X
    Categories: จอมอหังการผู้นี้คือสามีข้าทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน จอมอหังการผู้นี้คือสามีข้า บทที่ 7-บทที่ 8

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 7

หลังจากย้ายจากจุดพักม้ามายังที่พักแห่งใหม่ก็ไม่มีอะไรที่ไม่คุ้นเคย นอกจากตอนตื่นเช้าขึ้นมาแล้วมองเห็นภาพการตกแต่งในห้อง ซึ่งเกือบจะทำให้จ่างซุนเสินหรงนึกว่าได้ย้อนกลับไปในช่วงที่อยู่บ้านสกุลซานอีกครา หลังจากนั้นนางก็นึกขึ้นมาได้ ตอนนี้นางเข้ามาอยู่ในสถานที่ของอดีตสามี แต่นั่นจะเป็นอย่างไรเล่า ในเมื่อเขาไม่สนใจเลยสักนิด แล้วนางยังมีเรื่องใดให้กระดากอายด้วย

ยามเช้าตรู่ นอกประตูจวนมีรถม้าจอดอยู่ จ่างซุนเสินหรงนั่งอยู่บนรถม้าตั้งนานแล้ว

บนหัวเข่านางมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางแผ่อยู่ มือข้างหนึ่งถือม้วนหนังสือเอาไว้ บนกระดาษคือภาพร่างคร่าวๆ ของ ‘ภูเขาดิน’ ลูกนั้น ซึ่งก็คือภาพเส้นทางและสภาพแวดล้อมของภูเขา

นางเคยเห็นเส้นทางนี้มาแล้ว ทั้งได้ไปดูในม้วนหนังสืออีก พบว่าตัวอักษรในหนังสือยากที่จะเข้าใจเหลือเกิน คนธรรมดาทั่วไปถึงขั้นที่รู้สึกว่าประโยคเหล่านี้อ่านไม่รู้เรื่อง แต่ก็เพราะสาเหตุนี้เอง ความสามารถในการตีความให้เข้าใจจึงเป็นสุดยอดของความสามารถแล้ว

จ่างซุนเสินหรงไม่เพียงสามารถอ่านรู้เรื่อง ยังสามารถทำให้เกิดความเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่งอีกด้วย ถึงขั้นที่ว่าสามารถเปลี่ยนจากตัวอักษรออกมาเป็นภาพได้ บางครั้งการกำหนดตัวภูเขาและหายอดเขาก็เป็นเพียงความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวอักษรระหว่างแถวเท่านั้นเอง แล้วนางก็เป็นคนที่สามารถส่องเห็นความลับได้พอดี

วันนี้ท้องฟ้าเป็นใจ ช่างเป็นวันที่สดใสปลอดโปร่ง

มีคนเดินเอื่อยๆ มาถึงนอกตัวรถ มือข้างหนึ่งเลิกม่านรถมองเข้ามา เป็นจ่างซุนซิ่น

“จ้าวจิ้นเหลียนเองน่ะหวังดี แต่พี่มักจะรู้สึกว่าเขาหวังดีแต่ทำเรื่องร้ายๆ ไปที่ใดก็มีแต่ซานจง” เขาอ้าปากก็พูดเช่นนี้ น่ากลัวว่าคงจะอดกลั้นมานานแล้ว

จ่างซุนเสินหรงคล้ายไม่ค่อยได้ฟัง นางเอาม้วนหนังสือเก็บกลับเข้าไปในถุงผ้าปักลาย แล้วพับแผ่นกระดาษขึ้น

เขาพินิจพิจารณาสีหน้าของนาง “เหตุใดไม่พูดอะไรเล่า”

ตอนนี้เองจ่างซุนเสินหรงถึงได้เงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วยิ้มออกมา “ท่านพูดติดปากอยู่เสมอว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่หรือ ตอนนี้ข้ากำลังจะไปสำรวจภูมิลักษณ์อีกครั้ง และจะไปสำรวจภูเขาดินนั่นเอง”

จ่างซุนซิ่นพอได้ยินสองตาก็เป็นประกาย รู้ทันทีว่า ‘ภูเขาดิน’ นั้นน่าจะต้องมีแนวโน้มออกมาดี จากนั้นพอรู้สึกตัวกลับมานางก็เปลี่ยนเรื่องไปแล้ว เขารู้จักนิสัยของน้องสาวตนเองเป็นอย่างดี นางต้องการจะทำสิ่งใด ปกติเมื่อตัดสินใจแล้วก็จะรีบจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็ว ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็เหมือนเรื่องที่นางเจาะจงซานจงให้มาเป็นผู้คุ้มกัน

ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขายังจะพูดอะไรได้อีก จึงสะบัดมือเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ช่างเถอะ เจ้าพอใจก็ดีแล้ว”

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกีบเท้าม้า ทหารกลุ่มหนึ่งขี่ม้าเร่งรุดเข้ามาหาอย่างมีระเบียบวินัย

พอจ่างซุนเสินหรงได้ยินมือข้างหนึ่งก็วางบนขอบหน้าต่าง ถามไปที่ข้างนอกว่า “รอนานเพียงใดแล้ว”

จื่อรุ่ยรายงาน “เกือบหนึ่งชั่วยามแล้วเจ้าค่ะ”

นางเบะปากเล็กน้อย “นานพอแล้วจริงๆ”

ที่มาคือทหารม้าของจวนบัญชาการ จนถึงตอนนี้นางยังไม่ได้ออกเดินทางก็เพราะกำลังรอพวกเขาปรากฏตัวมารับหน้าที่ตามที่สัญญาไว้ ทว่าตอนที่ดวงตาของนางมองออกไปกลับไม่เห็นเงาร่างที่โดดเด่นสะดุดตานั่นเลย

หลังจากทหารม้ากองนั้นหยุดลง ชายสวมชุดเกราะที่นำอยู่หน้าขบวนผู้หนึ่งก็ลงมา ประสานมือคารวะแล้วพูดว่า “นายกองจางเวย ได้รับคำสั่งให้มาเบิกทางเข้าภูเขาให้ท่านทั้งสอง”

จ่างซุนซิ่นกวาดตามองรอบหนึ่ง “มีแค่เจ้า?”

