ทดลองอ่าน Thriller Trainee เด็กฝึกระทึกขวัญ เล่ม 1 บทที่ 5 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Thriller Trainee เด็กฝึกระทึกขวัญ เล่ม 1 บทที่ 5 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Thriller Trainee เด็กฝึกระทึกขวัญ เล่ม 1

ผู้เขียน : 妄鸦 (Wang Ya)

แปลโดย : จื่อซิน

ผลงานเรื่อง : 无限练习生 (Wu Xian Lian Xi Sheng)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการตาย การฆาตกรรม การทรมาน

การกักขังหน่วงเหนี่ยว การค้ามนุษย์ การบูลลี่ การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

มีการบรรยายถึงงู เลือด สภาพศพ สถานการณ์อันน่าขยะแขยง

และการกระทำที่สยดสยองต่ออวัยวะภายในของมนุษย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

  

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 5 โรงพยาบาลจิตเวช (3)

 

เซิ่งอวี้เบิกตาโต “พี่ไม่ได้กินเหรอ”

ที่ฝ่ามือของชายผมขาว ยาเม็ดเล็กสีขาวสภาพสมบูรณ์นอนนิ่งอยู่บนนั้น ไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยเปียกแฉะ

จงจิ่วเหลือบตามองอีกฝ่าย “ก็แค่ทริกง่ายๆ”

สำหรับปรมาจารย์ด้านมายากล การขยับเปลี่ยนนิ้วมือด้วยความว่องไวถือเป็นการฝึกที่ง่ายที่สุดแล้ว ถึงแม้ตอนนี้สองมือของจงจิ่วจะยังแข็งเกร็ง แต่เขาคุ้นเคยกับเทคนิคการซ่อนของดีอยู่แล้ว และเก่งเกินกว่าแค่ซ่อนยาเม็ดเล็กๆ

ไม่ต้องพูดถึงเซิ่งอวี้ที่อยู่ข้างตัวเขาเลย แม้กระทั่งซับกระสุนยังอึ้งไปตามๆ กัน

 

[โห เมื่อกี้ฉันเห็นจะจะเลยนะว่าเขาเอายาโยนใส่ปาก แถมยังดื่มน้ำตามไปอีกอึกใหญ่]

[ใช่ๆ ฉันก็เห็น! อีกอย่างหัวหน้าพยาบาลคนนั้นยังจ้องเขาอยู่ตลอดด้วย]

[หรือจะเป็นไอเทม??? เป็นไปไม่ได้ เขาเป็นเด็กใหม่ไม่ใช่เหรอ จะไปมีไอเทมได้ไง]

[ถ้าไม่มีไอเทมก็แสดงว่าใช้ความสามารถของตัวเองล้วนๆ กลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเล* นี่มันสุดยอดไปเลย เด็กใหม่คนนี้ไม่ธรรมดา]

 

เสียงร้องด้วยความตกใจของเซิ่งอวี้ดึงดูดความสนใจจากทุกคน หลังเด็กฝึกคนอื่นๆ ในโรงอาหารมองเห็นยาเม็ดนั้นบนฝ่ามือของจงจิ่ว แต่ละคนก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป

ว่ากันตามเหตุผล ไม่ว่าจะเด็กเก่าหรือเด็กใหม่ สมรรถภาพทางกายก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

กฎระเบียบของลูปอนันต์เข้มงวดเป็นอย่างมาก ในห่วงโซ่อาหารมนุษย์อยู่ต่ำกว่าภูติผีปีศาจ และผู้เข้าแข่งขันก็ไม่สามารถหนีจากเผ่าพันธุ์ ‘มนุษย์’ ของตัวเองได้ แม้ดันเจี้ยนพิเศษในแรงก์สูงๆ จะมีการกลายพันธุ์ แต่ถ้าเนื้อในเป็นมนุษย์ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ต่อให้ผ่านดันเจี้ยนมาแล้วมากมายก็เปลี่ยนสองอย่างนี้ไม่ได้อยู่ดี

ผู้เข้าแข่งขันสามารถเก็บรวบรวมไอเทมต่างๆ ในดันเจี้ยนตามเบาะแสที่ได้รับจาก NPC และอาศัยสกิลของไอเทมนั้นๆ ในการเอาชีวิตรอดได้

หลังการแข่งขันในดันเจี้ยนนั้นๆ จบลง แต้มรอดชีวิตสามารถใช้อัพสกิลให้ตัวเองหรือไอเทมที่มีอยู่ได้ แต่ไม่ว่าจะอัพสกิลอย่างไรก็หนีไม่พ้นการเป็นมนุษย์ อย่างเช่นต่อให้คนคนหนึ่งอัพสกิลตัวเองจนแข็งแกร่งเหนือใคร เขาคนนั้นก็ยังยกตึกสูงใหญ่ กลายเป็นเดอะฮัลค์แบบนั้นไม่ได้

เมื่อเทียบกับการอัพสกิลไอเทมแล้ว การอัพสกิลให้ตัวเองนั้นต้องใช้แต้มรอดชีวิตเยอะมาก ด้วยเหตุนี้โดยส่วนมากจึงไม่ค่อยมีใครเลือกอัพสกิลทางร่างกายเท่าไรนัก นอกเสียจากว่าจะไม่มีไอเทมคู่ใจจริงๆ

ผลที่ตามมาหลังเหตุการณ์ฉุกละหุกนี้คือเด็กฝึกแทบทุกคนที่อยู่ในโรงอาหารพากันกลืนยาเม็ดนั้นลงไปแล้วภายใต้การคุมเข้มของพยาบาล แม้ตอนนี้จะมีเด็กเก่าหลายคนรีบวิ่งไปที่ถังขยะเพื่ออาเจียนมันออกมา แต่สุดท้ายยานั่นก็ลงท้องไปแล้ว ถึงยังไงก็คงออกฤทธิ์ไม่มากก็น้อย

เมื่อมองสำรวจดูรอบๆ พบว่านอกจากจงจิ่วแล้วยังมีอีกสามคนที่ไม่ได้กลืนยาลงท้อง

จูเก่ออั้นกับเมสสิยาห์คือพี่ใหญ่ในแรงก์ S ย่อมมีฝีมือที่ทุกคนคาดไม่ถึงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง ส่วนฉินเหยี่ยอาศัยพละกำลังของตัวเองบดยาเม็ดนั้นให้แหลกเป็นผุยผงจนหลุดรอดสายตาของพยาบาลไปได้

“ฉันบอกแล้วว่าเด็กใหม่คนนี้ไม่ธรรมดา…”

เฮ่อเจี้ยนหลันล้วงเม็ดยาที่ติดอยู่ในลำคอออกมาด้วยสีหน้าย่ำแย่

เพราะโชคดีเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ได้กินยาเม็ดนั้นเหมือนพี่ใหญ่ในแรงก์ S และ A สายตาริษยาหลายคู่จึงพุ่งมาที่จงจิ่ว

ไม่ใช่แค่เฮ่อเจี้ยนหลันที่ตั้งท่าระแวดระวังเขามาตั้งแต่แรก แม้แต่จูเก่ออั้นก็ยอมลดตัวลงมองมาที่เขาปราดหนึ่ง

และเป็นเพราะทริกเมื่อสักครู่ของจงจิ่ว แววตาที่เซิ่งอวี้ใช้มองเขาจึงเต็มไปด้วยความเลื่อมใส ท่าทางเหมือนน้องเล็กมองพี่ใหญ่ ถึงขั้นเปลี่ยนสรรพนามการเรียกกันเลยทีเดียว เซิ่งอวี้เรียกเขาว่า ‘พี่จิ่ว’ ไม่หยุดปาก นอกจากหวานเลี่ยนแล้วยังชวนให้อ่อนอกอ่อนใจ

เมื่อครู่หัวหน้าพยาบาลบอกว่าตารางกิจวัตรประจำวันติดอยู่บนกำแพง ดังนั้นจึงมีเด็กฝึกจำนวนไม่น้อยเดินเข้าไปมุงดูกันแล้ว

ข้างๆ ตารางกิจวัตรประจำวันยังมีแผนผังของโรงพยาบาลจิตเวชติดอยู่ด้วย บนนั้นบอกถึงตำแหน่งห้องและสิ่งอำนวยความสะดวกของชั้นนี้เอาไว้ทั้งหมด

ชั้นนี้คือชั้นหนึ่ง มีโรงอาหาร ห้องสมุด และห้องมัลติมีเดีย

“หลังมื้อเย็นคือเวลาพักผ่อนตามอัธยาศัย…ที่แท้พวกเราก็ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จกันตั้งแต่บ่ายแล้ว สี่ทุ่มครึ่งเข้านอน ห้าทุ่มตรวจห้องพัก”

เซิ่งอวี้พุ่งตัวเข้าไปดูแล้วอ่านออกเสียงทีละคำ “พรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้าตื่นนอน อ่า ต้องกินยาตอนเย็นทุกวัน!”

ทันใดนั้นบรรดาเด็กใหม่ก็หน้าถอดสี ร่างกายโอนเอนคล้ายจะล้ม

ตอนนี้ยาออกฤทธิ์แล้ว มีหลายคนที่เริ่มลืมตาไม่ขึ้น

เซิ่งอวี้ตระหนกยิ่งกว่าเดิม “ทำยังไงดี พี่จิ่ว ตอนนี้ผมคายยาเม็ดนั้นออกมาไม่ได้แล้ว”

จงจิ่วกำลังจะอ้าปากพูด แต่จู่ๆ ชายผมบลอนด์ที่ทุกคนเรียกว่าบุตรพระเจ้าก็ค่อยๆ เดินออกมาจากการรายล้อมของเด็กใหม่เสียก่อน

“ทุกคน ขอฉันพูดอะไรสักหน่อย”

เสียงโหวกเหวกจากกลุ่มคนเงียบลงทันที

บนใบหน้าของเมสสิยาห์มีรอยยิ้ม น้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล นัยน์ตาสีฟ้าดุจสายลมอุ่นๆ ที่พัดโชยมาจากทะเลอีเจียนของกรีซในยามบ่าย ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าสูงส่งเกินเอื้อม แต่กลับซึมลึกลงไปในหัวใจ กระนั้นทุกคนก็ไม่กล้าประเมินเขาต่ำเพราะสิ่งเหล่านี้

นั่นก็เพราะป้ายชื่อแรงก์ S พร้อมกับเลข 7 ตัวเล็กๆ ที่ติดอยู่บนอกของเขา

ในเมื่ออยู่อันดับ 7 แน่นอนว่าฝีมือต้องไม่ธรรมดา

“ถึงระบบหลักจะเซ็ตให้ด่านนี้เป็นโหมดการแข่งเดี่ยว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าระดับความยากของดันเจี้ยนจะลดลง”

