บทที่ 5 งานเลี้ยง
หมิงหวาจางมองหนุ่มน้อยผู้นั้นโดยแววตาไม่สั่นไหว หนุ่มน้อยกลับไม่ใส่ใจท่าทีเฉยเมยของเขา เดินยิ้มมาถึงตรงหน้า
“จิ่งจัน เหตุใดเจ้าจะมาไม่บอกข้าสักคำ ข้าก็นึกว่ามีแต่ข้าที่ต้องมางานเลี้ยง ระหว่างทางยังเสียดายอยู่เป็นนาน นึกไม่ถึงว่าเจ้าก็มาด้วย เช่นนี้งานเลี้ยงคงจะสนุกขึ้นมาก” หนุ่มน้อยมองไปทางหมิงหวาฉังพลางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “คิดว่านี่คงจะเป็นน้องสาวฝาแฝดของเจ้ากระมัง ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้ได้พบหน้า น้องหญิงรองน่าเอ็นดูกว่าที่คิดภาพไว้เสียอีก”
หมิงหวาจางปรายสายตาเย็นเยียบมองอีกฝ่าย “คำว่าน้องหญิงให้เจ้าเรียกได้หรือ เอ้อร์เหนียง* ไม่ต้องสนใจเขา พวกเราไปกันเถิด”
หนุ่มน้อยไม่แยแสท่าทีเย็นชาของหมิงหวาจาง นัยน์ตาดอกท้อของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อย คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนและแฝงความเจ้าชู้
“ลืมแนะนำตัวกับน้องหญิงรอง ข้าคือเซี่ยจี้ชวน เป็นสหายสนิทของพี่ชายเจ้า”
หมิงหวาฉังเดาออกแต่แรก จัดสาบเสื้อแล้วประสานมือคารวะเซี่ยจี้ชวน “คุณชายเซี่ย”
เซี่ยจี้ชวนค้อมกายคารวะตอบแล้วเอ่ยอย่างอบอุ่น “ไม่ต้องเกรงใจเช่นนี้ เจ้าคือน้องสาวของจิ่งจันย่อมเป็นน้องสาวของข้าด้วย เรียกข้าว่าพี่ชายก็พอ”
หมิงหวาฉังรับคำอย่างประหม่าอยู่บ้าง เซี่ยจี้ชวนกับหมิงหวาจางต่างจากปลาเค็มเช่นนาง พวกเขาสองคนมีนามลือเลื่องทั่วเมืองลั่วหยาง กล่าวได้ว่าในครอบครัวขุนนางด้วยกันไม่มีใครไม่รู้จัก
หากบอกว่าหมิงหวาจางเป็นบุรุษในฝันของสตรีครึ่งเมืองลั่วหยาง อีกครึ่งหนึ่งก็เป็นของเซี่ยจี้ชวนผู้นี้นี่เอง เซี่ยจี้ชวนมาจากสกุลเซี่ย ทายาทสายหนึ่งของสกุลเซี่ยแห่งเมืองเฉิน ตระกูลขุนนางใหญ่ที่สูงส่งและเก่าแก่ยิ่งกว่าพวกห้าแซ่เจ็ดสายตระกูล
ต่อให้สกุลเซี่ยผ่านศึกอันโกลาหลจนคนในครอบครัวร่อยหรอ ทรุดฮวบจนฟื้นความรุ่งโรจน์เทียบเท่ายุคเว่ยจิ้น* ไม่ได้อีก กระนั้นเกียรติภูมิของหวังเซี่ย** ก็ถูกกล่าวขวัญมาแต่โบราณ ชื่อสกุลนี้ยังคงเป็นดั่งแสงจันทร์ขาวของผู้คนจำนวนไม่น้อย
เซี่ยจี้ชวนคือบุตรชายคนโตทายาทสายตรงของสกุลเซี่ยรุ่นนี้ มีชื่อเสียงด้านความสามารถตั้งแต่ยังเยาว์ สามขวบท่องกลอน หกขวบคัดอักษร สิบขวบจรดพู่กันเป็นบทความโดยไม่ต้องแก้ไขแม้ตัวอักษรเดียว ชื่อเสียงเด็กอัจฉริยะขจรไกล ด้านรูปโฉมความประพฤติก็เป็นเลิศ ไม่ว่าผู้อื่นมีฐานะสูงหรือต่ำต้อยเขาล้วนปฏิบัติเท่าเทียมกัน ไม่ถ่อมตนไม่เย่อหยิ่ง สุภาพเสมอต้นเสมอปลาย ตรงตามแบบฉบับของคุณชายตระกูลขุนนางใหญ่ที่ผู้คนนึกภาพไว้ ยึดกุมหัวใจสตรีได้มากมาย
ผู้ที่โดดเด่นมักคบหาเป็นสหายกับผู้ที่เลิศล้ำ เซี่ยจี้ชวนกับหมิงหวาจางมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทั้งสองคนไปร่วมงานเลี้ยงเขียนผลงานร่วมกันบ่อยครั้ง จึงได้รับการขนานนามคู่กันว่าสองผู้เด่นล้ำแห่งเมืองหลวง
แม้กระทั่งคนที่อยู่แต่ในจวนอย่างหมิงหวาฉังยังเคยได้ยินชื่อเสียงอันดีงามของสองผู้เด่นล้ำแห่งเมืองหลวง ยามที่สตรีในเมืองลั่วหยางมารวมตัวกัน หัวข้อสนทนามักเลี่ยงไม่พ้นสองคนนี้ พวกเขาผู้หนึ่งดุจจันทร์ทะนงทอรัศมีเย็นชา ผู้หนึ่งดุจลมวสันต์ผ่าเผยท่องเสรี ที่ผ่านมาต่างมีผู้สนับสนุนล้นหลาม ตอนนี้พวกเขายืนอยู่ข้างกายหมิงหวาฉังทั้งสองคน ทำเอานางสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ดุจคมเข็มทิ่มแทงมาจากสี่ทิศแปดทาง
หมิงหวาฉังรับรู้นานแล้วว่ามีเซี่ยจี้ชวนผู้นี้อยู่ เพียงแต่นางไม่สนิทสนมกับหมิงหวาจาง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสหายของพี่ชาย วันนี้นางกับเซี่ยจี้ชวนเพิ่งจะพบหน้ากันอย่างเป็นทางการ นางรู้สึกว่าตนเองต้องมาแบกรับสายตาราวกับจะสังหารคนของบรรดาสตรีอ่อนวัยสะใภ้อ่อนเยาว์เหล่านี้ช่างไม่เป็นธรรมเอาเสียเลย จึงเสนออย่างอ้อมค้อม
“ตรงนี้ลมแรงอยู่บ้าง พวกเราเข้าไปค่อยคุยกันเถิด”
เซี่ยจี้ชวนตอบรับอย่างเข้าใจ “ข้าเห็นจิ่งจันกับน้องหญิงรองแล้วดีใจเกินไป ลืมตัวไปชั่วขณะ รีบไปที่พักกันก่อนเถิด อย่าให้น้องสาวต้องหนาว”
เดิมทีมีแค่หมิงหวาจางไปส่งหมิงหวาฉัง ตอนนี้มีเซี่ยจี้ชวนเพิ่มมาอีกคน หมิงหวาฉังปฏิเสธไม่เป็นผล จึงได้แต่แบกรับสายตาอิจฉาริษยาจากรอบด้าน เดินหาเรือนพักโดยมีบุรุษรูปงามถึงสองคนเดินเคียงข้าง