ทดลองอ่าน พ้นเที่ยงคืนกลืนมิติ เล่ม 3 บทที่ 94-95 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน พ้นเที่ยงคืนกลืนมิติ เล่ม 3 บทที่ 94-95 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่าน เรื่อง พ้นเที่ยงคืนกลืนมิติ เล่ม 3

ผู้เขียน : เหยียนเหลียงอวี่

แปลโดย : สนสราญ

ผลงานเรื่อง : พ้นเที่ยงคืนกลืนมิติ

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

 เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง

ปัญหาครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การตาย การฆาตกรรม การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ

การกักขังหน่วงเหนี่ยว การทรมาน การบูลลี่ การกล่าวถึงเลือด สภาพศพ

และสถานการณ์อันน่าขยะแขยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

    

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 94

ข้อความเตือนใหม่

 

ยี่สิบนาทีต่อมาแปดคนแรกที่ออกมาได้ก่อนก็รวมตัวกันเป็น ‘กองกำลังช่วยเหลือ’ ปฏิบัติการปลุกคนอื่นๆ อย่างมีระบบระเบียบ

หนานเกอส่งเสียงกรีดร้องอยู่ประมาณสิบวินาทีหลังจากนั้นก็หยุดพัก ก่อนจะเริ่มกรีดร้องใหม่แล้วก็หยุดพักอีกที พยายามจัดแบ่งกำลังกายและพลังจิตตามหลักวิทยาศาสตร์จะได้ขยายขอบเขตความสามารถในการควบคุมต้นไอเทมให้ได้มากที่สุด

ส่วนคนอื่นๆ ก็อาศัยจังหวะตอนหนานเกอหยุดพักตั้งอกตั้งใจฟังเสียงความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นหลังประตูห้อง มุ่งเน้นไปที่การเคาะประตูห้องที่มีเสียงกรีดร้อง เสียงถอนหายใจ หรือห้องที่มีเสียงคน

เมื่อมีเสียงย่อมหมายความว่าในห้องนั้นมีคนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านกำลังกระเสือกกระสนดิ้นรนอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว

เนื่องจากไม่สามารถเปิดประตูจากด้านนอกได้ ดังนั้นพวกเขาจึงใช้วิธีทุบประตูตะโกนปลุกเพื่อให้คนที่อยู่ด้านในตระหนักว่าในเวลานี้มีคนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านคนอื่นๆ ออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว อย่าปล่อยให้ความหวาดกลัวตรงหน้าล่อลวง มีเพียงการเปิดประตูออกมาเท่านั้นถึงจะเอาตัวรอดได้

ด้วยวิธีการเช่นนี้ หลังผ่านไปยี่สิบนาทีพวกเขาก็ช่วยคนออกมาได้ทั้งหมดเก้าคน มีสมาชิกกลุ่มข่งหมิงเติงสามคน สมาชิกกลุ่มเถี่ยเซวี่ยอิ๋งสองคน สมาชิกกลุ่มสือเซ่อสองคน สมาชิกกลุ่มหวนเซียงถวนอีกหนึ่งคน รวมถึงชายสักลายพระพุทธองค์จากกลุ่มปู้ปู้เกาเซิงอีกหนึ่งคน

สมาชิกกลุ่มเถี่ยเซวี่ยอิ๋งแต่ละคนพอพ้นออกจากประตูมาได้ สิ่งที่พวกเขาทำเป็นอย่างแรกคือพุ่งเข้าไปรายงานต่อเหอลวี่ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มของตัวเองก่อน จากนั้นก็เข้าร่วมกับกองกำลังช่วยเหลือ เคลื่อนไหวรวดเร็ว เคร่งครัดมีระเบียบ ไม่เสียทีที่เป็นสมาชิกกลุ่มเถี่ยเซวี่ยอิ๋ง

สมาชิกกลุ่มข่งหมิงเติงกลับต่างออกไป หลังจากออกมาได้พวกเขาก็ไม่แม้แต่จะชายตามองดูโจวอวิ๋นฮุยหรือพูดจาทักทายใดๆ ยิ่งเรื่องการเคารพให้เกียรติยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขายืนปรับอารมณ์อยู่กับที่ก่อนจะเข้าร่วมกลุ่มกองกำลังช่วยเหลือเหมือนกับคนอื่นๆ

คนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านคนอื่นๆ ต่างรู้สึกประหลาดใจ

ทว่าโจวอวิ๋นฮุยกลับมีท่าทีสงบนิ่ง อันที่จริงตั้งแต่อยู่ในเมืองวงแหวนเขาก็ถูกสมาชิกกลุ่มสาขาโลกใต้บาดาลพวกนี้โหวตเพื่อปลดเขาออกจากตำแหน่งแล้ว ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างเดินอยู่บนทางของตัวเอง ไม่ว่าใครก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใคร ยอดเยี่ยมจริงๆ

ส่วนสมาชิกกลุ่มสือเซ่อสองคนกับสมาชิกกลุ่มหวนเซียงถวนคนหนึ่งตอนออกมาใหม่ๆ พวกเขาล้วนงุนงงอยู่เล็กๆ หนึ่งเพราะยังตกอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว สองเพราะหัวหน้ากลุ่มของพวกเขาทั้งสองกลุ่มต่างอยู่ที่วิหารเทพเจ้า และเพราะไม่เจอกับคนของกลุ่มตัวเอง ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะเข้าใจถึงสถานการณ์ของตัวเองในเวลานี้ได้ ภายใต้ความรู้สึกซาบซึ้งที่ได้รับความช่วยเหลือ พวกเขาจึงยินดีร่วมวงทุบประตู

ชายสักลายพระพุทธองค์เป็นคนสุดท้ายในกลุ่มเก้าคนที่โผล่ออกมา

ทันทีที่ประตูไม้ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของเขาปิดลง ตลอดทั้งโถงทางเดินก็ตกสู่ความเงียบงัน

บางทีความเงียบอาจทำให้คนรู้สึกโล่งอกโล่งใจได้มากกว่า หลังพ้นออกจากประตูมาได้เพียงไม่กี่วินาทีค่าความหวาดกลัวของชายสักลายพระพุทธองค์ก็ลดลงต่ำลงกว่า 60 แววตาค่อยๆ กลับมาใสกระจ่าง

ภาพแรกที่ปรากฏต่อสายตาคือหน้าต่างทรงกลมมืดมิด เขาพิงร่างอยู่ที่นั่น หัวแนบติดกระจก ความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดจากการชนกระจกยังเหลืออยู่จางๆ

เขาเงยหน้าขึ้นนวดหัวเบาๆ สายตากวาดมองไปรอบๆ ซ้ายขวาล้วนมีแต่คนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่าน บ้างก็รู้จักบ้างก็ไม่รู้จัก เหงื่อท่วมแผ่นหลัง หายใจหอบถี่ ไม่ต่างอะไรกับคนที่วิ่งผ่านตึกหกสิบชั้นมา

หนานเกอเป็นคนที่เขาสังเกตเห็นง่ายที่สุด

ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเป็นสาวสวย แต่เพราะดูอ่อนล้ามากที่สุด ขนาดจะประคองตัวยืนยังยากลำบาก สองมือยันเข่าหอบหายใจ เหงื่อบริเวณสองแก้มไหลย้อยไปรวมกันอยู่ใต้คางก่อนจะหยดลงพื้น พื้นไม้เปียกชื้นเป็นวง

เสียงกรีดร้อง เสียงทุบประตู

ที่แท้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็คือแสงสว่างที่ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากประตูแห่งความหวาดกลัวออกมาได้ ตอนนี้ชายสักลายพระพุทธองค์รู้แล้วว่าแสงที่ว่านั่นมาจากไหน

เพียงแต่กองกำลังช่วยเหลือดูจะไม่ค่อยพอใจกับการที่เขารอดพ้นอันตรายมาได้ สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนต่างเคร่งขรึมจริงจัง

เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าโถงทางเดินเงียบสงัดสุดๆ เงียบจนน่าอึดอัด

หากพิจารณาดูให้ดีๆ สายตาของผู้มีพระคุณพวกนั้นคล้ายไม่ได้จับจ้องอยู่บนตัวเขา กลับมองไปยังประตูที่เหมือนจะไม่มีวันเปิดออกชั่วนิรันดร์

ในที่สุดเงาร่างคุ้นตาของคนคนหนึ่งก็เดินออกมาจากปลายสุดของโถงทางเดิน ผ่านคนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านคนแล้วคนเล่า ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

ทั้งสองฝ่ายมองตากัน ชายสักลายเจ้าสาวศพสวยถอนหายใจออกมายาวๆ “ฉันคิดอยู่แล้วว่าดูคล้ายนาย”

“คล้าย?” ชายสักลายพระพุทธองค์ถูกอีกฝ่ายพูดแทงใจเข้าอย่างจัง

ชายสักลายเจ้าสาวศพสวยพูด “อยู่ไกลกันขนาดนั้น แถมยังมีคนขวางอยู่อีกตั้งเยอะ ฉันเองก็ทุบประตูอยู่ ทุบจนเห็นดาวระยิบระยับเต็มไปหมด แต่กลับยังจำนายได้ แบบนี้ไม่เรียกว่าอัศจรรย์จะให้เรียกว่าอะไร”

ชายสักลายพระพุทธองค์ “ฉันอุตส่าห์รอดพ้นเงื้อมมือยมทูตมาได้ นายจำฉันได้แล้วแต่กลับยังคงเดินเอ้อระเหยลอยชาย ทำแบบนี้มันถูกต้องแล้วหรือไง ที่จริงนายควรรีบวิ่งเข้ามาอุ้มฉันหมุนตัวเฉลิมฉลองมากกว่า!”

ชายสักลายเจ้าสาวศพสวย “…”

ชายสักลายพระพุทธองค์ “…”

ชายสักลายเจ้าสาวศพสวย “นายลองถามมโนสำนึกของนายเองดูเถอะว่าคำขอของนายนี้มันสมควรหรือเปล่า”

เอาเถอะ ชายสักลายพระพุทธองค์เลิกต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่าย ขยับเข้าไปใกล้พรรคพวกของตัวเองและถามเรื่องที่ใส่ใจมากที่สุด “ว่าแต่เจียงฮู่ชวนล่ะ”

พวกเขาสามคนเข้ามายัง ‘แดนน่าสะพรึงสุดขีด’ ด้วยกัน ทว่าในเวลานี้บนโถงทางเดินกลับไม่มีเงาร่างของเจียงฮู่ชวน

ได้ยินแบบนั้นใบหน้าปลาบปลื้มยินดีที่ได้เห็นชายสักลายพระพุทธองค์รอดพ้นจากอันตรายมาได้ของชายสักลายเจ้าสาวศพสวยก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขาเหมือนจะอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างยากลำบาก

ใจของชายสักลายพระพุทธองค์ราวกับตกสู่ถ้ำน้ำแข็ง

ชิงอีเซ่อที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเดินเข้ามาตบไหล่ชายสักลายพระพุทธองค์เบาๆ เขาไม่รู้จักชายสักลายพระพุทธองค์ ทว่าตอนอยู่ในเมืองวงแหวนเขากับชายสักลายเจ้าสาวศพสวยและเจียงฮู่ชวนเคยคบค้าสมาคมกันมาก่อน โดยเฉพาะกับเจียงฮู่ชวน เพื่อรับมือกับเจิ้งลั่วจู๋และหนานเกอ พวกเขาเคยร่วมเป็นพันธมิตรกันในระยะเวลาสั้นๆ

“ไม่ใช่แค่เสี่ยวเจียง ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ออกจากในห้อง” ชิงอีเซ่อบอก

นี่ไม่ใช่คำปลอบใจ ไม่ใช่คำอธิบาย และยิ่งไม่ใช่การยอมรับว่าการที่เจียงฮู่ชวนไม่ได้ออกมานั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เขาเพียงบอกเล่าเรื่องราวความเป็นจริงที่แสนโหดร้าย ถึงจะไม่อยากยอมรับก็ได้แต่ต้องยอมรับว่าการเข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านนั้นอาจถึงตายได้

บางทีมันอาจเป็นบทลงเอยที่ไม่อาจเลี่ยงหลังการต่อสู้อันน่าเวทนา หรืออาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกะทันหันภายใต้เสียงหัวเราะยินดี

แต่ชายสักลายพระพุทธองค์ไม่อาจยอมรับ “งั้นก็กรีดร้องทุบประตูต่อสิ ฉันออกมาได้ก็เพราะพวกนายทำแบบนั้นไม่ใช่หรือไง”

“นายออกมาได้เพราะหลังประตูห้องของนายยังมีเสียงความเคลื่อนไหว” ชิงอีเซ่อจับไหล่ของอีกฝ่ายหมุน หันหน้าเขาไปทางประตู “ตอนนี้นายลองฟังดู ยังมีเสียงอะไรอีกหรือเปล่า”

ไม่มีเสียงอะไรทั้งนั้น

ตอนชายสักลายพระพุทธองค์เพิ่งฟื้นคืนสติมาหมาดๆ เขาก็สังเกตเห็นแล้วว่าบนโถงทางเดินเองไม่มีเสียงกรีดร้องเสียงทุบประตูอะไรทั้งนั้น มีก็แต่ความเงียบงัน

เขายกมือลูบปลอกคอของตัวเองอย่างไม่รู้สึกตัว แข็งแกร่งและเย็นเยียบ

หากค่าความหวาดกลัวเกิน 100 กระแสไฟฟ้าจะไหลเข้าสู่หัวใจของคนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่าน ทำให้หัวใจของคนคนนั้นหยุดเต้น สุดท้ายก็ถึงแก่ความตาย

หลังบานประตูที่ยังไม่เปิดออกยังมีคนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านอีกเท่าไหร่ที่ไม่มีโอกาสมีชีวิตรอดกลับออกมาได้อีก

แปดสิบเปอร์เซ็นต์?

เก้าสิบเปอร์เซ็นต์?

หรือว่า…ทั้งหมด

ในที่สุดชายสักลายพระพุทธองค์ก็เข้าใจว่าทำไมสิ่งที่รอต้อนรับเขาถึงมีแต่ท่าทีเคร่งขรึมจริงจังของทุกคนที่อยู่บนโถงทางเดิน

ไม่ใช่เพราะเขา

แต่เป็นเพราะบานประตูที่เขาเดินออกมานั้นเป็นประตูบานสุดท้ายที่ยังมีเสียงการเคลื่อนไหว

มีเสียงก็เท่ากับว่ายังมีคนมีชีวิตรอด และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมถึงมีเสียงเรียกอย่างมีความหวังดังมาจากด้านนอกแบบนั้น

เขากลายเป็นจุดสิ้นสุดของความหวังทั้งปวง

หนึ่งคน สองคน สามคน…ชายสักลายพระพุทธองค์นับจำนวนคนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านที่อยู่บนโถงทางเดินทั้งหมด เมื่อรวมตัวเองแล้วทั้งหมดก็มีอยู่ด้วยกันสิบเจ็ดคน

เดิมทีคนที่เข้ามายัง ‘แดนน่าสะพรึงสุดขีด’ ไม่ได้มีแค่นี้

พรรคพวกที่ยังอยู่หลังประตูนั่น เกรงว่าจะไม่ได้มีก็แต่กลุ่มปู้ปู้เกาเซิง

“หรือว่าพวกเราจะลองดูกันอีกที” เพราะไม่ได้ร่วมอยู่ในปฏิบัติการช่วยเหลือเนิ่นนานก่อนหน้านี้ ชายสักลายพระพุทธองค์ที่เพิ่งรอดพ้นอันตรายมาได้จึงไม่คิดยอมแพ้ “ถ้าเกิดว่า…ถ้าเกิดว่ายังมีคนที่ยังไม่ตายแต่แค่ออกเสียงไม่ได้ล่ะ”

ชายสักลายเจ้าสาวศพสวยตัดบทอีกฝ่าย “ที่นายพูดมาใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่พวกเราไม่มีเวลาแล้ว” สายตาเขาทอดมองไปที่หนานเกอ “เธอไม่มีแรงเหลือแล้ว”

ชายสักลายพระพุทธองค์มองไป

ไม่ผิด หนานเกอหมดแรงแล้ว

แต่ว่า…ใช้เวลาสักหน่อยแรงกายย่อมฟื้นคืนได้ไม่ใช่หรือไง

แล้วที่บอกว่าไม่มีเวลามันหมายความว่าอย่างไร ชายสักลายพระพุทธองค์นึกถึงคำพูดครึ่งแรกของชายสักลายเจ้าสาวศพสวย

ชายสักลายเจ้าสาวศพสวยบอก “นายดู ‘โน้ตย่อ’ สิ”

ชายสักลายพระพุทธองค์ยกแขนขึ้น บนนั้นมีข้อความเตือนฉบับใหม่ปรากฏอยู่จริงๆ คาดว่าคงได้รับตั้งแต่ตอนอยู่ในห้อง แต่ตอนนั้นเขาตกใจจนแทบสิ้นสติ มีหรือจะทันได้สังเกตอะไร

 

[โน้ตย่อ : ขอให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ห้องจัดเลี้ยงบนดาดฟ้าเรือภายในครึ่งชั่วโมง]

 

ข้อความเตือนมาพร้อมกับตัวเลขนับเวลาถอยหลัง เวลาที่เหลือในขณะนี้คือ 00:23:44

เวลายี่สิบสามนาทีสี่สิบสี่วินาทีดูเหมือนจะมากพอ แต่สำหรับคนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านที่ไม่รู้จักโครงสร้างเรือชัดแจ้งและไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรอีก ทุกวินาทีที่นับถอยหลังล้วนเกี่ยวข้องกับการอยู่รอด

การช่วยเหลือไม่อาจดำเนินต่อเนื่องไปอย่างไม่มีขอบเขต

หนานเกอไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้ว โอกาสรอดของคนที่อยู่หลังประตูหายลับ เวลานับถอยหลังเริ่มต้น สถานการณ์ทุกอย่างล้วนบีบบังคับให้การช่วยเหลือต้องยุติลงกลางคัน ตอนนี้เงื่อนไขทั้งหมดครบถ้วนแล้ว

“ไปห้องจัดเลี้ยงกันเถอะ” มีคนเอ่ยปากทำลายความเงียบ “ถ้ายังเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ ไม่ว่าใครก็อย่าหวังว่าจะผ่านด่านได้เลย”

“ใช่แล้ว ไปกันเถอะ”

“สิ่งที่พอทำได้พวกเราก็ทำกันหมดแล้ว”

“สถานที่เฮงซวยเอ๊ย”

เสียงร้องผสมโรงดังขึ้นเสียงแล้วเสียงเล่า ถึงจะไม่ยินดีแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้

การปล่อยวางนั้นยากลำบาก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

บันไดของชั้นห้องพักผู้โดยสารตั้งอยู่กลางโถงทางเดิน คนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านต่างพากันขยับ คนที่อยู่ใกล้ๆ ยกเท้าเดินนำขึ้นไปก่อนแล้ว

เจิ้งลั่วจู๋พยุงหนานเกอ ค่อยๆ พาอีกฝ่ายไปที่บันได “ไหวหรือเปล่า” ที่อยู่ภายใต้เสียงแผ่วเบาล้วนแต่เป็นความรู้สึกวิตกกังวล “ถ้าไม่ไหวฉันจะให้เธอใช้ไอเทม ‘ลอยล่องสุขสันต์ฯ’ จะได้ประหยัดแรงหน่อย ไหนๆ หัวหน้ากลุ่มก็ยกมันให้พวกเราเอาไว้ใช้แล้ว”

 

ก่อนเข้ามาที่ด่าน ‘แดนน่าสะพรึงสุดขีด’ เจิ้งลั่วจู๋กับหนานเกอได้เล่าเรื่องใช้ไอเทม ‘[เวท] หายอย่างรวดเร็ว’ ไปกับชิงอีเซ่อให้ถังหลิ่นฟัง นึกไม่ถึงว่าหัวหน้ากลุ่มไม่เพียงไม่เอ่ยปากตำหนิ ตรงกันข้ามกลับมอบไอเทมป้องกันอีกสองอันให้กับพวกเขา

‘[ป้องกัน] ลอยล่องสุขสันต์สิบห้านาที’

‘[ป้องกัน] เข้าใกล้วิทยาศาสตร์’

หัวหน้ากลุ่มบอกว่า ‘แดนน่าสะพรึงสุดขีดต้องยากมากแน่ๆ เพราะฉะนั้นฉันจะให้ไอเทมป้องกันตัวกับพวกนายคนละอัน อีกอย่างช่วยมองที่ฉัน ไม่ใช่มองเขา’

คำขอสุดท้ายนั่นทำได้ยากจริงๆ

ไอเทมเหล่านั้นฟั่นเพ่ยหยางเป็นคนมอบให้ถังหลิ่น พวกเขาสองคนรับไว้ ถ้าไม่มองฟั่นเพ่ยหยาง พวกเขาจะมั่นใจได้อย่างไร

สุดท้ายสายตาสามคู่สอดประสานอยู่ด้วยกัน ฟั่นเพ่ยหยางพูดน้ำเสียงสบายๆ ‘พวกนายรับไว้เถอะ ทางนี้มีฉันอยู่’

เจิ้งลั่วจู๋กับหนานเกอในตอนนั้นต่างรู้สึกว่า เจ๋งโคตร

 

“ไม่ต้อง” หนานเกอปฏิเสธข้อเสนอของเจิ้งลั่วจู๋ทันควัน ไม่แม้แต่จะหยุดคิด “ไอเทมพวกนั้นใช้ได้แค่ครั้งเดียว ควรเก็บไว้ใช้เวลาที่จำเป็นจริงๆ มากกว่า ตอนนี้ฉันควบคุมต้นไอเทมได้ลำบากก็จริง แต่ขึ้นบันไดแค่นี้ไม่มีปัญหา”

พูดยังไม่ทันจบ เสียงประตูสองบานที่อยู่ปลายสุดของโถงทางเดินซึ่งอยู่ห่างจากบันไดก็ดังขึ้นติดๆ!

ทุกคนที่ตอนนี้รวมตัวกันอยู่ข้างบันไดแล้วต่างพากันหยุดชะงัก ทยอยหันมองกลับไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่พวกเขาทำใจยอมแพ้กันแล้ว ประตูสองบานนั่นกลับเหมือนเซอร์ไพรส์จากสวรรค์ คนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านที่ยังมีเพื่อนพ้องน้องพี่อยู่ในห้องพักผู้โดยสารต่างหวังว่าจะสามารถพบเห็นพรรคพวกของตัวเองได้

เงาร่างของคนสองคนโผล่พรวดออกมาจากประตูสองบานที่อยู่ห่างกันไปไม่ไกลพร้อมๆ กัน

คนหนึ่งสูงอีกคนเตี้ย คนหนึ่งกำยำล่ำสันอีกคนเล็กบาง คนหนึ่งคือชายสักลายโคนัน อีกคนขาวสล้างตัวเล็กน่ารักน่าเอ็นดู

เป็นเจียงฮู่ชวนจากกลุ่มปู้ปู้เกาเซิงและกวนหลันจากกลุ่มเฉ่าเหมยเถียนเถียนเชวียน

ชายสักลายเจ้าสาวศพสวยกับชายสักลายพระพุทธองค์ต่างร้องเสียงสั่น “เสี่ยวเจียง”

ลีอองไม่ได้ตะโกน ทำเพียงเดินฝ่าฝูงชนตรงดิ่งไปหากวนหลัน

ยังไม่ทันที่ลีอองจะเดินไปถึง คนสองคนที่พุ่งออกมาจากห้องก็มองหน้ากันและกันก่อน

สติสัมปชัญญะของกวนหลันปลอดโปร่ง เขากะพริบขนตาที่มีเหงื่อเกาะอยู่ทีหนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับเจียงฮู่ชวน

เจียงฮู่ชวนจ้องหัวหน้ากลุ่มเฉ่าเหมยเถียนเถียนเชวียนเขม็ง ที่อยู่ลึกเข้าไปในดวงตาคือแววตาเลื่อนลอย ทันใดนั้นเขาก็พุ่งเข้าใส่กวนหลัน

กวนหลันขมวดคิ้ว ชักเท้าถอยด้วยท่วงทีคล่องแคล่ว การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างรวดเร็วอ่อนช้อย

เจียงฮู่ชวนตะครุบได้เพียงความว่างเปล่า ทว่าสีหน้าท่าทางกลับดุดัน หมายไล่โจมตีต่อ แต่ทันทีที่หันมา เขาก็ถูกเค้กก้อนหนึ่งซัดเปรี้ยงใส่หน้าจนเขียวไปหมด

ไม่ใช่หน้าเขียว แต่เป็นเค้กสีเขียว

กวนหลันสะบัดมือที่มีครีมสีเขียวเปื้อนติด ค่าความหวาดกลัวบนลำคอจาก 20 ตอนนี้ลดเหลือ 3 แล้ว

ที่จริงตอนถูกเจียงฮู่ชวนโจมตีกะทันหัน ค่าความหวาดกลัวของเขายังคงลดลง เห็นได้ชัดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกะทันหันนอกประตูนั้นไม่ได้ทำให้หัวหน้ากลุ่มเฉ่าเหมยเถียนเถียนเชวียนคนนี้วิตกกังวลเลยแม้แต่น้อย

ในที่สุดเจียงฮู่ชวนก็ได้สติ

“ถุยๆๆ” เขาถ่มครีมออกจากปากติดๆ ปาดครีมบนใบหน้าออกพร้อมกับฝืนลืมตา “อะไรวะเนี่ย”

“เค้กไง” กวนหลันดีใจที่อีกฝ่ายหลุดรอดจากฝันร้ายมาได้ด้วยใจจริง

“เค้กชาเขียว?” เจียงฮู่ชวนยกมือที่เต็มไปด้วยเศษเค้กสีเขียวขึ้นดมก่อนจะลดลงด้วยท่าทีนึกรังเกียจ “มัทฉะบ้านนายกลิ่นแบบนี้หรือไง”

“ใครบอกนายว่าสีเขียวนั่นเป็นมัทฉะ” ตาโตๆ ของกวนหลันเรียวโค้งและดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาน่ารักน่าใคร่ “นั่นมันกลิ่นน้ำมันเขียว* ต่างหาก”

เจียงฮู่ชวน “…”

บรรดาคนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านที่ยืนกระจุกตัวอยู่ไกลๆ “…”

พวกเขาตอนนี้รู้แล้วว่าเจียงฮู่ชวนได้สติได้อย่างไร

“เลิกหาเรื่องชาวบ้านได้แล้ว” ชายสักลายเจ้าสาวศพสวยกับชายสักลายพระพุทธองค์เดินเข้ามารับหน้าพรรคพวกพลางเอ่ยปากสอนสั่ง “พอออกมาปุ๊บนายก็คลุ้มคลั่ง ชาวบ้านไม่ได้เอาเค้กพิษหงอนกระเรียนแดงให้นายกินก็ดีแค่ไหนแล้ว”

“ฉัน…เล่นงานชาวบ้าน?” สติสัมปชัญญะของเจียงฮู่ชวนยังคงเลอะเลือนอยู่นิดๆ

“อาละวาดใหญ่โตสุดๆ” ชายสักลายเจ้าสาวศพสวยช่วยพูดยืนยันอีกแรง “ตอนอยู่ในนั้นนายเจออะไรกันแน่”

“เหตุฆาตกรรมในหมู่บ้านกลางเขาท่ามกลางพายุหิมะ” เจียงฮู่ชวนย้อนคิด ค่าความหวาดกลัวเด้งขึ้นมาเล็กน้อย

ชายสักลายพระพุทธองค์ไม่เข้าใจ “นายจะกลัวอะไร มันไม่ใช่ฆาตกรรมในห้องลับแบบที่นายชอบหรือไง”

ชายสักลายเจ้าสาวศพสวยพยักหน้า “นายยังบอกอีกว่าถ้าเอาฆาตกรรมในห้องลับมาให้นายดู รับรองนายต้องบอกถึงวิธีการที่คนร้ายใช้ได้ในปราดเดียว”

เจียงฮู่ชวนเงยหน้าถอนหายใจเบาๆ ออกมาคราวหนึ่ง ก่อนจะมองดูพรรคพวกของตัวเองอีกคราว พูดเสียงหนักแน่นจริงจัง “ก่อนจะดูออกถึงวิธีการ นายก็ต้องให้ฉันได้พิจารณาดูศพโดยละเอียดก่อน”

ชายสักลายเจ้าสาวศพสวย “ตอนอยู่ในห้องนายเจอกับศพสภาพสยดสยอง?”

เจียงฮู่ชวนส่ายหน้า “ที่น่ากลัวไม่ใช่สภาพการตาย แต่เป็นตอนนายชันสูตรศพ แล้วจู่ๆ ศพนั่นก็กระโดดขึ้นมาแทะทึ้งหน้าของนาย”

ชายสักลายเจ้าสาวศพสวย “…”

ชายสักลายพระพุทธองค์ “…”

คนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านที่ยืนอยู่ไกลๆ “…”

ปกตินายเป็นแค่แฟนนิยายสืบสวนจริงๆ ไหม

ขณะที่คนพวกนั้นพูดคุยกัน ลีอองก็เดินมาหยุดอยู่ข้างกวนหลัน

คำพูดประโยคแรกที่กวนหลันพูดคุยกับสมาชิกกลุ่มของตัวเองคือ “มีแค่นาย?”

ตอนนั้นเหล่าชายสักแขนก็พูดคุยกันจบพอดี จู่ๆ โถงทางเดินก็เงียบงัน เงียบจนทุกคนไม่เพียงได้ยินคำพูดของกวนหลันชัดแจ้ง หากยังสามารถได้ยินความวิตกกังวลเล็กๆ ที่ซ่อนแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั่นด้วย

เจียงฮู่ชวนที่จู่ๆ ก็คลุ้มคลั่งไม่ได้ทำให้เขาเป็นกังวล

ลีอองนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า

หว่างคิ้วของกวนหลันขมวดเข้าหากัน สายตาหันมองไปยังบานประตูทุกบาน

หนานเกอไม่มีกำลังกายเหลือแล้ว ลีอองเชื่อว่ากวนหลันรู้แล้วว่าเสียงกรีดร้องที่เขาได้ยินจากหลังประตูนั้นมาจากคนคุ้นเคยอย่างกลุ่ม VIP รายนี้ ด่านเองก็เริ่มนับเวลาถอยหลังแล้ว

กวนหลันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก้มมองดู ‘โน้ตย่อ’ หลังอ่านจบเขาก็เงยหน้ามองดูคนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านที่ชุมนุมกันอยู่ตรงบันได เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ทั้งหมด

“พวกเราล้วนมีพรรคพวกที่ออกมาไม่ได้ ไม่แค่กลุ่มเฉ่าเหมยเถียนเถียนเชวียนของพวกนาย” พอเห็นกวนหลันนิ่งเฉยไม่ยอมขยับใครบางคนที่อยู่แถวบันไดก็เอ่ยปากร้อนรน “รีบมาเถอะ”

ชายสักแขนทั้งสามที่ยืนอยู่ข้างๆ เดินผ่านเขาไป มุ่งหน้าตรงไปยังบันได

ลีอองไม่ขยับ เขารอกวนหลัน

หลังจากสับสนอยู่ครู่หนึ่งกวนหลันก็ชักเท้าเดินขึ้นหน้าไป

ทุกคนเริ่มเดินขึ้นบันไดไปอีกครั้ง

เจิ้งลั่วจู๋กับหนานเกอค่อนข้างช้า เพียงไม่นานก็ถูกชายสักลายโคนัน ชายสักลายเจ้าสาวศพสวย และเจียงฮู่ชวนที่เดินอยู่ทางด้านหลังตามทัน ส่วนกวนหลันกับลีอองกลับเดินเร็วกว่า เห็นชัดๆ ว่าอยู่ด้านหลัง แต่เพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าไปอยู่รวมกลุ่มกับสมาชิกกลุ่มปู้ปู้เกาเซิงทั้งสามเป็นที่เรียบร้อย

คนทั้งเจ็ดเผชิญหน้ากัน กวนหลันจับแขนของหนานเกอไว้

หนานเกอตะลึง

เจิ้งลั่วจู๋ตะลึง

ลีอองยิ่งตะลึง

ชายสักแขนทั้งสามเบี่ยงหลบไปเงียบๆ สัมพันธ์สามเส้าอันตรายที่สุดแล้ว

นึกไม่ถึงว่าคำพูดต่อมาของกวนหลันกลับไม่เกี่ยวข้องอะไรกับถ้อยคำซุบซิบนินทา

เขาใช้ท่าทีต่ำต้อยยากจะพบเห็นขอร้องหนานเกอด้วยใจจริง “พอจะใช้ ‘เสียงกรีดร้องของแมนเดรก’ อีกสักครั้งได้หรือเปล่า ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร กลุ่มเฉ่าเหมยเถียนเถียนเชวียนล้วนติดหนี้น้ำใจกลุ่ม VIP พวกเธอมาเอาคืนได้ทุกเมื่อ”

เพราะไม่เคยเห็นกวนหลันเป็นแบบนี้มาก่อน หนานเกอเลยไม่รู้ว่าควรตอบอีกฝ่ายอย่างไร

กวนหลันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เบาๆ จ้องตาหนานเกอพลางพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ฉันรับปากว่าจะพาเขาออกจาก ‘แดนน่าสะพรึงสุดขีด’ ให้ได้”

เขาที่ว่าคือใคร?

ชายสักแขนทั้งหลายต่างไม่รู้ชัด ทว่าหนานเกอกับเจิ้งลั่วจู๋กลับรู้ เพราะฟั่นเพ่ยหยางเคยบอกว่าตอนเขากับลีอองสู้กันหนึ่งต่อหนึ่งอยู่นั้น กวนหลันกับทั่นฮวาที่ดูการต่อสู้อยู่นั้นปลอกคอไม่มีแล้ว และตอนนี้ที่นี่ก็มีเพียงลีอองเท่านั้น ไม่มีทั่นฮวา

“ได้” หนานเกอตอบตกลงฉับไว

กวนหลันสองตาวับวาว

แต่เจิ้งลั่วจู๋กลับมีสีหน้าวิตกกังวลขึ้นมาทันที “เธอแน่ใจนะ?”

จะช่วยกลุ่มเฉ่าเหมยเถียนเถียนเชวียนก็ได้ แต่ถ้าช่วยชาวบ้านจนตัวเองไม่ไหวล่ะ

“วางใจเถอะ” หนานเกอรู้ถึงกำลังกายของตัวเองดี “เมื่อกี้ได้พักเอาแรงหน่อยแล้ว แค่อีกห้าวินาทีไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร” เธอหันไปทางกวนหลันพร้อมกับเอ่ยปากย้ำเพื่อความมั่นใจอีกรอบ “อย่างมากก็แค่ห้าวินาที ถึงตอนนั้นฉันคงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”

กวนหลันปล่อยแขนของหนานเกอ พยักหน้าหนักแน่น “ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไร” หนานเกอบอก “ครั้งนี้ไม่นับว่าพวกนายติดหนี้บุญคุณอะไร ถือซะว่าพวกเรา VIP ชดใช้หนี้น้ำใจให้กับพวกนายก็แล้วกัน”

กวนหลันนึกสงสัย

หนานเกอรีบอธิบาย “ตอนหัวหน้าสองชิงปลอกคอกัน นายไม่ได้สามรุมหนึ่ง แต่ปล่อยให้พวกเขาสู้กันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เรื่องนี้พวกเรา VIP เองก็จดจำไว้เหมือนกัน”

กวนหลันถามอย่างไม่เข้าใจ “หัวหน้าสองอะไร”

หนานเกอ “หัวหน้ากลุ่มหมายเลขสองของพวกเรา ฟั่นเพ่ยหยาง ประธานฟั่น ถึงเขาจะยืนกรานกับทุกคนว่าพวกเราเป็นเพื่อนร่วมทีมมีฐานะเท่าเทียมกัน แต่สำหรับฉันเขาเป็นหัวหน้ากลุ่มอีกคน”

กวนหลันมองดูเจิ้งลั่วจู๋งงๆ “นายเรียกเขาว่าเจ้านายไม่ใช่หรือไง”

เจิ้งลั่วจู๋พยักหน้า “ใช่ เขาเป็นเจ้านายฉัน เป็นหัวหน้ากลุ่มหมายเลขสองของหนานเกอ ไม่มีอะไรขัดกันซะหน่อย”

กวนหลัน “ส่วนถังหลิ่นเป็นหัวหน้ากลุ่มของพวกนาย?”

เจิ้งลั่วจู๋กับหนานเกอ “อืม”

กวนหลัน “ฟั่นเพ่ยหยางตามจีบถังหลิ่น?”

เจิ้งลั่วจู๋กับหนานเกอ “เดี๋ยวก่อน!”

ความลับของกลุ่มแพร่งพรายออกไปได้ยังไง!

กวนหลัน “ตอนอยู่เมืองวงแหวนฉันให้ฟั่นเพ่ยหยางเลือกตอบว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับถังหลิ่นเป็นแบบไหน A. เพื่อนธรรมดา B. นายชอบเขา C. เขาแอบชอบนาย D. พวกนายสองคนมีความสัมพันธ์กันอย่างลับๆ เขาบอกว่าเขาอยากเลือก C. กับ D. แต่คำตอบที่แท้จริงคือ A.”

เจิ้งลั่วจู๋กับหนานเกอ “…”

ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนปล่อยข่าวเอง งั้นก็ตามใจเถอะ

ไม่มีคนสังเกตเห็นว่าชายสักแขนสามคนยังคงรอดูความคึกคักอยู่ข้างๆ

อันที่จริงพวกเขาเองก็ลืมไปแล้ว

ทั้งนี้เพราะความสนใจทั้งหมดล้วนจดจ่ออยู่กับความสัมพันธ์สลับซับซ้อนของหัวหน้ากลุ่ม VIP ถังหลิ่นกับฟั่นเพ่ยหยางที่เป็นสมาชิกกลุ่ม ฟั่นเพ่ยหยางมีความรู้สึกแอบแฝงกับถังหลิ่น ในเวลาเดียวกันก็ยังเป็นเจ้านายของเจิ้งลั่วจู๋ ส่วนหนานเกอไม่เห็นเขาเป็นเจ้านาย แต่กลับเห็นเป็นหัวหน้ากลุ่มหมายเลขสอง นอกจากนี้เจิ้งลั่วจู๋ยังเรียกหนานเกอว่าพี่สาว…

แม่งเอ๊ย ทั้งกลุ่มมีกันอยู่แค่สี่คน ทำไมความสัมพันธ์ของพวกเขาถึงได้ซับซ้อนยุ่งยากแบบนี้นะ!

“กรี๊ดดดดด”

ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องแหลมๆ ก็ดังขึ้น สยบเสียงจ้อกแจ้กจอแจบนโถงทางเดินทั้งหมด

หนึ่งวินาที

สองวินาที

สามวินาที

สี่วินาที

ห้าวินาที

ทันทีที่ครบกำหนดเสียงกรีดร้องก็จางหาย

ไม่ใช่หนานเกอหยุด แต่เป็นต้นไอเทมเองที่ตัดการเชื่อมต่อกับเธอ

โถงทางเดินเงียบสงัด

คนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านส่วนใหญ่ล้วนขึ้นบันไดไปแล้วเหลือก็แต่ชายสักแขนสามคนเท่านั้นที่ยังคงมองดูความครึกครื้นอยู่ที่เดิม

กวนหลันกับลีอองมองดูประตูแต่ละบานบนโถงทางเดิน จ้องเขม็งราวกับรอบๆ ไม่มีสิ่งอื่นอันใด

เวลาขยับไปทีละน้อยอย่างไร้ปรานี

ผ่านไปเกือบยี่สิบวินาทีแล้วหลังจากที่หนานเกอหยุดเสียงลง

ประตูทุกบานยังคงเงียบสนิทราวกับความตาย

จู่ๆ กวนหลันก็ยั้งอารมณ์ไว้ไม่อยู่ “ทั่นฮวา นายมันไอ้หนอนหนังสือไม่เอาไหน”

ตึง!

เสียงกระแทกดังโครมดังมาจากประตูบานหนึ่ง แม้มันจะไม่ได้เปิดออก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้คนกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา

กวนหลันด่าต่อ “ต่อให้ฉันไม่อ่านหนังสือ คะแนนสอบก็ยังได้มากกว่านายอยู่ดี”

ตึง!

ห่างออกไปเจ็ดแปดเมตร ประตูบานนั้นเปิดออก

ภายใต้แรงเฉื่อยร่างของทั่นฮวากระแทกแนบติดอยู่กับหน้าต่างทรงกลมเป็นตัวอักษรต้า (大) แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงตะโกน “แน่จริงก็เอาข้อสอบออกมาวัดกันสิวะ”

กวนหลันพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่พูดอะไรทั้งนั้น ถือเค้กมาการงสีฟ้าชมพูก้อนใหญ่โปะเข้าใส่หน้าอีกฝ่าย

ทั่นฮวาที่ค่าความหวาดกลัวยังอยู่ที่ 85 ล้มลงกับพื้นดังตึง ร้องโวยวายโดยมีเค้กปิดหน้าปิดตาอยู่

ชายสักลายพระพุทธองค์ ชายสักลายเจ้าสาวศพสวย และเจียงฮู่ชวน “…”

นั่นมันไม่ใช่พรรคพวกที่พวกเขาพยายามช่วยเหลือกันแทบตายหรือไง ทำไมต้องลงมือกันโหดร้ายรุนแรงแบบนั้นด้วย

“เอ๋?” จู่ๆ เสียงร้องโวยวายของทั่นฮวาก็เปลี่ยนเป็นสงสัย เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ใช้มือปาดเค้กที่เหลือบนหน้าแล้วยัดใส่ปาก “อร่อยแฮะ”

“ถ้าเป็นคนอื่นฉันไม่มีทางให้แตะเค้กไอศกรีมล้ำค่านี้ง่ายๆ แน่” กวนหลันปลดต้นไอเทม ฉุดพรรคพวกของตัวเองขึ้น

เค้กเย็นๆ หวานๆ บนใบหน้าหายลับไปอย่างรวดเร็ว ทั่นฮวายังนึกเสียดาย “ผมได้กินไปนิดเดียวเอง”

“งั้นเมื่อกี้นายจะร้องโหวกเหวกไปทำไม” กวนหลันชำเลืองมองเขาปราดหนึ่ง สายตารังเกียจเดียดฉันท์ชัดแจ้ง ทว่าที่ซุกซ่อนอยู่ภายในกลับเป็นความรู้สึกยินดีโล่งอก

ทั่นฮวาน้อยเนื้อต่ำใจ “ก็มันเย็นอะ ผมคิดว่าตัวเองตกเข้าไปในถ้ำน้ำแข็งแล้วเสียอีก”

กวนหลันบอก “เย็นไงถึงจะได้สติ”

“ก็จริง” ทั่นฮวาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นึกซาบซึ้งที่อีกฝ่ายช่วยเหลือจนเขาหลุดพ้นจากความตายมาได้ ทว่าพอชำเลืองเห็นเจิ้งลั่วจู๋ หนานเกอ และพวกชายสักแขนสามคนที่อยู่อีกด้านเขาก็รู้สึกงุนงง

“พวกเขาช่วยนายไว้” กวนหลันบอก

ชายสักแขนสามคนรีบยกมือ “พวกเราไม่ได้ช่วยอะไร”

กวนหลัน “อยู่รอก็นับว่าช่วยแล้ว ต่อให้แค่รอดูอยู่เฉยๆ ก็เถอะ”

ชายสักลายพระพุทธองค์ ชายสักลายเจ้าสาวศพสวย และเจียงฮู่ชวน “…”

ไม่ต้องพูดตรงแบบนี้ก็ได้มั้ง

 

เวลาเหลือไม่มากแล้ว

คนทั้งแปดพุ่งไปที่บันไดอย่างรวดเร็ว พวกเขาเดินขึ้นไปพลางฟังสิ่งที่ทั่นฮวาประสบหลังบานประตูนั่น

ทั่นฮวายืนกรานจะเล่า ไม่ฟังไม่ได้

“รู้หรือเปล่าว่าฉันเจออะไรเข้า ฉันจะเล่าให้ฟัง รับรองว่าไม่มีอะไรน่ากลัวกว่านี้แล้ว พอลืมตาขึ้นมาฉันก็พบว่าตัวเองกำลังเข้ามหาวิทยาลัย ข้อสอบคณิตศาสตร์ ภาษาและวรรณกรรม ภาษาอังกฤษ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ทั่วไปล้วนวางกองอยู่ตรงหน้า ฉันทำไม่ได้สักข้อ ไม่ได้สักข้อเลยนะ! บ้าไปแล้ว ฉันตอนนั้นอยู่ห่างจากความตายแค่คืบ…”

เวลานับถอยหลัง 00:04:39 ทั้งแปดคนก็ขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย ทว่าที่นั่นกลับเป็นทางตัน

ทางออกถูกปิดตาย คนที่ไปถึงก่อนทั้งสิบสองคนต่างกำลังคิดหาทางงัดประตูอยู่ แต่ไม่สำเร็จ

“เหลือแค่สี่นาทีแล้ว” คนที่เบียดไปไม่ถึงข้างหน้าเอ่ยปากเร่งอย่างร้อนรน

คนที่กำลังออกแรงอยู่ทางด้านหน้ายิ่งร้อนใจ “ทำได้ก็มาทำสิวะ ประตูนี่แข็งแรงกว่าประตูห้องพักผู้โดยสารข้างล่างนั่นอีก!”

ทั่นฮวายืนอยู่ท้ายขบวน เงยหน้ามองหัวดำๆ ที่แออัดกันอยู่ด้านบนกับบานประตูที่แสงไม่อาจลอดผ่านเข้ามาได้ จู่ๆ เขาก็พูดขึ้น “เป็นไปได้หรือเปล่าว่ามาพวกเรามาผิดทาง”

เจิ้งลั่วจู๋ที่ยืนอยู่หน้าอีกฝ่ายนึกสงสัยขึ้นมาทันที เขาหันกลับไปถาม “หมายความว่ายังไง”

ทั่นฮวาบอก “ถ้านี่เป็นเรือสำราญขนาดใหญ่เหมือนเรือไททานิก งั้นจากความสูงของบันไดที่พวกเราเดินมาเมื่อกี้ พวกเราก็น่าจะยังขึ้นมาไม่ถึงดาดฟ้าเรือ อย่างมากก็แค่ช่วงกลางเท่านั้น”

ที่เจิ้งลั่วจู๋รอก็คือคำพูดนี้ “เมื่อกี้ตอนขึ้นมาฉันเหมือนจะเห็นประตูลับอยู่บานหนึ่ง”

ทั่นฮวาตะลึง

คนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่านที่ร้อนรนแงะประตูอยู่ต่างหันหน้ากลับมาอย่างพร้อมเพรียง

“แล้วทำไมถึงไม่รีบบอกตั้งแต่เนิ่นๆ วะ?!”

เจิ้งลั่วจู๋จุกจนแทบพูดอะไรไม่ออก “ตอนทำเควสต์หัวสมองของฉันไม่เคยมีประโยชน์อะไร ปริศนาทั้งหมดที่จำเป็นต้องคลี่คลายล้วนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับฉัน ใครจะไปรู้ว่าครั้งนี้ดันกลายเป็นแมวตาบอดจับหนูได้ซะงั้น”

คนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่าน “…”

คำพูดตำหนิตัวเองแบบนี้ทำเอาพวกเขาต่างไม่รู้ว่าจะต่อว่าต่อขานอีกฝ่ายอย่างไร

“ยังจะตะลึงอะไรอยู่อีก” เจิ้งลั่วจู๋พูดด้วยท่าทางเต็มไปด้วยอำนาจ “รีบตามมาเร็วเข้า!”

ตึงๆๆ

ทุกคนต่างพากันไล่ตามเจิ้งลั่วจู๋ไปด้วยความเร็วสูงสุด สุดท้ายก็พบกับประตูลับบานนั้น ตอนนี้เวลานับถอยหลังเหลืออยู่แค่สองนาทีแล้ว หลังกระแทกจนมันเปิดออกพวกเขาก็วิ่งขึ้นหน้าไปอย่างเอาเป็นเอาตาย วิ่งกันจนหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม

สิบวินาทีสุดท้าย

ในที่สุดทุกคนก็เข้าไปในห้องจัดเลี้ยงได้สำเร็จ พวกเขาพากันหอบแฮกไม่ต่างอะไรกับโจรที่ถูกไล่ล่า

ติ๊ง

 

[โน้ตย่อ : ยินดีต้อนรับสู่ห้องจัดเลี้ยง]

 

เสียงข้อความเตือนใหม่มาพร้อมกับข่าวคราวไร้สาระ

ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากนี้จะต้องเผชิญหน้ากับอะไรอีก พวกเขารู้ก็แค่ว่าคนที่เข้ามาในด่าน ‘แดนน่าสะพรึงสุดขีด’ จำนวนมากพวกนั้น ตอนนี้เหลือก็แค่ยี่สิบคนเท่านั้น

กลุ่ม VIP เจิ้งลั่วจู๋กับหนานเกอ

กลุ่มเฉ่าเหมยเถียนเถียนเชวียน กวนหลัน ลีออง และทั่นฮวา

กลุ่มปู้ปู้เกาเซิง ชายสักลายพระพุทธองค์ ชายสักลายเจ้าสาวศพสวย และเจียงฮู่ชวน

กลุ่มเหลียนฮวา ชิงอีเซ่อกับต้าซื่อสี่

กลุ่มข่งหมิงเติง โจวอวิ๋นฮุยกับสมาชิกกลุ่มอีกสามคน

กลุ่มเถี่ยเซวี่ยอิ๋ง เหอลวี่กับสมาชิกกลุ่มสองคน

กลุ่มสือเซ่อ สมาชิกกลุ่มสองคน

กลุ่มหวนเซียงถวน สมาชิกกลุ่มหนึ่งคน

 

ที่วิหารเทพเจ้า

สมาชิกกลุ่มหวนเซียงถวนตายไปอีกรายแล้ว

ก็เหมือนกับสามสี่รายก่อนหน้านี้ที่ตายตาไม่หลับ สองตาเบิกโพลง ร่างถูกแสงสีม่วงช้อนให้ลอยขึ้นไปถึงเพดานวิหารเทพเจ้าก่อนจะหายลับไป

นี่เพราะดีมอสเห็นหลวงจีนขัดหูขัดตา ดังนั้นเขาจึงหันไปเลือกผู้เคราะห์ร้ายรายแรกจากกลุ่มที่ไม่ตราประทับอีกคราว

ผลก็คือเหมือนกับคนที่ตายไปก่อนหน้านี้สี่คน น่าเบื่อสุดๆ

“มิน่าพวกนายถึงไม่ได้ตราประทับจากผู้คุมด่าน” ดีมอสมองดูคนที่ไม่มีตราประทับที่เหลืออยู่อีกสิบสามคน พร้อมเอ่ยปากด้วยความผิดหวัง “ถ้าผู้คุมด่าน 1/10 เป็นฉัน รับรองว่าพวกนายไม่มีทางผ่านมาถึงที่นี่ได้แน่”

คนทั้งสิบสามนิ่งเงียบเหมือนไก่

ในเวลาแบบนี้ใครหน้าไหนจะโง่ยื่นหน้าโผล่หัวออกมา

รังเกียจก็ส่วนรังเกียจ ทว่าพอนึกถึงหลวงจีนที่นึกก็แต่อยากแต่งงานก่อนหน้านี้ ดีมอสก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะน่าเบื่อขนาดไหนเขาล้วนทนได้

จากนั้นเขาก็เดินวนเวียนไปมาอยู่ต่อหน้าคนในกลุ่มที่ไม่มีตราประทับอีกสองรอบ ก่อนจะมาหยุดอยู่ต่อหน้าชายหนุ่มเจ้าของรอยสักลายเสือลงเขา “รอยสักบนแขนนายนี่น่าดูจริงๆ งั้นนายก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มเจ้าของรอยสักลายเสือลงเขาเงยหน้าขาวใสขึ้นด้วยท่าทีหวาดวิตก เขาเบ้ปากคล้ายจะร้องไห้ “คุณจะลองพิจารณาดูใหม่อีกทีก่อนไหม”

อัตราการตายของคนในกลุ่มที่ไม่มีตราประทับเรียกได้ว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แบบนี้เท่ากับว่าเขาไม่มีหวังเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ล่ะ” ดีมอสปฏิเสธเด็ดขาด “ฉันจะคุยกับนายเนี่ยแหละ”

“ไม่เอา ผม…ผมขอพูดตามตรง” ชายหนุ่มเจ้าของรอยสักลายเสือลงเขาชูแขนขึ้น ท่าทางราวกับอยู่ในห้องเรียน “ปลอกคอนี้ผมไม่ได้ชิงมา แต่เป้าหมายของผมเป็นคนให้มาเอง!”

ดีมอสเอียงคอ “ให้นาย?”

“อื้อๆ กวนหลันกลุ่มเฉ่าเหมยเถียนเถียนเชวียน” ชายหนุ่มเจ้าของรอยสักลายเสือลงเขาหันมองไปทางเฉวียนม่ายกับอู่อู่เฟินที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน “ไม่เชื่อก็ถามพวกเขาสองคนได้” เพราะกลัวว่าพยานจะมีน้ำหนักไม่พอ พอพูดจบเขาจึงหันหน้าไปทางหลวงจีนที่อยู่ในกลุ่มที่มีตราประทับ “หรือไม่ก็ถามเขาดู!”

เดิมทีดีมอสก็นึกอยากเข้าใจอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่พอมองเห็นหัวสะท้อนแสงที่ชายหนุ่มเจ้าของรอยสักลายเสือลงเขามองไป อารมณ์ที่เพิ่งดีขึ้นไม่ทันไรก็เปลี่ยนมาอึมครึมอีกครั้ง “ไม่ถามแล้ว”

“ว่าแต่” เขาเอ่ยปากสรุป “ทำไมนายต้องบอกเรื่องนี้ให้ฉันรู้ด้วย”

“ก็เพื่อให้คุณรู้ว่าผมไม่มีคุณสมบัติพูดคุยกับคุณไง ผมไม่เหมาะที่จะอยู่ที่วิหารเทพเจ้านี้” ชายหนุ่มเจ้าของรอยสักลายเสือลงเขาพูดด้วยน้ำใสใจจริง “คุณส่งผมไป ‘แดนน่าสะพรึงสุดขีด’ เถอะ”

ดีมอส “…”

คนที่เข้ามาทำเควสต์ฝ่าด่าน “…”

จู่ๆ ก็เสนอเปลี่ยนกลางคันแบบนี้ นายนี่มันแน่จริงๆ

* น้ำมันเขียว หรือเฟิงโหยวจิง เป็นหนึ่งในยาแผนจีน มีลักษณะเป็นน้ำมันใสสีเขียว มีฤทธิ์เย็น ใช้บรรเทาอาการปวด ขับลม อาการคัน และวิงเวียน

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ซ่อนกลิ่น

ทดลองอ่าน ซ่อนกลิ่น บทที่ 25.3-25.5

บทที่ 25-3 คาดคั้นเอาผิด ในขณะที่เขากำลังสอบสวนอยู่นั้น เฉิงเผยเหนียนก็ไล่ตามมาถึงอย่างกระหืดกระหอบ ทีแรกเฉิงเผยเหนียนเข...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน แม่ทัพฉางหนิง ขุนศึกหญิงพิทักษ์นครา บทที่ 1-2

บทที่ 1 ต้นหญ้าบนทุ่งกว้างเหลืองแห้งดูเวิ้งว้างหนาวเหน็บ เจียงหานหยวนยืนอยู่บนเชิงเทิน ทอดสายตามองหมู่บ้านบนเนินเขาทางเห...

ซ่อนกลิ่น

ทดลองอ่าน ซ่อนกลิ่น บทที่ 26.1-26.2

บทที่ 26-1 น้ำแกงบำรุง เซิ่งเซียงหลันกลัวเกรงพี่สาวอยู่บ้าง ซ้ำตนเองก็เป็นฝ่ายผิด พอถูกนางตำหนิต่อว่าก็อัดอั้นโทสะเอาไว้...

ซ่อนกลิ่น

ทดลองอ่าน ซ่อนกลิ่น บทที่ 26.3

บทที่ 26-3 น้ำแกงบำรุง ในวันนี้หลิ่วจือหว่านกำลังเตรียมจะออกจากจวนไปดูเรือขนสินค้าส่งมอบของที่ท่าเรือ เมื่อเดินมาถึงหน้า...

community.jamsai.com