บทที่ 5 ท้าทาย
เหวยเจิ้งตกตะลึงกับคำถามนี้ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าสตรีในเรือนหลังเช่นเสิ่นเจาเหยียน เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้จะไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทั้งยังสามารถควบคุมสถานการณ์ด้วยการพลิกจากฝ่ายรับมาเป็นฝ่ายรุกได้อย่างมีเหตุมีผลและมีหลักฐานประกอบ เขาจึงรู้สึกอับอายไปชั่วขณะ ทว่าเขายังไม่ทันตอบ เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
เสิ่นเจาเหยียนหันไปก็เห็นเซวียนผิงโหวเอ่ยตักเตือนด้วยสีหน้าโกรธเคืองว่า “จวิ้นจู่โปรดอย่าพูดจาเลอะเทอะต่อหน้าผู้คน ทำให้ราชวงศ์เสื่อมเสีย”
เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกอยากหัวเราะกับคำตักเตือนที่ไร้เหตุผลและโยนความผิดให้ผู้อื่นของเขา นางหันไปมองเซวียนผิงโหวที่มีสีหน้าจริงจังแล้วเอ่ยถามยิ้มๆ
“หากท่านโหวไม่พูด ข้ายังจำท่านไม่ได้ คดีของน้องชายท่าน ฆาตกรได้รับโทษตามกฎหมายนานแล้วมิใช่หรือ ท่านมีทุกข์อะไรอีกถึงต้องฝ่าแดดที่ร้อนแผดเผามาร้องทุกข์ที่หน้าศาลต้าหลี่แห่งนี้”
เซวียนผิงโหวโกรธมากจนพูดไม่ออก ในตอนนั้นเนื่องจากน้องชายของเขาเมาสุราจึงถูกม้าเตะจนตายในขณะที่พยายามจะทำมิดีมิร้ายกับม้าตัวผู้ เซวียนผิงโหวใช้อำนาจรังแกคนอื่น ไม่เพียงต้องการฆ่าม้าเท่านั้น แต่ยังต้องการฝังครอบครัวที่เลี้ยงม้าไปพร้อมกับมันด้วย สุดท้ายกรมอาญาจึงต้องยอมถอยให้ก้าวหนึ่งโดยการฆ่าม้าที่ไม่มีความผิด
เมื่อเซวียนผิงโหวถูกพูดแทงใจดำต่อหน้าคนอื่นและไม่สามารถโต้แย้งได้ จึงได้แต่ชี้หน้าเสิ่นเจาเหยียนพลางด่าทอ “เจ้าเป็นนางปีศาจที่ไม่เคารพกฎหมาย ยโสโอหังยิ่งนัก! ในอดีตอาศัยการปกป้องของสกุลเสิ่นจึงได้วางอำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้อื่น! ตอนนี้ยังกล้าพูดจาเหลวไหลต่อหน้าศาลต้าหลี่! มาสิ!” อารมณ์ของเขากำลังพลุ่งพล่าน จึงยกแขนขึ้นแล้วตะโกนว่า “สตรีในเรือนหลังเพ้อฝันที่จะแทรกแซงงานของราชสำนัก นับเป็นความอัปยศของราชวงศ์ของเรา! ไล่นางออกไปจากที่ทำการฝ่ายใต้!”
หากพูดเช่นนี้ในยามปกติคงจะไม่มีใครสนใจ แต่ที่แย่ก็คือผู้คนที่อยู่ตรงนี้ล้วนเป็นคนที่บิดาของนางเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เคยทำให้ไม่พอใจมาก่อน ตอนนี้พอมีโอกาสและได้อยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ พวกเขาก็แค่อยากให้บุตรสาวรับเคราะห์แทนบิดาเพื่อระบายความโกรธ ดังนั้นทันทีที่เซวียนผิงโหวเอ่ยปากก็มีผู้คนตอบรับโดยพร้อมเพรียงกัน กรูกันเข้ามาหาเสิ่นเจาเหยียนด้วยความพลุ่งพล่าน แม้ว่านางจะนำองครักษ์ติดตามมาหลายคน แต่ผู้ที่ก่อความวุ่นวายมีกำลังมากกว่า องครักษ์ติดตามจึงทำได้เพียงปกป้องนางไว้ด้านหลังกำแพงมนุษย์และพยายามถอยออกไป
บางทีอาจเป็นเพราะคนเยอะจึงฮึกเหิม ทุกคนจึงหวังให้โชคช่วยโดยคิดว่ากฎหมายจะไม่ลงโทษคนจำนวนมาก ทุกคนตะโกนว่า “สุนัขแซ่เสิ่น ทำลายชีวิตคนเหมือนผักปลา!” พร้อมกับเดินเข้าไปหาเสิ่นเจาเหยียน เบียดเสียด ดึงดัน…เสียงที่ดังกลบเสียงประท้วงอันแผ่วเบาของนาง
‘แปะ!’
เกิดความเจ็บขึ้นที่ขมับ เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกว่ามีอะไรเหนียวๆ และเปียกๆ ติดอยู่ที่ขมับของนางทั้งยังไหลลงมาตามแก้มและเข้าไปในคอเสื้อ นางยกมือขึ้นมาลูบด้วยความตื่นตระหนกและใจสั่นเมื่อพบว่าเป็นไข่ใสๆ
พวกเขา…ใจกล้า…ขว้างไข่ใส่ข้า?!
เสิ่นเจาเหยียนมองดูไข่เหลวเต็มมือก็รู้สึกทั้งตกใจและโกรธจัด ดูเหมือนว่าฝูงชนที่ก่อความวุ่นวายจะเห็นผลของวิธีการนี้จึงพากันหยิบของข้างกายมาขว้างใส่นาง
ท่ามกลางความโกลาหล มีองครักษ์ติดตามถูกก้อนหินที่กระเด็นมาจากที่ใดไม่รู้ขว้างใส่ ขณะที่เขาเบี่ยงตัวหลบก็เผยให้เห็นช่องว่างด้านหน้ามุมหนึ่ง
ในสถานการณ์เช่นนี้แม้แต่วาทศิลป์ของเสิ่นเจาเหยียนก็ไร้ประโยชน์ พวกเขาเปรียบเหมือนปลาบนเขียงที่รอให้คนเชือด แต่กลับทำได้เพียงดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ ส่วนเหวยเจิ้งนำคนของกรมอาญายืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล กอดอกมองอยู่เฉยๆ
“บังอาจ!”
จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดด้วยความโกรธดังมาจากระยะไกล เผยเจินนำเจ้าหน้าที่ของศาลต้าหลี่หลายสิบคนมาด้วย
เขาสั่งให้คนแยกเสิ่นเจาเหยียนและองครักษ์ติดตามออกมา ชักดาบยืนต่อหน้าฝูงชนแล้วตะโกนว่า “ศาลต้าหลี่ดูแลกระบวนการยุติธรรมในใต้หล้า อยู่หน้าศาลจะปล่อยให้พวกเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายได้อย่างไร!”
เขาตะโกนด้วยท่าทีน่าเกรงขาม สถานที่เกิดเหตุจึงเงียบสงบลงทันที