X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 150

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 150

ติงไป๋หยาไม่ลืมภาพเหตุการณ์ตอนเขาได้พบกับพระชายาติ้งอ๋องเป็นครั้งแรก

ปีนั้นเป็นปีที่หกที่เขามาถึงฉางอัน

เขาก็ไม่ต่างจากผู้เข้าสอบเคอจวี่ทั่วทั้งใต้หล้าที่มีจำนวนนับไม่ถ้วนดุจปลาจี้ว่ายข้ามแม่น้ำ เขามาจากตระกูลขุนนางที่สูญเสียความรุ่งโรจน์ในอดีต แบกสัมภาระและปณิธานความมุ่งมั่นมาเพียงลำพัง มีความฝัน ‘บนลานทอง ด้วยสำนึกในพระเมตตาและไว้วางใจขององค์เหนือหัว จะถือกระบี่อวี้หลงพลีชีพเพื่อพระองค์’* อยู่ในใจ เดินทางรอนแรมมาถึงเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งไม่มีสองแห่งนี้

การเกิดมาในยุคที่เจริญรุ่งเรืองเช่นในอดีตเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายของเขา เขามีความปราดเปรื่องเหนือผู้คน แต่ในยุคที่เจริญรุ่งเรืองเช่นนั้น ใต้หล้าไม่ได้ขาดแคลนคนที่มีความสามารถเช่นเดียวกับเขา หรือกระทั่งยังมีคนที่มีความสามารถและภูมิหลังลึกล้ำยิ่งกว่า และต่างก็มีความคิดเช่นเดียวกัน หลั่งไหลมาจากทั่วสี่ทิศแปดทางสู่ใจกลางของแคว้นอย่างไม่ขาดสาย

ทุกคนต่างปรารถนาจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จและภาคภูมิใจที่ได้มีชื่อถูกจารึกอยู่บนเจดีย์ห่านป่า

ปีแล้วปีเล่า ผู้เป็นปลาหลี่กระโดดข้ามประตูมังกร ล้วนไม่ใช่เขา

จากอายุสิบหกถึงอายุยี่สิบสองปี เด็กหนุ่มผู้เคยหยิ่งยโสโอหังด้วยถือดีว่ามีความรู้ความสามารถได้ถูกลับคมจนหมดสิ้นบนหินลับมีดแห่งฉางอัน

ครั้งหนึ่งด้วยความบังเอิญเขาได้ทราบจากปากของขุนนางด้านการศึกษาในเมืองฉางอันซึ่งชื่นชมเขา ที่แท้ตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อนตอนเขาเข้าสอบเคอจวี่เป็นปีที่สองก็มีชื่อบนแผ่นประกาศแล้ว ทว่าเนื่องจากก่อนหน้านี้บทความที่เขาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ปัจจุบันอย่างรุนแรงและชี้ให้เห็นถึงภัยพิบัติซึ่งซ่อนแฝงอยู่ของบ้านเมืองได้เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้โอรสสวรรค์ตื่นตระหนก หลังจากพระองค์อ่านแล้วก็ได้ทิ้งคำวิจารณ์ไว้ว่า ‘เจ้าหนุ่มนี่บ้าระห่ำ ไม่อาจนำมาใช้งานเด็ดขาด’ เขาจึงถูกถอดชื่อออก หลังจากนั้นหลายปีขอเพียงเห็นชื่อของเขา ขุนนางผู้คุมสอบก็จะดึงกระดาษคำตอบของเขาออก ไม่นำมาพิจารณา

นับแต่นั้นเขาก็นิ่งเงียบลง เริ่มทุ่มเทจิตใจส่วนใหญ่ไปที่พู่กันวาดภาพ เขาพักอาศัยอยู่ที่วัดชิงหลงเป็นเวลาหลายปี เล่าเรียนอย่างหนักแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในตัวไม่มีสิ่งของมีค่าใด เจ้าอาวาสชื่นชมความรู้ความสามารถของเขา ไม่เคยละเลยที่จะจัดหาอาหารเจให้ แต่เขารู้ตัวดี เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง ดังนั้นพู่กันที่เคยใช้เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจจึงกลายเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพ เขากลายมาเป็นช่างวาดภาพด้วยเหตุนี้

เขาได้พบกับพระชายาติ้งอ๋องในงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดที่ท่านอ๋องผู้เป็นเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งจัดให้กับมารดาของตน ตอนนั้นนางเพิ่งสมรสได้ไม่นาน อายุยังน้อยรูปโฉมงดงาม ดวงตาสดใส ผมดำเงางาม รูปโฉมสติปัญญาเป็นหนึ่งไม่มีสอง เขาเป็นหนึ่งในจิตรกรหลายคนที่ถูกจ้างมาวาดภาพเพื่อสร้างความสำราญแก่เหล่าสตรีชั้นสูงที่มาร่วมงานเลี้ยง ได้พบหน้ากันไกลๆ ครั้งหนึ่ง เขารู้สึกว่าตนฐานะต่ำต้อย ไหนเลยจะกล้ามองมาก

ในห้องโถงงดงาม ท่ามกลางงานเลี้ยงอันหรูหราเหล่าสตรีสูงศักดิ์ต่างเพลิดเพลินสนุกสนานอยู่ในสวนที่กั้นด้วยม่าน นอกกระโจมจัดเลี้ยงเขาโน้มตัวอยู่บนโต๊ะ เหนือศีรษะมีแสงแดดร้อนแรงในเดือนเจ็ด วาดภาพจนเหงื่อชุ่มแผ่นหลัง เหล่าจิตรกรวาดภาพตามฤดูกาล แต่ละภาพจะมีบ่าวรับใช้นำเข้ามาในงานเลี้ยงเพื่อให้เหล่าสตรีสูงศักดิ์ได้ชื่นชม

ตะวันตกดินงานเลี้ยงสิ้นสุดลง ผู้คนแยกย้ายกันไป ตอนจะจากไปเขาเห็นภาพวาดของตนเองถูกทิ้งไว้บนพื้นท่ามกลางถ้วยชามที่วางระเกะระกะ บนภาพมีคราบสุรา เต็มไปด้วยรอยเท้าเปื้อนโคลนประทับอยู่

เขาไม่ได้หยุดลง เดินผ่านไปทางด้านข้างเงียบๆ ออกจากสถานที่จัดงานเลี้ยง เขาทั้งหิวและกระหายน้ำ เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียยิ่ง กำลังจะเร่งฝีเท้ากลับไป พลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลังและมีคนเรียกเขาไว้

สาวใช้คนหนึ่งถือจานใส่ลูกอิงเถาเดินมา ยิ้มแล้วบอกว่าพระชายาติ้งอ๋องประทานให้

‘ท่านคือติงไป๋หยาใช่หรือไม่ พระชายากล่าวว่าเมื่อก่อนเคยอ่านความเรียงของท่าน คิดไม่ถึงว่าท่านยังวาดภาพได้ดี เสียดายวันนี้นางเป็นแขก ไม่สะดวกจะรั้งอยู่ให้วาดภาพ นี่เป็นของขวัญที่พระชายาประทานให้ท่าน ล้างสะอาดแล้ว’

สาวใช้มอบอิงเถาจานนั้นให้

อิงเถาสีแดงสดลูกอวบกลมวางเรียงอยู่บนจานงาช้างแกะสลัก ดุจอัญมณีสีสันงดงามเป็นเม็ดๆ ส่งประกายระยิบระยับขณะกลิ้งไปมา

บิดาของพระชายาอินเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักศึกษาหลวง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์แห่งหอหงเหวิน แต่เกษียณอายุและล้มป่วยเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน ติงไป๋หยาเข้าสอบเคอจวี่มาหลายปี จะไม่รู้จักชื่อเสียงของคนผู้นี้ได้อย่างไร

วันนั้นขุนนางด้านการศึกษาผู้นั้นก็เคยเอ่ยกับเขา การเกษียณอายุของหัวหน้าอินมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเรียงที่เขาเขียนไว้บทนั้นอยู่หลายส่วน หัวหน้าอินได้ยื่นหนังสือกราบทูลชี้แนะทัดทานฮ่องเต้ บอกว่าทัศนะของปัญญาชนแม้จะมีอคติ แต่ก็แสดงความสามารถออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ยิ่งเห็นถึงจิตใจที่มุ่งมั่นจะตอบแทนบ้านเมือง หวังว่าฮ่องเต้จะไม่ทรงเห็นแต่ข้อเสียและตัดวิถีทางที่จะก้าวไปเป็นขุนนางของปัญญาชน ทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย หลังจากนั้นไม่นานหัวหน้าอินก็ลาออกเกษียณอายุและล้มป่วยเสียชีวิตในปีถัดมา

ยามนั้นยังมีสตรีสูงศักดิ์จำนวนหนึ่งสนทนากันอยู่บริเวณพุ่มไม้ดอกไม้ยังไม่กลับไป พระชายาติ้งอ๋องก็อยู่ในกลุ่มนั้น

ติงไป๋หยาเหมือนเพิ่งตื่นขึ้นจากความฝัน หันหน้ามองไปไกลๆ จึงเห็นนางก็หันมองมา ยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้าให้เขา

เขานิ่งงันไป แล้วสาวใช้ก็เรียกให้ตื่นจากภวังค์ เขาจึงรีบม้วนแขนเสื้อขึ้น รับจานใส่ลูกอิงเถามา

ผลไม้แช่เย็นมาแล้ว กว่าเขาจะหิ้วกลับมาถึงที่พักความเย็นก็หายไปหมด แต่ในคืนฤดูร้อนที่อบอ้าวเช่นนั้น เมื่อเขาหยิบขึ้นมาใส่ปากลูกหนึ่งก็ยังคงเย็นสดชื่นอยู่ ทั้งทิ้งความหวานไว้ในปากเป็นนานไม่จางหาย

นี่เป็นอาหารที่หวานชุ่มคอที่สุดเพียงหนึ่งเดียวที่ติงไป๋หยาเคยลิ้มลองมาในชีวิต

ภายหลังเขาหมดความสนใจในชื่อเสียงลาภยศ หันมามุ่งมั่นกับการวาดภาพ ทำให้เข้าตาเยี่ยจงหลีและรับเขาเป็นลูกศิษย์ ภาพวาดของเขาและบุคลิกลักษณะอันมีเสน่ห์ของเขาทั้งสองด้านล้วนได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยม เขาเริ่มได้รับความชื่นชอบจากเหล่าสตรีชั้นสูง

ตอนแรกเขาไม่เสแสร้งปกปิดท่าทีใด ทว่าอาจเพราะมีเพียงสายตาของเขาที่จับจ้องไปยังสตรีผู้นั้นดูเร่าร้อนเกินไป แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจควบคุมได้ หลังจากวาดภาพชมแมวซึ่งเป็นภาพนางกับบุตรสาวสุดที่รักกำลังเล่นกับแมวปอซือตัวหนึ่ง ข่าวลือเกี่ยวกับเขาและนางก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง แม้แต่เรื่องในอดีตที่บิดานางเคยพูดปกป้องเขาเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ในปีนั้นก็กลายเป็นหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของเขากับสตรีผู้นั้น

เขารู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงอย่างมากและตำหนิตนเอง นับจากนั้นขอเพียงสถานที่นั้นมีนางอยู่ เขาก็จะไม่ปรากฏตัว ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มไปมาหาสู่กับเหล่าสตรีชั้นสูง แม้กระทั่งร่วมเดินทางและพักอยู่ด้วยกัน ชื่อเสียงของเขายิ่งโด่งดังมากขึ้น หวังไทเฮาระบุให้เขาวาดภาพเหมือนของนาง นางข้าหลวงวัยกลางคนข้างกายหวังไทเฮาที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งก็ชื่นชอบเขาอย่างมาก

คืนนั้นจู่ๆ เขาก็ถูกเรียกตัวเข้าวังโดยไม่มีเค้าลางใดๆ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กระทั่งได้พบกับนางข้าหลวงจึงได้รู้ว่าไทเฮาออกจากวังหลวงไปก่อนกำหนด และในคืนนี้เองฮ่องเต้ก็หนีไปทางทิศตะวันตกของอุทยานส่วนพระองค์เงียบๆ เช่นกัน รุ่งขึ้นเหล่าขุนนางและราษฎรก็จะรู้ว่าในวังหลวงไม่มีใครเหลืออยู่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

นางข้าหลวงก็กำลังจะลอบหนีไปโดยตั้งใจจะพาเขาไปด้วย เขาพลันนึกถึงพระชายาอินขึ้นมา ไม่รู้ติ้งอ๋องได้ส่งคนกลับมารับนางหรือไม่ และนางรู้หรือไม่ว่าฉางอันถูกทอดทิ้งแล้ว ขณะกำลังลังเลตัดสินใจไม่ได้ นางข้าหลวงก็ยิ้มหยันแล้วเอ่ยถามว่าเขาใช่ต้องการไปแจ้งข่าวให้พระชายาติ้งอ๋องทราบหรือไม่

‘ข้าขอบอกกับเจ้า คืนนี้คือวันตายของนาง อย่างช้าที่สุดไม่เกินพรุ่งนี้พวกกบฏก็จะมาถึง เจ้าไม่ไปกับข้า หรือเจ้าอยากเป็นเหมือนราษฎรชั้นต่ำในฉางอัน ตายภายใต้คมดาบของพวกกบฏ’

นางข้าหลวงผู้นั้นมีใจอยากครอบครองเขาให้เป็นยอดชายงามของนางแต่เพียงผู้เดียวมานานแล้ว เมื่อก่อนเขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด หลบได้ก็หลบ แต่คืนนี้เขาฟังออกว่ามีสายสนกลใน จึงแสร้งทำเป็นหวาดหวั่นพรั่นพรึง ข่มกลั้นความสะอิดสะเอียนขึ้นรถม้าไปด้วยกันกับนาง ออกจากวังทางอุทยานส่วนพระองค์

บนรถม้าเขาพยายามสืบถามถึงรายละเอียดของเรื่องราว นางข้าหลวงรู้ว่าความงามของตนเสื่อมถอยลง เพื่อจะทำให้ชายหนุ่มพอใจ รวมถึงข่มขู่ให้เขาหวาดกลัว จึงเปิดเผยความจริงออกมา

หลิ่วซื่อมีศักดิ์เป็นหลานสาวของหวังไทเฮา มักเข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อน เอาใจหวังไทเฮาอยู่บ่อยๆ ครั้งนี้นางก็รู้ข่าวแต่ไม่ยอมจากไปพร้อมหวังไทเฮา โดยอ้างว่ายังมีธุระและรั้งอยู่ก่อน ที่แท้นางกับคนสนิทลอบวางแผน คิดจะใช้โอกาสนี้แอบอ้างชื่อหวังไทเฮาล่อลวงพระชายาติ้งอ๋องมาเพื่อจะลงมือกำจัด ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก นางยิ่งกลัวว่าจะถูกหวังไทเฮารู้และเอาโทษในภายหลังจึงลังเลไม่กล้าตัดสินใจ

แผนการของหลิ่วซื่อจะรอดพ้นสายตาของหวังไทเฮาไปได้อย่างไร ที่นางข้าหลวงผู้นี้อ้างเหตุรั้งอยู่ต่อก็เพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ครั้นแล้วเมื่อหลิ่วซื่อมาสืบข่าวหยั่งเสียงดู นางก็แสร้งทำเป็นไม่ตั้งใจและเปิดเผยความคิดของไทเฮาออกมา

แม้จะต่างเป็นหลานชายเหมือนกัน ไทเฮาเพียงโปรดปรานองค์รัชทายาทจิ่งเซิงและชิงชังติ้งอ๋อง สาเหตุเป็นเรื่องบังเอิญ ในคืนที่ติ้งอ๋องประสูติ นางหกล้มและนอนป่วยอยู่บนเตียง เกือบจะตายไป หลังจากนั้นไทเฮาก็เกิดความระแวงและให้คนเอาดวงชะตาแปดอักษร ของติ้งอ๋องไปทำนายทายทัก ถึงกับบอกว่าดวงชะตาของติ้งอ๋องขัดแย้งเข้ากันไม่ได้กับนาง อีกทั้งเด็กคนนี้จะเป็นภัยต่อสกุลหวัง ไทเฮาเชื่อเรื่องนี้อย่างสนิทใจ

ส่วนฮ่องเต้นั้นก่อนที่จะลุ่มหลงในสุรานารีอย่างเต็มที่ก็ยังมีความชื่นชมติ้งอ๋องค่อนข้างมาก บอกว่าเขามีท่วงทำนองเหมือนตนในสมัยหนุ่ม ในบรรดาองค์ชายทั้งหมดเขาเป็นผู้ที่มีคุณธรรมความสามารถมากที่สุด ยังจัดการเรื่องการแต่งงานให้เขาด้วยตนเอง โดยเลือกหญิงสกุลหลิ่วในครอบครัวตระกูลขุนนางในด่านเป็นชายา ยิ่งทำให้ไทเฮาไม่พอใจมากขึ้น

หลิ่วซื่อคนพี่ล้มป่วยและเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน ไทเฮาก็รู้ว่าสกุลหลิ่วคิดจะให้หลิ่วซื่อคนน้องแต่งกับติ้งอ๋องมาโดยตลอด เพื่อจะทำให้การแต่งงานมีความมั่นคง

การกระทำนี้ย่อมไม่สอดคล้องกับความต้องการของไทเฮา นางมุ่งมั่นที่จะขจัดอุปสรรคให้กับองค์รัชทายาทหลานชายคนโตที่รักยิ่ง แล้วจะยอมให้สกุลหลิ่วแต่งบุตรสาวมาเป็นพระชายาอีกได้อย่างไร นางคิดจะจัดการให้คนของตนเข้าจวนติ้งอ๋องไปเป็นพระชายาคนใหม่ และเฝ้าติดตามดูความเคลื่อนไหวของติ้งอ๋อง

คิดไม่ถึงว่าติ้งอ๋องจะเจ้าเล่ห์ หลังจากเก็บตัวเงียบอยู่ในจวนอ๋องหลายปี วันหนึ่งโดยไม่มีลางบอกเหตุล่วงหน้าเขาก็เข้าเฝ้าฮ่องเต้โดยตรง บอกว่าเมื่อไม่นานมานี้เขาไปเที่ยวชมสวนซิ่ง ได้พบบุตรสาวสกุลอินโดยบังเอิญและชื่นชอบนางอย่างมาก ปรารถนาจะแต่งนางเป็นภรรยา

บุตรชายคนโตของหัวหน้าอินเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เขาเหลือบุตรสาวอยู่เพียงคนเดียว มีคนในครอบครัวน้อย หลายปีก่อนหลังจากเขาล้มป่วยเสียชีวิต ทางเข้าประตูบ้านก็ยิ่งเงียบเหงาลงไม่มีคนไปมาหาสู่

การกระทำนี้ของติ้งอ๋องดูเหมือนจะตรงกับพระประสงค์ของฮ่องเต้ ในเวลานั้นสตรีสกุลอินก็ออกทุกข์แล้ว จึงอนุญาตในทันทีและจัดการเรื่องการแต่งงาน

ฮ่องเต้ตรัสแล้ว ไทเฮาจำต้องล้มเลิก ทว่านับจากนั้นมานางก็ยิ่งชิงชังติ้งอ๋องมากขึ้นและพลอยเกลียดหญิงสกุลอินไปด้วย โดยเชื่อว่าอีกฝ่ายยั่วยวนติ้งอ๋อง ทำลายแผนการของตน

นางข้าหลวงเปิดเผยความเกลียดชังที่ไทเฮามีต่อพระชายาอินให้หลิ่วซื่อทราบและพูดเตือนเป็นนัยว่าเพื่อตัดรากถอนโคน แม้แต่ท่านหญิงน้อยก็ต้องสังหารไปด้วยกัน จึงจะกำจัดภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้

หลิ่วซื่อราวกับได้รับยาสงบใจขณะหวั่นหวาด นางไม่ลังเลอีกต่อไป ตัดสินใจเด็ดขาด

‘เจ้าเข้าใจว่าไทเฮาเพียงยืมดาบสังหารแม่ลูกคู่นั้น เรื่องราวเรียบง่ายเช่นนั้นหรือ’ นางข้าหลวงกล่าวอย่างย่ามใจ ‘หลิ่วซื่อคนโง่ผู้นั้น ครั้งนี้นางสังหารคนที่ติ้งอ๋องรัก แม้แต่ท่านหญิงน้อยก็ไม่ละเว้น ต่อให้ไทเฮาจะนิ่งเฉยไม่พูด นางอาจปิดบังได้ชั่วคราว แต่จะโกหกติ้งอ๋องได้ตลอดชีวิตหรือ วันหน้าเมื่อติ้งอ๋องรู้ความจริงจะต้องเจ็บปวดเสียใจแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ จะยอมปล่อยสกุลหลิ่วได้อย่างไร ถึงตอนนั้นสุนัขกัดสุนัข องค์รัชทายาทก็จะนั่งตกปลาได้อย่างมั่นคง’

นางข้าหลวงพูดเรื่องเหล่านี้กับติงไป๋หยาด้วยเจตนาจะโอ้อวดฐานะในวันข้างหน้าของตน โน้มน้าวให้เขาถอดใจแล้วเข้าร่วมกับฝ่ายตน กลับไม่รู้ว่าความจริงแล้วติงไป๋หยาเป็นคนโหดเหี้ยม มีความคิดจะสังหารนางอยู่ก่อนแล้ว ขณะพูดจาประจบเอาใจเขาก็บีบคอนางข้าหลวงจนตายในประทุนรถขณะรถม้ากำลังวิ่ง จากนั้นก็หยิบใบอนุญาตผ่านทางขึ้นมา สั่งให้หยุดรถม้าแล้วอุ้มคนลงมาเหมือนไม่มีอะไร โดยอ้างว่ามีธุระต้องเข้าไปหารือกันในป่าใกล้ๆ

ผู้ติดตามเข้าใจว่านางข้าหลวงอดใจรอไม่ไหว จะมีความสัมพันธ์กับเขาระหว่างทางจึงไม่กล้าถามมาก เขาขึ้นม้าจากไป หลังเข้าไปในป่าก็เอาคนไปซ่อนไว้ จากนั้นก็หันหัวม้าห้อตะบึงกลับไปยังฉางอัน ตรงไปแจ้งข่าวที่จวนติ้งอ๋อง

แต่เขายังคงมาช้าเกินไป พระชายาอินถูกล่อลวงออกไปแล้ว คนใกล้จะถึงวังหลวงในไม่ช้า เขาปรากฏตัวอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งใด หลังจากขวางพระชายาอินไว้และเปิดเผยสิ่งที่ตนรู้ออกมาอย่างหมดเปลือก กัวจ้งและคนอื่นๆ ต่างตกใจ กำลังจะคุ้มกันพระชายาอินกลับไป คิดไม่ถึงว่าเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด หลิ่วซื่อได้ส่งคนออกมาตรวจสอบสถานการณ์ เมื่อพบสิ่งผิดปกติคนเหล่านั้นจึงไล่ตามพวกเขาไป

ตอนนั้นสองฝ่ายอยู่ห่างกันไม่ไกล ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนคนไม่น้อย พระชายาอินรู้ว่าเป้าหมายอันดับหนึ่งของหลิ่วซื่อคือตนจึงสั่งกัวจ้งให้กลับจวนอ๋องแล้วพาบุตรสาวนางหนีไป ส่วนตัวนางเองแยกไปอีกเส้นทางหนึ่ง

นางคงจะมีลางสังหรณ์ว่าคืนนี้ต้องตายแน่ จึงบอกให้ติงไป๋หยาหนีไป หนีไปไกลเท่าไรยิ่งดี จะได้ไม่ต้องกลายเป็นปลาในคูพลอยเดือดร้อน*

ติงไป๋หยาจะยอมทิ้งนางแล้วหนีไปได้อย่างไร เขากับองครักษ์หลายคนที่เหลืออยู่คุ้มกันนางไปด้วยกัน ด้วยความตื่นตระหนกลนลานจึงหนีโดยไม่เลือกเส้นทาง แต่พวกเขากลับถูกแม่น้ำขวางไว้ ผู้ไล่ล่าตามมาทัน สุดท้ายด้วยมีจำนวนคนน้อยกว่าต้านทานอีกฝ่ายไม่ไหว ติงไป๋หยาถูกแทงที่หน้าอกและตกลงไปในน้ำ องครักษ์คนอื่นๆ จากจวนอ๋องก็เสียชีวิต มีเพียงพระชายาอินที่ถูกจับและนำตัวเข้าไปในวังหลวง

ที่แท้หลิ่วซื่อเกลียดชังพระชายาอินมาก เห็นว่าเพียงสังหารนางให้ตายก็ออกจะสบายเกินไป ยังต้องการเห็นอีกฝ่ายถูกลบหลู่ด้วยตาตนเองจึงจะหายแค้น พระชายาอินมีหรือจะไม่รู้ถึงเจตนาของหลิ่วซื่อ ตอนอยู่ระหว่างทางก็ไม่ได้ต่อต้าน เพียงเพื่อจะถ่วงเวลาให้บุตรสาวได้หนีรอด หลังจากถูกพามาถึงเบื้องหน้าหลิ่วซื่อ นางจึงได้ดึงปิ่นทองคำบนศีรษะลงมา แทงไปที่หัวใจของตนเองก่อนจะล้มลงแล้วสิ้นลม หลิ่วซื่อยังคงโกรธจัด สั่งให้คนสนิทเฆี่ยนตีศพของนางแล้วเอาไปโยนทิ้งที่สุสานฝังศพรวมทางทิศตะวันออกของเมือง ให้สุนัขป่ากัดแทะศพของนางเป็นการลงโทษ

ตอนนั้นมีข่าวลับส่งมาอีกว่ากองกำลังฝ่ายกบฏคุกคามใกล้ฉางอันเข้ามาทุกทีแล้ว หลิ่วซื่อสั่งการเสร็จก็ไม่กล้ารั้งอยู่ต่อ รีบหนีไป

ทิศทางที่กองกำลังฝ่ายกบฏบุกมาคือทิศตะวันออกของเมือง สุสานฝังศพรวมแห่งนั้นต้องออกจากเมืองไปไกลประมาณยี่สิบหลี่

พระชายาอินแม้จะฆ่าตัวตาย แต่ใบหน้ายังคงดูเหมือนมีชีวิต หัวหน้าผู้นั้นไม่ต้องการลบหลู่ศพ และเกรงว่าการเอาศพไปทิ้งจะทำให้เสียเวลา หากเจอพวกกบฏเข้าก่อนตนจะไม่สามารถหลบหนีได้ เมื่อเห็นหลิ่วซื่อจากไปแล้วจึงมอบหมายเรื่องนี้ให้ลูกน้องจัดการ ส่วนตนเองก็หนีไป

ลูกน้องสองคนของเขาก็มีความคิดนี้เช่นเดียวกัน จะกล้าไปทางตะวันออกของเมืองได้อย่างไร หลังจากหารือกันแล้วก็ย้ายศพพระชายาอินไปยังข้างสวนดอกไม้เปล่าเปลี่ยวตรงมุมหนึ่งของสระไท่เยี่ย เอาหินก้อนหนึ่งมาถ่วงแล้วโยนลงไปในสระน้ำ จากนั้นก็ผลุนผลันหนีไป

ติงไป๋หยาว่ายน้ำเก่ง หลังจากตกน้ำเขาไม่ได้จมน้ำเสียชีวิต เขาปีนขึ้นมาได้และไม่คำนึงถึงอาการบาดเจ็บของตนไล่ตามไป

หลังจากมีชื่อเสียงขึ้นมาเขาก็มือเติบและคบค้าสมาคมกับทหารรักษาการณ์ในวังไม่น้อย คืนนี้บรรยากาศในวังออกจะแปลกประหลาดอย่างแท้จริง ทหารรักษาการณ์จำนวนมากในใจมีความสงสัยอยู่แล้ว ต่างไม่มีแก่ใจจะเข้าเวรรักษาการณ์จึงไม่สร้างความลำบากใจให้เขา เขากลับเข้าวังอีกครั้ง ตามมาจนถึงบริเวณใกล้เคียง และได้แต่มองพระชายาอินล้มลงไปต่อหน้าต่อตา มองดูนางจมลงไปในน้ำ กระทั่งรอจนทุกคนหนีไปหมดแล้วเขาก็ลงไปในสระน้ำ หาพระชายาอินจนพบและลากตัวนางขึ้นมา พยายามช่วยชีวิตนางอย่างสุดกำลัง

ในที่สุดดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระชายาก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ร่าง ทว่าแม้จะฟื้นขึ้นมาแต่ก็ลมหายใจรวยริน เหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายเท่านั้น

พระจันทร์ในฤดูใบไม้ผลิลอยขึ้นเหนือสวนดอกไม้ นางทรุดตัวอยู่ในอ้อมแขนของติงไป๋หยา สติสัมปชัญญะพร่าเลือน ถึงกับเห็นเขาที่อยู่ภายใต้แสงจันทร์หรุบหรู่เป็นติ้งอ๋อง พึมพำเรียกเขาว่าชิงหลาง* บอกว่านางจะล่วงหน้าไปก่อนก้าวหนึ่ง ต่อไปไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนเขาได้อีกแล้ว เขาไม่ต้องแก้แค้นให้นาง นางรู้ว่าเขามีปณิธานอันยิ่งใหญ่ ใต้หล้าไม่สงบ ราชสำนักตกอยู่ในความยากลำบาก เขาควรทำสิ่งใดก็ไปทำสิ่งนั้น นางไม่ตำหนิเขา

นางยังบอกว่าตนรู้ว่าตอนนั้นที่เขาแต่งงานกับนางก็เพื่อจะใช้นางรับมือกับไทเฮา ยิ่งเพื่อคลายความระแวดระวังที่บิดาของเขามีต่อเขา เขาคือบุรุษที่นางชอบตั้งแต่แรกเห็น แต่ถ้ามีภพหน้านางก็คงจะไม่แต่งงานกับเขาอีกแล้ว

นางพลันเปลี่ยนเป็นสับสน ขณะเร่งเร้าเขาให้รีบไปช่วยบุตรสาว นางก็หายใจเฮือกสุดท้ายออกมา

‘ชิงหลาง ท่านต้องให้นางเป็นคนที่ไร้ทุกข์ไร้กังวล และมีความสุขที่สุด’

คำพูดประโยคสุดท้ายที่สั่นเครือแทบไม่เป็นคำออกจากริมฝีปากแดงดุจลูกอิงเถา แล้วนางก็จากไปในอ้อมแขนของติงไป๋หยา

ครั้งนี้เป็นการตายอย่างแท้จริง ดวงวิญญาณไม่อาจกลับคืนร่างได้อีกแล้ว

ติงไป๋หยากอดนางไว้แน่น โลหิตจากบาดแผลด้านหน้าลำตัวกับหยาดน้ำตาไหลผสมปนเปกันเงียบๆ กระทั่งร่างกายของนางเริ่มเย็น ไร้พลังชีวิตอย่างสิ้นเชิง เขาจึงค่อยๆ คลายมือ

เขาอุ้มนางเดินโซซัดโซเซ พบต้นซิ่งโบราณที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งที่สุดตรงริมสระไท่เยี่ยต้นหนึ่ง จึงขุดหลุมที่ใต้ต้นไม้ตลอดทั้งคืน ขุดตั้งแต่มืดจนถึงรุ่งเช้า

พอรุ่งเช้าทุกคนในวังต่างรู้ว่าฮ่องเต้หนีไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วจึงหนีหัวซุกหัวซุนไปยังทางออก ไม่มีใครรู้เลยว่าลึกเข้าไปที่ข้างสวนดอกไม้ริมสระไท่เยี่ยในวังหลวง ติงไป๋หยาได้ขุดหลุมลึกไว้ให้พระชายาติ้งอ๋องพักกาย

เขารู้ว่านางชอบดอกซิ่ง

สรรพสิ่งในฤดูใบไม้ผลิต่างประชันความงามราวกับอิจฉาริษยากัน แต่ดอกซิ่งนั้นงดงามเป็นที่สุดและมีเพียงดอกไม้นี้เท่านั้นที่มีสีแดงอ่อนละมุนดุจผ้าไหม สีชมพูบางเบาดุจหิมะ จึงคู่ควรแก่การยกย่องว่างามดุจดวงหน้าสะอาดหมดจดของหญิงงาม เสียดายฤดูใบไม้ผลิช่างสั้นนัก แม้บุปผาที่บานสะพรั่งอยู่บนกิ่งไม้จะงดงามอย่างที่สุด แต่ไม่นานก็ร่วงโรยไป เทพเซียนก็ไม่อาจรั้งไว้ได้

ติงไป๋หยาวางนางลงในหลุม จัดเสื้อผ้าของนางให้เรียบร้อยและปรับท่าทางให้เหมาะสม

นางงดงามเพียงนี้ แม้แต่ในเวลาเช่นนี้ดูแล้วเหมือนเพิ่งหลับไป เขาจะทนได้อย่างไรที่จะเอาดินโคลนกลบฝังนาง เขาจึงนำกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นมาปิดคลุมทั่วร่างที่นอนนิ่ง ให้กลีบดอกไม้กีดขวางหญิงสาวจากดินโคลนที่ไร้เยื่อใยและค่อยๆ กลบฝังนางทีละชุ่น

หลังจากฝังนางไว้ชั่วคราวแล้วเขาก็ทำเครื่องหมายทิ้งไว้บนต้นไม้ จากนั้นก็ประคองลมหายใจเฮือกสุดท้าย ลากร่างที่โงนเงนจะล้มแหล่มิล้มแหล่มาถึงตำหนักหย่งอัน

ในตำหนักใหญ่แห่งนี้ว่างเปล่าไม่มีคนนานแล้ว เขาเดินเข้าไปยังส่วนลึกที่มืดสลัวของห้องโถงใหญ่ นั่งลงตรงมุมข้างภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพนั้นและเริ่มแกะสลักตัวอักษรทิ้งไว้ให้อาจารย์ของตน

ติงไป๋หยารู้ อาจารย์จะต้องมาหาเขาที่นี่ แต่เขาเกรงว่าคงไม่อาจรอจนถึงช่วงเวลานั้นได้แล้ว ก่อนตายเขาจะต้องบอกที่พักร่างชั่วคราวของพระชายาอินให้อาจารย์รู้ ขอให้อาจารย์ช่วยบอกติ้งอ๋อง

ยังมี นางตายด้วยน้ำมือของเหล่าปีศาจร้ายที่วางแผนด้วยเจตนาร้ายอย่างไร และคำพูดสุดท้ายที่นางอยากฝากไว้ให้สามีของนาง

ไม่มีคำพูดใดตกหล่น ทุกถ้อยคำตั้งแต่ต้นจนจบถูกจารึกไว้บนผนังทั้งหมด

หลังจากแกะสลักตัวอักษรสุดท้ายที่เขาต้องการทิ้งไว้เสร็จ ติงไป๋หยาก็หมดแรง ศีรษะเอียงพิงมุมภาพจิตรกรรมฝาผนังแล้วก็หยุดหายใจ มือซ้ายที่สิ้นไร้กำลังร่วงตกลงมาที่หน้าตัก แต่ยังคงกุมมีดแกะสลักแน่น นั่นเป็นของที่ระลึกที่อาจารย์มอบให้เขาเมื่อหลายปีก่อนตอนจะไปจากฉางอัน…

 

คบไฟหลุดร่วงจากมือของเยี่ยซวี่อวี่ตกลงไปที่พื้น ประกายไฟกระเด็นไปทั่วทุกทิศทาง

นางอ้าปาก คล้ายอยากจะส่งเสียงแต่กลับพูดไม่ออก เพียงหันหน้ามองไปทางสวนดอกไม้ตรงสระไท่เยี่ย ทั้งร่างสั่นเทาไม่หยุด หยาดน้ำตาชิงกันออกมาจากเบ้าตา ไหลลงมาไม่ขาดสาย

ขณะที่สองขาของนางยืนไม่มั่น คนทำท่าจะล้มลง เผยเซียวหยวนก็คว้าเอวรวบกอดนางไว้ในอ้อมแขนแน่น

 

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมิถุนายน 2569)

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: