บทที่ 60.1
ทว่าคนที่เดินทางไปอำเภอเฉียนโจวกับซือถูเซิ่งยังมีองค์ชายหกด้วย
พอเกิดเรื่องกับรัชทายาท ทำให้องค์ชายหกใจคอไม่ดีอยู่บ้าง เขาจึงใช้โอกาสนี้ไปปฏิบัติงานที่อำเภอเฉียนโจว ขณะเดินทางเขาก็ไต่ถามซือถูเซิ่งเป็นการส่วนตัว
“ท่านอาจารย์ เกิดเรื่องกับรัชทายาทครานี้ เขาจะโทษว่าเป็นความผิดของข้าไปด้วยหรือไม่”
คราวก่อนหลานชายที่ขูดรีดชาวบ้านของสกุลอันผู้นั้นเห็นสินค้าบนเรือรัชทายาทโดยบังเอิญ ในนั้นล้วนเป็นเงินทองที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนเป็นหีบๆ
เพราะเหตุนี้องค์ชายหกจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดสังหารหลานชายของสกุลอันปิดปาก
เขาเองก็เพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งว่ารัชทายาทกระทำความผิดอะไรไว้บ้างในคดีที่สืบสาวราวเรื่องจนพบการลักลอบขายดินประสิวเถื่อนเมื่อไม่นานมานี้
ซือถูเซิ่งรู้ว่าศิษย์ของตนใจเสาะ มักกลัวถูกใบไม้ทับตายเสมอ จึงกล่าวเสียงเคร่งขรึม “คนที่เข้าวังหลวง ‘ถวายลิ้นจี่’ มิใช่องค์ชายหกสักหน่อย พระองค์เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายหกฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ครั้งนี้องค์ชายสี่ต่อสู้ฟาดฟันกับรัชทายาท เขาหลบอยู่ด้านข้างไม่พูดไม่จาก็หมดเรื่อง
กระนั้นเรื่องที่เขากังวลใจมากที่สุดมิใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเบื้องลึกเบื้องหลังที่บิดาออกหน้าเองจนกลายเป็นเรื่องใหญ่
“ท่านอาจารย์ ข้าหวังดีต่อท่าน เรื่องอดีตนั่น…อย่ายุ่งเกี่ยวจะดีกว่า น้ำลึกเกินไป!”
ซือถูเซิ่งมององค์ชายหกด้วยสายตาแฝงนัยชวนขบคิด “ตรัสให้กระหม่อมฟังดูก็ไม่เสียหายพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายหกชะโงกมองด้านนอกรถม้าก่อนจะกระซิบที่ข้างหูเขา “ท่านก็รู้ว่าข้ายังมีพี่สามอีกคน ขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนักไม่มีใครเคยพบเห็นองค์ชายสาม แต่เสด็จพ่อทรงเก็บรักษาตำแหน่งยศศักดิ์ทั้งหมดของเขาเอาไว้ มิหนำซ้ำยังเก็บรักษาคฤหาสน์ให้เป็นจวนประจำตัวเขาและพระราชทานรางวัลส่งไปที่นั่นทุกเทศกาลวันตรุษ เพียงบอกต่อคนนอกว่าพี่สามของข้าป่วยหนักไม่สะดวกจะพบใคร…”
เขาไม่ได้รู้เรื่องนี้คนเดียว ขุนนางเก่าแก่อาวุโสของราชสำนักมีคนใดไม่รู้บ้าง
ทว่าแต่ละคนต่างปิดปากเงียบดุจจักจั่นในฤดูหนาว ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง แต่ลับหลังกลับเรียกจวนขององค์ชายสามว่า ‘คฤหาสน์ผี’ ส่วนองค์ชายสามผู้นี้ก็คือองค์ชายผี!
องค์ชายหกเล่าต่อเสียงเบา “เขาถือกำเนิดจากฟางเหลียงตี้* ในตำหนักของรัชทายาทเมื่อครั้งอดีต แต่ถูกโจรลักพาตัวไปในงานเทศกาลโคมไฟตอนอายุสามขวบ…ข้าก็เพิ่งได้ยินในภายหลังว่าพี่สามหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำยิ่ง วันนั้นเดิมทีฟางเหลียงตี้ไม่ได้ตั้งใจพาบุตรชายที่ยังเด็กเพียงนั้นไปงานเทศกาลโคมไฟ แต่เผอิญว่าฮองเฮาซึ่งยังเป็นชายาเอกของรัชทายาทในเวลานั้นนึกสนุกอยากพาสนมชายาในวังไปที่หอคอยชมทิวทัศน์ แต่ทั้งที่มีบ่าวไพร่ติดตามไปมากมาย กลับปล่อยให้เด็กคนหนึ่งหายไปได้! ตอนนั้นเสด็จพ่อกริ้วจัด มีพระบัญชาให้ตรวจค้นทั้งเมือง แม้จะจับกุมโจรลักพาตัวได้หลายคน แต่พวกเขาต่างพูดว่าไม่มีเด็กวัยเท่านี้ตกอยู่ในมือตน…ทางด้านฟางเหลียงตี้สูญเสียบุตรชายก็ตรอมใจจนล้มป่วย ภายหลังนางป่วยตายด้วยเหตุใดก็สุดรู้ นับจากนั้นเรื่องนี้ก็กลายเป็นปมในพระทัยเสด็จพ่อ ทรงกลัวว่าพี่สามของข้าจะไม่กลับมาจึงตั้งพระทัยเก็บรักษาจวนกับบรรดาศักดิ์ของเขาเอาไว้โดยเฉพาะ แล้วอาการจดจ่อกับการตามหาคนของเสด็จพ่อมักจะกำเริบทุกสองสามปี พอคนที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ทำไม่สำเร็จก็จะกลายเป็นที่ระบายโทสะของเสด็จพ่อ…”
ว่ากันว่าสมัยบิดายังเป็นรัชทายาท บิดากับฟางเหลียงตี้มีความรักต่อกันอย่างลึกซึ้ง ถึงขั้นรักใคร่โปรดปรานพระโอรสองค์ที่สามมากกว่าพระโอรสองค์โตสายเลือดชายาเอก ถ้าเขายังอยู่เป็นไปได้ว่ารัชทายาทองค์ปัจจุบันอาจไม่มีสิทธิ์เป็นผู้สืบทอดราชสมบัติในตอนนี้ ดังคำกล่าวที่ว่ารักเรือนย่อมรักอีกาบนหลังคาเรือน
ซือถูเซิ่งเข้าใจความหมายของศิษย์แล้ว หากใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างลงโทษรัชทายาทก็ให้ยุติเท่านี้เป็นการดี อย่าไปกระตุ้นให้ฮ่องเต้กลับมาจดจ่ออยู่กับตามหาพระโอรสอีกเด็ดขาดจนได้รับหน้าที่ที่สลัดไม่หลุด
ใช่ว่าจะเป็นเทพมาจากที่ใด เวลาผ่านไปเนิ่นนานปานนี้แล้วจะไปตามหาตัวเด็กคนนั้นได้อย่างไร