บทที่ 111 โตขึ้นอีกปี
ภายในโถงเหยียนโซ่วจุดกระถางไฟจนอบอุ่นดุจฤดูวสันต์ ควันกำยานกฤษณาดำ ลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากเตาป๋อซาน เหล่าสาวใช้กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดวางภาชนะสำหรับมื้ออาหารในคืนส่งท้ายปีเก่า ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงถูกพวกหลานสาวกับลูกสะใภ้ห้อมล้อม สายตานางกวาดมองในโถงใหญ่นี้ช้าๆ ก่อนขมวดคิ้วถาม
“เจ้ารองเล่า”
ในโถงไปเงียบครู่หนึ่ง เจิ้นกั๋วกงก็เอ่ยตอบ “หลายวันนี้จวนที่ว่าการเมืองหลวงต้องสรุปคดี ทั้งยังต้องประสานงานกับทางสำนักตรวจการ คาดว่าเขาคงยุ่งกับเรื่องคดีอยู่”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง “เขายุ่งมาจนสิ้นปีแล้ว ปกติก็ไม่ได้เห็นหน้าเห็นตาเขา ตอนนี้ราชสำนักอุตส่าห์หยุดทั้งที แค่กินอาหารส่งท้ายปีเก่าด้วยกันสักมื้อก็เจียดเวลาไม่ได้เชียวหรือ”
โดยส่วนตัวแล้วเจิ้นกั๋วกงรู้สึกเช่นกันว่าหมิงหวาจางใส่ใจเรื่องการงานจนเกินควร ไม่ใช่เพราะเขารู้สึกว่าหมิงหวาจางละเลยทางบ้าน แต่เพราะกังวลว่าอีกฝ่ายจะถูกไฟลามตัว กระนั้นยามอยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกับบ้านรองและบ้านสาม เจิ้นกั๋วกงยังคงปกป้องบุตรชายของตน
“เขาเพิ่งไปทำงานในจวนที่ว่าการเมืองหลวง มีงานหลายอย่างต้องเรียนรู้ ผู้บังคับบัญชาของเขาหยุดพักได้ แต่เขาไม่กล้าบกพร่อง”
ถ้อยคำนี้ใช้หลอกผู้อื่นก็แล้วไปเถิด แต่บ้านรองกับบ้านสามไม่เชื่อ ท่านอารองกล่าวว่า “เหตุใดข้าได้ยินมาว่า…เจ้ารองล้มล้างคดีที่ผู้ว่าการเมืองหลวงสรุปไปแล้ว ตอนนี้กำลังติดต่อกับกองตรวจตราอย่างใกล้ชิดเล่า”
เจิ้นกั๋วกงย่อมรู้เรื่องเหล่านี้เช่นกัน เขาไม่เห็นด้วยที่หมิงหวาจางบุ่มบ่ามเช่นนี้ ทว่าลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ มิหนำซ้ำเด็กคนนี้ดุจกระบี่คมที่ชักออกจากฝัก เผยประกายคมปลาบ เปี่ยมด้วยความแกร่งกล้ามาแต่กำเนิดแล้ว
แต่ต่อให้เจิ้นกั๋วกงไม่เห็นด้วยสักเพียงใด ทว่าต่อหน้าคนนอกก็ยังคงพูดปกป้อง “นั่นเป็นเพราะเขามีความรับผิดชอบต่อคดี เด็กคนนี้จริงจังมาตั้งแต่เล็ก ยอมรับความสะเพร่าไม่ได้แม้แต่น้อย พอเข้าสู่แวดวงขุนนางแล้วก็ยังเป็นเช่นเดิม”
เห็นท่าทางของเจิ้นกั๋วกงที่พูดจาแทนบุตรชาย ฮูหยินรองก็กระจ่างแจ้งว่าอีกฝ่ายให้ท้ายหมิงหวาฉังจนกลายเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร อุตส่าห์มีชาติกำเนิดที่ดี แต่กลับวิ่งออกไปข้างนอกทั้งวี่วันราวเด็กหญิงไร้หัวคิด ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงไม่ควบคุมเรื่องในจวน เจิ้นกั๋วกงก็เอาแต่ตามใจบุตรเช่นนี้ นางจะคอยดูว่าต่อไปหมิงหวาฉังจะหาครอบครัวสามีอะไรได้
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงแค่นเสียงแล้วเอ่ยว่า “ตั้งแต่แรกที่เขาเข้าจวนที่ว่าการเมืองหลวงข้าก็ไม่เห็นด้วย หากไปสำนักหงเหวิน ตอนนี้ก็ได้นั่งสบายอย่างมั่นคงไปแล้ว มีหรือจะต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้น เจ้าเป็นบิดากลับไม่ควบคุมอะไร ให้ข้าต้องเป็นคนเลวอยู่เพียงผู้เดียว”
เจิ้นกั๋วกงยิ้มประจบ ไม่กล้าล่วงเกินมารดา ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกวาดตามองอีกคราหนึ่ง ยังคงถามด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“นางหนูรองเล่า เหตุใดนางหนูรองก็ไม่อยู่”
ผู้คนเหลียวมองโดยรอบก็ไม่พบหมิงหวาฉังจริงๆ ฮูหยินสามเอ่ยช้าๆ “นางหนูรองคงจะอยู่ที่เรือนเจ้ารองกระมัง พวกเขาพี่น้องผูกพันกันมาก อยู่ด้วยกันตลอดทั้งวัน แม้แต่ช่วงใกล้วันปีใหม่พวกเขาก็ยังทำเหมือนเด็กหลบไปเล่นขายของกัน”
เจิ้นกั๋วกงรู้สึกเสียหน้า จึงหันไปสั่งผู้ติดตาม “พวกผู้ใหญ่กำลังคอยอยู่ จงไปเรียกคุณชายรองกับคุณหนูรองมา”
ขณะเดียวกันหมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังกำลังเดินเคียงกันมุ่งหน้ามายังโถงเหยียนโซ่ว หมิงหวาจางยื่นมือกั้นกิ่งเหมยแดงไว้ หมิงหวาฉังก็เดินผ่านใต้กิ่งนั้นก่อนถาม
“พี่รอง คดีนี้จะตัดสินอย่างไรหรือ”
“โทษของหลูตู้ตัดสินได้ง่าย กำหนดให้ประหารหลังฤดูสารทแล้ว แต่ทางวัดผู่ตู้ไม่รู้ควรมีโทษสถานใด กรมอาญากับศาลต้าหลี่ยังคงถกเถียงกันอยู่” หมิงหวาจางกล่าว “เจ้าอาวาสไม่มีส่วนร่วมในการสังหารคน ทว่ารู้แล้วไม่แจ้งทางการจะนับเป็นการช่วยปกปิดหรือไม่ รองเจ้ากรมอาญาทั้งสองมีความเห็นที่ต่างกัน คนหนึ่งเห็นว่าวัดพุทธอยู่นอกทางโลก เจ้าอาวาสไม่ควรเป็นฝ่ายเปิดเผยเรื่องส่วนตัวของผู้สักการะเสียเอง แต่เมื่อทางการไปถามก็ควรแจ้งตามตรง อีกคนหนึ่งเห็นว่าในเมื่อวัดพุทธสร้างบนดินแดนต้าโจวก็ควรปฏิบัติตามกฎหมายต้าโจว ควรเอาผิดเจ้าอาวาสวัดผู่ตู้สถานหนักมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง”