ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3
ผู้เขียน : ซุ่ยหมาง (睡芒)
แปลโดย : G.N Voyager
ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
และมีการบรรยายถึงเลือดซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 71
“เหมือนจะนึกออกนิดหน่อยแล้ว” เซวียโย่วข่ามองภาพตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจนัก เขารู้สึกได้รางๆ ว่าเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่จำได้ไม่แม่นว่าเกิดขึ้นกับใคร อาจจะเป็นปู่ หรือพ่อ…หรืออาจจะเป็นเฉิงอวี้
“งั้นบอกฉันหน่อยซิว่านึกออกแค่ไหนแล้ว”
“พี่เคยจับหิ่งห้อยให้ผมใช่ไหม”
“หืม? นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันเล่าให้นายฟังเหรอ”
“ไม่ใช่นะ ผมนึกขึ้นได้เองต่างหาก!”
“นอกจากเรื่องนี้ไม่มีอะไรแล้วเหรอ”
หิ่งห้อยพวกนี้ถ้ามองจากไกลๆ จะเห็นเป็นแสงเล็กๆ ชวนฝัน แต่พอเข้าไปมองใกล้ๆ กลับเห็นลำตัวแมลงกับปีกใสที่กระพืออยู่ วันนี้ตอนขึ้นเขาจงซาน เฉิงอวี้ได้จ้างคนที่ตีนเขามาช่วยจับ พวกเขาบอกว่าขึ้นอยู่กับดวง เพราะทุกวันนี้หิ่งห้อยน้อยลงเรื่อยๆ แม้แต่บนเขาก็แทบจะไม่เหลือแล้ว อีกอย่างตอนนี้ก็เดือนสิงหาคมแล้ว โอกาสที่จะหาเจอมีน้อยมาก แต่เฉิงอวี้กลับโชคดีจับได้อยู่หลายตัว
“งั้นฉันต้องลงโทษนายหน่อยแล้วล่ะ”
ปลายนิ้วของเฉิงอวี้แตะอยู่บนใบหูของอีกฝ่าย ก่อนจะลูบผ่านเหมือนเล่นกับแมว เมื่อปลายนิ้วลากไล้ตามแนวกรามลงมาถึงลำคอ เซวียโย่วข่าก็เงยหน้าขึ้นมอง แล้วถามเขาว่าจะลงโทษยังไง นิ้วมือเฉิงอวี้แตะลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงแล้วลูบเบาๆ ไม่กล้าบอกว่าจริงๆ แล้วตนเองไม่ได้คิดไว้เลย แค่พูดออกไปส่งๆ เท่านั้นเอง
เขาไอเบาๆ “ตามใจนายเลยแล้วกัน”
เซวียโย่วข่า “…?”
“พี่พูดว่าจะลงโทษผมไม่ใช่เหรอ ทำไมอยู่ๆ ถึงแล้วแต่ผมล่ะ”
เฉิงอวี้มีความคิดสับสนวุ่นวายเต็มหัว แต่พูดออกไปไม่ได้ ขนตาสั่นไหวเล็กน้อย “ก็แล้วแต่พฤติกรรมของนาย”
ลูกกระเดือกเป็นจุดที่ไวต่อสัมผัสมาก เซวียโย่วข่าทนไม่ไหวเลยคว้ามือของเขาไว้ แล้วพลิกตัวในอ้อมแขนของเฉิงอวี้ ก่อนเงยหน้าขึ้นพูดว่า “งั้นผมจูบพี่ละกัน”
“ได้สิ” เฉิงอวี้ยิ้มตาหยี มุมปากโค้งขึ้นอย่างปิดไม่มิด
เซวียโย่วข่าเงยหน้าขึ้นจูบริมฝีปากของเขา ปลายจมูกชนกัน แต่ก็หยุดนิ่งอยู่ประมาณสี่ถึงห้าวินาที
“…แค่นี้เองเหรอ” เฉิงอวี้ยื่นมือมาบีบต้นคอของเขาเบาๆ
“พี่เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าตามใจผม” ห้องที่ไม่ได้เปิดไฟมีเพียงแสงหิ่งห้อยพวกนั้นส่องสว่างอยู่ เงาร่างกับดวงตาของทั้งคู่ดูเด่นชัดและเจิดจ้าอยู่ภายใต้แสงสลัว
“แต่นายจะมาทำแบบขอไปทีไม่ได้มั้ง”
เซวียโย่วข่าครุ่นคิด แต่สายตากลับเหลือบมองลูกกระเดือกของคนตรงหน้า เขาเอียงศีรษะ วางมือบนไหล่ของเฉิงอวี้ ภายใต้สายตาที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจของเฉิงอวี้ เซวียโย่วข่าก็ก้มลงกัดตรงบริเวณลูกกระเดือกนั้น ปลายลิ้นไล้ผ่านผิวเนื้อเบาๆ ทำเอาเฉิงอวี้ตะลึงจนสายรัดข้อมือสว่างวาบขึ้นทันที
“คราวนี้ใช้ได้หรือยังครับ” เซวียโย่วข่าถาม
เฉิงอวี้เหมือนจะยังไม่ได้สติ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกจากลำคอ ลมหายใจกระชั้นไม่เป็นจังหวะ แต่ยังทำปากแข็ง “อย่างน้อยนายก็ควรจะจริงใจหน่อยสิ”
“แล้วพี่อยากให้ผมทำยังไง”
เฉิงอวี้ไออีกครั้ง แสงสีเขียวจากหิ่งห้อยส่องลงบนแก้มแดงเรื่อของเขา ขณะที่ดวงตาสั่นไหว “อย่างน้อยก็ควรจะขยับ…ลิ้นหน่อยสิ”
“…”
เซวียโย่วข่านิ่งอึ้ง ก่อนจะพูดตะกุกตะกัก “ผะ…ผมทำไม่เป็นนะ…”
“ฉัน…น่าจะเป็น”
เฉิงอวี้คิดว่าอีกฝ่ายใจกล้าขนาดนี้ ขนาดจูบลูกกระเดือกก็ยังคิดออกมาได้ แบบนี้แล้วจะทำไม่เป็นได้ยังไง บางทีอาจจะแอบศึกษามาหมดแล้วก็ได้ ถึงอย่างนั้นเฉิงอวี้ก็ไม่ได้พูดออกไปตรงๆ เพราะถ้าตัวเองอ่อนด้อยกว่าอีกฝ่ายคงเสียหน้าแย่ อย่างน้อยเขาก็เคยดูคลิปสอนแบบแอนิเมชั่นมาบ้าง
เฉิงอวี้พูดเสียงนุ่ม “หลับตาสิ เด็กดี เดี๋ยวฉันสอนเอง”
เซวียโย่วข่าจ้องเขาอยู่สองสามวินาที ก่อนจะหลับตาลงอย่างเชื่อฟัง
“ผ่อนคลายนะ” เฉิงอวี้โน้มหน้าเข้ามาใกล้ มือข้างหนึ่งประคองต้นคอเขาไว้ ส่วนมืออีกข้างขยับไปจับคางแล้วจูบลงบนริมฝีปากสวยของเขาอย่างไม่ประสา เซวียโย่วข่าค่อยๆ ผ่อนคลายลง ลมหายใจมีแต่กลิ่นอายของเฉิงอวี้ที่เข้ามาเติมเต็มสมองและจินตนาการของเขา
จนกระทั่งเฉิงอวี้อุ้มเขาขึ้นไปวางบนเตียง ปลายลิ้นแตะที่แนวฟันของตัวเองเป็นการหยั่งเชิง รวมถึงลมหายใจของเฉิงอวี้ก็หนักหน่วงขึ้นเหมือนกำลังถามอย่างไร้เสียง
เซวียโย่วข่าที่หลับตาอยู่ปรือตาขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยหยดน้ำใส จากนั้นเขาก็เปิดริมฝีปากออก ก่อนที่ลิ้นของเฉิงอวี้จะสอดเข้ามาอย่างร้อนแรง
เซวียโย่วข่าค่อยๆ หลงอยู่ในเกมรักแสนหวาน ร่างกายสั่นเทาอย่างบอกไม่ถูก แขนยกขึ้นโอบรอบคอของเฉิงอวี้โดยไม่สามารถควบคุมได้ ดวงตาหลับสนิท
เขาไม่รู้ว่าเฉิงอวี้จูบอยู่นานเท่าไร รู้เพียงว่ามันอ่อนโยนอย่างเหลือเชื่อ อีกฝ่ายไล่จูบผ่านหน้าผาก คิ้ว ดวงตา จมูก แก้ม จนมาถึงใบหู เวลาไหลผ่านไปทีละนาที ทันใดนั้นมือถือที่เฉิงอวี้เสียบชาร์จอยู่บนหัวเตียงก็ดังขึ้น
ตอนแรกเขาก็ไม่สนใจ แต่เสียงเรียกเข้ากลับดังลั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่อง
ดังซ้ำจนเซวียโย่วข่าค่อยๆ หลุดออกจากภวังค์ แล้วร้องเรียกเขาแผ่วเบา “พี่เฉิงอวี้…รับโทรศัพท์เถอะ”
เฉิงอวี้รับสายด้วยความหัวเสีย “แม่ หยุดโทรหาผมตอนกลางคืนได้ไหม!!”
“ไม่ใช่นะ เสี่ยวอวี้…แม่แค่อยากเตือนว่าอย่าตีกลองดึกเกินไปได้ไหม รีบนอนเถอะนะลูก”
“ผมจะวางสายแล้ว! คราวหลังอย่าโทรมากวนกลางดึกอีกนะ!” น่าโมโหชะมัด เฉิงอวี้กะว่าจะไปหาแฮกเกอร์มือดีมาบล็อกเบอร์ของฉู่เพ่ยซินไปซะ ในเมื่อไม่สามารถแก้ไขโปรแกรมในสายรัดข้อมือได้ งั้นก็บล็อกโทรศัพท์ของเธอไปเลย
เฉิงอวี้โยนมือถือออกไป ก่อนจะหันกลับมามองคนที่เอนตัวอยู่บนเตียงที่อยู่ในสภาพเสื้อคลุมอาบน้ำหลุดลุ่ย เผยผิวช่วงไหล่และแผ่นอก ดวงตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเกียจคร้านปนไร้เดียงสา ราวกับกำลังยั่วยวนคนรักของตัวเองโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด
เขาเดินเข้าไปใกล้อย่างจนใจ “ยังอยากจูบอีกไหม”
“พรุ่งนี้ขึ้นเครื่องยังต้องผ่านจุดตรวจอีกนะครับ” ไหนจะต้องไปหาย่าตอนเช้าอีก
เซวียโย่วข่ามองเวลา กะคร่าวๆ แล้วพบว่าตัวเองกับเฉิงอวี้เหมือนจะ…จูบกันไปสี่สิบห้าสิบนาทีโดยไม่รู้ตัว น่ากลัวชะมัด ไม่รู้สึกเลยว่าเวลาผ่านไปแล้ว เหมือนเวลาผ่านไปช้ากว่าอ่านหนังสือในห้องสมุดซะอีก
“งั้นก็ไม่จูบแล้ว” เฉิงอวี้กางแขนออก “หมี่หมี่ มานอนในอ้อมแขนฉันไหม”
เซวียโย่วข่าโผเข้ากอดแล้วหาตำแหน่งที่สบายในอ้อมแขนของอีกฝ่าย ที่จริงตั้งแต่เขากับเฉิงอวี้คบกันมาก็เหมือนจะไม่เคยนอนกอดกันแบบนี้มาก่อน และเขาเองก็ไม่เคยกอดใครนอนหลับแบบนี้เลยสักครั้ง แต่มันกลับแปลกดี เพราะเขาไม่รู้สึกต่อต้านเลยแม้แต่น้อย ถึงกับนอนหลับสนิทตลอดคืนด้วยซ้ำ
ตอนเช้าตื่นขึ้นมาเฉิงอวี้ก็ไม่อยู่ข้างๆ แล้ว แต่เซวียโย่วข่าได้ยินเสียงน้ำ ถึงได้รู้ว่าเขากำลังอาบน้ำอยู่
เซวียโย่วข่าเปิดผ้าห่มออกดู เห็นว่าตัวเองนอนจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ยไปหมด แถมยังมีปฏิกิริยาตามธรรมชาติของผู้ชายในตอนเช้าด้วย เขานอนราบอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้จัดการมัน นอนลงบนตำแหน่งที่เฉิงอวี้นอนอยู่เมื่อครู่นี้แล้วซึมซับกลิ่นกับความอบอุ่นของเฉิงอวี้ที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ตอนไปหาย่าเฉิงอวี้ไม่ได้ไปด้วย ตอนนั้นลูกพี่ลูกน้องสาวของเขาก็อยู่ด้วย เธอถามเขา “ทำไมถึงใส่หน้ากากล่ะ”
“เป็นหวัดนิดหน่อยครับ แค่กๆ” พอลุกไปส่องกระจกเขาถึงได้เห็นว่าริมฝีปากของตัวเองบวมแดงขึ้นจนดูอิ่มสวยผิดปกติ
ลูกพี่ลูกน้องสาวถามเสียงเบา “เทอร์โบไปแล้วจริงๆ เหรอ”
“ผมไม่แน่ใจครับ เขาไม่ได้ติดต่อมาเลย”
“อ๋อ…” ฟางหลี่ฉิงพูดต่อ “หมี่หมี่ นายรู้เรื่องครอบครัวของเฉิงอวี้ไหม”
“ผมไม่แน่ใจครับ” เซวียโย่วข่ารู้เพียงว่าอีกฝ่ายเป็นคนมาเก๊าและเป็นลูกเศรษฐี ทั้งยังเป็นโรคหัวใจ เวลาเดินทางจะเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว อยู่บ้านแบบเรือนสี่ประสานในย่านวัดว่อฝอในปักกิ่ง และขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีคอนเซ็ปต์เหมือนหลุดมาจากโลกแฟนตาซี ส่วนอย่างอื่นเขาไม่รู้อะไรเลย
“บ้านเขาน่ะเป็นตระกูลใหญ่โตเลยนะ นายเข้าใจคำว่าตระกูลใหญ่ใช่ไหม นายต้องสนิทกับเขาไว้นะ ต้องเกาะขาเขาไว้แน่นๆ เข้าใจไหม”
เซวียโย่วข่าไม่อยากสนใจเธอแล้ว “ไฟลต์บินของผมเป็นไฟลต์บ่าย ผมต้องไปแล้ว ย่าครับ ผมไปก่อนนะ อีกสักพักถ้าปิดเทอมจะมาหาใหม่นะครับ”
คุณย่าลูบศีรษะเขาและรู้สึกปวดใจในความรู้จักคิดของเขา “หมี่หมี่ของเราต้องได้ดีแน่ๆ”
ตอนลงบันไดอาได้แอบยื่นซองจดหมายให้เซวียโย่วข่า “หมี่หมี่ เธอเรียนต้องใช้เงินเยอะใช่ไหม การเรียนมันไม่ง่าย ไหนจะสอบเข้าได้มหา’ลัยดีขนาดนั้นอีก เงินนี่เธอเก็บไว้ใช้เองนะ อย่าบอกพ่อแม่ล่ะ” อารู้นิสัยของเซวียเทียนเลี่ยงกับเหอเสี่ยวโหยวดี พวกเขามักจะเก็บเงินอั่งเปาของลูกไว้ตั้งแต่เด็ก ไม่ยอมให้เขาได้ใช้เงิน
“อาครับ…ผมรับไว้ไม่ได้หรอก ตอนนี้ผมมีทุนเรียนอยู่แล้ว อาไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ ผม…”
“รับไปเถอะ นี่ก็หลายปีแล้วที่อาไม่ได้ให้อั่งเปาหลาน เพราะงั้นมันก็สมควรแล้ว”
เที่ยวบินของพวกเขาเป็นตอนห้าทุ่ม ตอนเที่ยงเฉิงอวี้ก็นั่งรถไปทะเลเป่ยไห่พร้อมกับเซวียโย่วข่า ตอนที่ไปถึงท่าเรือเขาก็รู้สึกคุ้นขึ้นมาทันที “ผมเคยมาที่นี่ใช่ไหม”
“จำได้แค่ท่าเรือกับเรือยอชต์เหรอ” เฉิงอวี้เหลือบมองเขา
เขายกมือขึ้นมาเกาศีรษะด้วยความเขิน ในมือยังถือถุงลิ้นจี่สดๆ เอาไว้ เป็นของฝากสำหรับเพื่อนร่วมงานและวงสกอร์ปิโอ
“เราจะออกทะเลเหรอครับ”
“อืม” เฉิงอวี้จัดการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว ตัวเขามีใบอนุญาตขับเรือยอชต์ ตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็เคยแอบขับอยู่หลายครั้ง พอโตเป็นผู้ใหญ่ก็ไปสอบใบขับขี่อย่างเป็นทางการ เขาชอบความรู้สึกเวลาออกทะเลมาก ชอบขับเรือแล่นไปถึงกลางมหาสมุทร รอบตัวไม่มีคน ไม่มีเกาะ ไม่มีแผ่นดิน มีเพียงผืนน้ำสงบนิ่ง เขาจะเอนกายนอนบนดาดฟ้าแล้วปล่อยเวลาผ่านไปทั้งบ่าย
ครั้งนี้เฉิงอวี้ขับเรือคาตามารัน* ซึ่งเขาไม่สามารถควบคุมคนเดียวได้จึงมีลูกเรือสองคนมาช่วย แต่พวกเขาอยู่ในห้องควบคุม ส่วนเฉิงอวี้กับเซวียโย่วข่าอยู่ในห้องพักอีกส่วน
ถึงจะจำได้ว่าเคยนั่งเรือแบบนี้มาก่อน แต่ความทรงจำก็ยังไม่ค่อยชัดเจนนัก จำได้เพียงแค่ว่าเป็นเรือที่สวยมาก คราวนี้เซวียโย่วข่ายิ่งอยากรู้อยากเห็นเพิ่มเป็นสองเท่า ลูบตรงนั้นจับตรงนี้ ถ่ายรูปไปตั้งหลายรูป แม้แต่ตอนเรือแล่นออกจากฝั่ง เขายังรู้สึกว่าคลื่นที่กระจายอยู่ท้ายเรือน่าสนใจจึงยกมือถือขึ้นมาถ่ายวิดีโอไว้
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็มานั่งกินน้ำชายามบ่ายในห้องอาหารบนเรือ ก่อนจะขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก
ถึงแม้ว่าบนเรือจะมีคนอื่นอยู่ด้วย แต่ก็เหมือนไม่มีคนอยู่
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เฉิงอวี้เอนตัวนอนอยู่บนดาดฟ้าสีขาว เขาหันหน้าไปจูบเด็กหนุ่มที่นอนอยู่ข้างๆ ตนเอง ทุกครั้งที่ออกเรือมานับครั้งไม่ถ้วน เฉิงอวี้ก็มักจะนึกถึงความเสียดายในยามบ่ายเมื่อหลายปีก่อนอยู่เสมอ และวันนี้เขาก็ได้ยุติมันลงสักที
ท่ามกลางแสงอาทิตย์สุดท้ายของวัน เรือยอชต์ค่อยๆ แล่นกลับเข้าฝั่ง
วันจันทร์ทั้งคู่กลับมาทำงานตามปกติ
เมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกดื่นแล้ว เซวียโย่วข่าพักผ่อนไม่พอ ตอนเช้าเฉิงอวี้จึงบอกให้เขาลางาน แต่เขาก็ไม่ยอม กระทั่งตอนนี้มาถึงออฟฟิศก็ยังหาวอย่างไม่มีชีวิตชีวาเล็กน้อย
“เซวียโย่วข่า หัวหน้าเว่ยสั่งให้นายเอาเอกสารบริษัทที่จัดเสร็จแล้วไปให้เขาหน่อย”
“หืม? อ๋อครับ”
เขาหอบเอกสารกองหนึ่งเข้าไปในห้องทำงานของหัวหน้าเว่ย
หัวหน้าเว่ยไม่ใช่เจ้าของบริษัทหลักทรัพย์จงซาง แต่เป็นหุ้นส่วนของที่นี่ ดังนั้นเขาจึงมีตำแหน่งพิเศษในบริษัท
เซวียโย่วข่ามักจะถามเขาเกี่ยวกับเรื่องงาน ซึ่งหัวหน้าเว่ยก็มักจะตอบเขาเสมอโดยไม่เคยแสดงท่าทีว่ารำคาญเลยแม้แต่น้อย
“ดูไม่มีชีวิตชีวาเลยนะ เมื่อคืนเที่ยวเล่นดึกมากเหรอ”
เซวียโย่วข่าหาวอีกทีแล้วตอบว่าตัวเองกลับถึงบ้านดึก
“ไปเที่ยวทะเลมาเหรอ”
เขาพยักหน้า เมื่อวานตอนออกทะเลเขาถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกแล้วโพสต์รูปนั้นลงในโมเมนต์ แล้วก็ไม่ได้ลงรูปอื่นเลย เขาตั้งค่าปิดกั้นไม่ให้เหอเสี่ยวโหยวกับลูกพี่ลูกน้องสาวเห็น แต่ไม่ได้ปิดกั้นหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน
“ดื่มกาแฟสักหน่อยสิ จะได้สดชื่น” หัวหน้าเว่ยยื่นแก้วให้เขา “ฉันเพิ่งชง ยังไม่ได้ดื่มเลย”
เซวียโย่วข่าเกรงใจ บอกว่าไม่เป็นไร แต่หัวหน้าเว่ยกลับพูดว่า “ดื่มหน่อยเถอะ จะได้มีแรงทำงาน เดี๋ยวจะเผลอหลับเอา”
“ขอบคุณครับหัวหน้าเว่ย”
เซวียโย่วข่าไม่ใช่คนที่แยกความแตกต่างของกาแฟได้ เขาแค่ได้กลิ่นและรู้ว่าหอมมาก แต่ก็ดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากกาแฟเนสท์เล่ที่เขาดื่มเป็นประจำมากนัก
จู่ๆ หน้าจอมือถือของเขาก็มีข้อความเด้งขึ้นมา
‘วูล์ฟ : ปรับแก้โปรแกรมให้แล้ว ลองดูสิ’
เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนเซวียโย่วข่าขอให้วูล์ฟช่วยแก้ปัญหาเล็กๆ เกี่ยวกับโปรแกรมให้ พร้อมทั้งกำชับเป็นพิเศษว่าอย่าบอกเรื่องนี้กับเทอร์โบ
วูล์ฟเพิ่งนึกได้เลยส่งให้เขา
เซวียโย่วข่ารู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง พร้อมสัญญาว่าจะเลี้ยงข้าววูล์ฟมื้อใหญ่ แต่วูล์ฟบอกว่าไม่ต้อง
‘นายให้เทอร์โบเลี้ยงฉันแทนก็ได้’
‘ไม่เอา ผมเลี้ยงเอง!’
เขาแอบใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัททดสอบอยู่หลายรอบ พอไม่มีปัญหาแล้วก็รีบบีบอัดไฟล์ส่งให้เฉิงอวี้ทันที
ตอนนั้นเฉิงอวี้กำลังซ้อมดนตรีอยู่ เขาถามกลับไป
‘นี่มันอะไร’
‘โหลดลงคอมฯ แล้วลองเล่นดูสิ มันเป็นเกมน่ะ’
‘เกมอะไร’
‘เดี๋ยวพี่เล่นก็รู้เองแหละ! ไม่ต้องถามผม ผมต้องทำงานต่อแล้ว!’
เฉิงอวี้แยกตัวจากเพื่อนในวงแล้วเข้าห้องไปเปิดคอมพิวเตอร์ดาวน์โหลดเกมนั้นมาเล่น
มันเป็นเกม FC* แบบพิกเซลที่ต้องอาศัยจังหวะ เหมาะกับเฉิงอวี้พอดี ภาพในเกมดูเก่า ด่านก็น่าเบื่อมาก รูปลักษณ์ตัวละครหลักในเกมเป็นการ์ตูนพิกเซลตัวเล็กๆ ทำปากเบะอย่างไม่พอใจ ทำหน้าเหมือนกำลังกลอกตา บนหัวมีเครื่องหมาย X เหมือนตะเกียบสีดำสองอันกำลังไขว้กันลอยอยู่กลางอากาศ ทั้งที่ตัวละครน่าเกลียดมาก แต่เฉิงอวี้กลับรู้สึกว่ามันเหมือน…ตัวเองอย่างบอกไม่ถูก
เขาแคปหน้าจอส่งไปให้เซวียโย่วข่า
‘นายหมายความว่ายังไง อย่าบอกนะว่าคือฉัน?’
เซวียโย่วข่าที่กำลังทำงานอยู่ตอบกลับหลังจากนั้นห้านาที
‘พี่พูดเองนะ อย่ามาโทษผม’
‘น่าเกลียดชะมัด’
‘ความสามารถผมมีจำกัด เลยได้แต่ออกแบบให้เป็นแบบนี้’
‘อ๋อ นายเป็นคนออกแบบเหรอ…’
เฉิงอวี้ฝืนเล่นต่อไปและตายอยู่ตั้งหลายครั้ง ในที่สุดก็สู้มาจนถึงบอส
บอสใหญ่มีชื่อว่า ‘วาข่าข่าข่า’ เป็นตัวละครแต่งตัวแฟชั่นจ๋าผมสีชมพู
เฉิงอวี้อดทนเล่นเกมนี้ต่อไปอีกพักหนึ่ง เขาสู้กับบอสใหญ่น่ารักสไตล์พิกเซลอยู่สักพัก ใช้เวลาอยู่ประมาณสิบห้านาทีในที่สุดก็ตีบอสจนล้มได้ จากนั้นบนหน้าจอก็มีป็อปอัพเก่าๆ เด้งขึ้นมาบอกว่า ‘ขอแสดงความยินดีที่คุณกำจัดบอสได้! คุณจัดการบอสสำเร็จ ได้รับรางวัล ‘วาข่าข่าข่าจุ๊บจุ๊บx1’ คลิกยืนยันรับของรางวัล!’
เมื่อเฉิงอวี้กดยืนยัน หัวใจพิกเซลสีชมพูก็ร่วงลงมาเต็มหน้าจอในหน้าอินเตอร์เฟซเกม ทำให้ดวงตาและหัวใจเขาพร่ามัว
* เรือคาตามารัน คือเรือยอชต์ที่มีลำเรือสองลำขนานกัน เชื่อมต่อกันด้วยสะพานเดินเรือ มีดาดฟ้าขนาดใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเรือแบบลำเดียว
* เกม FC (Family Computer) เป็นเกมสำหรับเล่นในเครื่องเล่นวิดีโอเกม 8 bit จากบริษัทนินเทนโด
บทที่ 72
ระหว่างที่รอเซวียโย่วข่าเลิกงาน เฉิงอวี้ก็เล่นเกมที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายและบั่นทอนสติปัญญานี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายรอบโดยไม่เบื่อเลย เพียงเพื่อจะไปสู้กับบอส และพอปราบบอสได้ก็จะมีจุ๊บๆ ร่วงลงมาโดยอัตโนมัติ เขายังแคปหน้าจอเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย
ถึงจะเป็นเกมง่ายๆ แต่เฉิงอวี้รู้ดีว่าถ้าจะทำคนเดียวให้เสร็จสมบูรณ์ต้องใช้เวลาไม่น้อย
‘ฉันผ่านด่านแล้ว’ เขาดีใจจนควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่ ดีที่เป็นการส่งข้อความ เซวียโย่วข่าจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
‘ทำอยู่นานไหม’ เฉิงอวี้ถาม
‘ไม่นานหรอก ผมดาวน์โหลดซอร์สมา แล้วขอให้วูล์ฟช่วยนิดหน่อย’ เซวียโย่วข่าเจียดเวลามาตอบ ‘ผมกะว่าจะเลี้ยงข้าวเขา อีกอย่างพรุ่งนี้เช้าอัลบั้มใหม่ของพวกพี่ก็จะปล่อยขายอย่างเป็นทางการแล้วไม่ใช่เหรอ ควรฉลองกันหน่อยนะ’
เฉิงอวี้ไม่ค่อยปลื้ม เขาอยากอยู่กับอีกฝ่ายสองคนมากกว่า
แต่เซวียโย่วข่ากลับบอกว่า ‘อาจารย์ที่ดูแลออกมาแล้ว! ผมยังเขียนรายงานประจำวันไม่เสร็จเลย เดี๋ยวผมเลิกงานค่อยคุยกันนะ!’
เดือนแรกของการฝึกงาน มีแต่การเขียนรายงานประจำวัน รายงานประจำสัปดาห์ ทำพาวเวอร์พ้อยต์ และงานจิปาถะซ้ำไปซ้ำมา ช่วงนี้นักวิเคราะห์ที่ดูแลเขาเริ่มมอบหมายงานใหม่แล้ว ให้เขากับเด็กฝึกงานอีกคนที่ชื่อเจคอปร่วมมือกันทำรายงานเชิงลึกวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจร้านอาหารจำนวนหนึ่ง ถือว่าดีกว่าการทำงานจิปาถะอยู่บ้าง แต่ต้องค้นข้อมูลจำนวนมาก แถมส่วนใหญ่ยังเป็นข้อมูลภาษาอังกฤษและต้องแปลเองด้วย สองวันก่อนที่กลับบ้านเก่าเขาแทบไม่ได้อ่านข้อมูลหรือเขียนอะไรเลย วันนี้เลยยุ่งเป็นเท่าตัว
ยุ่งจนถึงห้าโมงเย็น จู่ๆ เบื้องบนก็แจ้งว่าเลขานุการคณะกรรมการของบริษัทสิงไท่พร็อพเพอร์ตี้จะมาในอีกครึ่งชั่วโมง เพื่อเข้าร่วมการประชุมวิเคราะห์อุตสาหกรรม
เมื่อก่อนตอนเขียนรายงานประจำสัปดาห์ก็เคยเขียนถึงบริษัทสิงไท่พร็อพเพอร์ตี้ มันเป็นบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในเครือกลุ่มซินจื้อ* การประชุมระดับผู้บริหารแบบนี้ เหล่านักศึกษาฝึกงานไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม แต่พวกเขาจะหานักศึกษาฝึกงานมาทำบันทึกการประชุมโดยเฉพาะแทน
ทุกคนเริ่มวิจารณ์กันใหญ่ “ทำไมจู่ๆ ถึงแจ้งมาล่ะ ไม่มีบอกล่วงหน้าเลย”
“เขาเป็นเลขาฯ ของประธานกรรมการสิงไท่นะ ยุ่งจะตาย หาเวลามานี่ได้ก็ยากแล้ว อย่าว่าแต่หัวหน้าเว่ยต้องอยู่ทำโอทีเพื่อประชุมเลย แม้แต่ซีอีโอเราก็ต้องอยู่ด้วย”
“โอกาสหายาก อยากไปนั่งฟังข้างๆ จัง แต่คงไม่ได้สินะ…”
“อยู่ๆ ก็อยากไปทำบันทึกการประชุมขึ้นมาแล้วสิ…”
การประชุมปกติจะน่าเบื่อมาก ประชุมหนึ่งชั่วโมงต้องใช้เวลาสองชั่วโมงในการจัดทำบันทึก ทุกคนเลยไม่ค่อยอยากทำ ถึงขั้นตอนเรียบเรียงจะช่วยให้ได้เรียนรู้อะไรบ้างก็เถอะ เพราะระหว่างการเรียบเรียงก็คือกระบวนการย่อยและทำความเข้าใจนั่นแหละ
เซวียโย่วข่าเคยทำบันทึกการประชุมมาแล้วสองครั้ง แต่วันนี้เขาไม่อยากเข้าเลย ถึงจะอยากฟังผู้บริหารคุยกัน แต่เพราะเฉิงอวี้กำลังออกมารับเขาแล้ว แถมยังบอกว่าจะพาหลินสือเม่ากับวูล์ฟมาด้วย เขายิ่งอยากเลิกงานเร็วๆ
โชคดีที่งานดีๆ แบบนี้ไม่ตกมาถึงคนชายขอบอย่างเขา พี่เบลล่านักวิเคราะห์ที่ดูแลเขาเลือกเจคอปนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเข้าไป “เดี๋ยวพี่พาเข้าไปนะ นายมาทำบันทึกการประชุมสิ”
“หา?” เจคอปดีใจมาก แม้ตอนเย็นเขาเองก็มีนัด แต่การได้เข้าฟังประชุมแบบนี้สำคัญกว่าอยู่แล้ว
ไม่คาดคิดว่าผ่านไปสิบนาที ตอนที่ซุนเยี่ยเลขานุการประธานกรรมการบริษัทสิงไท่พร็อพเพอร์ตี้มาถึง หัวหน้าเว่ยกลับเดินออกจากห้องประชุมแล้วชี้มาทางเซวียโย่วข่าที่กำลังรีบพิมพ์รายงานพร้อมเหลือบดูเวลารอเลิกงานตลอด
“ผม…?” เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“บันทึกการประชุม” หัวหน้าเว่ยพูดสั้นๆ “เข้ามาเดี๋ยวนี้”
เซวียโย่วข่ารีบจัดแจงโน้ตบุ๊กตัวเองอย่างรวดเร็ว วิ่งวุ่นหาเครื่องบันทึกเสียงไปทั่ว ก่อนเข้าไปในห้องประชุม เขายังไม่มีเวลาพอจะส่งข้อความบอกเฉิงอวี้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องทำงานล่วงเวลา
เด็กฝึกงานหันมามองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไร แต่ก็อ่านท่าทีจากสายตาของอีกฝ่ายออก ตอนแรกพี่เบลล่าจะพาเจคอปเข้าไป เพราะเห็นแววและอยากให้เขาได้เรียนรู้เยอะๆ แต่จู่ๆ หัวหน้าเว่ยดันเรียกเด็กฝึกงานในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเข้าไปทำบันทึกการประชุมที่สำคัญขนาดนี้เนี่ยนะ
หลังเจคอปเดินออกมาก็โยนโน้ตบุ๊กลงบนโต๊ะทำงานของตัวเอง โมโหจนหน้าซีดขาว เกือบจะหลุดปากด่าเขาว่าเกาะขาคนใหญ่คนโต
ซุนเยี่ยเป็นผู้ชายอายุราวๆ สามสิบปี แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย หน้าตาเคร่งขรึมแทบไม่ยิ้ม ในฐานะเลขานุการของประธานคณะกรรมการบริษัทในกลุ่ม เขาเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างบริษัทจดทะเบียนกับตลาดทุน ในที่ประชุมมีทั้งฝั่งบริษัทหลักทรัพย์จงซางของพวกเขาและฝั่งนักลงทุน ทุกคนต่างให้ความเคารพและพูดกับซุนเยี่ยอย่างเกรงใจ เลขานุการของประธานคณะกรรมการคนนี้ตอบคำถามอย่างมีตรรกะและละเอียดถี่ถ้วน แต่ตลอดเวลานั้นกลับไม่ยิ้มเลย เหมือนจะเร่งทำเวลาสุดๆ เวลาพูดก็พูดอย่างรวดเร็วและไม่มีคำพูดไร้สาระสักคำ พอพูดจบไปส่วนหนึ่งก็จิบน้ำให้ชุ่มคอ
เส้นประสาทของเซวียโย่วข่าตึงเปรี๊ยะ รีบจดคีย์เวิร์ดอย่างรวดเร็ว
แต่เดิมควรจะเลิกงานหกโมงเย็น แต่เพราะประชุมยืดเยื้อไปอีกครึ่งชั่วโมง ระหว่างประชุมเขาอยากหยิบมือถือตลอดเวลา กลัวว่าเฉิงอวี้จะมารอรับนานเกิน แต่เขาไม่กล้าจับมือถือในห้องประชุมเลย
เวลาหกโมงยี่สิบห้านาที การประชุมได้จบลงแล้ว ซุนเยี่ยที่ประชุมเสร็จกำลังจะออกไป
เซวียโย่วข่าเอ่ยถาม “หัวหน้าเว่ยครับ บันทึกการประชุมฉบับนี้ต้องส่งเมื่อไรครับ”
“ส่งมาให้ฉันก่อนเที่ยงคืน นายเลิกงานก่อนเถอะ” หัวหน้าเว่ยพูดจบก็ลงไปส่งซุนเยี่ย
เซวียโย่วข่ารีบเปิดมือถือ เก็บของที่ต้องทำต่อคืนนี้ยัดใส่กระเป๋าเป้พลางโทรหาเฉิงอวี้ “เมื่อกี้มีประชุมด่วน พี่ไม่ได้รอนานใช่ไหมครับ”
“ไม่นาน อยู่ข้างล่าง”
“ผมจะลงไปเดี๋ยวนี้ รอผมลงลิฟต์แป๊บ!” เขาสะพายกระเป๋าวิ่งพรวดออกไปกดลิฟต์ลง แต่ประตูลิฟต์ที่เพิ่งจะปิดและเปิดออกนั้น ข้างในมีผู้บริหารอยู่เต็มลิฟต์ ตรงกลางคือเลขานุการของประธานคณะกรรมการของสิงไท่ที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคน
ลิฟต์ตัวอื่นก็มีเพื่อนร่วมงานยืนอยู่เต็มแล้ว เหลือตัวนี้ที่มีคนน้อยกว่า เซวียโย่วข่ากวาดตาดูคนในลิฟต์ กล่าวขอโทษแล้วตั้งใจจะเดินลงบันได แต่ถูกเรียกไว้ “ยังมีที่ว่างนะ เข้ามาสิ”
“ขอบคุณครับหัวหน้าเว่ย” เขาก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง มองตัวเลขชั้นสีแดงที่ลดลงเรื่อยๆ
ในลิฟต์ ผู้จัดการทั่วไปอีกคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าหัวหน้าเว่ยหนึ่งขั้นถามซุนเยี่ยอย่างสุภาพ “คืนนี้เลขาฯ ซุนว่างไหมครับ เรามากินข้าวกันสักมื้อไหมครับ ผมเป็นเจ้ามือเอง”
ซุนเยี่ยบอกปฏิเสธ “ขอบคุณครับ ผมต้องไปรับคนที่สนามบินตอนสามทุ่ม ประธานหลินจะมาแล้ว”
“ประธานหลินมาด้วยเหรอครับ แบบนี้คงต้องเอาไว้ครั้งหน้าแล้ว” เขาพูดอย่างเสียดาย
เมื่อลิฟต์ถึงชั้นล่าง เซวียโย่วข่าที่ยืนด้านหน้าสุดก็เดินออกมาก่อน แต่เขาไม่ได้ยืนขวางทาง เพียงยืนหลบอยู่ข้างๆ รอให้เหล่าผู้บริหารกลุ่มนั้นออกจากลิฟต์ไปก่อน จากนั้นก็เดินตามหลังไปห่างๆ ขณะเดียวกันในลิฟต์อีกตัวหนึ่ง เพื่อนร่วมงานหลายคนที่ต้องเลิกงานช้ากว่าปกติเพราะการประชุมที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในคืนนี้ก็ทยอยเดินออกมาเป็นแถว
ขณะที่กลุ่มคนกำลังจะออกจากบริษัท จู่ๆ ซุนเยี่ยที่อยู่กลางฝูงชนก็หยุดฝีเท้ากลางล็อบบี้แล้วมองไปทางโซนพักผ่อนตรงหัวมุม สายตาหลังเลนส์แว่นดูแปลกใจเล็กน้อย เหมือนกำลังยืนยันอะไรบางอย่างอยู่ไกลๆ จากนั้นก็สาวเท้าเดินไป บนใบหน้าเคร่งขรึมมีความยินดีอย่างไม่คาดคิดปรากฏอยู่
“ประธานหลินน้อย มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ”
พอได้ยินคำเรียกนี้เหล่าผู้บริหารของจงซางที่ออกมาจากลิฟต์ด้วยกันก็รู้ทันทีว่าคนคนนั้นคือใคร ต่างก็หยิบนามบัตรแนะนำตัวเตรียมพร้อมเอาไว้
ในโซนพักผ่อนมีคนนั่งอยู่สามคน หลินสือเม่าขับรถพาเฉิงอวี้กับวูล์ฟมาถึงตอนหกโมงตรง พวกเขารออยู่ที่ลานจอดพักหนึ่ง เพราะโทรหาเซวียโย่วข่าเท่าไรก็ไม่ติด เฉิงอวี้เลยหงุดหงิดขึ้นมาจนต้องให้หลินสือเม่าไกล่เกลี่ย ‘ประชุมอยู่ล่ะมั้ง เขาเป็นเด็กฝึกงานเลยรับสายไม่ได้ไง’
จากนั้นทั้งสามก็มานั่งรอที่นี่ เฉิงอวี้เพิ่งคุยกับเซวียโย่วข่าเสร็จ รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังลงมาเลยคอยอย่างใจจดใจจ่อ เอาแต่เฝ้ามองหาเงาของอีกฝ่ายในกลุ่มคน
ไม่คาดคิดว่าจะเจอเลขานุการบริษัทตระกูลหลินโผล่มาตรงหน้า
“คุณชายเฉิงก็อยู่ด้วย!”
เดิมทีซุนเยี่ยเป็นเลขาฯ ส่วนตัวข้างกายคุณหลิน ช่วงหลายปีก่อนมักตามติดข้างกายหลินสือเม่าตอนอายุสิบกว่าปีและก่อตั้งวงดนตรีในวัยต่อต้าน แน่นอนว่าเขาย่อมรู้จักคุณชายเฉิงที่อยู่ในวัยต่อต้านเช่นเดียวกันและรู้จักกับตระกูลหลินมาหลายชั่วอายุคน แต่ตลอดหลายปีนี้กลับไม่ค่อยเห็นเขาเลย ทว่าซุนเยี่ยมองแวบเดียวก็จำคุณชายเฉิงได้ทันที
เฉิงอวี้เห็นเขาก็ไม่ได้มีการตอบสนองพิเศษอะไร แค่พยักหน้าทักทายหนึ่งทีแล้วหันไปกวาดตามองหาเงาร่างของแฟนหนุ่มต่อ เขาส่งข้อความไปว่า ‘นายอยู่ไหน ลิฟต์ลงมาหลายรอบแล้วนะ’
ซุนเยี่ยยังไม่มีทีท่าว่าจะไป เขาพูดกับหลินสือเม่า “ประธานหลินจะมาถึงตอนสามทุ่มนะครับ เขาตั้งใจมาพบคุณโดยเฉพาะ ไม่ไปสนามบินกับผมหน่อยเหรอ…”
“ฉันรู้ แต่คืนนี้ฉันมีนัดแล้ว” หลินสือเม่ายิ้มตอบ “ฉันมารับเพื่อน เขาฝึกงานอยู่ที่จงซาง”
“ฝึกงานที่จงซางเหรอ ผมเพิ่งประชุมกับจงซางมานี่เอง”
บรรดาผู้บริหารของจงซางมีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป เด็กฝึกงานปีนี้มีภูมิหลังใหญ่โตขนาดนี้เลยเหรอ ไม่น่าใช่มั้ง
เซวียโย่วข่าสังเกตเห็นว่าโซนพักผ่อนที่ล็อบบี้ของบริษัทด้านหน้ามีคนอยู่เยอะ เขารับโทรศัพท์ของเฉิงอวี้ด้วยความงุนงงเล็กน้อย ผู้บริหารของบริษัทคงไม่ใช่แฟนคลับของวงสกอร์ปิโอหรอกนะ…
“ผมอยู่ข้างหลัง” เขาเงยหน้าพูด “ทำไมด้านหน้าพวกพี่คนเยอะจัง”
“เลขาฯ ของบ้านหลินสือเม่าน่ะ” เฉิงอวี้กวาดตามองรอบหนึ่ง “เห็นนายแล้ว”
เฉิงอวี้ฝ่าฝูงชนออกไป
หลินสือเม่าเห็นเขาเดินไปก็ได้แต่บอกเลขาฯ ซุนว่า “เพื่อนฉันลงมาแล้ว คุยกันเท่านี้ก่อนนะ ขอตัวก่อน ไว้เจอกันใหม่”
เพราะคำนึงว่ายังอยู่ในบริษัท เฉิงอวี้เลยไม่ได้จูงมือเซวียโย่วข่า เพียงแค่ยื่นมือไปช่วยเขาถือกระเป๋าเท่านั้น
บรรดาเพื่อนร่วมงานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้านหลังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินเพียงว่าเลขานุการของประธานคณะกรรมการของสิงไท่เจอคนรู้จักในล็อบบี้เลยหยุดคุย จากนั้นก็มีหนุ่มหล่อใส่ชุดดำ มองแวบแรกนึกว่าเป็นดาราคนไหนสักคนเดินแหวกฝูงชนออกมารับเด็กฝึกงานช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่หน้าตาดีที่สุดในบริษัทปีนี้ จากนั้นก็มีหนุ่มหล่อสไตล์แตกต่างกันอีกสองคนโผล่มาในฝูงชน แล้วทั้งสี่คนก็เดินไปด้วยกัน
เดิมทีทุกคนคิดว่าเซวียโย่วข่าเป็นเด็กฝึกงานที่อาศัยหน้าตาเข้ามาในช่วงเดียวกัน เลยได้รับความสนใจจากหัวหน้าเป็นพิเศษ สีหน้าของทุกคนฉายแววหลากหลายอารมณ์ แต่ทันใดนั้นก็ไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้ว
ที่แท้เจ้าตัวก็มีภูมิหลังเหมือนกัน แถมยังไม่ใช่ภูมิหลังธรรมดาซะด้วย
พอเดินออกมาจากบริษัท เซวียโย่วข่าถึงเพิ่งนึกได้ “เลขาฯ ซุนเยี่ยของประธานคณะกรรมการที่มาประชุมในบริษัทเราวันนี้เป็นคนของพี่เม่าเหรอครับ…”
หลินสือเม่าตอบรับ “เขาทำให้พวกนายต้องทำงานล่วงเวลาเหรอ”
เซวียโย่วข่าหัวเราะแห้งๆ “ไม่เท่าไรครับ แค่ครึ่งชั่วโมงเอง”
ถึงจะพูดว่าทำงานล่วงเวลาไม่มาก แต่ความจริงพอกลับถึงบ้านงานที่ต้องทำต่อก็ไม่ได้เบากว่าการทำงานล่วงเวลาเลย
คืนนี้เซวียโย่วข่าเป็นคนจ่ายเพื่อเลี้ยงขอบคุณวูล์ฟที่ช่วยเขาแก้โปรแกรมเกมโดยเฉพาะ ส่วนเหล่าเคไม่ได้มาเพราะกลับบ้านเกิด
ตอนถึงบ้าน เซวียโย่วข่าเปิดคอมพิวเตอร์แล้วนั่งเรียบเรียงบันทึกการประชุมต่อ เมื่อคืนก็ยังไม่ได้พักผ่อนให้เต็มที่ วันนี้ยังต้องฟังบันทึกการประชุมอันน่าเบื่อและเรียบเรียงไฟล์อีก เขานั่งหาวติดต่อกันอยู่บนโต๊ะหนังสือ เฉิงอวี้เห็นว่าเขาง่วงจัดเลยเป็นฝ่ายแย่งงานเขาไป “เดี๋ยวฉันช่วยเขียนเอง”
“พี่ไม่เคยทำนี่ เดี๋ยวผมทำเองก็ได้” ถึงมันจะเป็นงาน แต่การได้เรียนรู้จากการเรียบเรียงก็เป็นประโยชน์กับตัวเขาเอง เซวียโย่วข่าเลยไม่ให้เฉิงอวี้ช่วย เขารีบทำจนถึงห้าทุ่มครึ่งแล้วส่งบันทึกไปให้หัวหน้าเว่ย
‘ได้รับแล้ว ลำบากนายแล้วนะ’
‘ไม่ลำบากครับ เป็นงานของผมอยู่แล้ว’
‘รีบพักผ่อนเถอะ’
มีเพื่อนร่วมงานคนอื่นเหมือนจะได้ยินข่าวซุบซิบ บางคนก็มาสอบถามเขา แต่หัวหน้าเว่ยไม่ได้พูดอะไร
เซวียโย่วข่าปิดคอมพิวเตอร์แล้วขยี้ตา เฉิงอวี้ที่ยืนอยู่ข้างหลังบีบไหล่ให้เขาพร้อมเอ่ยเสียงนุ่ม “ฉันรองน้ำอุ่นไว้แล้ว อยากแช่อ่างไหม”
“อืม ง่วงมาก ไม่เอาดีกว่า ผมล้างหน้าก็พอ” วันนี้เขาจ้องหน้าจอนานเกินไปจนแทบลืมตาไม่ขึ้น เจ้าตัวปรือตาพลางหาว ล้างหน้าแปรงฟันอย่างอ่อนแรง เฉิงอวี้พูดอยู่ข้างๆ “เทอมหน้าห้ามเป็นแบบนี้อีกนะ”
เขาฝึกงานช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่บริษัทจงซาง ค่าแรงรายวันวันละร้อยห้าสิบหยวน เดือนหนึ่งได้แค่สามพันหยวน เซ็นสัญญาฝึกงานไว้สามเดือน ทำจนถึงวันก่อนเปิดเทอมพอดี สามเดือนรวมแล้วรายได้ยังไม่ถึงหมื่น เทียบกับโฆษณาสองตัวที่เขาถ่ายหรือค่าโชว์ตัวในงานคอมมิกงานเดียวยังไม่ได้เลย
แต่เซวียโย่วข่าดูจะมีใจทางสายนี้จริงๆ เฉิงอวี้รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่ฟังเขา
“ไม่อยากแช่น้ำจริงๆ เหรอ น้ำยังร้อนอยู่นะ ฉันใส่น้ำมันหอมระเหยไว้ด้วย” เฉิงอวี้เพิ่งเคยทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ให้คนอื่นเป็นครั้งแรก บางทีอาจเพราะเกมเมื่อตอนบ่ายทำให้เขาอารมณ์ดี เลยอยากทำอะไรให้เซวียโย่วข่าอย่างห้ามไม่ได้
เซวียโย่วข่าส่ายหน้า พูดง่วงๆ “ถ้าแช่ผมคงหลับในอ่างแน่เลย” ตอนพูดยังลืมตาไม่ขึ้น เขาวางแปรงสีฟันไฟฟ้าลงบนอ่างล้างหน้าเหมือนคนละเมอ
เฉิงอวี้พูด “งั้นฉันอุ้มนายไปนอน”
“แต่ผมยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าให้ดีเลย” เสียงของเขาอู้อี้เหมือนละเมอและมีความออดอ้อนปะปนอยู่
“ฉันดูไม่ได้หรือไง” เฉิงอวี้ขึ้นเสียง
“ไม่ใช่นะ ของผมพี่ก็มีเหมือนกัน มีอะไรให้ดูไม่ได้…” เซวียโย่วข่างัวเงีย แต่ก็ยังรู้สึกเขิน ถึงเขากับเฉิงอวี้จะนอนด้วยกัน ทว่าไม่เคยถึงขั้นเปลือยเปล่ามาก่อน “งั้นถ้าพี่รังเกียจที่ผมไม่อาบน้ำ คืนนี้ผมไม่กอดพี่ก็แล้วกัน”
เฉิงอวี้ไม่รู้จะพูดอะไร ผ่านไปหลายวินาทีถึงค่อยพูดขึ้น “นายพูดแล้วต้องทำให้ได้ล่ะ อย่ามากอดฉันตอนกลางดึกนะ”
“ไม่มีทาง ผมไม่เคยนอนดิ้นอยู่แล้ว”
ในสถานการณ์ที่คนเราง่วงจนถึงขีดสุด มีเพียงความคิดอยากจะขึ้นเตียงนอนเท่านั้น เซวียโย่วข่าไม่ลืมล้างหน้าแปรงฟันก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
และเขาทำได้ตามที่พูดจริงๆ พอนอนลงบนเตียงดวงตาก็ปิดสนิท ไฟยังไม่ทันปิดก็หลับสนิทในห้าวินาที เขานอนตะแคง ท่านอนนิ่งมาก ดวงตาปิดสนิทอย่างเหนื่อยล้า
เฉิงอวี้ขึ้นเตียงอีกฝั่ง ในหัวคิดว่าคืนนี้เซวียโย่วข่าไม่ได้อาบน้ำจะกอดเขาไม่ได้ แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งนาทีเฉิงอวี้ก็ขยับเข้าไปอยู่ข้างๆ อ้าแขนโอบกอดเขาด้วยความคุ้นชิน แล้วค่อยๆ กดศีรษะของเซวียโย่วข่ามาซบอกตัวเองอย่างระมัดระวัง
* กลุ่มซินจื้อ คือองค์กรวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นองค์กรพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน
ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3
วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป
รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่
Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN
Comments
comments
No tags for this post.