บทที่ 6 สหายเก่าเขาตงซาน 5
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน งานเลี้ยงฉลองรับวสันต์ยังไม่สิ้นสุด แม้กล่าวได้ว่าการกระทำของเยี่ยถิงเยี่ยนนั้นรุนแรงเกินเหตุ ทว่าซ่งหลันรู้แก่ใจดีว่านี่เป็นผลลัพธ์จากการถูกอวี้ชิวสือบีบคั้นจนสุดจะทานทน ยามนี้จึงอดไม่ได้ที่จะมีโทสะขึ้นมาเล็กน้อย
พอเห็นว่าเขาอยากเอ่ยวาจา ซูลั่วเวยก็รีบเดินออกไปก้าวหนึ่ง ลดเสียงลงเอ่ยว่า “ฝ่าบาท งานเลี้ยงยังไม่สิ้นสุด หากเรียกหมอหลวงมาที่นี่ เรื่องนี้คงบานปลายใหญ่โตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่นี่คือเขตพระราชฐานชั้นในของวังหลวง จะให้เขารั้งอยู่คนเดียวเกรงว่าคงไม่เหมาะสม ฝ่าบาทกับท่านราชครูอยู่ในงานให้สบายใจเถิด หม่อมฉันจะพาใต้เท้าเยี่ยไปรักษาบาดแผลเองเพคะ”
ซ่งหลันกุมมือนางแน่นกว่าเดิมพลางเอ่ย “ลำบากพี่หญิงแล้ว หลังพี่หญิงจัดการเรียบร้อย อย่าลืมกลับมาด้วยเล่า เหล่าบัณฑิตยังต้องรับฟังคำชี้แนะของท่านกับเราอีก”
ซูลั่วเวยขานตอบ “เพคะ”
ซ่งหลันครุ่นคิดก่อนจะเรียกคนคุ้นเคยผู้หนึ่งที่โผล่มาจากทางด้านข้าง “เฝิงอิง เจ้าตามฮองเฮาไปแล้วกัน”
ที่บอกว่าเป็นคนคุ้นเคย เพราะซูลั่วเวยเห็นหน้าเขาบ่อยครั้งมาตั้งแต่เมื่อก่อน คนผู้นี้ก็คือลู่เหิง ชื่อรองเฝิงอิง หัวหน้าองครักษ์จินเทียนที่เพิ่งถูกเยี่ยถิงเยี่ยนแย่งดาบสั้นไปได้นั่นเอง
ลู่เหิงคือองครักษ์ตำหนักบูรพา คนสนิทของรัชทายาทที่มาเชิญนางกลับจวนในคืนที่เกิดคดีลอบสังหารครั้งนั้น
ภายหลังพอซ่งหลันขึ้นครองราชย์ต่อจากอดีตฮ่องเต้ นางมอบป้ายคำสั่งหน่วยองครักษ์จินเทียนให้ ลู่เหิงจึงย้ายไปอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของฮ่องเต้พระองค์ใหม่เป็นธรรมดา และเนื่องด้วยมิตรภาพในกาลก่อนทำให้เขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วไร้อุปสรรค รับตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์หลวงควบคู่กับปกครองหน่วยองครักษ์จินเทียน นับว่าราบรื่นสมหวังดังใจหมาย
แม้การอยู่ภายใต้อำนาจของอวี้ชิวสือ เวลานี้หน่วยองครักษ์จินเทียนทำหน้าที่ได้เพียงอารักขาฮ่องเต้ให้ปลอดภัย ไม่สามารถจัดการเรื่องสกปรกโสมมแทนฮ่องเต้ได้ แต่คนกลุ่มนี้ล้วนเป็นองครักษ์พลีชีพที่รัชทายาทฝึกฝนมาเองกับมือและพวกเขามีความซื่อสัตย์จงรักภักดีอย่างยิ่ง
เมื่อลู่เหิงเงยหน้าขึ้น ซูลั่วเวยก็เก็บงำสีหน้าเย็นชาปานน้ำแข็งไปแล้ว นางส่งยิ้มให้เขาเหมือนอย่างเคยก่อนเอ่ยขึ้น
“เฝิงอิง เหตุใดวันนี้เจ้ามีสีหน้าไม่ค่อยดีเลยเล่า เมื่อครู่แม้แต่บัณฑิตอย่างใต้เท้าเยี่ยยังแย่งดาบสั้นไปได้อย่างไม่ทันตั้งตัว เป็นเพราะช่วงนี้เหน็ดเหนื่อยเกินไปหรือไม่”
ลู่เหิงรีบคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ก้มศีรษะลงต่ำพลางกล่าวว่า “กระหม่อมบกพร่องต่อหน้าที่”
ซูลั่วเวยยอบกายทำความเคารพซ่งหลัน เอ่ยปากหยอกล้อว่า “บกพร่องต่อหน้าที่อะไรกัน เจ้าถวายอารักขาข้างพระวรกายฝ่าบาท ทุ่มเทอย่างหนักมีความดีความชอบไม่น้อย ข้าก็แค่หวังดีอยากทูลขอวันหยุดกับฝ่าบาทให้เจ้าสักสองสามวันเท่านั้น”
ซ่งหลันเพ่งมองอย่างละเอียด สังเกตเห็นว่าวันนี้ใบหน้าของลู่เหิงซีดเซียวอยู่บ้างจริงๆ อีกฝ่ายได้รับเลือกเป็นองครักษ์หลินเว่ยตั้งแต่เล็ก หลังได้รับการยอมรับและถูกแต่งตั้งเป็นราชองครักษ์ส่วนพระองค์ก็ฝึกฝนอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน วินัยไม่เคยย่อหย่อน หากมิใช่เพราะร่างกายไม่ค่อยสบายเกรงว่าคงไม่มีทางปล่อยให้เยี่ยถิงเยี่ยนแย่งดาบสั้นไปอย่างง่ายดายเช่นนี้แน่
ดังนั้นซ่งหลันจึงเอ่ยว่า “ช่างเถิด ฮองเฮากล่าวถูกต้องแล้ว หลังงานเลี้ยงฉลองรับวสันต์สิ้นสุดลง เราจะให้วันหยุดเป็นรางวัลแก่เจ้าสักหลายวัน กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่สักหน่อยเถิด”
ลู่เหิงกำลังกล่าวขอบพระทัยอยู่ ทางด้านเยี่ยถิงเยี่ยนก็ได้ขันทีฝ่ายในหลายคนพยุงร่างลุกขึ้นมาแล้ว เขาเดินโซเซมาคุกเข่าถวายบังคมลา ซ่งหลันขวางการทำความเคารพของเขาไว้พลางเอ่ย
“เราจำได้ว่าหลังถิงเยี่ยนมาถึงเมืองเปี้ยนตู เพียงหาจวนพักที่เรียบง่ายเอาไว้ แม้แต่บ่าวรับใช้ในจวนก็มีน้อยยิ่ง เจ้าได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ ไม่มีใครดูแลบาดแผลจะหายดีได้อย่างไร ประเดี๋ยวหากหมอหลวงตรวจแล้วพบว่าอาการไม่สู้ดีก็อยู่พักในวังหลวงสองสามวันเถิด”
แต่ไหนแต่ไรมาเขตพระราชฐานชั้นในไม่เคยรั้งขุนนางฝ่ายนอกไว้ นี่นับเป็นความเมตตาอันใหญ่หลวง
ถึงจะเป็นเช่นนั้นเยี่ยถิงเยี่ยนก็รู้แก่ใจดีว่าคำพูดประโยคนี้ของฮ่องเต้คงพูดให้อวี้ชิวสือฟังมากกว่า จะถือเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ แต่เขากลับยังแสร้งทำเป็นซาบซึ้งใจจนน้ำตาเกือบร่วงพลางกล่าวขอบพระทัย
“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาพ่ะย่ะค่ะ”