลงเก็บโคล่าขึ้นมาแล้วใช้นิ้วเช็ดฝุ่นด้านบนเบาๆ “ไม่อยากได้ก็อย่าขว้างทิ้งสิ”

เกาเกาหยิบเมล็ดแตงในถาดขึ้นมาปาใส่เขา จากนั้นลิ้นจี่ลูกหนึ่งก็ลอยมากระแทกหน้า ทำเอาเซวียโย่วข่าชะงักไป หลังลุกขึ้นยืนก็ถอยไปสองสามก้าว เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าเด็กคนนี้นิสัยเป็นยังไง

อาที่อยู่ข้างในเห็นเหตุการณ์ก็รีบออกมาดุเขา “ทำอะไรน่ะเกาเกา! ห้ามตีพี่ชายนะ!”

เกาเกาคว้าเมล็ดแตงอีกหนึ่งกำมาโยนใส่เซวียโย่วข่า และในขณะที่อาพุ่งเข้ามาก็พลันมีน้ำเทลงมาจากด้านบนรดลงศีรษะของเกาเกา น้ำแร่ทั้งขวดเทรดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างแม่นยำ ทำให้เขานิ่งไป จากนั้นก็แผดเสียงร้องไห้ออกมา

อามองขึ้นไปด้านบนทันที พบว่าเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่ดูดีมีชาติตระกูลของเซวียโย่วข่า ตอนนี้เขากำลังมองลงมาด้วยสีหน้าเย็นชา ในมือถือขวดน้ำแร่ว่างเปล่าเอาไว้

ขวดน้ำนั่นร่วงตามลงมาจากด้านบนทันที แถมขวดเปล่ายังตกลงบนศีรษะของเด็กน้อยพอดิบพอดี

ฟางหลี่ฉิงที่กำลังจะแอบไปตีสนิทกับเฉิงอวี้ชะงักงัน

“ฉันกลับก่อนนะ”

ตอนเฉิงอวี้ออกมา สีหน้าเขาดูไม่ค่อยดีนัก เขากล่าวขอโทษย่าของเซวียโย่วข่าแล้วควักเงินสดหนึ่งปึกยื่นให้อาของหมี่หมี่ บอกว่าเป็นค่าชุดใหม่ของเด็กน้อย

เซวียโย่วข่าตามออกไป “พี่จะไปไหนครับ”

“ฉันจองโรงแรมไว้แล้ว”

“งั้นผมไปกับพี่”

“อยู่กับย่านายเถอะ” เฉิงอวี้ลูบผมของเขา “ตอนเย็นค่อยมาหาฉันก็ได้”

 

บ่ายวันนั้นทั้งบ้านก็ปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้งเพราะการกระทำของเฉิงอวี้ เกาเการ้องไห้จ้าเสียงดังจนแทบหายใจไม่ทัน ร้อนให้ฟางไห่หมิงต้องรีบพาไปโรงพยาบาล แต่ผลตรวจที่ออกมากลับไม่พบความผิดปกติอะไรเลย

เซวียโย่วข่าขอโทษซ้ำแล้วซ้ำอีก เขารู้สึกผิดมาก ส่วนฟางหลี่ฉิงกลับไม่แปลกใจนัก เธอพูดกับลูกพี่ลูกน้องว่า “เขาเป็นแบบนั้นแหละ ชอบเล่นละคร”

พอตกเย็นก็ถึงเวลากินอาหารร่วมกับครอบครัว

อาเขยพาเกาเกากลับบ้านไปแล้ว บนโต๊ะอาหารเลยเหลือแค่อากับลูกพี่ลูกน้องสาว นอกจากนี้ยังมีปู่กับย่าและเซวียเทียนเลี่ยง

ถึงบรรยากาศจะอึดอัดเพราะเรื่องของเกาเกา แต่เมื่อผลตรวจจากโรงพยาบาลออกมาแล้วว่าเกาเกาไม่เป็นอะไร อาเลยไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เพราะเธอเห็นกับตาว่าลูกตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เขาไปแกล้งเซวียโย่วข่าจนโดนผู้ใหญ่ที่อารมณ์ร้อนกว่าสั่งสอนเข้าให้

ถึงเธอจะไม่เห็นด้วยกับวิธีสั่งสอนแบบนั้น แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนที่ไม่รู้จักมักจี่ แถมยังเป็นเพื่อนที่เซวียโย่วข่าพามา เธอก็ไม่กล้าถือสาหาความ

เมื่อเฉิงอวี้ไม่อยู่ ฟางหลี่ฉิงถึงได้แอบถามลูกพี่ลูกน้องชายว่า “เพื่อนคนนั้นของนาย เทอร์โบน่ะ พวกนายรู้จักกันได้ยังไงเหรอ”

“เรียนมหา’ลัยเดียวกันเลยรู้จักกันน่ะ”

“นายสนิทกับเขามากเลยสิ ฉันเคยได้ยินมาว่าเขามักอารมณ์ไม่ค่อยดี” ก่อนหน้านี้เคยได้ยิน วันนี้ได้เห็นเองกับตาแล้ว คนที่กล้าสั่งสอนเด็กดื้อต่อหน้าต่อตาแบบนี้ เธอไม่ค่อยได้พบเจอเลย “ไม่นึกเลยว่าพวกนายจะรู้จักกัน แถมยังสนิทกันขนาดนี้ด้วย”

เซวียโย่วข่าตอบเรียบๆ ว่า ‘พอสมควร’

ฟางหลี่ฉิงถามต่อ “พวกนายจะกลับวันไหน ฉันก็ต้องกลับไปทำงานเหมือนกัน กลับไปพร้อมกันไหม”

เซวียโย่วข่าตอบ “เขาไม่กลับพร้อมผมหรอก ผมกลับพรุ่งนี้ตอนเย็น แล้วพี่จะกลับพร้อมผมไหม”

ฟางหลี่ฉิงว่า “อ๋อ อีกสองสามวันฉันถึงจะกลับไป แล้วเทอร์โบจะกลับวันไหนเหรอ”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

ตั้งแต่ลูกพี่ลูกน้องสาวเริ่มเอ่ยปาก เซวียโย่วข่าก็รู้ทันทีว่าเธอคิดอะไร เธอคอยซักถามเรื่องของเฉิงอวี้จากเขาอยู่ตลอด ต่อให้เป็นคนโง่ก็รู้ว่าเธอมีเจตนาแบบไหน จนเขาอยากจะบอกเธอไปตรงๆ เลยว่าเทอร์โบเป็นเกย์

 

หลังออกจากร้านอาหาร ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามก็เป็นร้านขนมเก่าแก่แห่งหนึ่ง

“เค้กข้าวเหนียวร้านนั้น หมี่หมี่ยังจำได้ไหม” เซวียเทียนเลี่ยงที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น “ตอนที่แม่ของลูกตั้งท้องลูกเธอชอบกินเค้กข้าวเหนียวร้านนั้นมาก ตอนนั้นลูกยังไม่เกิดก็ตั้งชื่อเล่นไว้แล้วว่าถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อนั่วนั่ว* แต่ถ้าเป็นผู้ชายก็ชื่อหมี่หมี่**

เขาเคยได้ยินเรื่องนี้จากปากของเหอเสี่ยวโหยวมาก่อน และแน่นอนว่าเขาก็เคยกินเค้กข้าวเหนียวร้านนี้ด้วย

อาก็พูดเหมือนนึกขึ้นได้ “ตอนฉันท้องลูกคนที่สองไม่ค่อยเจริญอาหาร แต่กลับชอบกินเค้กข้าวเหนียวร้านนี้เหมือนกัน พอคลอดลูกคนที่สองเลยตั้งชื่อลูกว่าเกาเกา* ไง”

“ผมจำได้ แม่เคยเล่าให้ฟัง”

เมื่อเซวียโย่วข่าหันกลับไปก็เห็นร่องรอยเหี่ยวย่นและถุงใต้ตาภายใต้การแต่งหน้าอย่างประณีตของอา เธอดูเหนื่อยล้ากว่าเหอเสี่ยวโหยวเสียอีก

อายิ้มเล็กน้อยพลางถามเขา “หมี่หมี่ อยากกินไหม เดี๋ยวอาไปซื้อให้”

“เดี๋ยวผมไปซื้อเองครับ”

ตอนกลางคืนร้านใกล้จะปิดแล้ว เซวียโย่วข่าซื้อเค้กข้าวเหนียวที่เหลืออยู่มาทั้งหมดและเลือกขนมอย่างอื่นเพิ่มอีกนิดหน่อย จากนั้นก็แยกออกเป็นสองชุด ชุดหนึ่งให้อา ส่วนอีกชุดเก็บไว้เอง กะจะเอาไปให้เฉิงอวี้ลองชิม

เนื่องจากเฉิงอวี้ยังไม่ได้กินอะไร เซวียโย่วข่าจึงสั่งอาหารดีลิเวอรี่มาหลายอย่าง จากนั้นก็นั่งรถกลับไปโรงแรมและถือข้าวของขึ้นไปชั้นบน

เฉิงอวี้เปิดประตู “กินเสร็จแล้วเหรอ ห่อมาให้ฉันด้วย?”

“ไม่ครับ ผมสั่งดีลิเวอรี่” เขากลัวอาหารจะไม่ถูกปากเฉิงอวี้เลยสั่งจากหลายร้านไม่ซ้ำกัน “ตอนเย็นผมก็ไม่ค่อยได้กินเหมือนกัน เรามากินด้วยกันเถอะ”

“นี่หมาทงที่ย่าผมทำเอง แล้วก็มีเค้กข้าวเหนียวอันนี้ พี่ลองชิมดูสิ”

ตอนบ่ายย่าทอดหมาทงสดใหม่ แต่เฉิงอวี้รีบกลับไปก่อนเลยไม่ได้กิน

เซวียโย่วข่าเล่าเรื่องเค้กข้าวเหนียวให้เขาฟัง “ชื่อเล่นผมก็มาจากขนมนี้แหละครับ ของเกาเกาก็เหมือนกัน”

“ลูกพี่ลูกน้องชายคนนั้นเหรอ”

“ใช่ครับ ตอนบ่ายคิดว่าเขาหอบหืดกำเริบเลยพาไปส่งโรงพยาบาล แต่จากนั้นก็ไม่ได้เป็นอะไร”

“โชคดีไป ลูกพี่ลูกน้องชายของนายน่ะ…นิสัยแย่ชะมัด” เฉิงอวี้บีบแก้มเขา “หมี่หมี่ของฉันเป็นเด็กดีที่สุดแล้ว”

เฉิงอวี้กัดเค้กข้าวเหนียวไปหนึ่งคำ เขาคิดว่าไม่อร่อย แต่พอได้กินร่วมไปกับการรับฟังเรื่องราวก็รู้สึกว่าพอกินได้

“พรุ่งนี้เราจะกลับกันกี่โมง” เซวียโย่วข่าดูตั๋วเครื่องบิน “พรุ่งนี้ตอนกลางวันผมอยากไปเยี่ยมย่าอีกที ถ้าเราออกไปสนามบินตอนบ่ายโมงน่าจะทันไฟลต์หกโมงยี่สิบพอดีไหมครับ”

“เอาไฟลต์นี้ดีกว่า” เฉิงอวี้ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ แล้วแตะหน้าจอมือถือของเขา “ไฟลต์สี่ทุ่มกว่าๆ ไฟลต์นี้”

“ซื้อดึกขนาดนั้นทำไมล่ะครับ”

เฉิงอวี้กำลังจะอธิบายว่าจะพาเขาไปที่แห่งหนึ่ง แต่ก็เห็นข้อความเด้งขึ้นบนหน้าจอซะก่อน เป็นข้อความจากลูกพี่ลูกน้องสาว

 

‘น้องชาย ส่งคอนแทกต์วีแชตของเทอร์โบให้ฉันหน่อยได้ไหม’

 

เฉิงอวี้เลิกคิ้ว “ลูกพี่ลูกน้องสาวของนายเหรอ”

“อืม…” เซวียโย่วข่ากระแอมเบาๆ “ก่อนหน้านี้พี่ก็เคยเจอเธอแล้วไง เพราะงั้นเธอก็เลยตื๊อขนาดนี้”

“งั้นเหรอ”

“ใช่ครับ” เซวียโย่วข่าย้ำเตือนเขา “วันนั้นที่สตูดิโอถ่ายภาพเธอเป็นคนซื้อสตาร์บัคส์มาให้พี่ไง”

เฉิงอวี้บอกว่าจำไม่ได้เลย

“จำไม่ได้จริงเหรอครับ” เซวียโย่วข่าสงสัย “ลูกพี่ลูกน้องสาวผมออกจะสวยขนาดนั้นนะ”

“ฉันไม่ชอบผู้หญิงน่ะสิ บอกเธอไปเลยก็ได้ว่าฉันเป็นเกย์ หรือไม่ก็ลบเธอออกไปเลยจะได้ไม่มากวนใจนาย”

เซวียโย่วข่าคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบลูกพี่ลูกน้องสาวกลับไป

 

‘เทอร์โบกลับไปแล้วนะ’

‘เพราะเรื่องตอนบ่ายใช่ไหม ฉันอยากจะขอโทษเขาพอดีเลย น้องชาย ฉันต้องขอโทษเขาด้วยตัวเองให้ได้ อย่าขัดขวางฉันเลยนะ ฉันต้องขอโทษเทอร์โบเรื่องน้องชายงี่เง่าของบ้านเราให้ได้!’

 

เซวียโย่วข่าจนปัญญา เลยบอกว่าตัวเองมีประชุมวิดีโอคอลล์

 

‘เดี๋ยวไว้คุยทีหลังนะ บายครับ’

 

ห้องที่เฉิงอวี้จองเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุด ทั้งคู่กินอาหารกันในห้องนั่งเล่น จากนั้นก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำตอนกลางดึก

เฉิงอวี้ดึงม่านหน้าต่างปิดจนสนิท เซวียโย่วข่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จออกมา เขาสวมชุดคลุมอาบน้ำ แต่อยู่ดีๆ ไฟในห้องน้ำก็ดับหมด

ห้องทั้งห้องมืดสนิท

“พี่เฉิงอวี้…พี่เอาการ์ดไฟออกเหรอ”

เซวียโย่วข่าคลำหาโทรศัพท์ที่อยู่บนอ่างล้างหน้า จู่ๆ ก็ถูกคนจับแขนจนเขาตกใจ

เฉิงอวี้พูดขึ้น “ฉันเอง”

“พี่ทำอะไรเนี่ย ทำไมมืดไปหมดเลยล่ะ”

เฉิงอวี้ส่งเสียง “ชู่ว์” แล้วยกมือขึ้นปิดตาเขา

แผ่นหลังของเซวียโย่วข่าพิงกับอกของเฉิงอวี้ ขณะที่ถูกอีกฝ่ายพาเดินไปข้างหน้า เขาก็ตระหนักได้ว่าคงเป็นเซอร์ไพรส์อะไรสักอย่างที่มองเห็นได้แค่ตอนกลางคืน เลยไม่ได้ส่งเสียงออกไปแล้วก้าวเดินตามฝีเท้าของอีกฝ่ายไปเงียบๆ

จนกระทั่งมือของเฉิงอวี้ค่อยๆ เลื่อนออกจากดวงตา เซวียโย่วข่าก็เห็นแสงสีเขียวจางๆ นับไม่ถ้วนลอยอยู่เต็มห้อง ทำให้ห้องที่มืดมิดสว่างไสวขึ้นมา

เขาเงยหน้ามองด้วยความตกตะลึง รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกที่ไม่ใช่ความจริง

ผ่านไปเกือบครึ่งนาทีเขาไม่ได้พูดอะไรเลย จากนั้นก็หันไปถาม “ตอนบ่ายพี่…ไปจับหิ่งห้อยมาเหรอครับ”

“อืม” หลังเฉิงอวี้ออกจากบ้านของเซวียโย่วข่าก็เรียกรถไปยังเขาจงซานแล้วจ้างคนที่ตีนเขาไปจับมา เดิมทีเขาตั้งใจจะแวะไปบ้านตา แต่กลับพบว่าเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว บ้านของตาในอำเภอซานหลิงถูกขโมยของไปจนเกลี้ยง ไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง

เซวียโย่วข่าร้อง “ว้าว” ออกมา

เฉิงอวี้สวมกอดเอวเซวียโย่วข่าจากทางด้านหลังพลางวางคางลงบนศีรษะเขา หิ่งห้อยน้อยตัวหนึ่งกระพือปีกบินผ่านหน้าไปในระยะประชิด เฉิงอวี้พูดเสียงเบา “คราวนี้จำได้หรือยัง เจ้าเด็กไม่มีหัวใจ ถ้ายังนึกไม่ออกฉันจะลงโทษนายแล้วนะ”

 

* ไอวี่ลีก (Ivy League) เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำ 8 แห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบไปด้วยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยบราวน์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยคอร์เนล มหาวิทยาลัยดาร์ทเมาท์ มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

* Pitch คือขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสสอดไส้รสชาติต่างๆ จากแบรนด์ดังในประเทศฝรั่งเศสอย่าง Pasquier

* คำว่า ‘นั่ว (糯)’ ในชื่อ ‘นั่วนั่ว (糯糯)’ หมายถึงข้าวเหนียว

** คำว่า ‘หมี่ (米)’ ในชื่อ ‘หมี่หมี่ (米米)’ หมายถึงข้าว

* คำว่า ‘เกา (糕)’ ในชื่อ ‘เกาเกา (糕)’ หมายถึงเค้ก

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: