บทที่ 115 เทศกาลซั่งหยวน
บนโต๊ะอาหารมื้อนี้ ฝั่งหนึ่งกินอย่างครึกครื้น ฝั่งหนึ่งกินอย่างเงียบเชียบ หมิงหวาฉังกินไปพลางพูดคุยกับเจิ้นกั๋วกงไปพลาง เริ่มจากเรื่องตระกูลเดิมของท่านอาสะใภ้รองมีคนเพิ่มขึ้นมา เทศกาลซั่งหยวนควรส่งของกำนัลใดดีไปให้จนถึงเรื่องที่เมื่อคืนกลางดึกลมแรง รบกวนจนครึ่งคืนหลังนางนอนหลับไม่สนิท ปากเล็กๆ ของนางขยับขึ้นลง ถ้อยคำมากมายเรื่อยเปื่อย มิหนำซ้ำแทบจะไม่มีช่วงเว้นว่าง เจิ้นกั๋วกงเองก็ตอบกลับตามใจคิด คิดเรื่องใดก็พูดเรื่องนั้น หัวข้อสนทนาจึงถูกพาไปไกล ขณะที่หมิงหวาจางกลับนั่งตัวตรงพลางกินอาหารไปอย่างเงียบๆ ไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียว
บทสนทนานี้หากจดบันทึกไว้จะต้องเป็นบทสนทนาที่ทั้งไร้เหตุผลและไร้คุณค่า ทว่าชีวิตคนเราไม่ใช่ขนไก่เปลือกกระเทียม* ที่ไร้คุณค่าเหล่านี้สั่งสมรวมกันหรือ เรื่องส่งของกำนัลใดให้บ้านญาติ เรื่องเสื้อผ้าอาหารการเดินทาง วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า…สิ่งเหล่านี้คือการดำเนินชีวิต
หมิงหวาจางแม้มีส่วนร่วมกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในจวนไม่มากนัก แต่ความจริงแล้วเขาชอบฟังยิ่ง หัวข้อสนทนาพวกนี้ก็เหมือนอาหารที่ปรุงด้วยฟืน มีกลิ่นอายควันไฟที่เด่นชัด ทำให้คนผ่อนคลายไปถึงหัวใจ ทางหนึ่งเขาละโมบอาลัยอาวรณ์ อีกทางหนึ่งก็ตระหนักได้ชัดเจนอย่างยิ่งว่าตนเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของที่นี่
เขาวางตะเกียบลง หยิบผ้าขึ้นเช็ดมือ เจิ้นกั๋วกงเห็นจึงเอ่ยถาม “กินเสร็จแล้วหรือ กินแค่นี้เองรึ”
หมิงหวาจางยิ้มพลางตอบ “ข้ากินอยู่ตลอด ที่จริงแล้วกินไปไม่น้อยเลย”
เจิ้นกั๋วกงยังคงไม่วางใจ กำชับให้เขากินมากๆ ครั้นหันมาเห็นท่าพุ้ยข้าวอย่างร่าเริงของหมิงหวาฉัง เขาก็อดติติงไม่ได้
“เจ้ากินให้น้อยลงหน่อยเถิด ใกล้จะออกเรือนแล้ว วันๆ ยังกินอาหารเช้าอาหารดึกไม่ขาดสักมื้อ แม่นางบ้านใดบ้างไม่ระวังเช่นเจ้า”
หมิงหวาฉังไม่พอใจแล้ว “ท่านด่าว่าข้าเกียจคร้าน ด่าว่าข้าไม่เรียนดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพ ตอนนี้แม้แต่ข้ากินอาหาร ท่านก็ยังด่าว่าเชียวหรือ ผู้อื่นลำเอียงก็ไม่ลำเอียงเท่าท่าน”
เจิ้นกั๋วกงโมโหจนจะด่าว่าลูกอกตัญญู แต่หมิงหวาจางยับยั้งได้ทันท่วงที “ท่านพ่อ ฉังฉังพูดมีเหตุผล ร่างกายนางยังอยู่ในวัยกำลังโต ควรกินให้มากนอนให้มาก ท่านอย่าเข้มงวดกับนางเกินไป”
เจิ้นกั๋วกงหัวเสียตวัดตาไปทางหมิงหวาฉัง “เจ้าดูเสียบ้างว่าพี่ชายเจ้ารู้คิดเพียงใด แล้วดูเจ้าเถิด รู้จักแต่เถียงข้า ยังไม่รีบขอบคุณพี่ชายเจ้าอีก”
หมิงหวาฉังแค่นเสียงเบาๆ โต้กลับไปว่า “หากไม่มีท่าน พวกเราพี่น้องก็ผูกพันกันดี ท่านอย่ามายุแยงอยู่ตรงนี้”
เจิ้นกั๋วกงถูกยั่วโมโหอีกคราจนหนวดกระดิกตาเบิกกว้าง หมิงหวาจางจึงรีบปราม “ฉังฉัง พูดให้น้อย ท่านพ่อก็หวังดีกับเจ้าเช่นกัน”
หมิงหวาฉังกลอกตา พุ้ยข้าวในชามจนหมดอย่างรวดเร็ว วางชามลงเสียงดังแล้วจากไป เจิ้นกั๋วกงเห็นเช่นนี้ก็พูดด้วยโทสะ
“เจ้าดูนางเถิด ยังกล้าชักสีหน้าใส่ข้า! แม่นางบ้านใดบ้างทำตามใจชอบเช่นนาง”
ใครตามใจจนเป็นเช่นนี้เล่า ในใจเขาไม่รู้เลยหรือไร…หมิงหวาจางคิด หมิงหวาฉังเกิดมาก็ขาดมารดา เจิ้นกั๋วกงกลัวว่านางอยู่เรือนหลังจะถูกรังแก ตั้งแต่เล็กจนโตจึงหักใจพูดจารุนแรงกับนางไม่ได้สักประโยค นางต้องการสิ่งใดล้วนมอบสิ่งนั้น ดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพเรียนไม่ได้ความ เช่นนั้นก็เลิกเรียน เย็บปักถักร้อยถูกเข็มตำอยู่เรื่อย เช่นนั้นก็ให้ช่างเย็บปักมาทำแทน นางไม่จำเป็นต้องได้ที่หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเฉียบแหลมรู้ความ บิดาก็ยังคงรักนาง ตามใจนาง และหวงแหนนางอย่างไร้เงื่อนไข
เพราะได้รับความรักเต็มเปี่ยมมาตั้งแต่เล็ก หมิงหวาฉังจึงกล้าโต้แย้งผู้ใหญ่ กล้าออกไปข้างนอกตามใจชอบ กล้าชวนคนแปลกหน้าสนทนาราวกับยอดฝีมือนักเข้าสังคม เพราะนางรู้ซึ้งว่ารักนั้นไร้เงื่อนไข ขอเพียงนางเดินหน้าไปหนึ่งก้าวก็จะได้รับผลตอบแทนแน่นอน