เพื่อช่วยเหลือเด็กใหม่ เมสสิยาห์จึงตั้งใจยกตัวอย่างให้เป็นพิเศษ

“จากประสบการณ์ที่เด็กเก่าอย่างพวกเรามี ถ้าเป็นดันเจี้ยนทั่วไปหรือดันเจี้ยนที่มีระดับความยากต่ำ ปกติภารกิจหลักจะเป็นการให้หนีออกจากโรงพยาบาลจิตเวช ไม่ก็ให้ไขปริศนาจากวัตถุหรือเบาะแสบางอย่าง แต่ดันเจี้ยนนี้ไม่ใช่ ภารกิจหลักของเราคือการอยู่รอดให้ได้สามวัน

…นั่นหมายความว่าเด็กฝึกแค่ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้นกับโรงพยาบาลแห่งนี้ หรือที่นี่เก็บซ่อนความจริงอะไรไว้ เพราะจากระดับความยากที่ระบบหลักเซ็ตเอาไว้ เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญเท่าการมีชีวิตรอด”

เหล่าเด็กฝึกเข้าใจแจ่มแจ้งทันที

เมื่อการเอาชีวิตรอดถูกยกระดับให้เทียบเท่ากับการไขปริศนา นั่นหมายความว่าการจะเอาชีวิตรอดให้ได้ในดันเจี้ยนนี้ถือเป็นจุดที่ยากที่สุด

หลังจากทำความเข้าใจในจุดนี้ได้แล้ว ทุกคนก็อดที่จะสั่นกลัวไม่ได้ ทั่วทั้งร่างเย็นยะเยือก

“ระดับความยากแบบนี้ ฉันแนะนำให้ทุกคนรวมกลุ่มกันทำภารกิจดีกว่า”

เมสสิยาห์เอ่ย “ถึงจะบอกว่าจุดประสงค์ของการแข่งเดี่ยวคือการแสดงความสามารถของตัวเอง แต่ระบบหลักไม่ได้ห้ามให้เด็กฝึกรวมกลุ่มกัน เพราะฉะนั้นพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องสู้กันเองเพียงเพื่อจะเอาชีวิตรอด”

ครั้นเห็นว่าเด็กใหม่บางคนยังลังเล บุตรพระเจ้าผู้มีผมสีบลอนด์จึงเอ่ยเน้นย้ำว่า “ทุกคนไม่ต้องกังวล กฎเหล็กของลูปอนันต์คือผู้เข้าแข่งขันห้ามฆ่ากันเอง เมื่อกี้พยาบาลก็บอกกฎข้อนี้ไปแล้ว

แต่ไหนแต่ไรมาศัตรูของผู้เข้าแข่งขันไม่ใช่ผู้เข้าแข่งขันด้วยกันเอง พวกเรามีศัตรูคนเดียวกัน นั่นก็คือพวกนั้น” บุตรพระเจ้าหมายความตามที่พูด “แน่นอนว่าการประเมินแรงก์เป็นเรื่องสำคัญ แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องเอาชีวิตรอดจากดันเจี้ยนนี้ให้ได้ไม่ใช่เหรอ”

คำพูดนั้นราวกับน้ำสะอาดราดหัว เด็กใหม่ที่ยังสับสนมึนงงกระจ่างแจ้งทันที

ใช่แล้ว การเอาชีวิตรอดให้ได้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะการประเมินแรงก์หรือการคัดออก เราต้องมีชีวิตรอดไปให้ถึงตอนนั้นเสียก่อน

ถ้าภายในสามวันนี้รอดออกไปไม่ได้ เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่มีคุณสมบัติให้เข้ารับการประเมิน

เด็กใหม่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังบุตรพระเจ้า

พูดแล้วก็แปลก หลังจากพยาบาลเดินออกไป ทั่วทั้งโรงอาหารก็ดูเหมือนจะว่างเปล่าขึ้นมาทันที

ช่องสำหรับต่อแถวรับอาหารถูกคุณป้าเก็บกวาดไปแล้ว ส่วนบุรุษพยาบาลรูปร่างกำยำก็ไม่รู้หายไปไหน พวกเขาไม่เห็นแม้กระทั่ง NPC ผู้ป่วย มีแค่เด็กฝึกพร้อมป้ายชื่อที่ยังคุยกันจ้อกแจ้กจอแจอยู่ในนี้

บางทีนี่คงเป็นเหตุการณ์ทั่วไปที่พบเห็นได้ในโรงพยาบาลจิตเวช ขอแค่พวกเขาไม่แหกกฎที่หัวหน้าพยาบาลเคยแจ้งไว้ ทุกอย่างก็จะราบรื่น

ในขณะที่เด็กใหม่ตัดสินใจกันได้แล้ว เด็กเก่ากลับคิดรอบคอบกว่านั้นมาก

“ไปกันเถอะ ดันเจี้ยนนี้ไม่ง่ายแน่นอน”

เฮ่อเจี้ยนหลันถอนหายใจ ดึงฉินเหยี่ยให้เดินไปด้วยกัน

เมื่อก่อนในลูปอนันต์มักจะให้ทำอะไรเป็นทีม พวกเขาจึงวางใจที่จะหันหลังให้คนในทีมตัวเองได้

เดิมทีลูปอนันต์ก็น่ากลัวมากพออยู่แล้ว ถ้าคนในทีมหักหลังกันเองอีกล่ะจะเป็นเช่นไร

แต่ดันเจี้ยนนี้ระบบหลักดันชี้ให้เห็นชัดว่าในกลุ่มพวกเขามี Imposter* อยู่ เล่นเอาเด็กเก่าตื่นตระหนกไปตามๆ กัน

ที่เมสสิยาห์พูดออกไปแบบนั้นก็ไม่ผิดไปจากที่คิดนัก

เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะมี Imposter จริงหรือไม่ การรวมกลุ่มก็ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเด็กใหม่และเด็กเก่า

จงจิ่วยืนมองสถานการณ์อยู่อีกด้านหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร แต่ขยับตัวเดินไปทางบุตรพระเจ้าเงียบๆ

 

[สุดยอดไปเลยวิธีโน้มน้าวแบบนี้ สมกับเป็นบุตรพระเจ้า]

[โชคดีจริงๆ ที่แมปนี้มีผู้นำ ส่วนสตรีมของแมปอื่นๆ ทีมคำสาปกับทีมเผ่ากลางคืนแทบจะตีกันอยู่แล้ว ตอนนี้กำลังแบตเทิลกันแบบลับๆ กลายเป็นเด็กใหม่ที่พลอยซวย]

[จริง ถ้าเป็นคนอื่นก็ไม่รู้ว่าจะมีสกิลโน้มน้าวได้แบบบุตรพระเจ้าหรือเปล่า สำหรับเด็กใหม่เขาคือพี่ใหญ่แรงก์ S แต่ก็มีเด็กเก่าไม่น้อยที่เชื่อใจเขา]

[มีแค่ฉันที่สนใจพี่ใหญ่จูเก่อเหรอ…ฉันรู้สึกว่าพี่ใหญ่จูเก่อไม่ใช่คนที่จะทำตามใครอะ (ปิดหน้า)]

 

สุดท้ายทุกคนก็แสดงจุดยืนของตัวเองกันหมด เว้นก็แต่ใครคนหนึ่งที่ยังยืนอยู่นอกวง

ชายหนุ่มผมดำรูปร่างผอมบางดุจลำไผ่ สองมือกอดอก แววตาล้ำลึกมองไม่เห็นก้นบึ้งราวกับสระเหมันต์

ระหว่างที่บุตรพระเจ้าเอ่ยโน้มน้าวด้วยความฮึกเหิมอยู่นั้น เขากลับยืนอยู่ข้างกำแพง อ่านตารางกิจวัตรประจำวัน กระทั่งเมสสิยาห์พูดจบ เขาก็ยังไม่คิดจะหันไปมองกลุ่มคนตรงนั้น แต่เลือกที่จะหมุนตัวเดินออกไปจากโรงอาหาร หลงเหลือไว้ให้เห็นแค่แผ่นหลังที่แสนเย็นชาและถือดี

จงจิ่วมองผ่านกลุ่มคนไป มั่นใจแล้วว่าทางนั้นคือบันได

กระทั่งแผ่นหลังนั้นหายลับเข้าไปในความมืด ใครคนหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา “แม่เจ้า ออร่าคนนั้นแกร่งมาก”

“พวกเราเลือกรวมกลุ่มกันหมด ทำไมมีแค่เขาคนเดียวที่ไม่ยอมเข้ามาร่วมกลุ่มอะ”

ทุกคนเริ่มหวาดผวา “ระบบหลักบอกว่ามีคนที่ได้การ์ดตัวละครไม่เหมือนคนอื่นไม่ใช่เหรอ พวกนายว่า…”

เมสสิยาห์มุ่นคิ้ว “นั่นคืออันดับสาม จูเก่ออั้น ฉลาดไหวพริบดี ความสามารถล้ำลึกยากคาดเดา เลือกจะอยู่คนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ในตอนที่ยังไม่มีอะไรแน่ชัดแบบนี้ อย่าสงสัยใครซี้ซั้วเลย ผู้เข้าแข่งขันควรสามัคคีกันไว้ คำพูดพรรค์นั้นคิดในใจก็พอ ไม่ควรพูดออกมาทำลายมิตรภาพ”

เด็กใหม่คนนั้นไม่กล้าเอ่ยแย้ง ได้แต่พยักหน้ารับรัวๆ ด้วยกลัวว่าพี่ใหญ่จะไม่พอใจตน

ครั้นเห็นท่าทีจริงใจของเด็กใหม่ เมสสิยาห์จึงเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “เอาล่ะ ในเมื่อพวกเราจับกลุ่มกันแล้วก็รีบหารือกันเรื่องแผนการต่อจากนี้เถอะ

ตอนนี้ใครที่มีอาการง่วงนอนรุนแรงหรือเมื่อกี้คายยาออกมาไม่ได้ให้มายืนฝั่งขวามือของฉัน ส่วนใครที่ไม่ง่วง ไม่ได้กินยา หรือคายยาออกมาได้ให้ยืนฝั่งซ้าย”

บุตรพระเจ้าผมบลอนด์จัดระเบียบเด็กฝึกในโรงอาหารอย่างเป็นขั้นเป็นตอน หลังจากทุกคนแยกฝั่งกันครบแล้ว เขาจึงหันไปพูดกับเด็กฝึกที่อยู่ทางขวามือว่า “ส่วนประกอบของยาไม่แน่ชัด แต่ดูจากอาการง่วงนอนหลังกินเข้าไป น่าจะเป็นยาในกลุ่มยาต้านเศร้าที่โรงพยาบาลจิตเวชใช้บ่อยๆ แต่ยาออกฤทธิ์เร็วทั้งที่เพิ่งผ่านไปแค่แป๊บเดียว แสดงว่าต้องจ่ายยาในปริมาณที่เยอะมาก…ถ้าเกิดพวกนายเลือกจะออกไปตามหาเบาะแส มีความเป็นไปได้ที่จะล้มพับเอากลางทาง

เรื่องนี้ฉันแนะนำว่าอย่าฝืน กลับไปนอนพักผ่อนเอาแรงที่ห้องดีกว่า”

หลังได้ยินเช่นนั้น เด็กฝึกที่กินยาไปแล้วก็เริ่มเผยความหวาดวิตกให้เห็นทีละคน

“แต่…แต่ว่า…”

นอนเหรอ

อย่าว่าแต่เด็กเก่าเลย กระทั่งเด็กใหม่เองยังรู้ว่าการนอนหลับในดันเจี้ยนสยองขวัญเช่นนี้มันคือการรนหาที่ตายชัดๆ

ยิ่งไปกว่านั้นคือพวกเขาแยกกันพักคนละห้อง ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีทางรู้ได้เลย ครั้นนึกไปถึงสภาพแวดล้อมแคบๆ น่าสยดสยองที่หอพักชั้น B1 ต่อให้เด็กฝึกจะง่วงมากแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าก้าวเท้าออกนำไปก่อน

“ไม่ต้องกลัว” เมสสิยาห์เอ่ยปลอบโยนพวกเขา “ทุกคนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มแล้วนอนในห้องเดียวกันได้”

“แบบนั้นจะผิดกฎหรือเปล่า” ใครคนหนึ่งอดกังวลไม่ได้

บุตรพระเจ้าแย้มยิ้ม “ผิดกฎยังไง กฎที่หัวหน้าพยาบาลร่ายมาไม่มีสักคำที่บอกว่าห้ามนอนห้องเดียวกันหลายๆ คน อีกอย่างตอนนี้เพิ่งจะสองทุ่ม บนตารางกิจวัตรประจำวันบอกว่าตรวจห้องตอนห้าทุ่ม ถ้าพวกนายนอนตอนนี้ พอถึงเวลาตรวจห้องพวกนายคงหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาไปแล้ว ต่อให้พยาบาลจะพาบุรุษพยาบาลมาด้วยก็คงปลุกพวกนายให้กลับไปนอนห้องตัวเองทีละคนๆ ไม่ได้หรอกจริงมั้ย”

นอกจากผู้เข้าแข่งขันแล้ว ทางฝั่งซับกระสุนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไปตามๆ กัน

 

[แม่เจ้า วิธีนี้โคตรสุด ถ้าทำตามวิธีนี้ อย่างน้อยคืนแรกก็คงผ่านไปได้อย่างสบายใจ ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลย!]

[โคตรเจ๋ง…สมกับเป็นอันดับ 7 ในแรงก์ S เวลาแบบนี้ถึงมองเห็นความต่างระหว่างพี่ใหญ่กับคนธรรมดาอย่างเราๆ ได้อย่างชัดเจน]

[เมนต์บนพูดถูก มิน่าล่ะใครต่อใครถึงบอกกันว่าตัวท็อปมีความสามารถครอบคลุมทุกด้าน เมื่อก่อนไม่มีสตรีมเลยไม่เห็นความต่าง ตอนนี้ได้ดูสตรีมถึงรู้ว่าในดันเจี้ยนความสามารถแต่ละด้านสำคัญหมดเลย]

[แรร์ไอเทมก็ยังเป็นบุตรพระเจ้าที่ชอบคิดเผื่อทุกคน ถ้าเป็นคนอื่นนะ…สมมติฉันมีความสามารถเหมือนบุตรพระเจ้า สิ่งแรกที่ฉันจะทำคงเหมือนกับพี่ใหญ่จูเก่อ แยกออกไปเป็นหมาป่าเดียวดาย]

 

แม้ในดันเจี้ยนสยองขวัญจะไม่ใช้หลักการคนเยอะแรงแยะ แต่ทุกคนรู้กันดีว่าอัตราการเสียชีวิตของการแยกทำภารกิจคนเดียวมีมากถึง 90% การที่คนหลายๆ คนนอนพักในห้องเดียวกัน ความเสี่ยงและโอกาสเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย เรียกได้ว่าเป็นแผนการระดับเทพเลยก็ว่าได้

ในเมื่อเมสสิยาห์แนะนำวิธีที่น่าเชื่อถือให้เช่นนี้ เด็กฝึกที่กินยาไปแล้วจึงแบ่งกันออกเป็นสองกลุ่ม ก่อนเดินตามกันลงไปที่ชั้นล่างเพื่อนอนหลับ

เซิ่งอวี้ที่คายยาไม่สำเร็จหูลู่หางตก เขาโบกมือลาจงจิ่ว จากนั้นจึงเดินตามคนกลุ่มใหญ่ลงไปชั้นล่าง

จากเดิมที่มีกันหลายคน ตอนนี้เหลืออยู่ไม่ถึงสิบ นอกจากเมสสิยาห์ที่อยู่แรงก์ S แล้ว ก็มีแรงก์ A กับ B ที่ล้วงยาออกมาจากคอได้สำเร็จ แม้กระทั่งแรงก์ C ยังไม่มีเลยสักคน

ในสถานการณ์เช่นนี้ จงจิ่วที่ติดป้ายสีฟ้าของแรงก์ E จึงเด่นกว่าใครเพื่อน

“ในเมื่อทุกคนเป็นเด็กเก่ากันหมด งั้นฉันคงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก สรุปสั้นๆ ง่ายๆ เลยแล้วกัน”

หลังจากที่เด็กใหม่ออกไปแล้ว สีหน้าของเมสสิยาห์ดูเคร่งขรึมขึ้นไม่น้อย “ชั้นหนึ่งมีห้องสมุดกับห้องอ่านหนังสือ พวกเราแบ่งกันไปเก็บรวบรวมข้อมูลเถอะ

ถึงจะเป็นดันเจี้ยนโหมดเอาตัวรอด แต่เป็นไปไม่ได้ที่ระบบหลักจะไม่ให้เบาะแสอะไรเลย ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิต ขอให้ทุกคนรอบคอบ อย่าปล่อยผ่านแม้แต่ข้อมูลเดียว”

เมื่อเห็นทุกคนพยักหน้า บุตรพระเจ้าผมบลอนด์จึงเคลื่อนสายตาไปมองจงจิ่วที่ยืนอยู่อีกด้าน “นายอยู่กับฉันก็แล้วกันนะ จะได้มีคนดูแล”

จงจิ่วพยักหน้าอย่างเฉยเมย แทบไม่มีปฏิกิริยาอะไรเมื่อรู้ว่าตัวเองจะได้อยู่กลุ่มเดียวกับแรงก์ S

จะยังไงเขาก็เคยอ่านนิยายมาก่อน จงจิ่วถึงรู้ว่ามีบางเรื่องที่เมสสิยาห์บอกไม่หมด

ลูปอนันต์มีกฎเหล็กว่าห้ามฆ่ากันเองก็จริง แต่ถ้า ‘ไม่ระวัง’ จนทำให้ถึงแก่ชีวิต เช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

ภูติผีปีศาจนั้นน่ากลัวก็จริง แต่จิตใจมนุษย์เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก

อีกอย่างท้ายที่สุดแล้วจะมีคนเหลือรอดเพียงแค่ร้อยคนเท่านั้น รูปแบบการแข่งขันของเด็กฝึกระทึกขวัญบอกชัดว่านอกจากตัวเองแล้ว คนอื่นล้วนเป็นคู่แข่ง เมื่อสัปดาห์สุดท้ายของการแข่งขันมาถึง การฆ่ากันเองก็เรียกได้ว่าถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

เพียงแต่ตอนนี้การแข่งขันของเด็กฝึกระทึกขวัญเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ผู้เข้าแข่งขันที่คุ้นชินกับการแข่งขันแบบทีมยังไม่ทันเปลี่ยนกรอบความคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนคือทีมเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตอนนี้ทุกคนจะยังคิดเหมือนเดิม

เมสสิยาห์ไม่บอก แต่ก็นับไม่ได้ว่ามีเจตนาปิดบัง เพราะมีเด็กเก่าที่รู้อยู่แล้วแต่ก็ยังเลือกที่จะรวมกลุ่มกัน ไม่ได้เอ่ยคัดค้าน อย่างไรเสียถ้าบอกออกไปตรงๆ ก็มีแต่จะทำให้จิตใจที่ไม่เคยนิ่งสงบของมนุษย์ยิ่งกระวนกระวายมากกว่าเดิม การไม่พูดก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป

จงจิ่วครุ่นคิดทบทวนพร้อมกับเดินตามเด็กฝึกที่ไม่ได้กินยาไปตามทางเดินชั้นหนึ่ง

ทางเดินชั้นนี้แสงไฟส่องสว่างยิ่งกว่าชั้น B1 เสียอีก แถมผนังทั้งสองด้านยังทาสีใหม่จนมองไม่เห็นแม้กระทั่งตะไคร่หรือคราบสกปรกที่ซุกซ่อนอยู่ตามมุม

หลังจากกินข้าวเสร็จ เวลาที่ร่างเดิมจะตายก็กระชั้นชิดเข้ามาอีกก้าว

จงจิ่วไม่อาจบอกได้ชัดๆ ว่าร่างเดิมเสียชีวิตตอนนาทีที่เท่าไร วินาทีที่เท่าไร แต่เขาจำเหตุการณ์ได้แม่น

เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม ในนิยายบุตรพระเจ้าก็เสนอให้รวมกลุ่มกันแบบนี้ โดยแบ่งเด็กฝึกออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มหาข้อมูลกับกลุ่มที่ไปนอน ทว่าในนิยายร่างเดิมเดินลงชั้นล่างตามกลุ่มที่ไปนอน แล้วตอนย้ายผ้าห่มดันปวดฉี่ขึ้นมากะทันหันเลยชวนเด็กใหม่คนหนึ่งไปเข้าห้องน้ำด้วยกัน จากนั้นก็ส่งตัวเองไปตายเป็นคนแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ถ้าอยากหลีกเลี่ยงการตายของร่างเดิมไม่ใช่เรื่องยาก แค่อย่าไปห้องน้ำชั้น B1 ในช่วงเวลานี้ก็พอ

หลังจากคิดทบทวนเสร็จแล้ว จงจิ่วก็เริ่มพุ่งความสนใจไปที่งานตรงหน้า

พวกเขายืนอยู่ในห้องอ่านหนังสือ ในนี้มีหนังสือพิมพ์เก่าๆ วางกองอยู่เยอะมาก พอต้องมาเปิดอ่านเช่นนี้จึงลำบากพอสมควร

แม้จะลำบากไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย

ไม่นานเด็กฝึกที่อยู่ในห้องอ่านหนังสือก็หาสกู๊ปพิเศษเจอ

หนังสือพิมพ์เก่าฉบับหนึ่งเอ่ยถึงเรื่องเมื่อหลายสิบปีก่อนที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งนี้เคยตั้งอยู่ในฐานทัพทางการทหารไว้อย่างคลุมเครือ โดยจากนั้นได้เกิดอุบัติเหตุน่ากลัวขึ้นกับที่นี่ในระหว่างสงครามจึงทำให้ถูกทิ้งร้าง ทั้งนี้เพราะครั้งหนึ่งเคยมีผีออกอาละวาดเลยไม่มีใครกล้าอาศัยอยู่ แต่คาดไม่ถึงว่าอีกหลายสิบปีต่อมามันจะถูกนักธุรกิจไม่ทราบชื่อซื้อเอาไว้ ก่อนบูรณะซ่อมแซมใหม่ลวกๆ แล้วเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่เปิดให้บริการอย่างทุกวันนี้

เด็กเก่าแต่ละคนถอนหายใจโล่งอก

พวกเขาหวาดวิตกกับคำพูดพวกนั้นของเมสสิยาห์เลยทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมาก โชคดีที่ดันเจี้ยนนี้หาข้อมูลไม่ยากเท่าไร

จากเค้าโครงหนังสยองขวัญ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนคงเป็นที่มาของดันเจี้ยนนี้ แม้ภารกิจของระบบหลักจะไม่ได้บอกให้พวกเขาหาสาเหตุที่แน่ชัดของเรื่องราวสยองขวัญ แต่ถ้าอยากมีชีวิตรอด เคล็ดลับส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้นแหล่งที่มา ถ้าโชคดีหาข้อมูลได้ว่าสรุปแล้วตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น บางทีอาจจะทำให้ได้เปรียบมากกว่าเสียเปรียบ เอาชีวิตรอดไปได้ถึงสามวันอย่างสบายๆ

แต่มันจะง่ายขนาดนั้นจริงๆ น่ะเหรอ

จงจิ่วยกมือขึ้นลูบคาง แต่แล้วจู่ๆ ก็ได้ยินน้ำเสียงนุ่มนวลของบุตรพระเจ้าดังขึ้นมาจากข้างๆ

“ขอเสียมารยาทถามหน่อยสิ มือนาย…?”

ชายหนุ่มผมขาวไร้ที่ติไปเสียทุกส่วน แทบจะเรียกได้ว่าใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แบบ

ทว่าเมื่อเทียบกับความสมบูรณ์แบบนั้นแล้ว ข้อด้อยเล็กๆ น้อยๆ จึงยิ่งเด่นชัด

เมสสิยาห์เพิ่งสังเกตเห็นสองมือที่แข็งเกร็งผิดปกติของจงจิ่วก็ตอนที่อีกฝ่ายก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์

หรือจะบอกว่าเจ้าตัวจงใจให้เขาเห็นก็ว่าได้

จงจิ่วชะงัก “ใช่”

เขาไม่มีความคิดจะปิดบังอาการที่มือของตัวเองอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรมันก็เปลืองแรงกับการเปิดหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว “ภาวะกระดูกหักแตกย่อยน่ะ”

 

[WTF ฉันก็ว่าอยู่ว่าทำไมมือของเขาถึงดูผิดรูปผิดร่าง ที่แท้ก็ภาวะกระดูกหักแตกย่อยนี่เอง!]

[แม่เจ้า…ถ้ามือกระดูกแตกย่อยแบบนี้ ต่อให้ดามเหล็กแล้วฟื้นฟูได้ดี ยังไงก็ต้องมีผลกระทบระยะยาวต่อชีวิตประจำวันแน่]

[เรื่องนี้ก็น่าจะแบ่งตามระดับความรุนแรงนะ ภาวะกระดูกแตกย่อยเองก็เหมือนกัน ถ้ารุนแรงมากมือคงใช้งานไม่ได้เลย แต่ถ้าร้าวเฉยๆ ขอแค่พักรักษาตัวดีๆ ก็กลับมาเป็นปกติได้แล้ว]

[อะไรน่ะ เมนต์บนดูออกด้วยเหรอ ส่วนฉันไม่รู้อะไรเลย (แมวหน้าโง่.jpg)]

 

“ขอโทษนะ” บุตรพระเจ้าสีหน้าตกตะลึง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ขอฉันดูหน่อยได้มั้ย”

ชายผมขาวยื่นมือออกไป

วินาทีถัดมาแสงสีทองก็สว่างวาบมาจากปลายนิ้วของบุตรพระเจ้า แต่ไม่นานมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย หลงเหลือไว้เพียงความรู้สึกอุ่นๆ เท่านั้น

จงจิ่วเดาว่ามันน่าจะเป็นไอเทมพิเศษที่เคยพูดถึงในนิยาย

พูดอีกอย่าง มันคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เมสสิยาห์กลายเป็นอันดับ 7 ทั้งยังทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นที่นับหน้าถือตาของใครหลายคนจนถูกยกย่องว่าเป็นบุตรพระเจ้า

“ขอโทษ…ถ้าถึงขั้นนี้ฉันก็จนปัญญาจริงๆ”

เมสสิยาห์ส่ายหน้า นัยน์ตาสีฟ้าหลุบมองมือเรียวสวยตรงหน้า เอ่ยปลอบใจจงจิ่วว่า “ถึงลูปอนันต์จะไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่นี่มีเรื่องมหัศจรรย์อยู่หลายเรื่อง”

“ความหมายของนายคือ…มือฉันรักษาได้เหรอ”

“ใช่” เมสสิยาห์เอ่ยอย่างใจเย็น “ขอแค่นายมีแต้มรอดชีวิตมากพอ ระบบหลักยินดีรักษาให้นายแน่ ตอนอยู่ในดันเจี้ยนหนึ่งฉันเคยถูกแทงทะลุหัวใจไปครึ่งซีก แต่ระบบหลักใช้เวลาแค่สามวิก็ทำให้มันกลับไปอยู่ในสภาพเดิมได้แล้ว”

ในนิยายบรรยายเอาไว้แค่ว่าการรนหาที่ตายช่วยเพิ่มแต้มได้ แต่ไม่ได้บอกว่าต้องทำยังไงถึงจะได้แต้มรอดชีวิต

“แล้วต้องทำยังไงถึงจะได้แต้มรอดชีวิต” จงจิ่วเอ่ยถาม

“ถ้าว่ากันตามจริง ยิ่งแรงก์สูงมากเท่าไหร่ ตอนประเมินก็จะได้แต้มรอดชีวิตเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้านายทำภารกิจพิเศษอื่นๆ สำเร็จก็จะช่วยเพิ่มแต้มรอดชีวิตได้เหมือนกัน” บุตรพระเจ้าผมบลอนด์นิ่งคิด “นี่น่าจะเป็นกฎที่ใช้กันทั่วไปของเด็กฝึกระทึกขวัญ”

ถ้าอยากได้แรงก์สูงก็แค่ต้องทำชาเลนจ์เสี่ยงอันตราย

แต่พอลองคิดดูอีกที ในเมื่อมันช่วยเลื่อนลำดับแรงก์ให้สูงขึ้นจนได้แต้มรอดชีวิตมหาศาล เช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ดวงตาของจงจิ่วเป็นประกาย

ถ้าอยากรักษานิ้วมือของตัวเองให้กลับมาใช้งานได้คล่องแคล่วดังเดิม เช่นนั้นก็จำเป็นจะต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ไม่เข้าถ้ำเสือแล้วจะจับลูกเสือได้ยังไง หลักการนี้ยังใช้ได้เสมอ

ในเมื่อมีถนนเส้นหนึ่งทอดยาวอยู่ตรงหน้า เช่นนั้นก็ต้อง…

จงจิ่วหยิบปากกาลูกลื่นที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา

พอได้ยินเสียงวางหนังสือพิมพ์ เมสสิยาห์ก็เงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย “นายจะไปไหนน่ะ”

ชายผมขาวโบกมือให้ ไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา “ไปเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวกลับมา”

“งั้นฉันไปเป็นเพื่อน แยกไปคนเดียวตอนนี้ไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีเท่าไหร่” บุตรพระเจ้าผมบลอนด์ขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย

“ไม่รบกวนบุตรพระเจ้าดีกว่า”

น้ำเสียงใสกระจ่างดังมาจากโถงทางเดินมืดๆ ไกลออกไป

“ฉันชินกับการไปฉี่คนเดียว”

 

* กลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเล เป็นหนึ่งในสามสิบหกกลยุทธ์ของกลศึกสามก๊ก หมายถึงการใช้วิธีหลอกดึงความสนใจข้าศึก แล้วแอบพรางตัวเคลื่อนไหวในที่ลับ

* Imposter หมายถึงผู้แอบอ้างหรือคนหลอกลวง เป็นหนึ่งในรูปแบบการเล่นเกมที่มีผู้เล่นแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มของผู้บริสุทธิ์และพยายามไม่ให้คนอื่นๆ จับได้ ซึ่งในบางเกมอาจมีเควสรองเป็นการตามหา Imposter ไปด้วย นอกเหนือจากเควสหลัก

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่

ทดลองอ่าน คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่ บทที่ 1

บทที่ 1 สายฝน+ไหวพริบ ต้นฤดูใบไม้ผลิเมืองเซิ่งจิงมีฝนตกชุก ราวกับผ้าไหมผืนบางที่ปกคลุมผืนฟ้า ทำให้ลานที่รกร้างเงียบเหงาข...

คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่

ทดลองอ่าน คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่ บทที่ 6

บทที่ 6 คณิกา+เมาสุรา หอคณิกาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเซิ่งจิง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เป่ยหลี่’ ที่นี่ห่างจากที่ตั้งของ...

คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่

ทดลองอ่าน คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่ บทที่ 2

บทที่ 2 ความสงสัย+คลื่นใต้น้ำ เจ้าเมืองหลี่ตามซูโม่อี้ออกไปแล้ว หลินหวั่นชิงเห็นเงาของเขาวิ่งอยู่ไกลๆ รู้สึกว่าชุดทางการ...

คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่

ทดลองอ่าน คดีร้อนซ่อนปมรักแห่งศาลต้าหลี่ บทที่ 7.1

บทที่ 7.1 วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด ยามที่ซูโม่อี้ตื่นขึ้นมาก็เกือบจะเที่ยงวันแล้ว ผลที่ตามมาของอาการเมาค้างก็คือปากแห้งและ...

community.jamsai.com