จางเวยตอบ “ใต้เท้าวางใจได้ ทหารของข้ากองนี้เป็นทหารชั้นยอด สามารถคุ้มกันได้แน่”

ซานจงไม่ได้มาจริงๆ เสียด้วย

จ่างซุนซิ่นเพียงมองเห็นใบหน้าของจ่างซุนเสินหรงผละไปจากหน้าต่างก็รู้ว่าไม่ดีแล้ว จึงรีบพูดว่า “ก็ไม่เช้าแล้ว ออกเดินทางก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ” พูดจบก็หันกลับไป

เขากลับเห็นจ่างซุนเสินหรงยื่นตัวออกมาจากตัวรถ

“จูงม้ามาให้ข้าตัวหนึ่ง” นางกล่าว

ตงไหลรีบไปที่ท้ายขบวนจูงม้าเข้ามาทันที

จ่างซุนเสินหรงยกชายเสื้อแล้วลงจากรถ รับบังเหียนม้ามา สะกิดเท้าพลิกตัวคราหนึ่งอย่างชำนิชำนาญก็ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าแล้ว “ตงไหลไปกับข้า พวกเจ้าไปก่อนแล้วกัน ข้าจะตามไปทีหลัง” พูดจบนางก็หนีบท้องม้าทีหนึ่ง ขี่ม้าออกไปต่อหน้าต่อตาคนทั้งหมด

ตงไหลรีบควบม้าตามไปจนทัน

จ่างซุนซิ่นมองตามอย่างจนปัญญา แต่กลับมองออกว่านางก็หาทางออกอื่นไม่ได้ด้วยเช่นกัน

เสียงการฝึกดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ในจวนบัญชาการทหาร

รองเท้าขี่ม้าของซานจงย่ำไปบนพื้น เดินอยู่ในลานประลอง บนร่างสวมเพียงเสื้อบางๆ ตัวเดียว เขาผ่านไปที่ใดก็ไม่มีใครกล้าเกียจคร้าน เสียงตะโกนดังขึ้นประชันกัน เค้นเรี่ยวแรงที่ใช้ดูดน้ำนมมารดาออกมาฝึกเข้าปะทะกันจนสุดกำลัง

เขาตรวจแถวทหารไปถึงท้ายแถว จู่ๆ ก็หยุดเท้า ทหารตรงนั้นพอเห็นเขาหยุดลงที่ตรงข้างหน้า มือก็สั่นไปหมดทันที

ซานจงหันหน้าไป “ใครอยู่ในแถว”

นายกองที่ชื่อเหลยต้าก้าวออกมายืน “ท่านหัวหน้า เป็นคนของข้าเอง”

เขาชี้ไปที่ทหารนายนั้นทันที “ฝึกมาจนถึงตอนนี้ แขนยังไม่แข็งเลย เจ้าใช้คนที่เท้าเป็นหลักหรือไร”

เหลยต้าเห็นสีหน้าผู้เป็นนายถมึงทึงอย่างยิ่งแล้ว ใบหน้าก็ซีดลงอย่างรวดเร็ว “ขอรับ! ตามกฎระเบียบ ทหารในกองของข้าทั้งหมดนับแต่วันนี้ไปจะต้องฝึกเพิ่มทุกวัน ถ้ามีครั้งหน้าข้าจะลงโทษตามวินัยทหารเองขอรับ”

ทหารนายนั้นตกใจกลัวจนไม่กล้าขยับเขยื้อนตั้งนานแล้ว

ฝักดาบในมือของซานจงเคาะไปที่แขนของทหารนายนั้นทีหนึ่ง “ฝึกให้ดีๆ มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องรอให้พวกที่นอกด่านนั่นมาทำลายแขนคู่นี้ของเจ้าแล้ว ข้าจะตัดให้เจ้าก่อนเอง”

“ขอ…รับ…” เขาทำได้แค่พ่นเสียงออกมาจากร่องฟันที่สั่นระริกสองคำเท่านั้น

รอจนซานจงเดินไปแล้ว การฝึกของคนอื่นๆ ก็ดำเนินไปเหมือนไม่เคยหยุดลงมาก่อน

หูสืออีมาจากทางด้านหลัง ตบหลังเหลยต้าที่เพิ่งถูกตำหนิไปทีหนึ่ง “ปล่อยวางหน่อย พวกเรามีใครไม่เคยผ่านเรื่องนี้มาก่อนบ้าง เวลานี้กลับอิจฉาเจ้าบ้าจางเวยนั่นที่สามารถถูกส่งออกไปแล้ว”

เหลยต้ามองตามทิศทางที่ซานจงจากไป พึมพำว่า “ท่านหัวหน้าทุ่มเทจนสุดกำลังตั้งหลายปีปานนี้แล้วก็ยังไม่เปลี่ยน”

หูสืออีผลักใบหน้าใหญ่ๆ ของเขาไปทีหนึ่ง “แสร้งทำเป็นผู้มากประสบการณ์อะไรกัน พวกเราใครบ้างที่ไม่ใช่เพิ่งติดตามท่านหัวหน้าเมื่อสามปีก่อน กลับทำเหมือนเจ้ารู้เบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าเสียอย่างนั้น”

สามปีก่อนซานจงรับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองของโยวโจว พวกเขาถึงทยอยกันมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ก่อตั้งจวนบัญชาการทหารอันใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้ขึ้น นอกจากรู้ว่าเขามีที่มาจากสกุลซานที่เป็นฝ่ายทหารในลั่วหยางแล้ว ก็ไม่รู้อะไรอีกเลย

 

ด้านหลังจวนบัญชาการมีหมู่เรือนพักที่มีลานล้อม เรียบง่ายและค่อนข้างจะเก่า เดิมทำไว้ให้ทหารยามที่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ใช้พักอาศัย ตอนนี้หนึ่งในนั้นได้กลับกลายเป็นที่พักของผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองไปแล้ว

ซานจงผลักประตูเดินเข้าไป วางดาบในมือลง เพิ่งจะหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอันสับสนวุ่นวายที่ด้านนอก และมีพลทหารนายหนึ่งกำลังตะโกนเสียงดัง “ท่านผู้สูงศักดิ์โปรดรอก่อน ขอให้พวกข้ารายงานก่อน!”

เขาโยนผ้าทิ้ง หยิบชุดชาวหูขึ้นมาคลุมลงบนร่างแล้วเดินออกไป

เพิ่งออกจากประตู ที่เบื้องหน้าก็มีพลทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามา “ท่านหัวหน้า คนที่มาหาท่าน…”

ซานจงช้อนตามองไปเห็นจ่างซุนเสินหรงกำลังพาตงไหลเดินตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว

นางตรงดิ่งโดยไม่ว่อกแว่กมาตลอดทาง พุ่งตรงมาที่นี่ จนกระทั่งได้เห็นเขาเดินออกมาจากในห้อง ถึงหยุดลงโดยทันที

ซานจงโบกมือให้พลทหารถอยออกไป แล้วยกมือขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อน

จ่างซุนเสินหรงมองดูเขา แล้วก็มองดูห้องที่อยู่ด้านหลังเขาอีกที ถึงได้เอ่ยปากเป็นประโยคแรกว่า “ท่านอยู่ที่นี่เองหรือ”

ซานจงสอดสาบเสื้อด้านหน้าเก็บให้เรียบร้อย “ใช่แล้ว มีอันใดหรือ”

ตอนที่มาจ่างซุนเสินหรงโมโหเป็นที่สุด ชัดเจนว่าเขาล่วงเกินนางก่อนดาบหนึ่ง ยังจะอาศัยอะไรมาขับไล่คนที่มาหาอย่างขอไปทีอีก แต่ตอนนี้นางกลับไร้คำพูดแล้ว

นางนึกถึงหลังจากที่แต่งงาน พวกเขาได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ตอนนั้นเขาได้รับคำสั่งเคลื่อนย้ายกำลังทหาร กำลังเตรียมตัวจะไปจากจวน นางผลัดเปลี่ยนชุดแต่งงานรีบออกมาส่งเขา ก็เห็นคนรับใช้กลุ่มใหญ่รุมล้อมรอบตัวเขาเสียก่อน

เขายืนอยู่อย่างสง่างามสูงเด่นท่ามกลางหมู่คน ปล่อยให้ผู้คนรุมถอดชุดเจ้าบ่าวออกอย่างตั้งอกตั้งใจ เปลี่ยนเป็นสวมชุดเกราะ คลุมทับด้วยเสื้อคลุมกันลม ที่ด้านข้างยังมีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติอีกแถวหนึ่ง บ้างก็ถือดาบ บ้างก็ถือแส้ให้เขา ทุกอย่างไม่ต้องลำบากให้เขาทำเอง รอจนเขาพบเห็นนาง นัยน์ตาดำสนิทกวาดมาบนร่างนางเหมือนดาบอู่โกว* ที่คาดอยู่ตรงเข็มขัด เย่อหยิ่งโอหังแบบผู้มีตำแหน่งสูงส่งอันบริสุทธิ์…

บุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของสกุลซานแห่งลั่วหยางมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ทางเบื้องนอก ลูกหลานตระกูลเก่าแก่ในเมืองหลวงตะวันออกตะวันตกทั้งสองเมืองจำนวนไม่น้อยก็กดข่มประกายอันแหลมคมของเขาเพียงคนเดียวไม่ลง อายุเพียงสิบเจ็ดปีก็สร้างความดีความชอบ สิบแปดปีก็นำทัพแล้ว หลังจากนั้นมาก็ถูกโยกย้ายไปประจำการตามหน่วยรักษาการณ์ทุกแห่ง ถูกมอบหมายให้รับภาระหนักหน่วงครั้งแล้วครั้งเล่า ประสบความสำเร็จไปทุกหนทุกแห่ง

คนข้างนอกล้วนพูดกันว่าเส้นทางในอนาคตของคุณชายใหญ่สกุลซานไร้ขีดจำกัด ในอนาคตจะต้องได้เป็นขุนนางใหญ่คุมชายแดนด้านใดด้านหนึ่งเป็นแน่ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรักษาการณ์ ซึ่งก็คือตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่ว่าการทั่วทั้งภูมิภาค ตอนที่บิดามารดาของนางเลือกเขาให้กับนาง บิดายังเคยพูดอย่างพึงพอใจว่า ‘หยิ่งผยองเทียมฟ้าเช่นนี้ถึงจะคู่ควรกับบุตรสาวที่มีความสามารถเทียมฟ้าของข้าหน่อย’

ตอนที่จ่างซุนเสินหรงแต่งงานกับเขา เขายังเป็นคนที่หยิ่งผยองเทียมฟ้าดังที่เล่าลือกันอยู่เลย แต่ตอนนี้เขาเฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่ชายแดนด้านนี้ เป็นเพียงแค่ผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองของท้องที่เท่านั้น ที่พักซึ่งอย่างมากที่สุดก็เป็นเพียงห้องพักซึ่งแสนจะธรรมดาจนเรียกได้ว่า ‘หยาบๆ’ เช่นนี้ ไม่มีคนมาคอยปรนนิบัติอีกแล้ว และดูเหมือนเขาจะเคยชินมานานแล้วเหมือนกัน

นางค่อยๆ ได้สติกลับมา ก่อนจำได้อย่างชัดเจน เขาต้องกลายเป็นเช่นนี้นับแต่ออกจากบ้านสกุลซานไป เพื่อจะได้ตัดขาดจากนาง เขาปฏิเสธนางก็เพื่อจะได้แยกทางกับนาง ถึงกับไม่เสียดายที่จะทิ้งทุกอย่างที่มี ไม่แปลกที่หลังยอมรับคำสั่งของท่านผู้ว่าการให้มาดูแลนางแล้ว วันนี้กลับไม่โผล่หน้าไปเลย

ในหัวใจของจ่างซุนเสินหรงเหมือนกับมีคมมีดกรีดเฉือนอยู่ที่ใดสักแห่ง สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุด สายตาห่างเหิน “ข้ามาเพื่อเตือนท่าน ที่บอกกับผู้ว่าการจ้าวไว้คือให้ท่านไป”

ซานจงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว รู้สึกว่านางกำลังเอาผู้ว่าการมาข่มทับเขา สีหน้าดูคล้ายยิ้มไม่ยิ้ม “ข้ามีภารกิจยุ่งมากยิ่งนัก ยุ่งเกินกว่าจะปลีกตัวไปได้ ท่านผู้ว่าการเป็นหัวหน้าฝ่ายปกครองของท้องถิ่น ข้าเป็นหัวหน้าฝ่ายการทหารของท้องถิ่น เขาวุ่นวายกับข้าไม่ได้หรอก”

ดังนั้นที่เขาบอกให้นางไปเปลี่ยนคำพูดก็นับว่าเป็นการรักษาหน้าให้นางแล้ว

ในใจของจ่างซุนเสินหรงมีคลื่นโหมกระหน่ำ “ไม่ว่าท่านจะไปหรือว่าไม่ ข้าก็ไม่เห็นว่าจะสำคัญอะไรเลย” นางพูดจบก็หันหลังแล้วเดินจากไปทันที

ตอนนั้นเขาแยกทางกับนางก็ไม่เห็นจะสำคัญอะไร ตอนนี้ก็ไม่เห็นสำคัญเหมือนดังเช่นในอดีตด้วยเหมือนกัน

ซานจงจัดเสื้อผ้าชาวหูจนเรียบร้อย ยืนอยู่อย่างสบายๆ มองดูนางที่เดินออกไปโดยไม่เหลียวหลัง ในใจคิดว่า นี่ไม่ดีเลยสักนิด คนที่ตัดขาดกันไปแล้วก็ควรจะตัดให้ขาดสนิทสิ ข้าไม่คิดจะไปมีความเกี่ยวข้องอะไรอีก แต่พริบตาเดียวเขาก็สังเกตเห็นตงไหลที่กำลังจะไปเช่นกัน

“ช้าก่อน” เขาถาม “มีเจ้าเพียงคนเดียวที่ติดตามนางมาหรือ”

ตงไหลหยุดเท้าตอบว่า “ใช่ขอรับ” แล้วมองเขาอย่างแปลกๆ แวบหนึ่ง จากนั้นค่อยก้าวเท้าไล่ตามนางไปอย่างรวดเร็ว

ซานจงมองไปที่เงาหลังของจ่างซุนเสินหรงอีกครา สีหน้าครุ่นคิดหนัก นางใจกล้าไม่เบา พาคนมาเพียงคนเดียวก็กล้าออกจากเมืองเข้าไปในภูเขา เห็นที่นี่เป็นสถานที่เยี่ยงไรไปแล้ว!

“สืออี!” เขาหันกายไปหยิบดาบอย่างหมดความอดทน “พากองทหารเข้ามา!”

 

จ่างซุนเสินหรงเพิ่งพ้นหน้าประตูใหญ่ของจวนบัญชาการ ขณะกำลังจะจากไป หูสืออีก็นำพลทหารกองหนึ่งไล่ตามออกมา นางเหลือบตามองจากบนหลังม้าแวบหนึ่ง “จะทำอะไร ข้าไม่ได้มาหาคนที่เหลือนอกจากนี้”

หูสืออีได้แต่แค้นที่ตนเองเป็นพวกปากอีกา ไม่ควรไปพูดว่าอิจฉาจางเวยเลย! คราวนี้ดีแล้ว ตนเองก็เลยต้องมาคอยรับใช้นางด้วย! เขาเพียงปิดปากแน่นสนิท แล้วถอยเปิดทางให้

ที่ด้านหลัง ซานจงมือหนึ่งถือดาบโดดขึ้นหลังม้า ออกจากประตูใหญ่ของจวนบัญชาการมา

“ผู้สูงศักดิ์มาที่นี่เที่ยวหนึ่งแล้วก็จะเข้าไปในภูเขา หากประสบอันตราย จวนบัญชาการคงสลัดความรับผิดชอบไม่พ้น” เขาตรงมาที่เบื้องหน้าจ่างซุนเสินหรง ตัวตั้งหลังตรงอยู่บนหลังม้าตัวสูงใหญ่ เปรียบกับนางยังสูงกว่าอีกหนึ่งช่วง “จะส่งเจ้าเข้าไปในภูเขา”

ที่แท้เป็นเช่นนี้ จ่างซุนเสินหรงปรายตามองเขา ในใจครุ่นคิดถึงสองคำนั้นซ้ำไปซ้ำมา ‘ผู้สูงศักดิ์’ นางเบือนหน้าไปแล้วหนีบท้องม้าเบาๆ คราหนึ่ง ชิงขึ้นไปบนถนนก่อน “ส่งพระต้องส่งถึงตะวันตก* ส่งแค่ครึ่งทางข้ายังคงไม่เห็นจะสำคัญอะไร”

ซานจงปล่อยให้นางไปก่อนระยะหนึ่งถึงได้ตามไปอย่างไม่รีบร้อน คิดอย่างขบขันว่า ได้คืบจะเอาศอกให้ได้เลยสินะ

ไม่มีการพูดคุยกันตลอดทาง มีเพียงตงไหลคอยติดตามจ่างซุนเสินหรงอย่างใกล้ชิด กองทหารที่อยู่ด้านหลังเพียงติดตามมาตลอดทางอย่างไม่ช้าไม่เร็วเท่านั้น

จ่างซุนเสินหรงไม่หันกลับไปมองแม้แต่แวบเดียว ต่อให้บางครั้งจะสามารถกวาดตาจากหางตาเห็นชายเสื้อของบุรุษผู้นั้นได้ ก็จงใจจะมองตรงไปเบื้องหน้าเท่านั้น

ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูงมากแล้วตอนที่เข้าสู่ภูเขาอย่างราบรื่น

จ่างซุนเสินหรงไม่หยุดพักเลยแม้แต่น้อย นางพุ่งตรงไปยังพื้นที่เป้าหมาย

ตอนที่เห็นภูเขาดินลูกนั้นอีกนางก็ลงจากหลังม้า พูดกับตงไหลว่า “ไปดูสักหน่อยว่าพี่ชายข้ามาถึงแล้วหรือไม่ บอกให้เขาไปพบกับข้าที่เชิงเขาลูกนั้น”

ตงไหลมองซานจงแวบหนึ่ง มั่นใจว่านางปลอดภัยดีถึงได้รับคำสั่งแล้วไป

ทางด้านนี้ซานจงยกมือขึ้น วาดไม้วาดมือส่งสัญญาณไปทางหูสืออี

นี่เป็นรหัสลับในหน่วยรักษาการณ์ของพวกเขา คนที่อยู่ด้านหลังรับคำสั่ง พาคนกระจายไปยังรอบด้าน เพื่อสำรวจตรวจตราเที่ยวหนึ่งก่อน

ซานจงกระโดดลงจากม้า หันหน้ากลับไปมองก็เห็นจ่างซุนเสินหรงเดินไปข้างหน้าแล้ว

จ่างซุนเสินหรงแค่อยากจะเดินตรงไปที่ภูเขาดินเลย และก็ไม่หวังว่าคนผู้นั้นจะเข้ามาคุ้มครองตนจริงๆ กลับไม่รู้ว่าตนเองเดินอยู่เพียงลำพัง

ใครจะคาดคิดว่าเดินมาไม่เท่าไร เบื้องหน้าก็มีหล่มโคลนปรากฏขึ้นในสายตา คำนวณด้วยสายตาต้องกว้างมากกว่าสามจั้ง* แต่กลับไม่รู้ว่าลึกเท่าไร ดูเหมือนหนองบึงแต่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตรงกลางยังมีก้อนหินโผล่ออกมาประปราย พอจะฝืนทำเป็นทางเดินได้

นางยื่นเท้าข้างหนึ่งออกไปเหยียบๆ รู้สึกว่ามั่นคงจึงวางใจเหยียบลงไป คิดจะข้ามผ่านไป

“เจ้าทำอะไร”

จ่างซุนเสินหรงเงยหน้าขึ้นทันที ซานจงกำลังมองนางมาจากฝั่งตรงข้ามอย่างสงบนิ่ง

นางมองซ้ายมองขวา “ท่านข้ามไปได้อย่างไร”

ซานจงขี่ม้ามาจากช่องแคบอีกด้านหนึ่งตัดทะลุเข้าไปตรงๆ เดิมทีหล่มโคลนนี้ก็คือแนวป้องกันที่จวนบัญชาการของเขาทำเอาไว้ เพื่อใช้ป้องกันพวกนอกด่านฉวยโอกาสบุกรุกเข้ามาในตอนกลางคืน แต่เขาไม่บอก

“ไม่ต้องสนใจว่าข้าข้ามมาได้อย่างไร” เขากอดดาบอยู่ มองที่ใต้เท้าของนางแวบหนึ่ง “เจ้าคิดจะข้ามมาเช่นนี้หรือ ไม่กลัวว่านี่เป็นกับดัก?”

จ่างซุนเสินหรงที่เหยียบย่างออกมาหลายก้าวแล้วหยุดอยู่ที่กลางหล่มมองดูเขาอยู่

ขณะนี้ซานจงถึงได้สังเกตเห็นว่าใต้เสื้อคลุมกันลมของนางที่สวมใส่อยู่คือชุดชาวหูที่สะดวกต่อการเคลื่อนไหว เป็นเสื้อตัวสั้นรัดเอวเข้ารูปทอด้วยไหมปักลวดลายหลากสี ชายเสื้อยาวถึงเพียงแค่หัวเข่า เผยให้เห็นน่องเรียวตรงทั้งคู่ ยามนี้นางดูเกลี้ยงเกลาปราศจากธุลีกลางหล่มโคลนสกปรก ช่างเหมือนกับนกกระเรียนกำลังยืนอยู่ เขามองอีกชั่วขณะก็พูดว่า “ถอยกลับไป”

จ่างซุนเสินหรงไม่ขยับ “ไม่ได้ ข้าต้องข้ามไป”

“พี่ชายของเจ้าน่าจะรออยู่ทางด้านโน้นมากกว่า หากอยากไปพบเขาก็ถอยกลับไป” เขาไม่รู้ว่านางจะดึงดันไปเพื่ออันใด ในภูเขานี้มีกิจธุระใดที่เกี่ยวกับนางกัน

จ่างซุนเสินหรงลูบๆ ช่วงอก ม้วนหนังสือก็สำคัญไม่ต่างไปจากตัวนาง นางเม้มริมฝีปากแล้วเอ่ยปากว่า “ท่านช่วยพาข้าข้ามไปสิ”

ซานจงยิ้มแล้ว “ช่วยไม่ได้หรอก นี่ต้องถึงเนื้อถึงตัว ‘ผู้สูงศักดิ์’ ควรหลีกเลี่ยงคำครหาถึงจะดีที่สุด เจ้ากับข้าไม่ใช่อย่างเมื่อตอนนั้นแล้ว”

ลมภูเขาพัดผ่านข้างหูเป็นระลอกๆ คมมีดที่ทิ่มแทงหัวใจของจ่างซุนเสินหรงโผล่ขึ้นมาอีกแล้ว นางยึดเสื้อคลุมกันลมเอาไว้ พูดใส่เขาอย่างเรียบๆ “ไม่ช่วยก็ช่างเถอะ รอคนอื่นมาก็ได้เหมือนกัน”

นางยังคงไม่ถอย

ซานจงสำรวจดูบรรดาหินเหล่านั้น ข้างใต้นี้มีกลไกที่เหยียบลงไปแล้วถึงจะเกิดเรื่อง ที่นางเหยียบลงไปหลายก้อนนั้นล้วนแต่ไม่เกิดเรื่องเพราะเป็นแค่เหยื่อล่อ แต่ถ้ายังเดินหน้าต่อไปคงจะไม่โชคดีเช่นนั้น ไม่แน่หากไปต่ออีกก้าวหนึ่งก็จะขึ้นมาไม่ได้แล้ว

จ่างซุนเสินหรงไม่มองเขาอีก ด้วยยืนนานเกินไปขาจึงเริ่มแข็งขึ้นมาบ้าง แต่นางยังอดทนอยู่

จู่ๆ ตรงหน้าก็มีเงาคนเข้ามาใกล้อย่างกะทันหัน นางมองไปตามสัญชาตญาณ บุรุษในชุดดำที่ดูเคร่งขรึมยืนอยู่บนก้อนหินตรงหน้า นางเบนสายตามอง “ไม่ใช่อยากจะหลีกเลี่ยงคำครหากับ ‘ผู้สูงศักดิ์’ อย่างข้าหรอกหรือ”

ซานจงไม่ตอบคำ มือหนึ่งขว้างดาบไปที่ริมหล่มโคลน ปลดเข็มขัดรัดเอวออกอย่างไม่รีบไม่ร้อน เข็มขัดที่ทำจากหนังรัดติดกับเสื้อตัวนอกและเกราะที่ใช้ป้องกันช่วงเอว เขาถอดออกมาลองวัดความยาวดู

จ่างซุนเสินหรงเพิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ฉับพลันตรงเอวนางก็ถูกรัดแน่น สายเข็มขัดเส้นนั้นโอบผ่านเอวด้านหลังของนาง ก่อนดึงกลับไปคราหนึ่ง นางหันรกายกลับไป ก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เท้าเหยียบลงบนก้อนหินที่มีเขาอยู่ จนใบหน้าแนบชิดติดกับอกของเขา

ซานจงไม่ได้ใช้มือ แต่ใช้วิธีการนี้ลากนางเข้าไป

หัวใจของจ่างซุนเสินหรงพลันเต้นรัวเร็วขึ้นมาทันที คว้าจับไปที่สาบเสื้อของเขาอย่างไม่รู้ตัว พอเงยหน้าขึ้นอย่างแตกตื่น ก็สบเข้ากับดวงตาที่ลึกล้ำดำมืดของเขา ริมฝีปากของเขามีรอยยิ้มที่ชั่วร้ายยิ่งนัก

“ยกให้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ต่อไปเมื่ออยู่ในเขตพื้นที่ของข้า เจ้าต้องเชื่อฟังหน่อยล่ะ”

บทที่ 8

จ่างซุนซิ่นเร่งรุดมาตามเส้นทางริมลำธารในครั้งก่อนนั้นกลับราบรื่นดี ตอนที่มาถึงเชิงภูเขาดินลูกนั้นก็มองเห็นเงาร่างของน้องสาวในทันที

จ่างซุนเสินหรงนั่งยองๆ อยู่ข้างต้นไม้ต้นหนึ่งโดยไม่ขยับไม่เขยื้อน ในมือถือม้วนหนังสือเอาไว้

เขานึกว่านางค้นพบอะไรเข้าแล้ว จึงรีบเดินเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว กลับพบว่าใบหน้าของนางดูนิ่งมาก และไม่ได้กำลังอ่านหนังสืออยู่สักนิด แต่ไม่รู้ว่ากำลังเหม่อคิดเรื่องใด กำลังจะออกปากถามจ่างซุนเสินหรงก็เงยหน้าขึ้นเห็นเขาแล้ว สายตากะพริบวิบวับ

จ่างซุนซิ่นเห็นลักษณะของนางเหมือนกับเห็นเขาเป็นคนอื่นไปแล้ว จึงถามอย่างรู้ใจกันว่า “ได้ยินตงไหลบอกว่าซานจงยังคงคุ้มกันเจ้ามาส่ง แล้วเขาเล่า”

“ทางด้านโน้น” จ่างซุนเสินหรงชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง

นางรออยู่ที่นี่ได้สักพักหนึ่งแล้ว เมื่อครู่ตอนที่ถูกซานจงใช้เข็มขัดเส้นหนึ่งลากมาจนถึงตรงเบื้องหน้านั้น นางแนบชิดติดอยู่กับด้านหน้าตัวเขา ทันทีที่มองเห็นไหล่บ่ากว้างใหญ่ของเขา ไม่รู้เหตุใดนางถึงหวนกลับไปคิดถึงฝันที่เคยเกิดขึ้นในตอนที่เดินทางมานั้นทันที

ชั่วพริบตานั้นแผ่นอกของเขาเหมือนกับจะร้อนลวกขึ้นมา ภาพของบ่ากว้างเอวแข็งแรงของบุรุษกับภาพในฝันซ้อนทับกัน ยิ่งหวนนึกถึงหัวใจก็ยิ่งเหมือนจะกระโดดพรวดออกมา นางเกือบจะถอยแล้ว กลับถูกเขาใช้เข็มขัดรัดจนร่างแนบชิดมากเข้าไปอีก

‘ถ้ายังเคลื่อนไหววุ่นวายอีก เจ้ากับข้าคงต้องลงไปด้วยกันแล้ว’ เขาส่งเสียงเตือน

ท้ายที่สุดจ่างซุนเสินหรงก็ดึงเข็มขัดของเขาเอาไว้ แล้วถูกเขาพาลากผ่านหล่มโคลนนั้นไปได้ พอหยุดลงนางก็คลายมือแล้วเดินถอยออกมา จากหางตาเห็นเขาที่อยู่ด้านหลังมองนางอยู่พลางผูกเข็มขัดกลับไปด้วย

“พี่”

จ่างซุนซิ่นเพิ่งมองไป ‘ทางด้านโน้น’ พลันได้ยินนางร้องเรียกตนด้วยน้ำเสียงจริงจัง จึงหันกลับมาทันที “มีอะไรหรือ”

นับจากเมื่อครู่จ่างซุนเสินหรงก็กำลังคิดถึงเรื่องหนึ่งอยู่ “ท่านว่าที่เวลานี้เขาเป็นเช่นนี้ จะเคยสำนึกเสียใจบ้างหรือไม่”

จ่างซุนซิ่นรู้ว่านางกำลังถามถึงเรื่องอะไร ถึงแม้คนแซ่ซานจะไม่มีวงศ์ตระกูลทรงอำนาจหนุนหลัง ไม่โด่งดังมีหน้ามีตาเหมือนกับเมื่อก่อน ก็ยังดูไม่ออกว่าจะมีท่าทางสำนึกเสียใจตรงที่ใด แต่บรรพชนน้อยของบ้านเขาถามมาแล้ว เขาจึงตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “นั่นต้องแน่นอน ข้ามั่นใจว่ากลางดึกตอนที่เขาฝันจะต้องนึกถึงอยู่บ่อยๆ แน่ ต้องสำนึกผิดจนน้ำตานองติดผ้าห่มเชียวล่ะ!”

ครั้นจ่างซุนเสินหรงได้ยินก็รู้ว่าเขาเพียงปลอบใจตนเท่านั้น จึงมองเขาอย่างหงุดหงิดแวบหนึ่งแล้วทำเหมือนไม่เคยถามมาก่อน

ผ่านไปชั่วประเดี๋ยว จู่ๆ นางก็พูดว่า “ข้าอยากเห็นเขาสำนึกเสียใจ”

จ่างซุนซิ่นอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นในใจก็กระจ่างแจ้งดุจคันฉ่อง

จ่างซุนเสินหรงไม่ใช่คนทั่วๆ ไป นับแต่เล็กจนโตล้วนได้รับความรักใคร่เอ็นดูเต็มเปี่ยมมาตลอด ทั้งยังมีพรสวรรค์เหนือผู้คน ได้รับความสนใจเอาใจใส่อย่างที่สุดประหนึ่งเมฆที่ลอยสูงอยู่บนฟ้า ไม่เคยมีใครสร้างความล้มเหลวให้นางมาก่อน…นอกจากซานจง เขาเป็นคนเดียวที่กล้ากระชากนางจากหมู่เมฆลงมา ปากนางบอกว่าไม่สนใจ แต่ไหนเลยจะไม่สนใจได้จริงๆ นอกจากนี้ซานจงยังคงไม่ปล่อยให้นางได้สมปรารถนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จวบจนบัดนี้ก็ยังคงยั่วยุนางอยู่ตลอด

จ่างซุนซิ่นพลันสงสัยว่าพวกเขาสองคนเมื่อครู่นี้ใช่เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่นี่อีกแล้วหรือไม่ เขาคิดแล้วคิดอีก จึงถามขึ้น “ถึงทำให้เขาสำนึกเสียใจได้จริง แล้วจะอย่างไรหรือ” เกือบจะพูดออกไปแล้วว่า ‘ยังจะสามารถสานชะตาสืบต่อไปกับเขาได้สำเร็จหรือไร’

ความคิดของจ่างซุนเสินหรงลอยวนเวียน กระแสคลื่นในดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย นางยิ้มอย่างนุ่มนวล “เมื่อถึงเวลานั้นจริงแล้วเป็นอย่างที่ท่านพูด ที่ว่าจะไปประสบกับฤดูวสันต์อีกครั้ง ข้าค่อยหาบุรุษที่ดีกว่าเขาร้อยเท่าพันเท่าแต่งงานอีกทีแล้วกัน” บุรุษในฝันผู้นั้นจะต้องไม่ใช่เขาอย่างเด็ดขาด

นางลุกขึ้นยืน มือหนึ่งลูบๆ จอนผม กลับมาเป็นจ่างซุนเสินหรงที่มีจิตใจฮึกเหิมคนนั้นอีกครั้ง

 

ซานจงยืนพิงต้นไม้อยู่

ด้านหนึ่งคือหูสืออีที่เพิ่งกลับหลังจากลาดตระเวนบริเวณใกล้เคียงเสร็จ กับจางเวยที่คุ้มครองส่งจ่างซุนซิ่นมา

“เหตุใดท่านหัวหน้าถึงมาเองแล้วเล่า” จางเวยแอบถามหูสืออี

หูสืออีกระซิบ “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรกัน คุณหนูเอาแต่ใจตัวผู้นั้นไปที่จวนบัญชาการเที่ยวหนึ่ง เขาก็มาเลย”

หือ? จางเวยมองไปทางด้านนั้นด้วยสีหน้าสงสัยยิ่งยวด

ชั่วขณะนั้นซานจงก็กวักมือเรียกมาทางพวกเขา

ทั้งสองคนรีบหุบปากแล้วเดินเข้าไป

“มีอะไรหรือ ท่านหัวหน้า”

ซานจงเอ่ยว่า “แจ้งพวกด่านสกัดทั้งหมดที่พวกเราจัดทำไว้ที่เชิงเขาลูกนี้ให้พวกเขาทราบหน่อย”

หูสืออีมองไปที่จางเวย ยังไม่ส่งเสียงอะไร อยู่ๆ ก็มีเสียงสตรีดังมาจากด้านหลัง “ท่านพูดกับข้าเองก็ไม่เห็นเป็นไร”

ซานจงหันกลับไป จ่างซุนเสินหรงยืนอยู่ที่ข้างหลังนี้เอง เขามองประเมินนาง เห็นสีหน้านางดูสงบนิ่ง ที่วิ่งเสียเร็วก่อนหน้านี้กลับไม่มีแล้ว

“เช่นนั้นก็ให้พวกเขาแจ้งแก่พี่ชายท่านแล้วกัน” ได้ยินน้ำเสียงที่นางพูด ซานจงค่อนข้างรู้สึกว่าคนที่เป็นเจ้านายของที่นี่ก็คือนางแล้ว

“ใครยังจะรู้แจ่มแจ้งได้เหมือนท่าน” จ่างซุนเสินหรงเลิกคิ้วใส่เขาเล็กน้อย เหมือนกับกำลังเตือนสติเขาว่าก่อนหน้านี้ผู้ใดกันที่เป็นคนพานางผ่านไปที่หล่มโคลนนั่น

ซานจงพลันค้นพบว่าดวงตาของนางฉายแววฉลาดเฉลียวอย่างน่าทึ่ง นัยน์ตาทั้งดำทั้งเป็นประกาย เมื่อครู่นี้ตอนที่นางแนบชิดอยู่ตรงเบื้องหน้าร่างกายของเขา ที่มองดูเขาก็คือดวงตาคู่ที่เหมือนกันเช่นนี้เอง

ระหว่างที่พูดกันอยู่ จ่างซุนซิ่นก็มาถึงตรงหน้าแล้ว

ในบรรดาลูกหลานตระกูลใหญ่เขาเคยค่อนข้างมีชื่อเสียงเนื่องจากความสามารถของตระกูล ลั่วหยางมีสกุลซานและสกุลชุย ฉางอันมีสกุลจ่างซุนและสกุลเผย พวกเขาซึ่งเป็นลูกหลานตระกูลเก่าแก่เหล่านี้มีอยู่ไม่น้อยที่ตอนยังหนุ่มเคยถูกคนข้างนอกจับมาเปรียบเทียบกัน

ซานจงโดดเด่นสะดุดตาที่สุด ถูกเปรียบเทียบบ่อยที่สุด จ่างซุนซิ่นก็มีบางส่วนถูกนำไปเปรียบเทียบในทำนองเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ จนกระทั่งต่อมาอีกฝ่ายกลายมาเป็นสามีของน้องสาว ต่อจากนั้นอีกซานจงกับน้องสาวแยกทางกันแล้วก็เหมือนกับหายสาบสูญไปโดยไร้ร่องรอย ไม่มีข่าวคราวใดๆ อีกเลย เวลานี้สภาพการณ์เปลี่ยนแปลง ศักดิ์ฐานะเปลี่ยนไป เมื่อต้องประจันหน้ากันก็เพิ่มความลึกลับเปราะบางขึ้นอีกมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงประโยคนั้นของน้องสาวตนที่เพิ่งได้ยินไป

คราวนี้จ่างซุนซิ่นไม่วางท่าเป็นขุนนางอีกแล้ว ราวกับไม่เคยด่าว่าซานจงสายตาไม่ดีมาก่อน เขาเอามือไพล่หลัง ช่วยสนับสนุนคำพูดน้องสาวสุดที่รัก “ต้องขอบคุณท่านผู้บัญชาการซาน บอกกับอาหรงหรือบอกกับข้าก็เหมือนกัน”

ซานจงมองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็มองจ่างซุนเสินหรงอีกทีแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงหยิบแผนที่ออกมาจากอกเสื้อแล้วสะบัดคลี่ออก

จ่างซุนเสินหรงก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว ดึงมุมหนึ่งของแผนที่ขึ้นมา

เขายกมือชี้ไปที่บริเวณโดยรอบสามด้านท่ามกลางภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งก็คือภูเขาดินที่อยู่ตรงเบื้องหน้านี้เอง แต่ในแผนที่ทางการทหารของเขาแผ่นนี้ระบุชื่อเอาไว้ว่า ‘เขาวั่งจี้’

ทั้งสองคนยืนเคียงข้างอยู่ด้วยกัน หูสืออีกับจางเวยที่อยู่อีกด้านหนึ่งมองไปมองมาก็เข้ามายืนชิดกันโดยไม่รู้ตัว

หูสืออี “เหตุใดข้าดูแล้วท่านหัวหน้ากับคุณหนูเอาแต่ใจตัวผู้นี้ยืนอยู่ด้วยกันแล้วช่าง…”

จางเวยกระซิบเสียงเบา “เหมาะสมกัน? ข้าก็รู้สึกอย่างนั้น”

หูสืออีลอบอุทานในใจว่าประหลาด ถึงแม้คุณหนูผู้เอาแต่ใจตัวจะเจ้าอารมณ์และหยิ่งยโส ยากจะรับมือได้ แต่ในความเป็นจริงก็เป็นสาวงามที่ยากจะพานพบ ซานจงยิ่งไม่ต้องพูดถึง บรรดาอันธพาลเก่าอย่างพวกเขาทั้งกลุ่มล้วนรู้สึกว่าหัวหน้าของพวกเขาหล่อเหลาสง่างามมาก เมื่อสองคนนี้มาอยู่ร่วมกันแล้วช่างสะดุดตาผู้คนเหลือเกิน

นิ้วมือของซานจงชี้ไปบนแผนที่แค่สามตำแหน่งเท่านั้น พอหันมองจ่างซุนเสินหรง นางก็ไม่ได้ดูแผนที่แล้ว แต่กำลังดูม้วนหนังสือที่อยู่ในมือนาง หลังกวาดตามองอย่างรวดเร็วเพียงแวบเดียวก็ม้วนเก็บกลับไป

ตอนที่ม้วนหนังสือนั้นถูกเก็บเข้าไปในถุงผ้าปักลาย ชื่อของหนังสือตรงหัวม้วน ‘หลักสตรี’ ก็ผ่านหน้าเขาไปแวบหนึ่ง ปกตินางอ่านของอย่างนี้ด้วยหรือ เขาอดมองจ่างซุนเสินหรงอีกแวบหนึ่งไม่ได้

“ข้าจำได้แล้ว” นางพูดหลังจากเก็บม้วนหนังสือแล้ว

“จริงหรือ” เขาสงสัยว่านางคงจะไม่ได้ดูอย่างละเอียดเป็นแน่

“แน่นอน ชัดเจนแจ่มแจ้ง” เมื่อครู่นี้นางดูม้วนหนังสือไปก็เพื่อจะแสดงจุดยืนในการตอบโต้สักหน่อยเท่านั้นเอง

ซานจงฟังแล้วก็ยิ้มอย่างเกียจคร้าน แล้วแต่นางเถอะ ถึงเวลาก็อย่าไปติดอยู่ในที่ใดสักที่จนต้องร้องให้คนมาช่วยได้ก็จะดี

ไหนเลยจะรู้ว่าประโยคถัดมาของนางจะพูดว่า “ต่อให้จำไม่ได้ก็ไปหาท่านอีกได้นี่”

เขาหุบยิ้มทันที ครั้นช้อนตาขึ้นมองไปก็เห็นนางเดินไปทางจ่างซุนซิ่นแล้ว ราวกับประโยคเมื่อครู่นั้นไม่ใช่นางเป็นผู้พูด กระทั่งจะมองเขาสักแวบก็ไม่มี

จ่างซุนซิ่นนำหน้าพาผู้คนทั้งหมดเดินลึกเข้าไปในเขาวั่งจี้

จางเวยถึงอย่างไรก็ต้องคุ้มครองพวกเขาอยู่ จึงจ้องตรงไปที่พวกเขาแล้วก็สงสัย “หรือว่ารองเสนาบดีจ่างซุนท่านนี้คิดว่าในเขาลูกนี้มีแร่อยู่หรือ”

หูสืออีที่เพิ่งจะระงับความรู้สึกนึกคิดแปลกๆ เมื่อครู่นี้ไปปฏิเสธทันควัน “ล้อเล่นแล้ว สถานที่นี้พวกเราอยู่มาสามปี ถ้าจะมีอะไรก็คงค้นพบไปนานแล้วล่ะ”

ซานจงถือดาบผ่านมาทางด้านข้าง กวาดตามองเขาแวบหนึ่ง “มีความสามารถถึงเพียงนี้เชียว? เปลี่ยนให้เจ้าไปอยู่กรมโยธาดีหรือไม่”

หูสืออีสะดุ้งเฮือก ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไร แต่ขออย่าได้รู้เรื่องที่พวกเขาเพิ่งจะซุบซิบนินทาระหว่างเขากับคุณหนูเอาแต่ใจตัวผู้นั้นถึงจะดี

“ท่านหัวหน้า ท่านดูสิ” เขาทำปากยื่นไปทางจ่างซุนเสินหรง “หรือท่านเชื่อว่าทางด้านนั้นมีแร่”

ซานจงมองไปทางคณะนั้นอีกครั้ง ที่สะดุดตาที่สุดยังคงเป็นจ่างซุนเสินหรง เดิมจ่างซุนซิ่นนำอยู่หน้าขบวน ทว่าตอนนี้กลับเดินอยู่ข้างหลังนางไปแล้ว

เขามองแล้วมองอีก และก็ค้นพบเรื่องน่าประหลาดว่าไม่เพียงแค่จ่างซุนซิ่น แม้แต่คนอื่นๆ ทั้งหมดก็ล้วนเดินตามหลังนางอยู่

ลมภูเขาพัดเสื้อคลุมของนางปลิวขึ้น นางเดินอยู่ที่เชิงเขาอย่างช้าๆ สองตาสอดส่ายมองไปรอบด้านเที่ยวหนึ่ง

“ลักษณะของภูเขาตั้งอยู่ทางเหนือ เอียงไปทางตะวันออก เป็นมุมลาดเอียงยาวออกไปร้อยจั้ง ที่ด้านหลังของมันน่าจะต้องมีแม่น้ำอยู่” มือหนึ่งของนางวาดไปตามแนวลักษณะภูเขาออกมาเป็นเส้นเส้นหนึ่ง ลากลงมาจนสุด

เพิ่งพูดขาดคำ ตงไหลที่พาคนไปสองคนก็เร่งฝีเท้ากลับมาจากที่ไกลๆ มาถึงก็ก้มศีรษะลงรายงานว่า “ประมุขน้อย มุมตะวันออกของภูเขามีแม่น้ำขอรับ”

จ่างซุนซิ่นระบายลมหายใจเฮือก ยิ้มพลางพูดว่า “ตรงหมดเลย”

คำชี้แนะทั้งหมดที่ทิ้งไว้ให้พวกเขาในม้วนหนังสือที่ตกทอดมาจากบรรพชนนั้น ล้วนใช้ประโยชน์จากทางเดินของแม่น้ำ ภูเขา หนองบึงต่างๆ เวลานี้นางสามารถนำมันมาเปรียบเทียบกับสถานที่นี้ได้โดยไม่มีผิดพลาดแม้แต่ตัวอักษรเดียว เช่นนั้นที่นี่ต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน

สีหน้าจ่างซุนเสินหรงก็ผ่อนคลายลงเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน “เก็บรวบรวมลักษณ์เถอะ”

สำรวจภูมิลักษณ์ ที่สำรวจก็คือลักษณะภูมิประเทศของขุนเขาและแม่น้ำเพื่อเก็บรวบรวมลักษณ์ ที่เก็บรวบรวมแน่นอนว่าย่อมต้องเป็นสิ่งที่โผล่ออกมาเป็นรูปลักษณ์ให้เห็นของภูมิประเทศในสถานที่แห่งนี้

ตงไหลพาคนตามขึ้นมาจนทัน

จ่างซุนเสินหรงเดินๆ หยุดๆ ไปทางแม่น้ำที่อยู่ด้านตะวันออกของภูเขาตลอดทาง บางครั้งที่หยุดลงก็จะใช้ปลายเท้าแตะๆ ลงบนพื้นดินสองที บางครั้งที่แตะก็เป็นหินก้อนหนึ่ง บางครั้งก็เป็นหญ้ากอหนึ่ง

ตงไหลก็จะพาคนมาเก็บสิ่งเหล่านี้แล้วเอาติดตัวไปด้วย

การเก็บทั้งหมดกินเวลาเนิ่นนาน รอจนจ่างซุนเสินหรงเสร็จสิ้นภารกิจเวลาก็ล่วงเลยมามากแล้ว นางเดินกลับพลางกวาดตามองแต่ไกลจากทิศทางที่มากลับไม่เห็นซานจง

หูสืออีกับจางเวยรออยู่ที่เดิมอย่างน้อยสองชั่วยามแล้ว ถึงเห็นคนคณะนั้นกลับมา

องครักษ์ที่ติดตามเหล่านั้นนำสิ่งของออกมาด้วย ในมือแต่ละคนถือกระสอบผ้าอยู่ พวกเขาเองก็ไม่เคยเห็นการขุดหาแร่มาก่อน จึงมองหน้ากันอย่างงุนงง ต่างรู้สึกว่าแปลกใหม่

จ่างซุนเสินหรงยังคงเดินอยู่หน้าสุด เมื่อมาถึงเบื้องหน้าพวกหูสืออี ตงไหลก็จูงม้าของนางมา นางขึ้นนั่งบนหลังม้าแล้วพูดอย่างไม่แยแสนักว่า “มีแต่พวกเจ้าสองคนหรือ”

หูสืออีตอบว่า “ขอรับ มีแค่พวกเราอยู่สองคน” ในใจกลับกำลังคิดว่า สองคนนำกำลังพลมาสองหน่วยคอยคุ้มกันที่นี่ก็ยังไม่พอใจอีก? นี่ไม่ใช่คุณหนูเอาแต่ใจตัวทั่วไปแล้ว แต่เป็นคนที่สวรรค์เบื้องบนก็ยังต้องเอาใจต่างหาก!

จางเวยค่อนข้างจะสัตย์ซื่อตรงไปตรงมากว่า ตอบอย่างละเอียด “ท่านหัวหน้าไปลาดตระเวนที่ด่านแล้ว เขาบอกว่าที่นี่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา เขาคิดจะไปก็ไปได้เลย”

ระหว่างที่พูดจางเวยก็หวนนึกถึงภาพของซานจงตอนก่อนที่จะไป อันที่จริงในตอนนั้นท่านหัวหน้ามองดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาในภูเขาอยู่ตั้งนาน สุดท้ายตอนจะไปปากยังพึมพำอยู่ประโยคหนึ่งว่า… ‘น่าสนใจ’

จางเวยไม่รู้เลยว่าซานจงกำลังพูดถึงอะไรว่าน่าสนใจ เรื่องเหล่านี้ยิ่งไม่น่าจะบอกให้กับสตรีผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ทราบ

จ่างซุนเสินหรงคว้าบังเหียนม้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยเย็นชา จู่ๆ นางก็นึกถึงการตัดสินใจของตนเองขึ้นมา จึงอดเผยรอยยิ้มเล็กน้อยออกมาไม่ได้

ไปก็ไปสิ วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล เขาวิ่งหนีไม่สำเร็จหรอก

 

เชิงอรรถ

* ดาบอู่โกว คือดาบสัมฤทธิ์ทรงโค้งชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นที่เขตอู่ในสมัยชุนชิว ปัจจุบันคือเมืองซูโจวที่อยู่ในมณฑลเจียงซู ตามตำนานกล่าวไว้ว่าดาบอู่โกวเป็นดาบที่ความยาวประมาณ 1 เมตร คมดาบเหมือนใบหลิว มีความคม เหมาะสำหรับการฟัน ชาวจีนโบราณในยุคหลังพรรณนาถึงดาบอู่โกวว่าเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องแผ่นดินรักษาชายแดน ในที่นี้หมายถึงความมีพลัง

* จั้ง มาตราวัดความยาวที่มาตั้งแต่สมัยโบราณของจีน ซึ่งความยาวสุทธิของ 1 จั้ง แต่ละพื้นที่จะไม่ตรงกัน ปัจจุบันที่จีนแผ่นดินใหญ่ 1 จั้ง เท่ากับ 3.33 เมตร ที่ไต้หวันจะเท่ากับ 3.03 เมตร

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 .. 65  เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: