X
    Categories: ไลฟ์สไตล์

“เสน่ห์ปลายจวัก” แบบฉบับชาววังจาก ‘สราญฤดี’

วันนี้จะพาทุกคนมาเป็นหนุ่มสาววังกับนิยายแนว LOVE สุดฟิน สราญฤดีซึ่งในนิยายไม่ได้มีเพียงแต่ความรักโรแมนติกหรือความพ่อแง่แม่งอนเท่านั้น เพราะยังแฝงความมีเสน่ห์ของตัวละคร และเกร็ดความรู้ในเรื่องการใช้ชีวิต อาหารการกินของชาววังในสมัยก่อนไว้ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่อ่านแล้วต้องนำมาพูดถึงคือเรื่อง อาหารชาววังที่อ่านแล้วนอกจากจะได้ความฟินก็ยังได้ความหิวตามมาอีกด้วย!

ถ้าอยากรู้ว่าจะมีอาหารอะไรบ้าง หน้าตาน่ารับประทานขนาดไหน ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร พร้อมจะสร้างเสน่ห์ปลายจวักในแบบฉบับของนิยายแนว LOVE กันหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วก็… ลุย!

 

ส้มฉุน

ขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2FrJ8xI

ส้มฉุน เป็นขนมหวานไทยโบราณ ที่ถูกกล่าวถึงไว้ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาว-หวาน (กาพย์เห่ชมผลไม้) ที่กล่าวว่า...

ลิ้นจี่มีครุ่นครุ่น                    เรียกส้มฉุนใช้นามกร
หวนถวิลลิ้นลมงอน                 ชะอ้อนถ้อยร้อยกระบวน

ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เพื่อใช้เห่ชมฝีพระหัตถ์ในการแต่งเครื่องเสวยของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

ส้มฉุน ที่ว่านั้นหมายถึง ‘ลิ้นจี่’ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีรสหวานอมเปรี้ยว โดยการทำ ‘ส้มฉุน’ นั้นจะเป็นการนำผลไม้ประจำฤดูกาลนั้นๆ โดยจะมีลิ้นจี่เป็นส่วนประกอบหลัก มาทำเป็นผลไม้ลอยแก้ว หวาน สดชื่น เหมาะแก่หน้าร้อนในประเทศไทยสุดๆ ส่วนวิธีการทำนั้นก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไปดูวิธีการทำกันเลย

ส่วนประกอบหลัก

ผลไม้ฤดูกาลทั้งหมด 3 ชนิดขึ้นไป (ต้องมี ‘ลิ้นจี่ เป็นส่วนประกอบหลักรวมอยู่ด้วย) , ผลไม้ต้องคว้านเมล็ดออก

ส่วนผสมน้ำลอยแก้ว (น้ำเชื่อม)

น้ำ , น้ำตาล , เกลือ , ใบเตย , ผิวส้มซ่า , น้ำส้มซ่าคั้น

เครื่องโรยหน้า

หอมเจียว , มะม่วงเปรี้ยว (หั่นฝอย) , ขิงอ่อนซอย

หมายเหตุ เครื่องโรยหน้าทั้งหมดต้องซอยให้บางๆ

วิธีทำ

- เตรียมน้ำเชื่อม น้ำ+น้ำตาล+เกลือ ใส่ในหม้อที่ตั้งไฟไว้ แล้วใส่ใบเตยลงไป คนจนน้ำตาลละลาย พอเริ่มเดือดยกหม้อออก และนำใบเตยออก จากนั้นใส่ผิวส้มซ่าลงไป พักไว้จนน้ำเชื่อมเย็น และแบ่งน้ำเชื่อมออกเป็นสองส่วนคือส่วนแรก นำไปแช่ผลไม้สดที่เตรียมเอาไว้ และส่วนที่สองทำเป็นน้ำราด สำหรับส่วนที่นำไปแช่ผลไม้ (ควรแช่ให้ท่วมตัวผลไม้) และนำไปแช่ในตู้เย็น 1 คืน

- วันต่อมานำน้ำเชื่อมสำหรับทำน้ำราดออกมากรองส้มซ่าจนได้น้ำใสๆ

- ใส่น้ำส้มซ่าลงไปคนส่วนผสมให้เข้ากัน พอใส่น้ำจะเริ่มขุ่นๆ ขึ้น

- เรียงผลไม้ที่เชื่อมไว้ใส่ถ้วย จากนั้นเทน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ลงไป โรยด้วยขิงอ่อน และมะม่วงหั่นฝอย โรยด้วยหอมเจียวนิดหน่อย แล้วใส่น้ำแข็ง แค่นี้ก็ชื่นใจ คลายร้อนแล้ว

 

ข้าวยาคู

ขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2WXMPB6

ข้าวยาคู เป็นขนมไทยโบราณ โดยการนำข้าวเป็นส่วนประกอบหลัก หารับประทานได้ยาก เนื่องจากจะทำได้เฉพาะช่วงก่อนฤดูการเก็บเกี่ยว      ข้าวนาปี

ในสมัยโบราณกล่าวว่า ‘ข้าวยาคู’ มีประโยชน์ และช่วยในการรักษาโรคได้ คือ ช่วยบรรเทาความหิว บรรเทาความกระหาย ทำให้ลมเดินสะดวก ช่วยชำระลำไส้ และช่วยย่อยอาหาร ปัจจุบันในการทำข้าวยาคู จะใช้ข้าวอ่อนมาตำให้เม็ดแหลก แล้วกรองเอาส่วนที่เป็นน้ำมาต้มกับน้ำตาล ทำให้มีลักษณะคล้ายแป้งเปียกสีเขียวอ่อน เมื่อรับประทานอาจจะราดด้วยน้ำกะทิหรือใส่มะพร้าวอ่อนก็ได้

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า , แป้งเท้ายายม่อม , น้ำใบเตย , กะทิเข้มข้นปานกลาง , น้ำตาลทราย , เกลือป่นหยาบ , รวงข้าวเจ้าที่กำลังมีน้ำนม (ข้าวที่เกสร    ร่วงแล้ว รวงข้าวจะก้มลง) , มะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้นสำหรับตกแต่ง , งาดำคั่วสำหรับโรย

วิธีทำ
- เลือกใบข้าวออก ล้างให้สะอาด ใช้กรรไกรตัดเอาแต่เมล็ดข้าวตวงให้ได้ 1 ถ้วยตวง แล้วนำไปโขลกให้ละเอียด

- ใส่น้ำใบเตยผสมกับข้าวที่โขลกไว้ คนให้เข้ากัน แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง

- ผสมเกลือป่น น้ำตาลทราย กะทิ แป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อมคนให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมข้อที่ 2 คนให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง

- ใส่ส่วนผสมลงในกระทะทอง ยกขึ้นไฟอ่อน กวนไปเรื่อย ๆ จนข้นเหนียว ตักใส่ภาชนะ พักไว้ให้เย็น ตกแต่งด้วยมะพร้าวอ่อน โรยงาดำคั่ว จัดเสิร์ฟ

 

หยกมณี

ขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2xaYG4q

หยกมณี ชื่อนี้สามารถบ่งบอกถึงลักษณะของขนมชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะว่าขนมชนิดนี้มีสีเขียวใสแบบหินแก้ว สีสันสวยงามชวนน่ารับ     ประทานมากๆ แถมชื่อยังเป็นมงคลอีกด้วย

ขนมหยกมณีนั้นทำมาจากเม็ดสาคูที่ต้มในน้ำเชื่อม ส่วนสีของขนมได้จากสีของน้ำใบเตย เมื่อเม็ดสาคูสุกจึงนำมาพักไว้ให้เย็นลง จากนั้นก็นำ มาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ก่อนจะนำไปคลุกมะพร้าว (มะพร้าวที่ใช้ไม่อ่อนเกินและไม่แก่เกินไป) ขูดแล้วมาเคล้าเกลือ  ซึ่งชื่อของขนมชนิดนี้ก็มาจาก สีเขียวที่เหมือนหยก เมื่อรับประทานแล้วก็จะได้ความรู้สึกเหนียวนุ่ม หอมใบเตย และความเค็มๆ มันๆ ของมะพร้าว

ส่วนผสม

น้ำเปล่า , สาคู , น้ำใบเตย , น้ำตาลทราย , มะพร้าว , เกลือ

วิธีทำ

- ใส่น้ำเปล่าลงไปในหม้อหรือกระทะ ตามด้วยเม็ดสาคูที่ล้างน้ำเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ผัดจนน้ำแห้ง

- ใส่น้ำใบเตยลงไปผัดจนเม็ดสาคูเป็นสีใสๆ และกวนจนน้ำแห้ง เติมน้ำตาลทราย ผัดต่ออีก 5 นาที หรือจนกว่าตัวขนมจะเหนียว

- เสร็จแล้วเทขนมใส่ถาด รอให้หายร้อน

- ขูดมะพร้าวแล้วนึ่งเตรียมไว้ เสร็จแล้วก็ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากัน

- เมื่อตัวขนมเย็นลงแล้ว ให้ใช้ช้อนตักขึ้นมา ปริมาณพอดีคำ แล้วนำไปคลุกกับมะพร้าว ทำแบบนี้จนหมด จากนั้นก็นำไปจัดใส่จานเสิร์ฟ

 

ข้าวมันส้มตำ

ขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2KxaGpv

ข้าวมันส้มตำ มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ถือว่าเป็นอาหารว่างในวัง ซึ่งข้าวมันในสมัยก่อนเป็นการหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำ และส้มตำก็จะไม่เหมือนส้มตำในสมัยนี้ เพราะสมัยก่อนส้มตำจะเหมือนเป็นการคลุกเคล้าเส้นมะละกอกับน้ำยำที่ทำขึ้นมาเข้าด้วยกัน ซึ่งข้าวมันส้มตำสมัยโบราณนั้นจะจัดเป็นชุดใหญ่ นอกจากจะมีข้าวมัน ส้มตำแล้ว ก็ยังมีแกงเผ็ดไก่ใส่มะเขือ เนื้อฝอยผัดหวาน น้ำพริกมะขามเปียก กระเทียมเผา พริกชี้ฟ้าแห้ง กุ้งหรือปลาแห้ง

ข้าวมัน (ส่วนผสม)

ข้าวสาร , น้ำตาลทราย , เกลือป่น , มะพร้าวขูด , น้ำสำหรับคั้นมะพร้าว

ส้มตำ (ส่วนผสม)

มะละกอดิบ , พริกแห้ง , น้ำมะขามเปียก , น้ำตาลปี๊บ , กุ้งแห้งป่น , ผิวมะนาวหั่นชิ้นเล็กๆ , กระเทียม , พริกไทย , น้ำปลา , น้ำมะนาว ,
พริกขี้หนูสด

วิธีทำข้าวมัน

- ข้าวมาซาวเพื่อล้างฝุ่นละอองออก ใส่กระชอนพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ

- คั้นมะพร้าวให้ได้กะทิ 1+1/2 ถ้วย แล้วนำมาผสมน้ำตาลทราย เกลือ คนให้น้ำตาลละลายกรองใส่ภาชนะ

- ใส่ข้าวลงในภาชนะ ใส่กะทิที่ผสมแล้ว ตัดใบเตยเป็นท่อนใส่ (เพื่อให้หอม) นำไปนึ่งในน้ำเดือดจนสุกใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

วิธีทำส้มตำ

- พริกแห้งเอาเม็ดออกแช่น้ำพอนุ่ม บีบให้แห้ง

- นำพริกแห้ง กระเทียม พริกไทย มาโขลกละเอียดใส่พริกขี้หนูบุบพอแตก ตักใส่ภาชนะ

- ผสมน้ำมะขาม น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ คนให้ละลายเข้าด้วยกัน

- สับมะละกอให้เป็นเส้นบางๆ นำใส่ครกโขลกเบาๆ พอมะละกอนุ่ม ตักใส่ภาชนะที่ผสมเครื่องปรุงไว้ แล้วใส่กุ้งแห้งป่นโรยคลุกเคล้าให้เข้ากัน

 

ม้าฮ่อ

ขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2RvjUDB

ม้าฮ่อ เป็นของว่างของไทยสมัยโบราณ แต่เดิมเป็นขนมเคียงกินแกล้มผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว นิยมทำในเทศกาลงานบุญ และเป็นอาหารในพิธีต่างๆ ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น

ม้าฮ่อ คือ ผลไม้รสเปรี้ยว หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ โรยด้วยไส้ที่คล้ายกับสาคูไส้หมู แต่งหน้าด้วยใบผักชี และพริกชี้ฟ้าหั่นเป็นเส้นๆ นอกจากจะได้ความอร่อยแล้ว การตกแต่งเมนูให้สวยงามต้องใช้เวลา และอาศัยความใจเย็นของผู้ทำอีกด้วย

ส่วนผสม

เนื้อหมูปนมัน (สับละเอียด) , ถั่วลิสง (คั่ว-ป่น) , กระเทียม (สับ) , ผักชี (เด็ดใบ) , พริกชี้ฟ้าแดง (ซอยแฉลบบางๆ) , ส้มเขียวหวาน , สับปะรด

น้ำมัน , น้ำตาลปี๊บ , น้ำปลา

วิธีทำม้าฮ่อ

- ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันและกระเทียม เจียวให้เหลืองหอม แล้วใส่น้ำตาลปี๊บ (ทำให้น้ำเหนียว) ตามด้วยน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นผัดหมูสับให้สุก และคนไปทางเดียวกัน ใส่น้ำปลา ใส่ถั่วลิสงคั่วป่น ผัดจนเหนียวเข้ากัน และตักขึ้นพักไว้

- จัดเสิร์ฟ – ปั้นไส้เป็นก้อนกลม วางบนส้ม หรือสับปะรด แต่งด้วยใบผักชี พริกชี้ฟ้าแดง

 

งบ

ขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2J5D7HR

งบ (งบข้าว) เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 สืบเนื่องมาจาก รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้น รวมถึงการเสด็จแปรพระราชฐานไปยังสถานที่ต่างๆ ในการเดินทางในแต่ละครั้งก็จำเป็นจะต้องเตรียมอาหารในระหว่างเดินทาง ทำให้เกิด อาหารที่เหมาะแก่การพกพาเดินทางสะดวกและ  ไม่เสียง่าย อาหารที่นำไปด้วยนั้นจึงเป็นอาหารประเภทปิ้ง อาหารประเภทปิ้งในตำรับวิมาดาเธอฯ ได้แก่ ข้าวปิ้ง และข้าวงบต่างๆ

งบ เป็นชื่อข้าวชนิดหนึ่ง คล้ายห่อหมก ห่อแบนๆ ด้วยใบไม้ เช่น ใบยอ ใบตอง และนำไปปิ้งไฟ ซึ่งสูตรที่นำมานั้นเป็นข้าวงบหมู แล้วแต่ว่าจะ  นำไปดัดแปลงเป็นอย่างอื่น เช่น ข้าวงบกุ้งหรือข้าวงบปลา ก็ได้อีกด้วย

ข้าวงบหมู (ส่วนผสม)

เนื้อหมูสับละเอียด , มะพร้าวขูดละเอียด , หน่อไม้ต้มซอยละเอียด , ใบโหรพา , ใบมะกรูด , ใบหอม ,  ผักชี , พริกแห้ง , หอม , กระเทียม , ข่า ตะไคร้ , ผิวมะกรูด , ถั่วลิสงคั่ว , น้ำปลา

วิธีทำ

-โขลกเครื่องปรุง พริกแห้ง หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด ให้ละเอียด

-ใส่มะพร้าวตำให้เข้ากัน แล้วใส่เนื้อหมู หน่อไม้ ถั่วลิสงป่น ผัก ปรุงรส

- นำส่วนผสมที่ได้มาห่อในใบตองปิ้งไฟอ่อนๆ

 

 กุ้งนอนแห

ขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2J7aSZo

กุ้งนอนแห เป็นอาหารว่างไทยโบราณ ในสมัยก่อนจะรับประทานคู่กับน้ำชา แต่ปัจจุบันเริ่มทานกับน้ำจิ้มที่ทำจากพริก น้ำส้มสายชูหรือน้ำจิ้มบ๊วยเจี่ย ที่เป็นที่นิยมของคนไทยสมัยนี้

ส่วนผสม

กุ้งใหญ่ (ผ่ากลางกุ้งแบะออก) , หมูสับ , รากผักชี กระเทียม พริกไทย (โขลกละเอียด) , เกลือ , พริกไทย , ไข่เป็ด , พริกชี้ฟ้าแดง (ซอยเป็นเส้น)
ถั่วลันเตา
วิธีทำกุ้งนอนแห
- นำหมูสับ เครื่องโขลก (รากผักชี กระเทียม พริกไทย) ผสมให้เข้ากัน ใส่เกลือ พริกไทย ใส่ถั่วลันเตาคลุกไปด้วยก็ได้

- นำหมูสับที่ผสมเครื่องแล้ว พอกบนหลังกุ้ง วางพริกชี้ฟ้าแดงคาดเฉียงๆ แล้วแต่งด้วยถั่วลันเตา นำไปนึ่งจนสุก 10-15 นาที พักไว้ให้เย็น

- กระทะใส่น้ำมัน ตั้งไฟกลาง พอร้อน ไข่เป็ด (ตีให้เข้ากันไม่ตีฟู) ใช้มือจุ่มชามไข่แล้ว สะบัดไปมาในกะทะทำเป็นตาข่ายหรือแห นำกุ้งวางตรงกลาง ค่อยๆ เกี่ยวไข่ตลบพับตัวกุ้งทั้งสองข้าง ตักใส่จาน ทานกับน้ำจิ้มเต้าหู้ หรือ น้ำพริกเผา

 

แกงรัญจวน

ขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2KxZOaY

แกงรัญจวน เป็นอาหารชาววังที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เจ้าของสูตรต้นตำหรับคือ ท่านหม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ ที่มีบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากท่าน หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ ท่านได้ปรุงแกงรัญจวนขึ้นมาในวัง ซึ่งก็ได้มีเครื่องปรุงที่สำคัญ ได้แก่ น้ำพริกกะปิ ในสมัยโบราณนั้น ท่านจะไม่ทิ้งอาหาร น้ำพริกกะปิที่ท่าน ม.ล. เนื่อง นำมาปรุงแกงรัญจวนนั้น ก็ใช้น้ำพริกถ้วยเก่า ที่เหลือจากการกินในมื้อก่อนๆ อีกด้วย

 ส่วนผสม

เนื้อวัวหั่นพอดีคำ , โหระพา , ตะไคร้ซอย , กระเทียมไทยสด , พริกขี้หนูสวนบุบ , มะนาว , กะปิย่าง , น้ำตาลปี๊ป , น้ำพริกกะปิ , น้ำเปล่า
ข่า , ตะไคร้ , ใบมะกรูด ใส่มากหอมมาก ใส่น้อยหอมน้อย (ใช้เคี่ยวเนื้อวัว)

วิธีทำ

- ต้มน้ำสำหรับตุ๋นเนื้อวัว ใส่ เนื้อวัว ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เกลือเล็กน้อย ลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อน จนเนื้อเปื่อยนุ่มประมาณ 1 – 1.5 ชั่วโมง จากนั้นนำเนื้อวัว ขึ้นมาพักไว้ ทิ้งน้ำที่เหลือไป

- ตั้งหม้อใหม่ ใส่เนื้อวัว และน้ำใหม่ลงไปต้ม ใส่น้ำพริกกะปิลงไป พอ เดือดเบาไฟลง ใส่ข้อวัตถุดิบข้อ 3 4 5 ลงไปสักนิดให้พอหอม ตามด้วย ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดยกเว้นในโหระพาลงไป ชิมรสชาติที่ถูกใจ รสจะประมาณ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด และหวานตามมาแต่ต้องหอมกะปิ จากนั้น ใส่ใบโหระพาลงไป ปิดไฟ เสิร์ฟ

 

แหม... ก็อาหารชาววังเขามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามประณีต ความสร้างสรรค์ ละเอียดอ่อนโอ๊ย... อ่านแล้วมันหิวจน   ท้องร้องไปหมดแล้ว! แต่ถ้าอยากจะฟินแบบครบรสจัดเต็มมากกว่านี้ ต้องไปติดตามกันในนิยายแนว LOVE เรื่อง ‘สราญฤดี’โดย Andra     ได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ, Jamclub หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ JamShop

 

Comments

comments

Jamsai Editor: