บทที่ 150
ติงไป๋หยาไม่ลืมภาพเหตุการณ์ตอนเขาได้พบกับพระชายาติ้งอ๋องเป็นครั้งแรก
ปีนั้นเป็นปีที่หกที่เขามาถึงฉางอัน
เขาก็ไม่ต่างจากผู้เข้าสอบเคอจวี่ทั่วทั้งใต้หล้าที่มีจำนวนนับไม่ถ้วนดุจปลาจี้ว่ายข้ามแม่น้ำ เขามาจากตระกูลขุนนางที่สูญเสียความรุ่งโรจน์ในอดีต แบกสัมภาระและปณิธานความมุ่งมั่นมาเพียงลำพัง มีความฝัน ‘บนลานทอง ด้วยสำนึกในพระเมตตาและไว้วางใจขององค์เหนือหัว จะถือกระบี่อวี้หลงพลีชีพเพื่อพระองค์’* อยู่ในใจ เดินทางรอนแรมมาถึงเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งไม่มีสองแห่งนี้
การเกิดมาในยุคที่เจริญรุ่งเรืองเช่นในอดีตเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายของเขา เขามีความปราดเปรื่องเหนือผู้คน แต่ในยุคที่เจริญรุ่งเรืองเช่นนั้น ใต้หล้าไม่ได้ขาดแคลนคนที่มีความสามารถเช่นเดียวกับเขา หรือกระทั่งยังมีคนที่มีความสามารถและภูมิหลังลึกล้ำยิ่งกว่า และต่างก็มีความคิดเช่นเดียวกัน หลั่งไหลมาจากทั่วสี่ทิศแปดทางสู่ใจกลางของแคว้นอย่างไม่ขาดสาย
ทุกคนต่างปรารถนาจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จและภาคภูมิใจที่ได้มีชื่อถูกจารึกอยู่บนเจดีย์ห่านป่า
ปีแล้วปีเล่า ผู้เป็นปลาหลี่กระโดดข้ามประตูมังกร ล้วนไม่ใช่เขา
จากอายุสิบหกถึงอายุยี่สิบสองปี เด็กหนุ่มผู้เคยหยิ่งยโสโอหังด้วยถือดีว่ามีความรู้ความสามารถได้ถูกลับคมจนหมดสิ้นบนหินลับมีดแห่งฉางอัน
ครั้งหนึ่งด้วยความบังเอิญเขาได้ทราบจากปากของขุนนางด้านการศึกษาในเมืองฉางอันซึ่งชื่นชมเขา ที่แท้ตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อนตอนเขาเข้าสอบเคอจวี่เป็นปีที่สองก็มีชื่อบนแผ่นประกาศแล้ว ทว่าเนื่องจากก่อนหน้านี้บทความที่เขาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ปัจจุบันอย่างรุนแรงและชี้ให้เห็นถึงภัยพิบัติซึ่งซ่อนแฝงอยู่ของบ้านเมืองได้เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้โอรสสวรรค์ตื่นตระหนก หลังจากพระองค์อ่านแล้วก็ได้ทิ้งคำวิจารณ์ไว้ว่า ‘เจ้าหนุ่มนี่บ้าระห่ำ ไม่อาจนำมาใช้งานเด็ดขาด’ เขาจึงถูกถอดชื่อออก หลังจากนั้นหลายปีขอเพียงเห็นชื่อของเขา ขุนนางผู้คุมสอบก็จะดึงกระดาษคำตอบของเขาออก ไม่นำมาพิจารณา
นับแต่นั้นเขาก็นิ่งเงียบลง เริ่มทุ่มเทจิตใจส่วนใหญ่ไปที่พู่กันวาดภาพ เขาพักอาศัยอยู่ที่วัดชิงหลงเป็นเวลาหลายปี เล่าเรียนอย่างหนักแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในตัวไม่มีสิ่งของมีค่าใด เจ้าอาวาสชื่นชมความรู้ความสามารถของเขา ไม่เคยละเลยที่จะจัดหาอาหารเจให้ แต่เขารู้ตัวดี เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง ดังนั้นพู่กันที่เคยใช้เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจจึงกลายเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพ เขากลายมาเป็นช่างวาดภาพด้วยเหตุนี้
เขาได้พบกับพระชายาติ้งอ๋องในงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดที่ท่านอ๋องผู้เป็นเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งจัดให้กับมารดาของตน ตอนนั้นนางเพิ่งสมรสได้ไม่นาน อายุยังน้อยรูปโฉมงดงาม ดวงตาสดใส ผมดำเงางาม รูปโฉมสติปัญญาเป็นหนึ่งไม่มีสอง เขาเป็นหนึ่งในจิตรกรหลายคนที่ถูกจ้างมาวาดภาพเพื่อสร้างความสำราญแก่เหล่าสตรีชั้นสูงที่มาร่วมงานเลี้ยง ได้พบหน้ากันไกลๆ ครั้งหนึ่ง เขารู้สึกว่าตนฐานะต่ำต้อย ไหนเลยจะกล้ามองมาก
ในห้องโถงงดงาม ท่ามกลางงานเลี้ยงอันหรูหราเหล่าสตรีสูงศักดิ์ต่างเพลิดเพลินสนุกสนานอยู่ในสวนที่กั้นด้วยม่าน นอกกระโจมจัดเลี้ยงเขาโน้มตัวอยู่บนโต๊ะ เหนือศีรษะมีแสงแดดร้อนแรงในเดือนเจ็ด วาดภาพจนเหงื่อชุ่มแผ่นหลัง เหล่าจิตรกรวาดภาพตามฤดูกาล แต่ละภาพจะมีบ่าวรับใช้นำเข้ามาในงานเลี้ยงเพื่อให้เหล่าสตรีสูงศักดิ์ได้ชื่นชม
ตะวันตกดินงานเลี้ยงสิ้นสุดลง ผู้คนแยกย้ายกันไป ตอนจะจากไปเขาเห็นภาพวาดของตนเองถูกทิ้งไว้บนพื้นท่ามกลางถ้วยชามที่วางระเกะระกะ บนภาพมีคราบสุรา เต็มไปด้วยรอยเท้าเปื้อนโคลนประทับอยู่
เขาไม่ได้หยุดลง เดินผ่านไปทางด้านข้างเงียบๆ ออกจากสถานที่จัดงานเลี้ยง เขาทั้งหิวและกระหายน้ำ เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียยิ่ง กำลังจะเร่งฝีเท้ากลับไป พลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลังและมีคนเรียกเขาไว้
สาวใช้คนหนึ่งถือจานใส่ลูกอิงเถาเดินมา ยิ้มแล้วบอกว่าพระชายาติ้งอ๋องประทานให้
‘ท่านคือติงไป๋หยาใช่หรือไม่ พระชายากล่าวว่าเมื่อก่อนเคยอ่านความเรียงของท่าน คิดไม่ถึงว่าท่านยังวาดภาพได้ดี เสียดายวันนี้นางเป็นแขก ไม่สะดวกจะรั้งอยู่ให้วาดภาพ นี่เป็นของขวัญที่พระชายาประทานให้ท่าน ล้างสะอาดแล้ว’
สาวใช้มอบอิงเถาจานนั้นให้
อิงเถาสีแดงสดลูกอวบกลมวางเรียงอยู่บนจานงาช้างแกะสลัก ดุจอัญมณีสีสันงดงามเป็นเม็ดๆ ส่งประกายระยิบระยับขณะกลิ้งไปมา