เสิ่นเจาเหยียนได้รับการปกป้องจากคนกลุ่มหนึ่ง สุดท้ายโหย่วจินจึงประคองนางโซเซยืนขึ้นมา
สายตามองข้ามกำแพงมนุษย์ชั้นแล้วชั้นเล่าแล้วหยุดอยู่ตรงใต้แผ่นป้ายที่แสงตะวันส่องไม่ถึง ลมหายใจชะงักเล็กน้อย นางพบกับเซี่ยจิ่งซีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว
เมื่อประสานสายตากัน เขากำลังมองลงมาที่นางด้วยท่าทางเหนือกว่า ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าหมดความอดทน ราวกับกำลังมองดูกลุ่มมดที่กำลังทำลายทัศนียภาพ
นับตั้งแต่จำความได้ เสิ่นเจาเหยียนก็ถูกรายล้อมไปด้วยการเอาอกเอาใจและประจบสอพลอเสมอมา โดยเฉพาะหลังจากหลี่เหมี่ยนขึ้นครองบัลลังก์ ทุกคนก็ยิ่งเคารพแต่ไม่อยากเข้าใกล้ ทว่าสถานการณ์ที่เหลวไหลเช่นวันนี้และสายตาของเซี่ยจิ่งซีในตอนนี้นางไม่เคยเห็นและไม่เคยคาดคิดมาก่อน ด้วยความตกใจและโกรธเคืองจึงตะลึงงันอยู่ตรงนั้น
เซี่ยจิ่งซีกลับเบือนหน้าหนี หันไปถามเหวยเจิ้งที่อยู่ข้างๆ ว่า “มีเรื่องเอะอะโวยวายอะไร”
เหวยเจิ้งประสานมือคารวะแล้วเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ
หลังจากเซี่ยจิ่งซีฟังจบแล้ว เขายังคงจ้องมองเหวยเจิ้งด้วยสายตาเย็นชาและดูแคลนอยู่ครู่หนึ่ง
เหวยเจิ้งถูกจ้องจนรู้สึกชาสันหลัง หลังจากกระแอมสองครั้งก็หันหน้าหนีแล้วถามอย่างนอบน้อมว่า “ตุลาการใหญ่เซี่ยมีอะไรจะพูดหรือไม่”
เซี่ยจิ่งซีไม่ตอบ เขาจ้องเหวยเจิ้งด้วยสายตาน่ากลัวและพูดเบาๆ ว่า “พิจารณาคดีเก่าของกรมอาญาอีกครั้ง? รองเจ้ากรมเหวยคงไม่ได้กำลังล้อข้าเล่นใช่หรือไม่”
เหวยเจิ้งอธิบายอย่างหน้าซื่อใจคดว่า “นี่เป็นเพียงการร้องทุกข์ของคนในครอบครัวนักโทษเท่านั้น ข้าไม่เคยพูดว่าเห็นด้วยที่จะให้มีการสอบสวนใหม่อีกครั้งนะ!”
“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้รองเจ้ากรมเหวยกำลังทำอะไรอยู่”
“ข้า…” เหวยเจิ้งถูกถามจนพูดไม่ออก แล้วยังคิดที่จะแก้ตัวแบบมีเล่ห์เหลี่ยมอีกครั้ง แต่กลับเห็นเซี่ยจิ่งซีหันไปพูดกับฝูงชนที่เชิงบันได
“ต้าโจวปกครองบ้านเมืองตามจริยธรรมและกฎหมาย การพิจารณาคดีใหม่และการรื้อฟื้นคดีล้วนมีระเบียบและกฎเกณฑ์ หากทุกท่านรู้สึกไม่พอใจกับคำตัดสิน สามารถไปตีกลองร้องทุกข์ที่หน้าประตูจูเชวี่ยได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าเห็นว่าในหมู่พวกท่านก็มีผู้มีอำนาจและเชื้อพระวงศ์อยู่ไม่น้อย หากต้องการเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เหตุใดจึงต้องรวมตัวกันมาก่อความวุ่นวายถึงศาลต้าหลี่ของข้าด้วย” เซี่ยจิ่งซีหันไปเหลือบมองเหวยเจิ้งแล้วเอ่ยต่อว่า “หรือทุกท่านคิดว่าข้าเป็นขุนนางใหม่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง จึงหาเหตุผลที่จะแสดงอานุภาพกับข้า?”
“จะพูดเช่นนั้นไม่ได้” เหวยเจิ้งยิ้มสุขุมเยือกเย็น “คดีของเจ้ากรมเฉินมีผลกระทบใหญ่หลวง ทุกคนแม้ไม่ใช่สหายร่วมงานแต่ก็มีความเกี่ยวดองกัน ความห่วงใยอย่างลึกซึ้งจึงเป็นเรื่องปกติ การมารวมตัวกันในวันนี้ก็เพียงต้องการฟังความเห็นของตุลาการใหญ่เซี่ยเท่านั้นว่าจะไม่ปกป้องและลำเอียงด้วยเหตุผลต่างๆ นานา…”
“อ้อ?” เซี่ยจิ่งซีประหลาดใจอย่างยิ่ง “รองเจ้ากรมเหวยพูดเช่นนี้ข้ารู้สึกอยากรู้อย่างยิ่ง กฎหมายของราชวงศ์เรานั้นเข้มงวดมีขอบเขต การปกป้องและลำเอียงถือเป็นความผิดร้ายแรง ต้องการความห่วงใยและการตักเตือนจากคนที่ไม่เกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อไรกัน หรือว่าการทำคดีของกรมอาญาปฏิบัติกันเช่นนี้?”
“เจ้า!” เหวยเจิ้งโกรธเคืองเป็นอย่างยิ่ง พูดอะไรไม่ออกอยู่เป็นนาน
เซี่ยจิ่งซีได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากผู้ช่วยตุลาการศาลต้าหลี่เป็นตุลาการใหญ่ศาลต้าหลี่ยังไม่ถึงปี ก่อนหน้านี้ในราชสำนักเขายังเป็นคนที่เชี่ยวชาญในการเก็บซ่อนความสามารถอีกด้วย จนถึงวันนี้ฝ่ายสกุลหวังยังรู้จักเขาน้อยมาก
ส่วนเหตุการณ์ในวันนี้เสนาบดีหวังเป็นผู้สั่งการ ต้องการให้เหวยเจิ้งพาคนมาลองเชิงเขา
คนหนุ่มรุ่นหลังทั่วไปหากต้องเผชิญกับสถานการณ์ในวันนี้ไม่เพียงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่ยังจะลดท่าทีและขอคำแนะนำจากเหวยเจิ้งอีกด้วย ไม่คาดคิดว่าคนผู้นี้อายุยังน้อยแต่กลับใช้กลเม็ดในราชสำนักอย่างย้ายดอกทาบกิ่งและชี้กวางเป็นม้าได้คล่องแคล่วเสียจริง