บทที่ 1
ไอหมอกพร่ามัวบดบังสรรพสิ่งรอบกายจนคล้ายจะมองเห็นได้เพียงเลือนราง
ไลลามึนงงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกวาดตามองรอบตัวอย่างถ้วนถี่ กลิ่นหอมเย็นของดอกไม้อบอวลอยู่ในอากาศ เข้มข้นจนติดตรึงปลายจมูก พลันภาพเบื้องหน้าก็ค่อยๆ กระจ่างชัดเหมือนมีพู่กันมาแตะแต้มสีสันลงบนผ้าใบผืนใหญ่
…เธอกำลังยืนอยู่ในเรือนกระจกสีขาวแปลกตา ถูกห้อมล้อมด้วยสุมทุมพุ่มไม้สีเขียวสดที่ไม่ใคร่จะเป็นระเบียบนัก ทว่าก็ออกดอกบานสะพรั่งบ่งบอกว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี…เมื่อเพ่งมองออกไปข้างนอก ก็พลันปรากฏบ้านทรงไทยโคโลเนียลสีขาวหลังใหญ่เร้นอยู่ในดงหมอกทึบ
…ไลลารู้จักที่นั่น…รู้ว่าปีกด้านซ้ายคือห้องนอนที่มีเตียงไม้สี่เสาอยู่ตรงกลาง เชื่อมด้วยห้องหนังสือซึ่งมีตำราแออัดกันแทบจะล้นออกจากตู้ และถัดมาก็เป็นบันไดไม้มันปลาบ สะท้อนแสงอัจกลับบนเพดานสีส้มนวลตา…
เธอรู้…แต่ก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองรู้ได้อย่างไร ภาพที่ปรากฏในหัวเชื่อมจากภาพหนึ่งไปยังอีกภาพหนึ่งราวไม่มีที่สิ้นสุด พลันเสียงบรรเลงจากไวโอลินก็ดังขึ้นช้าๆ ค่อยๆ ล่องลอยอยู่ข้างหูด้วยบทเพลงแปลกประหลาด…ก่อนจะชัดเจน กระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งอึงอลอยู่ในสมอง บีบรัดจนหญิงสาวแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ
ไลลาทรุดตัวลง สองตาหลับแน่นพลางเค้นเสียงออกมาอย่างยากเย็น
“ตื่น! ตื่นเดี๋ยวนี้!!”
…ท่ามกลางความโกลาหลของความคิด ฉับพลันนั้นเองที่เพลงหยุดลง เสียงทุ้มคุ้นหูก็กระซิบจากข้างหลังแผ่วเบา…เป็นเสียงที่เพียงได้ยินก็ราวกับเห็นรอยยิ้มของผู้พูดทอดผ่านมาให้อย่างไรอย่างนั้น
“ไม่เป็นไร…คนดีของฉัน อย่ากลัว…”
“คุณ…คุณผู้หญิงคะ”
หญิงสาวลืมตาพรึบ ลมหายใจยังหอบกระชั้น
“เครื่องใกล้ลงจอดแล้ว กรุณารัดเข็มขัดนิรภัยด้วยนะคะ” แอร์โฮสเตสสาวกล่าวนอบน้อม ซ่อนความสงสัยไว้ในดวงตาอย่างแยบยล ก่อนจะเดินผละไป
ไลลามองตามร่างระหงนั้นด้วยความมึนงงหากก็ยอมรัดเข็มขัดนิรภัยแต่โดยดี ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น เหงื่อยังเกาะพราวอยู่บนหน้าผาก หญิงสาวสะบัดหัวเบาๆ สองสามครั้งเพื่อเรียกสติ ดวงตาสีน้ำตาลแกมเขียวประหลาดเบนออกไปมองทัศนียภาพข้างนอกด้วยหวังจะให้ความแจ่มใสกลับคืนมา
แสงแรกของวันกำลังปรากฏเป็นริ้วสีทองบนเส้นขอบฟ้า อาบไล้มวลก้อนเมฆจนดูละมุนตาราวจิตรกรเสกสร้าง ทว่าในใจของเธอกลับไม่ได้ซึมซับความงามที่เห็นแม้แต่น้อย ด้วยภาพในฝันยังคงเด่นชัด คอยรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา
…อีกไม่นานหรอก หญิงสาวกระซิบในใจ…อีกไม่นานต้องรู้แน่ว่าบ้านนั่นมีจริงไหม
ไลลาดึงม่านลงก่อนจะหยิบหูฟังขึ้นมาสวม นิ้วเรียวกดรัวบนปุ่มเพิ่มระดับเสียงจนเพลงดังลอดออกมาข้างนอก ดวงหน้างามจึงค่อยผ่อนคลาย พริ้มตาลงพลางโคลงหัวไปตามจังหวะดนตรีกระทั่งเครื่องบินแล่นแตะลงพื้นดิน
แผ่นดินแม่ที่ไลลาเคยจินตนาการเอาไว้กับที่กำลังเห็นอยู่นี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หญิงสาวรำพึงขึ้นมาในใจพลางมองแนวเสาไฟสูงที่ยังส่องแสงเหลืองนวลจนดูคล้ายกำแพงคบเพลิงเมื่อรถที่เธอนั่งวิ่งผ่าน ด้วยยามนี้ยังไม่เช้าดีนัก หากความศิวิไลซ์ก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนตลอดสองข้างทาง ทั้งจากตึกรามบ้านช่องหรือแม้แต่รถราบนท้องถนน…ไลลาลอบจุปากเบาๆ ที่ขับแซงไปเมื่อครู่นั่นจากัวร์ใช่หรือไม่
เพียงแค่คิดก็แทบอยากเอาหัวโขกกระจกรถให้กับความโง่เง่าของตัวเอง ดูเถอะ ขนาดมีสายเลือดคนไทยไหลเวียนอยู่ตั้งครึ่งหนึ่ง แต่กลับไม่รู้เรื่องอะไรสักนิดนอกจากภาษาที่ใช้สื่อสารได้เท่านั้น น่าละอายใจอะไรเช่นนี้ …พลันความคิดก็สะดุดลง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคุณมาริสาผู้เป็นมารดาซึ่งเป็นคนไทยแท้ๆ ก็เกิดและเติบโตที่อเมริกา ซ้ำยังไม่มีเครือญาติหลงเหลือที่นี่สักคน…นี่พอจะเป็นข้ออ้างให้ตัวเองได้ไหมหนอ
ดวงตากลมโตสีประหลาดเบนจากบรรยากาศภายนอกกลับมาพินิจสตรีร่างท้วมข้างกายที่กำลังจดจ่อกับการขับรถอยู่ ใบหน้ารูปไข่นั้นอวบเล็กน้อยและไม่มีเครื่องสำอางแต่งแต้มสักนิด หากดวงตาเรียวเล็กกลับเป็นประกายเจิดจ้า ดูแจ่มใสชวนมอง เรือนผมสีดำสนิทดกหนาถูกรวบจนตึงกลัดเกล้าไว้ด้วยปิ่นไม้ลายเรียบ ซึ่งเข้ากันกับเสื้อสีน้ำเงินเข้มลายพื้นเมืองเป็นอย่างดี คุณอิงอรหรือน้าอรตามที่ไลลาเรียกละสายตาจากท้องถนนมาสบกับเธอทันทีที่รู้ตัวว่าถูกมอง รอยยิ้มเอ็นดูฉายชัดบนริมฝีปากบางจนต้องเผลอยิ้มตาม
“มาไทยครั้งแรกตื่นเต้นไหม” ผู้มากวัยกว่าเอ่ยถามด้วยความปรานี
หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก ตอบกลับตามนิสัยช่างพูดทันที
“โชคดีจังค่ะที่แม่มีน้าอรเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหา’ลัย ไม่งั้นหนูคงไม่มีคนมารับที่สนามบิน แถมให้ที่พักฟรีอีก”
คุณอิงอรเคยเป็นนักเรียนทุนที่ได้เดินทางไปศึกษาต่อไกลถึงสหรัฐอเมริกา เมื่อกลับบ้านเกิดเมืองนอนก็มาเป็นอาจารย์เพื่อใช้ทุนอยู่นานหลายปี ถึงกระนั้นก็ยังสู้อุตส่าห์เปิดเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นรายได้เสริมอีกทาง เมื่อคุณมาริสารู้ว่าลูกสาวคนเดียวจะเดินทางมาประเทศไทยจึงได้ฝากฝังผู้เป็นเพื่อนให้ช่วยดูแลเสียเลย ด้วยคงทราบดีกระมังว่าหญิงสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกันผู้นี้ชอบทำอะไรตามใจตัวเองเป็นที่สุด หากไม่มีผู้ใหญ่คอยคุมไว้คงเตลิดหายไปง่ายๆ
“สมัยอยู่ที่นู่นริสาก็ช่วยน้าไว้มากเหมือนกัน…”
ดวงตาเรียวของผู้พูดเป็นประกาย คล้ายมองเห็นภาพในอดีตค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้นมา
“จริงเหรอคะ ไว้ว่างๆ น้าอรเล่าให้หนูฟังบ้างได้ไหม แม่ไม่เคยพูดถึงสมัยสาวๆ ให้หนูฟังเลยค่ะ”
ร่างระหงยืดตัวตรงพร้อมกับเอนไปหาคู่สนทนาอย่างกระตือรือร้น ลูกแก้วสีแปลกตาทั้งสองข้างวาววับราวเด็กๆ เรียกความรู้สึกเอ็นดูให้กับคุณอิงอรจนนึกขันกับกิริยาไร้จริตของเธอ
“ได้จ้ะ…ว่าแต่วางแผนไว้หรือยังว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เห็นว่าจะอยู่นานเลยนี่”
เพียงเท่านั้นไหล่กลมมนก็ลู่ตกทันที ไลลากลับไปเอนพิงพนักเบาะนั่งคล้ายจะถ่ายน้ำหนักทั้งหมดลงดังคนไม่มีเรี่ยวแรง เธอเบือนหน้าออกไปมองนอกรถอีกครั้ง ทว่ายามนี้ตึกรามบ้านช่องสองข้างทางกลับไม่ประทับเข้าสมองสักนิด…ด้วยบ้านหลังหนึ่งในใจเด่นชัดออกมายิ่งกว่าภาพที่เห็นผ่านตาเนื้อ!
“ก็คงจะนานจน…รู้ว่าต้องไปที่ไหน”
คำตอบแผ่วหวิวจนคล้ายรำพึงกับตัวเองมากกว่า พลอยทำให้คุณอิงอรเหลือบตามามองเธอก่อนจะเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่กล่าวอะไรต่อ เมื่อท่าทางเธอยามนี้ราวกับหัวใจปลิดปลิวไปยังดินแดนอื่นเสียแล้ว
เกสต์เฮ้าส์ของคุณอิงอรเป็นบ้านไม้สองชั้นแนวยาว ดูปลอดโปร่งด้วยระเบียงทางเดินชั้นสองซึ่งเชื่อมกับบันไดที่แยกยื่นออกมาด้านข้าง ส่วนชั้นหนึ่งก็มีเฉลียงยกพื้นปกคลุมด้วยไม้เลื้อยไล่ไปจนเกือบถึงหลังคา มีดอกเล็กสีม่วงเป็นจุดแตะแต้ม แซมอยู่ในหมู่ใบสีเขียวสดแลดูคล้ายภาพวาด…เมื่อเดินตามคุณอิงอรเข้าไปด้านในก็เห็นนักท่องเที่ยวสองสามคนกำลังจัดการอาหารเช้าง่ายๆ อยู่บนโต๊ะกินข้าว บางส่วนจิบกาแฟอย่างรื่นรมย์บนเฉลียงด้านนอก สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นตู้หนังสือไม้หลังใหญ่ซึ่งกินพื้นที่ผนังด้านหนึ่งเกือบทั้งหมด ขณะที่ของตกแต่งอื่นก็มีทั้งภาพวาดและประติมากรรมเล็กๆ อันมีกลิ่นอายแบบตะวันออกแทบทั้งสิ้น…แม้จะไม่ใช่บ้านที่ตามหา แต่ไลลาก็ถูกใจไม่น้อย ด้วยบรรยากาศที่ทั้งสงบเงียบและเป็นกันเอง
เพียงชั่วครู่หญิงสาวก็เห็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดเดินมาหาทั้งสองด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาเหลือบมองเธอแวบหนึ่งก่อนกระซิบเสียงอ่อย
“แขกเหรอป้าอร”
“ใช่ นี่ไลลาลูกสาวของเพื่อนฉันเอง…ไลลา นี่บอยหลานน้า ขาดเหลืออะไรก็เรียกใช้ได้”
สตรีร่างท้วมแนะนำอย่างคล่องแคล่วแล้วหันไปหาเด็กบอยอีกครั้ง
“เอากุญแจห้องศูนย์สี่ที่ฝากไว้มาซิ พี่เค้าจะได้ขึ้นไปพักผ่อน” ว่าจบก็แบมืออวบๆ ไปทางหลานชาย ทว่าเด็กหนุ่มกลับยิ้มแหยพร้อมเกาหัวแกรกๆ
“ฉันลืมไปว่าป้าจองไว้ พอดีมีแขกมาถามหาห้องว่างก็เลยให้เค้าไปแล้ว”
“ไอ้บอย!!”
ผู้เป็นป้าทั้งตกใจทั้งฉุน อยากจะหยิกเด็กหนุ่มให้แขนเขียวขึ้นมารำไร หากก็ได้แต่เค้นเสียงต่อว่าอย่างสะกดกลั้น “ตอนฉันบอกทำไมไม่ฟังดีๆ อย่างนี้แหละทำอะไรชอบไม่มีสติ เวลาคนพูดถึงได้เข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกหูขวา ไม่ไหลเข้าสมอง”
“โธ่ป้า อย่าเสียงดังสิ อายเค้า” เด็กบอยว่าพลางเหลือบมองไลลา สองแก้มพลันแดงก่ำ
“ห้องเต็มแล้วเหรอคะน้าอร”
หญิงสาวอดถามขึ้นมาตรงๆ ไม่ได้ รู้สึกประหวั่นในใจอยู่นิดๆ เพราะไม่ได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้ กระนั้นเธอก็ไม่คิดโวยวายให้อีกฝ่ายรู้สึกลำบากใจแต่อย่างใด
“จะว่าเต็มก็ไม่ได้หรอก ความจริงก็เหลืออยู่ห้องหนึ่ง” คำตอบคล้ายเปรยกับตัวเองมากกว่า “แต่อย่าเลย เดี๋ยวน้าช่วยถามที่พักแถวนี้ให้ดีกว่า”
“ทำไมคะ หนูพักห้องนั้นก็ได้นะ”
“อย่าเลยพี่” เด็กหนุ่มแทรกขึ้นมาพร้อมทำหน้าหวาดเสียว โดยมีคุณอิงอรพยักหน้าเห็นพ้อง
“ไหนๆ ก็คนกันเองน้าก็ไม่อยากจะปิด ห้องศูนย์หนึ่งที่ว่าง…ประวัติไม่ดีตั้งแต่ก่อนที่น้าจะซื้อบ้านหลังนี้แล้ว ใครที่เข้าพักก็โดนดีทุกราย เลยปล่อยว่างไว้ไม่กล้าให้ใครเข้าไปใช้หรอก”
ผู้มากวัยกว่าอธิบายด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบพลางมองคนฟังที่กำลังจ้องตาแป๋ว ก่อนจะต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเจ้าหล่อนกลับหัวเราะเสียงดังจนตัวงอ ซ้ำยังถอนหายใจพรืดใหญ่
“โอ้! นึกว่าอะไร! น้าอรไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ หนูไม่ซีเรียส นอนได้สบายมาก!” ว่าพลางฉีกยิ้มกว้างเป็นการยืนยัน
คุณอิงอรมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ปากบางขยับคล้ายจะแย้ง แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาสีแปลกที่ฉายประกายอย่างตรงไปตรงมาไร้แววกังวลอย่างที่เจ้าตัวว่าจริงๆ สุดท้ายจึงถอนใจยอมหยิบกุญแจห้องให้แต่โดยดี หากก็มิวายพึมพำบ่นเบาๆ
“ดื้อ! เหมือนแม่ไม่มีผิด”
เพียงไลลาผลักประตูห้อง เด็กบอยที่ช่วยยกกระเป๋าขึ้นมาก็กระโดดผลุงจากไป
…ท่าทางจะกลัวจริงๆ แฮะ เจ้าของร่างระหงมองตามอย่างนึกขันก่อนจะลากกระเป๋าคู่ใจเข้าไปด้วยท่าทีสบายๆ เธอเปิดหน้าต่างเพื่อให้ลมเย็นๆ ระเรื่อยแตะผิวกายแผ่วเบาพลางสูดกลิ่นแสงแดดยามเช้าจนฉ่ำปอด ดวงตากลมโตทอดมองทิวทัศน์สุนทรีย์เบื้องหน้าเนิ่นนาน…จากห้องนี้ เมื่อมองออกไปก็เห็นแม่น้ำเอื่อยเฉื่อยไหลผ่าน ระลอกริ้วกระทบแสงแรกของวันราวสะเก็ดแก้วกระจาย เวียนผ่านไปราวไม่มีที่สิ้นสุด พลันใบหน้านวลก็ผินกลับเข้ามาพินิจพิจารณาข้างในอีกครั้ง ด้วยยังคาใจกับคำบอกเล่าของคุณอิงอรอยู่บ้าง
ห้องศูนย์หนึ่งแห่งนี้ไม่ต่างจากห้องพักทั่วไปสักนิด เตียงนอนสีขาวดูหนานุ่มชวนทิ้งตัวลงเป็นที่สุด โต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้าเองก็สะอาดสะอ้านบ่งบอกว่ามีการปัดกวาดอยู่ตลอด แม้แต่ผ้าม่านริมหน้าต่างนี้ก็ยังเป็นลูกไม้ลายกระจุ๋มกระจิ๋มน่าเอ็นดู หากจะมีอะไรที่ไลลาคิดว่าเป็นตัวสร้างบรรยากาศให้รู้สึกกริ่งเกรง ก็คงเพราะทั้งพื้นและผนังต่างก็เป็นไม้ ยามแสงตกกระทบจึงมักมีเงาวูบไหวปรากฏตรงหางตานั่นเอง
เมื่อจัดเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้เรียบร้อย หญิงสาวก็เพิ่งจะเริ่มรู้สึกว่าเนื้อตัวเหนอะหนะเพียงใดจากการเดินทางบนเครื่องบินโดยไม่มีหยุดพักกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง เธอก้มลงดมสาบเสื้อของตัวเองอย่างนึกสนุก หากก็ต้องย่นจมูก รีบกระโดดเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ตายๆ…ไม่ใช่ว่าน้าอรจะได้กลิ่นแบบนี้มาตลอดทางหรอกนะ อายเค้าไหมล่ะ ยายไลลาขี้ซกมก!
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูห้องน้ำเรียกให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น หากก็ขานรับแต่โดยดี
“คะ?”
…เงียบ ราวเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่เธอหูฝาดไปเอง หญิงสาวจึงไหวไหล่ ไม่คิดติดใจสงสัย
ก๊อกๆ
เสียงดังขึ้นราวกรอเทปซ้ำ ทั้งชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
“น้าอรหรือเปล่าคะ” ไลลาเอ่ยถามออกไปดังกว่าเดิม หากความเงียบก็กลายเป็นคำตอบที่เรียกให้เธอต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
เจ้าของร่างระหงเหวี่ยงประตูห้องน้ำก่อนจะยื่นใบหน้าผุดผ่องออกมาด้านนอก…แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ราวไม่มีใครเคยก้าวเข้ามาในห้องศูนย์หนึ่งแห่งนี้เลยนอกจากเธอ…พลันขนบนลำคอก็ลุกชัน เมื่อได้ยินคล้ายแว่วเสียงผู้หญิงกระซิบปร่าแปร่งไม่เป็นภาษารัวเร็วอยู่ข้างหู!
อุปาทาน! อุปาทานต่างหาก!
หญิงสาวตะโกนก้องขึ้นมาในใจ ด่วนสรุปทันทีว่าเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้เกิดอาการหูแว่ว ไลลารีบจัดการอาบน้ำแต่งตัวแล้วคว้าแล็ปท็อปคู่ใจวิ่งฉิวลงไปยังเฉลียงบ้านทันที
หญิงสาวจับจ้องวงกลมสีขาวที่หมุนอย่างอ้อยอิ่งบนหน้าจอสี่เหลี่ยมพลางยกกาแฟขึ้นจิบ บรรยากาศสงบเงียบบริเวณเฉลียงหน้าบ้านทำให้เธอคลายความตระหนกเมื่อครู่ลงไปมากโข พลอยคิดไปว่าเพราะตนหูแว่วจริงๆ นั่นเอง เยื้องกันนั้นเด็กบอยที่นั่งอ่านหนังสือกำลังเหลือบตามาทางเธอเป็นระยะคล้ายอยากชวนคุย หากก็เกรงใจเกินกว่าจะรบกวน สุดท้ายจึงก้มหน้างุดลงดังเดิม
ไลลาลอบอมยิ้มกับอาการของเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู แต่ก่อนจะได้ชวนคุยตามนิสัยช่างพูด วงกลมเบื้องหน้าก็หายไปเสียก่อน พลันปรากฏภาพหญิงสาวผมบลอนด์คนหนึ่งฉีกยิ้มกว้างมาให้แทน ผิวของหล่อนเป็นสีแทนจากการตากแดดเข้ากับรูปร่างอวบอิ่มจนดูยั่วยวนอย่างไม่ได้ตั้งใจ สมดีกรีนางแบบคลื่นลูกใหม่ยิ่งนัก
“ถึงไทยแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง ร้อนมากไหม”
หล่อนถามรัวเร็วด้วยท่าทางตื่นเต้นชัดเจน ดวงตาสีฟ้ากระจ่างคล้ายตุ๊กตาบาร์บี้กวาดไปทั่วหน้าจอ ราวจะสังเกตทุกรายละเอียดเท่าที่กล้องจะจับได้…กิริยากระตือรือร้นนั้นเองที่ทำให้ไลลาเผลอหัวเราะดังกิ๊ก
“ซิล! เธอดูตื่นเต้นกว่าฉันอีกนะ”
“ไม่รู้ล่ะ” อีกฝ่ายเท้าคางจ้องตรงมา “อยากหนีฉันไปเที่ยวคนเดียวทำไม”
ไลลาอมยิ้มพลางยกกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง ไม่กล้าจะคิดเลยว่าถ้าแม่เพื่อนรักรู้เหตุผลที่เธอเดินทางมาครั้งนี้ หล่อนจะทำหน้าอย่างไร…เธอกับซิลเวียเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆ สมัยที่อยู่กรีนิชกับครอบครัว ครั้นย้ายไปเรียนมหา’ลัยในนิวยอร์ก ทั้งคู่ก็เช่าแกลลอรี่เก่าๆ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องพักแถวบรูกลินอยู่ด้วยกันจนเรียนจบ อย่างไรก็ตามแม้จะสนิทกันจนแทบจะเป็นเงาตามตัวและรู้เรื่องความฝันของไลลาดียิ่งกว่าใคร แต่ซิลเวียก็ไม่เคยคิดว่าเธอจะหมกมุ่นถึงขนาดเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาตามหาสิ่งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีจริงไหม…แท้จริงแล้วบาร์บี้สาวเข้าใจเพียงว่าเธอมาเที่ยวเท่านั้น
“เอาเถอะ แค่รู้ว่าเธอเดินทางปลอดภัยฉันก็สบายใจ…แล้วก็ นี่แน่ะ” ซิลเวียหรี่ตาอย่างมีเลศนัยให้คนมองเผลอยกคิ้วตาม “วันนี้ฉันไปวิ่งที่เซ็นทรัลปาร์กมา ทายซิว่าเจอใคร”
“ออร์แลนโด บลูม!” ไลลาโพล่งขึ้นอย่างตื่นเต้นทันที
สาวผมบลอนด์ส่งเสียงจิ๊จ๊ะปฏิเสธในลำคอ
“คริส อีวานส์!”
“ไม่ใช่”
“เอ…มาร์ติน ฟรีแมน!”
“เจค วิลสันต่างหากล่ะยะ” นางแบบสาวยอมเฉลยโดยง่ายเมื่อเพื่อนรักไม่มีเค้าว่าจะทายถูกสักนิด หากเจ้าของนัยน์ตาสีประหลาดกลับขมวดคิ้วมุ่น
“ใครคือเจค วิลสัน”
เพียงเท่านั้นซิลเวียก็อ้าปากเหวอ หัวเราะถูกอกถูกใจด้วยเสียงอันดังจนตัวโยน
“ยายคาสโนวี่! จำแฟนเก่าตัวเองไม่ได้รึไง”
คิ้วที่มุ่นอยู่แล้วของไลลาแทบจะผูกกันเป็นปมกับคำพูดนั้น…ใครๆ ก็เรียกเธอว่าคาสโนวี่ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นสาวเจ้าสำราญหรือมั่นใจในตัวเองขนาดปั่นหัวผู้ชายเล่นแต่อย่างใด ที่จริงแล้วอย่าว่าแต่ปั่นหัว แม้จะมีแฟนมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วนแต่จูบสักครั้งเธอก็ยังไม่เคย เพราะเพียงคบกันไม่ถึงสองวันก็เป็นเธอเองที่บอกเลิกก่อนทุกครั้ง ด้วยเหตุผลที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่อาจอธิบายได้
…ไลลาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใครสักคน…จิตใต้สำนึกกระซิบบอกเช่นนั้นมานานเหลือเกิน หากทุกครั้งที่หญิงสาวเริ่มเปิดใจคบหากับผู้ชายคนใด ความรู้สึกบางอย่างจะพลันพุ่งออกมาผลักไสพวกเขาเหล่านั้น…คล้ายรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่านี่ไม่ใช่คนที่เธอเฝ้ารอ…
“จำไม่ได้หรอก” ไลลาตอบพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ขณะที่เพื่อนรักพยักหน้าด้วยความเลื่อมใส
“เพราะอย่างนี้ไงฉันเลยรักเธอ”
“ขนลุกเลย ดูสิ!”
หญิงสาวแสร้งร้องเสียงหลงพร้อมยื่นท่อนแขนเนียนราวงาช้างใส่กล้อง หากในใจกลับรู้สึกอิ่มเอมเพราะสัมผัสได้ถึงความจริงใจในคำพูดเหล่านั้น
“เอาเถอะย่ะ เห็นเธอโอเคดีฉันก็สบายใจแล้ว เอ๊ะ พรุ่งนี้มีถ่ายงานเช้า ต้องนอนแล้วล่ะ…ไลล์ คิดถึงเธอนะ” ซิลเวียพูดรัวเร็วพร้อมส่งจูบด้วยท่าทางอย่างมืออาชีพ
“คิดถึงเธอมากกว่า”
ไลลายิ้มให้เพื่อนรักก่อนจะโบกมือลา เมื่อหน้าจอดับลง เธอจึงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
…โดยไม่รู้เลยว่า ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของโลก ซิลเวียจะยังเพ่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นิ่งด้วยใบหน้าตื่นตะลึง
…ตาฝาดหรือ…ไม่น่าจะใช่ นางแบบสาวรำพึงกับตัวเอง
เหตุใดในเสี้ยววินาทีก่อนที่สัญญาณจะตัดไป จึงปรากฏชายคนหนึ่งในชุดสีขาวอยู่ข้างหลังไลลา…และทอดสายตามองเพื่อนของเธอราวกับทั้งหวงแหนและห่วงหาลึกซึ้งเช่นนั้น
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.