ทดลองอ่าน เลิกเรียนแล้วเจอกัน เล่ม 2 บทที่ 38 – 39 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน เลิกเรียนแล้วเจอกัน เล่ม 2 บทที่ 38 – 39 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่าน เลิกเรียนแล้วเจอกัน เล่ม 2

ผู้เขียน : 酱子贝 (Jiang Zi Bei)

แปลโดย : Lucky Luna

ผลงานเรื่อง : 放学等我

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง ปัญหาครอบครัว

การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ การบูลลี่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 38

 

ออฟฟิศของหูผางอยู่ในอาคารเรียน หากคนที่อยู่ข้างในเสียงดังนิดหน่อย ห้องเรียนข้างๆ ก็สามารถได้ยินเจ็ดแปดส่วน

ตกกลางคืนเรื่องนี้ก็ถูกแพร่กระจายไปยังกลุ่มห้องทุกห้องของโรงเรียนมัธยมเมืองหนานลำดับเจ็ด

หวังลู่อัน พูดปุ๊บทำปั๊บ! ตอนแม่ติงเซียวพุ่งเข้ามานะ เด็กท็อปปฏิกิริยาไวมาก! ยืดอกออกไปเลย! ขวางหน้าอวี้ฝานไว้แล้วปัดกระเป๋าของผู้หญิงคนนั้นทิ้ง จากนั้นก็พูดอย่างเท่ด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า…‘เพื่อนร่วมโต๊ะของผม คุณอย่าคิดที่จะแตะต้อง’

จางเสียนจิ้ง จากนั้นล่ะ

หวังลู่อัน จากนั้นแม่ของติงเซียวก็ตั้งคำถามกับเด็กท็อป อวี้ฝานที่ไม่พูดไม่จามาตลอดจู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืนอย่างโมโห! มือข้างหนึ่งชี้เฉินจิ่งเซิน มือข้างหนึ่งชี้หน้าแม่ติงเซียว พูดอย่างอวดดีและเอิกเกริกว่า… ‘เขาคือขีดจำกัดของผม คุณด่าผมได้ แต่จะมาด่าเพื่อนร่วมโต๊ะของผมไม่ได้ เพื่อนร่วมโต๊ะของผมคือที่หนึ่งในโลก แล้วก็เจ๋งกว่าลูกชายคุณซะอีก

ไสหัวไปซะ ใครเป็นคนแต่งเรื่อง

 

อวี้ฝานนั่งอยู่หน้าโต๊ะ เช็ดผมไปพลางตอบไปพลาง เพราะจิ้มแรงเกินไปหน่อย หน้าจอโทรศัพท์มือถือจึงดังปึกๆ อย่างน่าสงสาร

หวังลู่อัน คืองี้ พวกห้องสิบสองที่อยู่ข้างๆ ออฟฟิศหูผางได้ยินกับหู จากนั้นคนกลุ่มนั้นก็บอกห้องเก้า ห้องเก้าบอกห้องแปด จั่วควนก็เอามาบอกฉันอีกที

จั่วควน แล้วตกลงว่าเรื่องนี้จริงหรือเปล่า ตอนบ่ายถามนาย นายก็ไม่ตอบ

นี่มันเรื่องไร้สาระไม่ใช่หรือไง

เขาพูดคำพูดประเภทที่ว่า ‘ด่าผมได้ แต่จะมาด่าเพื่อนร่วมโต๊ะผมไม่ได้’ ออกไปได้หรือไง

ออกจากลุ่มแล้วนะ

หวังลู่อัน เฮ้ยๆๆ อย่านะ มาปรึกษาเรื่องที่จะออกไปเที่ยวพรุ่งนี้กันดีกว่า

จางเสียนจิ้ง เด็กท็อปไม่โผล่มาเลย มีอะไรให้ปรึกษา

หวังลู่อัน ฉันแชตถามส่วนตัวแล้ว เด็กท็อปบอกว่าแล้วแต่เลยว่าพวกเราจะจัดการยังไง เขาโอเคหมด

อวี้ฝานพาดผ้าขนหนูไว้บนบ่าแล้วพิงไปข้างหลัง ดูพวกเขาคุยกันเรื่องแผนเที่ยวในวันพรุ่งนี้อย่างครึกครื้น

โทรศัพท์มือถือสั่นครืดทีหนึ่ง

สามทุ่มเฉินจิ่งเซินส่งคลิปวิดีโออธิบายโจทย์มาอย่างตรงเวลา

อวี้ฝานจ้องมือที่โผล่ออกมาในแบนเนอร์แจ้งเตือนหลายวินาทีแล้วพิมพ์ว่า… ‘ต่อไปไม่ต้องส่งมาแล้ว ไม่ติวแล้ว’

หลังจากพิมพ์เสร็จนิ้วของเขาก็เคลื่อนไปที่ปุ่มกดส่ง ก่อนจะนิ่งค้างอยู่สองนาที

ระหว่างที่ลังเลอีกฝ่ายก็ส่งข้อความเสียงมาอีกสองข้อความ

“โจทย์ที่เลือกมาช่วงนี้ยากนิดหน่อย นายลองดูหน่อยว่าตามทันไหม อวี้ฝาน สอบรายเดือนครั้งหน้า พวกเรามาฟิตเป็นท็อปหกร้อยของสายชั้นกันเถอะ”

ใครอยากฟิตเป็นท็อปหกร้อย

ใครเป็น พวกเรา’ กับนายกัน

อวี้ฝานกดเปิดฟังข้อความถัดไป

“ฉันซื้อนกโง่ฉบับแอดวานซ์มา พรุ่งนี้จะพกไปให้นายนะ?”

“…”

ออกไปเที่ยวยังจะพกหนังสือติวอีกเรอะ

“ไสหัวไปซะ” อวี้ฝานกดปุ่มข้อความเสียง “นายลองพกมาสิ ฉันจะให้นายนั่งเขียนมันเองอยู่ข้างทางให้เสร็จ”

ตื่นนอนวันต่อมาอวี้ฝานถึงได้ไปดูแผนเที่ยวที่พวกเขาคุยกันเมื่อคืนอย่างเอื่อยเฉื่อย

จั่วควนกับจางเสียนจิ้งต่างก็บอกว่าจะมา พวกเขาคุยกันหลายร้อยข้อความ ในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าจะไปเล่น Escape Room ที่เพิ่งเปิดกิจการ ทั้งยังมีการบอกต่อกันมาว่าดีมากก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยไปกินมื้อเย็นด้วยกัน

จุดนัดพบก็กำหนดไว้ที่ Escape Room

เพราะข้อความเสียงนั้น ปฏิกิริยาแรกเมื่ออวี้ฝานเห็นเฉินจิ่งเซินก็คือไปดูว่าในมือของอีกฝ่ายถือวัตถุต้องสงสัยอะไรมาด้วยหรือเปล่า

ยังดีที่ทั้งสองมือว่างเปล่า

“ขอโทษด้วย รถติด” เฉินจิ่งเซินว่า

“ไม่เป็นไร เรานัดกันตอนสามโมงอยู่แล้ว นี่ยังไม่ถึงเวลาเลย” หวังลู่อันรีบกล่าว “มา เด็กท็อป นายดูซิว่าอยากเล่นธีมอะไร ธีมใหม่นี้ดังมากเลยนะ”

อวี้ฝานพิงอยู่ข้างเคาน์เตอร์พลางเล่นเกมงูจอมเขมือบด้วยความเบื่อหน่าย รู้สึกได้ว่ากลิ่นมิ้นต์อ่อนๆ นั้นใกล้เขาเข้ามาเรื่อยๆ

วันนี้เฉินจิ่งเซินสวมเสื้อยืดสีขาวและกางเกงสีดำ กางเกงคาร์โกทำให้ขาของเขาดูยาวมาก ปกติตอนอยู่โรงเรียนทุกคนต่างสวมเครื่องแบบหลวมโพรกจึงดูไม่ออก บ่าของชายหนุ่มบางแต่กว้าง พอเขาไปยืนทางนั้น จั่วควนกับหวังลู่อันที่อยู่ข้างๆ ล้วนเตี้ยลงไปอย่างเห็นได้ชัด

เฉินจิ่งเซินเดินไปยืนข้างอวี้ฝานอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนกวาดตามองโบรชัวร์แนะนำ Escape Room ในมือหวังลู่อันแวบหนึ่ง “ฉันได้หมด”

หวังลู่อันมองไปทางอวี้ฝาน อวี้ฝานเองก็ไม่เงยหน้า “แล้วแต่”

เขาไม่สนใจของพวกนี้เลยสักนิด

“งั้นเล่นอันที่ตื่นเต้นที่สุดก็แล้วกัน!” จางเสียนจิ้งชี้โปสเตอร์ซึ่งติดอยู่บนผนังในตำแหน่งตรงกลาง “อันนี้แหละ!”

อวี้ฝานมองแวบหนึ่ง ตรงกลางโปสเตอร์เป็นผู้หญิงน่าสยดสยองที่คลุมด้วยผ้าคลุมศีรษะสีแดงนั่งอยู่บนเตียงมงคล ด้านข้างเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่สีแดงฉานเอาไว้ว่า…‘ผีออกเรือน’

เถ้าแก่ดีดนิ้ว “ตาถึงมากคนสวย นี่คือธีมที่น่ากลัวที่สุดของเรา ไล่ล่าสยองขวัญ แถมยังเป็น Escape Room ห้าคนพอดีด้วย! คนที่มาเยี่ยมชมร้านไม่มีสักคนที่ไม่กลัว สนุกตื่นเต้นแน่นอน!”

หวังลู่อันขาอ่อน “ไม่ได้มั้ง อันที่จริงฉันคิดว่าเทพนิยายแสนอบอุ่นอันข้างๆ ก็ไม่เลวนะสำหรับการไข Escape Room ‘เจ้าชายที่หลงทางอยู่ในป่าหาเจ้าหญิงนิทราไม่เจอควรไปอย่างไร เริ่มจากไหน ทั้งหมดล้วนอาศัยพวกเราเสี่ยงอันตรายฝ่าด่าน’…”

“นายไปช่วยเจ้าชายไม่ได้เรื่องเอาเองเถอะ” จางเสียนจิ้งมองค้อน “เอางี้ พวกเขาสองคนอะไรก็ได้ งั้นพวกเราสามคนโหวตกัน ตอนนี้ถือว่าหนึ่งต่อหนึ่ง จั่วควน นายว่าไง อยากเล่นอันไหน”

หวังลู่อันคิดในใจว่าตลกชะมัด ตอนมัธยมปลายปีหนึ่งพวกเขาแอบใช้คอมพิวเตอร์ในห้องเปิดเรื่อง ‘เดอะริง คำสาปมรณะ’ จั่วควนที่ยืนดูอยู่นอกหน้าต่างกรีดร้องเสียงดังกว่าเขาซะอีก หลังดูจบพวกเขาสองคนก็คล้ายกับถูกมัดตัวติดกันไปพักใหญ่ๆ ทุกครั้งที่ไปเข้าห้องน้ำก็จะไปพร้อมกันกลับพร้อมกัน บางครั้งยังต้องลากอวี้ฝานติดไปด้วย…

“นี่ยังต้องถามอีก?” จั่วควนเดินไปตรงหน้าโปสเตอร์แล้วตบที่ ‘ผีออกเรือน’ แผ่นนั้น นิ้วโป้งเช็ดจมูก มองจางเสียนจิ้งแล้วพูดว่า “ลูกหมากระจอกๆ สิถึงจะเล่นเทพนิยาย ลูกผู้ชายตัวจริงต้องเล่นอันที่โหดที่สุดกันทั้งนั้น แน่นอนว่าฉันเลือกเหมือนเธอ”

หวังลู่อัน “…”

ทั้งห้าคนถูกพาไปจนถึงทางเข้า Escape Room

พนักงานขอให้พวกเขาใส่ผ้าปิดตา จากนั้นเกาะไหล่กันแล้วเดินเข้าไป

อวี้ฝานเดินอยู่คนแรก เขาถูกคนพาอ้อมซ้ายอ้อมขวาและเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง

หลังจากประชาสัมพันธ์ประกาศให้พวกเขาถอดผ้าปิดตา ถึงได้พบว่ารอบด้านมืดสนิทอย่างไร้ขอบเขต ในห้องสไตล์โบราณนี้มีแค่พวกเขาสี่คน

“อ๊ากกก!!!!” เสียงกรีดร้องของจั่วควนดังมาแว่วๆ ฟังดูแล้วน่าจะอยู่ห่างจากพวกเขาพอสมควร “ช่วยด้วย! ฉันไม่ไหวแล้ว! ทำไมฉันอยู่คนเดียว…แกอย่าเปิดดนตรีนี่ ฉันจะเป็นลมแล้ว แค่ก…”

เขาเสียงดังเกินไป ดังจนพนักงานข้างนอกใช้วิทยุสื่อสารแจ้งพวกเขาว่า “นั่นอะไรน่ะ ภารกิจนี้ของเราจะมีคนที่ต้องอยู่คนเดียว พวกเธอจะเปลี่ยนบทบาทไหม”

หวังลู่อันเอามือป้องปาก แล้วตอบเสียงดัง “จั่วควน…ไม่ใช่ว่าเพื่อนไม่ช่วยนาย…อันที่จริงเพื่อนก็กลัวเหมือนกัน…”

“เราไม่เปลี่ยน” จางเสียนจิ้งหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาตอบ “หมอนั่นก็แค่ชอบอวดดี พวกพี่ชายขู่ให้เขาตกใจเต็มที่เลย”

หนวกหูชะมัด อวี้ฝานเหลือกตาขาว กำลังจะบอกว่าตัวเองจะไปแทน จู่ๆ มุมเสื้อก็ถูกคนข้างหลังกระตุกทีหนึ่ง

เฉินจิ่งเซินยืนอยู่ในความมืด เมื่ออวี้ฝานหันกลับไปก็เห็นเพียงเค้าโครงเลือนรางของเขาเท่านั้น

“อวี้ฝาน” เฉินจิ่งเซินมองเขา “ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน”

“…?”

อวี้ฝานขมวดคิ้ว “กลัวแล้วเมื่อกี้ทำไมนายไม่พูด”

เฉินจิ่งเซินว่า “ฉันไม่อยากขายหน้าต่อหน้านาย”

“…ตอนนี้นายขายหน้ายิ่งกว่าอีก”

“ช่วยไม่ได้” เฉินจิ่งเซินจับมุมเสื้อเขาไว้ กล่าวอย่างนิ่งเฉย “มันน่ากลัวเกินไปแล้ว”

“…”

เสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาของจั่วควนดังมาจากด้านนอกอีกครั้ง

อวี้ฝานใช้สายตาที่มองของไร้ประโยชน์มองคนข้างหลังหลายวินาทีถึงนึกขึ้นได้ว่าในสภาพแวดล้อมแบบนี้เฉินจิ่งเซินคงรับมันไม่ไหว

“ขี้ขลาด” เขาเก็บฝีเท้ากลับมา กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ

เฉินจิ่งเซินอืมทีหนึ่ง “ใช่ ฉันเอง”

“…”

จางเสียนจิ้งกำลังคิดจะถามว่าพวกนายสองคนกระซิบอะไรกันอยู่ก็เกิดเสียงดังปึง ประตูถูกตัวละครในห้องปริศนาถีบออกมา

คนที่สวมชุดเจ้าบ่าวแบบโบราณ ใบหน้าขาวซีด เลือดสีแดงสดเต็มปากเดินโซซัดโซเซเข้ามา พยายามพุ่งใส่หน้าผู้เล่นแต่ละคน “เธอจะฆ่าฉัน! เธอจะฆ่าฉัน…”

อวี้ฝานรู้สึกได้ว่ามุมเสื้อของตนถูกคนดึงแน่นขึ้น ดูเหมือนว่าเฉินจิ่งเซินจะถูกทำให้ตกใจจนถอยหลังไป

“ตัวละครตัวนี้เตี้ยกว่านายตั้งช่วงหนึ่ง นายกลัวอะไรเนี่ย” อวี้ฝานยื่นมือไปข้างหลังโดยจิตใต้สำนึก ก่อนตีข้อมือของเฉินจิ่งเซินเพื่อบอกเป็นนัยให้เขาเอามือออกไป

เสื้อถูกคลายออกแล้ว

อวี้ฝานกำลังคิดจะเก็บมือกลับมา จู่ๆ มือข้างนั้นที่อยู่ข้างหลังก็เคลื่อนขึ้นไปตามนิ้วของเขา แล้วกุมมือเขาไว้ทันทีทันใด

ฝ่ามือของเฉินจิ่งเซินเย็นเล็กน้อย จับไว้แน่นนิดหน่อย

เมื่อตัวละครได้ยินคำพูดของเขาก็หวีดร้องใส่หน้าอวี้ฝาน “แกมีมารยาทหน่อย…อ๊าก เธอจะฆ่าฉัน!”

อวี้ฝานมองใบหน้าของผีตนนี้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ นิ้วที่ถูกกุมไว้ชาเล็กน้อย เขาแกว่งมือของเฉินจิ่งเซิน “เฉินจิ่งเซิน นายถอยหลังไปซิ”

เฉินจิ่งเซินเองก็แกว่งมือเขา “ถอยไม่ได้ ฉันไม่กล้าลืมตา”

“…”

ชั่วพริบตานั้นอวี้ฝานสงสัยว่าเฉินจิ่งเซินแกล้งเล่น

ใครจะกลัวไอ้นี่จนจูงมือคนอื่นมั่วซั่วกัน

พอตัวละครไป ไฟภายในห้องก็สว่างขึ้นมา

หวังลู่อันกอดจางเสียนจิ้ง ซุกหน้าลงบนไหล่เธอ จางเสียนจิ้งตบหลังเขาด้วยสีหน้ารังเกียจ “ไม่เป็นไร ไปแล้ว ไปแล้ว…ไปแล้วจริงๆ ฉันจะหลอกนายทำไม”

หวังลู่อัน “ฮือๆๆ…”

อวี้ฝาน “…”

เขาแกว่งมือของเฉินจิ่งเซินพร้อมเอ่ยอย่างเย็นชา “คลายหน่อย ไม่ต้องจับแน่นขนาดนี้”

เล่น Escape Room ไปได้ครึ่งทางกว่าจั่วควนจะมาสมทบกับพวกเขา

เขาตกใจจนหน้าซีด กอดแขนหวังลู่อันแล้วก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ เขาจึงหันกลับไปถามเพื่อนสนิทอีกคน “อวี้ฝาน เราสองคนก็จูงมือกันเถอะนะ?”

อวี้ฝานลากเฉินจิ่งเซิน อีกมือหนึ่งหิ้วตะเกียง แสงไฟส่องจากล่างขึ้นบน สะท้อนใบหน้าเขาจนดูเหี้ยมสุดๆ “ไสหัวไปซะ”

จั่วควน “…”

ตัวละครกลับไปที่ห้องควบคุมอย่างกระหืดกระหอบ ก่อนเลิก ‘ยันต์’ บนหน้าขึ้น…เป็นเถ้าแก่ที่ต้อนรับพวกเขาอยู่ด้านนอกเมื่อกี้นี้

พนักงานที่ดูมอนิเตอร์ข้างๆ เถ้าแก่บอกกับพนักงานที่กำลังจะออกไปหลอกคนว่า…

“เดี๋ยวพวกเขาก็จะทำภารกิจทางเดี่ยวแล้ว มา จะแจกแจงกับเธอแป๊บหนึ่ง” เขาชี้หน้าจอพลางเอ่ย “ผู้หญิงคนนี้แล้วก็คนที่หน้าตาดุๆ นี่ไม่ต้องหลอก สองคนนี้จิตแข็ง หลักๆ คือหลอกสามคนที่เหลือ…โดยเฉพาะคนที่สูงที่สุดนี่ เขาหลบอยู่หลังผู้ชายอีกคนตลอด ฉันหลอกไม่ได้เท่าไหร่ เดี๋ยวจะพยายามดู หลอกเขาให้ตกใจตายไปเลย!”

ภารกิจทางเดี่ยวต้องการให้ผู้เล่นแต่ละคนเดินไปหยิบของหนึ่งอย่างที่สุดปลายทางเดินเพียงลำพัง ส่วนผู้เล่นที่เหลือทำได้เพียงคอยอยู่ภายในห้องเท่านั้น

คนอื่นๆ ล้วนทำเสร็จแล้ว แม้แต่จั่วควนก็กลับมาอย่างทุลักทุเล เหลือเพียงผีขี้ขลาดคนสุดท้าย…

เฉินจิ่งเซินยืนอยู่หน้าประตู จู่ๆ ก็หันกลับมาถาม “ถ้าฉันไม่กลับมา นายจะออกไปตามหาฉันไหม”

อวี้ฝาน “ไม่”

“นายพูดกับฉันตลอดได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ยินเสียงฉันจะกลัว”

“ไม่ได้”

“นายจะยืนรอฉันอยู่ที่หน้าประตูไหม”

“นายแม่งเล่นเกมอยู่นะ ไม่ได้จะเข้าสนามรบ” อวี้ฝานเหลืออด “นายจะไปไม่ไป ถ้าไม่ไปฉันจะถีบนายแล้วนะ!”

เฉินจิ่งเซินไปแล้ว

เถ้าแก่จ้องมอนิเตอร์ แล้วเรียกพนักงานด้วยความตื่นเต้น “เร็วๆๆๆ! หลอกเขา! หลอกให้เขากลับไปครั้งหนึ่งก่อน แล้วบังคับเขามาอีกรอบ!”

เฉินจิ่งเซินกำลังจะแตะอุปกรณ์ทำภารกิจ ผีผู้หญิงที่สวมชุดเจ้าสาวตนนั้นก็โผล่ออกมาทันใด คลานมาทางเขาอย่างบ้าคลั่งคล้ายแมงมุม หวีดร้องอย่างน่าสยดสยอง “อ่า…”

คนตรงหน้าไม่มีปฏิกิริยา

ตัวละครผีผู้หญิงนึกว่าตนเองแสดงอิทธิฤทธิ์ได้ไม่ดี จึงหวีดร้องอีกครั้ง “อ่า…”

เด็กหนุ่มหยิบของแล้วมองเธออย่างเฉยชาแวบหนึ่ง

จากนั้นก็หมุนตัวจากไป

ขณะเดินก้มหน้ามองพื้นไม้ก็หมุนฝีเท้า เดินอ้อมชุดทำงานของเธอไป

ตัวละครผีผู้หญิง “…?”

เถ้าแก่ “…?”

เมื่อเดินไปถึงมุมเลี้ยว จู่ๆ เฉินจิ่งเซินก็หันกลับมา “สวัสดีครับ ร้องอีกทีได้ไหม”

ตัวละครผีผู้หญิง “…อ่า…”

ในห้อง

จั่วควนอุดหูด้วยความทุกข์ทรมาน “ทำไมแม่งร้องอีกแล้ว”

“ทำไมเด็กท็อปยังไม่กลับมาอีก แถมยังไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวเลยสักนิด” จางเสียนจิ้งว่า “คงไม่ถูกจับไปจริงๆ หรอกนะ”

อวี้ฝานที่ยืนรออยู่หน้าประตูมาหลายวินาทีแล้วจิ๊ปากทีหนึ่งอย่างหงุดหงิด “ฉันจะไปหา…”

ตึกๆๆ

เสียงฝีเท้ารีบเร่งดังมาจากสุดปลายทางเดิน

อวี้ฝานเรียกหยั่งเชิงทีหนึ่ง “เฉินจิ่งเซิน?”

“ฉันเอง”

อีกด้านของทางเดิน เฉินจิ่งเซินวิ่งกลับมา อวี้ฝานยืนอยู่หน้าประตู ยื่นมือไปหาอีกฝ่ายโดยจิตใต้สำนึก

เฉินจิ่งเซินโผเข้ามากอดเขาทันทีเหมือนกับตอนนั้นที่เพิ่งวิ่งสามพันเมตรเสร็จ

อวี้ฝานตะลึงงันเล็กน้อย ยังไม่ทันมีปฏิกิริยาก็ถูกปล่อยออกแล้ว

จั่วควน “เด็กท็อป ผู้หญิงคนนั้นกระโจนใส่ตัวนายหรือเปล่า นายตกใจแทบแย่เลยใช่ไหม”

เฉินจิ่งเซินวางของไว้บนโต๊ะ กวาดตามองเขาปราดหนึ่งอย่างเรียบเฉยแล้วเอ่ย “อืม ทำฉันตกใจแทบตาย”

เถ้าแก่ที่ดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในมอนิเตอร์ “…?”

ทำนายตกใจแทบตายเรอะ จริงเรอะ

ที่ผ่านมาเคยเจอแค่ผู้หญิงแกล้งกลัวแล้วแนบชิดติดกับแฟนหนุ่ม ผู้ชายตัวโตอย่างนายเสแสร้งแกล้งทำอะไรกันเนี่ย แถมเสแสร้งแล้วนายก็ไม่กระโจนหาสาวสวยคนนั้น จะไปกระโจนหาผู้ชายทำไมกัน

อวี้ฝานเองก็คิดไม่ตกเหมือนกัน

เขาเล่น Escape Room นี้จนเหนื่อยเป็นพิเศษ ในมือจูงคนขี้ขลาดไว้คนหนึ่ง ตัวละครพวกนั้นยังคงพุ่งเป้ามาที่หน้าเขาตลอดอย่างไม่ยอมแพ้

ภารกิจสุดท้ายจำเป็นต้องเป็นสองคนสองกลุ่มผลัดกันไปปลดปล่อยผีผู้หญิง มีแค่คนเดียวที่สามารถนอนรอชัยชนะอยู่ในห้องได้

โควตาสุดท้ายนี้ยกให้จั่วควน

อวี้ฝานพาเฉินจิ่งเซินไป ‘ทำพิธี’ ให้ผีผู้หญิงที่ ‘ศาลบรรพบุรุษ’

บนทางเดินไฟรอบๆ ค่อยๆ สว่างขึ้นมา อย่างน้อยก็สามารถทำให้เห็นหน้าเพื่อนในทีมได้ชัดๆ

ในตรอกจำลองแคบๆ อวี้ฝานหันไปมองแวบหนึ่ง เฉินจิ่งเซินยังคงทำหน้าตายเหมือนปกติ

จู่ๆ เขาก็รู้สึกสนใจใคร่รู้นิดหน่อยว่าตอนเฉินจิ่งเซินถูกทำให้ตกใจจะมีสีหน้าแบบไหน

หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีอวี้ฝานก็เก็บสายตากลับมา แล้วเขย่ามือของเฉินจิ่งเซิน “ตรงนี้ไม่มีคน ปล่อยมือ ฝ่ามือฉันเหงื่อออกหมดแล้ว”

เฉินจิ่งเซินเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วปล่อยมือออก

ตอนเลี้ยวอวี้ฝานผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง ตั้งใจรั้งท้ายเฉินจิ่งเซินก้าวหนึ่ง

จากนั้นก็ยื่นมือไปจิ้มเอวเฉินจิ่งเซิน…

แทบจะในขณะเดียวกัน จู่ๆ เสียงหวีดร้องของ ‘ผีผู้หญิง’ ก็ดังขึ้นมา อวี้ฝานตะลึงงันมอง ‘ผีผู้หญิง’ ที่พุ่งมาทางพวกเขาตรงหน้าพลางคิดในใจ…

เขายังไม่ทันได้คิด

ก่อนไฟจะดับลงเขาเห็นเฉินจิ่งเซินหมุนตัวมา

อวี้ฝานกำลังคิดจะคว้ามือเขาวิ่ง แต่ชั่วขณะต่อมาจู่ๆ เท้าของเขาก็ลอยขึ้นกลางอากาศ…

เขา-ถูก-อุ้ม-ขึ้น-มา-แล้ว

แถมยังอุ้มท่าเจ้าหญิงที่ช้อนข้อพับเข่าประคองแบบนั้นด้วย

อวี้ฝานมึนงงในชั่วพริบตา ตะโกนติดต่อกันหลายที “เฉินจิ่งเซิน! เฉินจิ่งเซิน!”

เฉินจิ่งเซินไม่ตอบ เขาวิ่งเร็วมาก ทางก็แคบมาก ในปากของอวี้ฝานมีคำพูดด่าคนกองเป็นภูเขาอยู่ อาการสั่นกับความอยากจะมีชีวิตรอดทำให้เขาหันกลับไปคล้องคอเฉินจิ่งเซินไว้โดยอัตโนมัติ

พอเขามองไปข้างหลังก็สบตากับตัวละครผีผู้หญิงหลายวินาที

ขณะลอยค้างอยู่กลางอากาศ สภาพจิตใจของคนเราก็จะเปราะบางขึ้นกว่าปกติ

เขาออกแรงคล้องคอของเฉินจิ่งเซิน “วิ่งเร็วหน่อย นายไม่ได้กินข้าวหรือไง เดี๋ยวก่อน นายจะวิ่งไปไหน นี่ไม่ใช่ทางกลับไปที่ห้อง…”

พออวี้ฝานมองไปข้างหน้าก็พบว่าในโถงที่เป็นฉากด้านหน้ามีเกี้ยวมงคลสีแดงซึ่งกำลังปิดม่านไว้หลังหนึ่งตั้งอยู่

อวี้ฝานคิดในใจว่าไม่หรอกมั้ง คงไม่มีคนโง่กล้าเข้าไปในสถานที่พรรค์นี้หรอกมั้ง เข้าไปแล้วก็เป็นการรออยู่ข้างในห้องให้คนมาหลอกไม่ใช่หรือไง

วินาทีถัดมาอวี้ฝานก็ถูกอุ้มเข้าไปแล้ว

อวี้ฝาน “…”

พื้นที่ในเกี้ยวแคบกว่าที่เขาคิด

ผู้ชายสูง 185 คนหนึ่งอุ้มผู้ชายสูง 180 คนหนึ่งนั่งอยู่ข้างใน แทบจะไม่มีพื้นที่ว่างเหลือแล้ว

อวี้ฝานขดตัวครึ่งหนึ่ง รองเท้าเหยียบด้านบนของเกี้ยว แผ่นหลังทั้งหมดแนบอยู่ด้านหลัง

อวี้ฝานผ่อนลมหายใจ ก่อนเอ่ยอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เฉินจิ่งเซิน นาย…”

“เมื่อกี้มีผีแตะฉัน” เสียงของเฉินจิ่งเซินแหบพร่าเล็กน้อย เขาเอ่ยถาม “นายไม่ตกใจเหรอ”

“…” อวี้ฝานพลันเป็นบื้อใบ้

ไม่สิ ก็แค่จิ้มทีเดียว ไม่ถึงขั้นทำให้ตกใจจนกลายเป็นแบบนี้หรอกมั้ง

อวี้ฝานกำลังจะพูดอะไรบางอย่างเกี้ยวก็ถูกโยกเบาๆ ตามมาด้วยตัวเกี้ยวถูกคนใช้เล็บครูดแรงๆ ที่ด้านนอก

เขาได้แต่หุบปากนิ่ง ให้ความร่วมมือกับการแสดงของคนด้านนอก

อวี้ฝานจ้องม่านในเกี้ยวอยู่ตลอดเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวละครบุกเข้ามาหลอก

หลังจากนั้นสักพักเขาก็ขมวดคิ้ว แล้วเงยหน้าขึ้นราวกับมีเซ้นส์

ในเกี้ยวมืดสนิท แทบจะมองอะไรไม่เห็นเลย

นอกจากม่านเกี้ยวสีแดงเข้มที่ถูกแสงไฟสะท้อนจนน่าขนลุกกับดวงตาสีดำขลับคู่นั้นของเฉินจิ่งเซิน

มือข้างหนึ่งของเฉินจิ่งเซินวางไว้บนตักเขา มืออีกข้างประคองหลังเขากั้นระหว่างตัวเขากับเกี้ยว และมองเขาอยู่ในความมืดอย่างเงียบเชียบ

เฉินจิ่งเซินอุ้มคนวิ่งไปได้สักระยะ ลมหายใจของเขาจึงหนักหน่วง มันกระทบเข้ากับใบหูของอวี้ฝานอย่างร้อนรุ่ม ร่างกายของพวกเขาแนบชิดกันมาก อวี้ฝานสามารถรู้สึกได้ถึงการหายใจแต่ละครั้งของเฉินจิ่งเซิน

อวี้ฝานรู้สึกว่าตนเองถูกกลิ่นมิ้นต์โอบล้อมไว้

หัวใจเต้นเร็วเกินไป อวี้ฝานงอนิ้วอย่างไม่มีสติ “ดูม่านสิ จะต้องพุ่งเข้ามาแน่นอน”

“ฉันไม่กล้าดู” เฉินจิ่งเซินเอ่ย

“…ใครใช้ให้นายโง่วิ่งมาตรงนี้เล่า”

เฉินจิ่งเซินครุ่นคิด “ฉันกลัวมากนี่”

ด้านนอกมีความเคลื่อนไหว อวี้ฝานหันศีรษะไปด้านหนึ่งแล้วจ้องม่านของเกี้ยวต่อด้วยตัวที่แข็งทื่อ

ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นเขาก็ยกมืออย่างสุดจะทน คลำหาดวงตาของเฉินจิ่งเซินในความมืดแล้วปิดมันไว้ทั้งหมด “อย่ามองฉัน”

เฉินจิ่งเซินส่งเสียงอืมเบาๆ ลมหายใจเสียดสีข้างมือเขา

ผิวหนังของอวี้ฝานชาหนึบ ร้อนลวกตั้งแต่ลำคอไปจนถึงใบหู เขากัดฟัน ก่อนที่มืออีกข้างจะยกขึ้นมาบีบจมูกของเฉินจิ่งเซินไว้ “…แล้วก็อย่าหายใจ”

เฉินจิ่งเซิน “…”

 

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่

ทดลองอ่าน คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่ บทที่ 1

บทที่ 1 สายฝน+ไหวพริบ ต้นฤดูใบไม้ผลิเมืองเซิ่งจิงมีฝนตกชุก ราวกับผ้าไหมผืนบางที่ปกคลุมผืนฟ้า ทำให้ลานที่รกร้างเงียบเหงาข...

คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่

ทดลองอ่าน คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่ บทที่ 6

บทที่ 6 คณิกา+เมาสุรา หอคณิกาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเซิ่งจิง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เป่ยหลี่’ ที่นี่ห่างจากที่ตั้งของ...

คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่

ทดลองอ่าน คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่ บทที่ 2

บทที่ 2 ความสงสัย+คลื่นใต้น้ำ เจ้าเมืองหลี่ตามซูโม่อี้ออกไปแล้ว หลินหวั่นชิงเห็นเงาของเขาวิ่งอยู่ไกลๆ รู้สึกว่าชุดทางการ...

คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่

ทดลองอ่าน คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่ บทที่ 7.1

บทที่ 7.1 วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด ยามที่ซูโม่อี้ตื่นขึ้นมาก็เกือบจะเที่ยงวันแล้ว ผลที่ตามมาของอาการเมาค้างก็คือปากแห้งและ...

community.jamsai.com