บทที่ 58.1
วันงานเทศกาลคึกคักพลุกพล่านเช่นนี้มักเป็นช่วงที่มีสตรีในห้องหอกับเด็กน้อยหายตัวไปมากที่สุด
ซุนซื่อมารดาของฉู่หลินหลางเคยเล่าเหตุการณ์สมัยวัยเยาว์ว่าตนเองถูกคนแปลกหน้าอุ้มไปแล้วถูกขายต่อเป็นทอดๆ อย่างไรให้นางฟัง
อาจเป็นเพราะมารดานางมีชะตากรรมที่น่าสลดใจ ตอนฉู่หลินหลางเป็นเด็ก มารดาจึงไม่เคยให้นางไปเที่ยวงานครึกครื้นเช่นนี้คนเดียวสักครั้ง และไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็ต้องจับมือเล็กๆ ของนางไว้แน่น
พอมารดาคอยพร่ำสอนเป็นประจำ ก็ทำให้นางกลายเป็นคนระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง
เพียงแต่นางไม่นึกว่าที่นี่อยู่ใต้เบื้องบาทโอรสสวรรค์ หาใช่ชนบทห่างไกลความเจริญไม่ อีกทั้งนางไม่ได้อยู่คนเดียวเพียงลำพัง ทว่ายามกลางวันแสกๆ ก็เริ่มมีพวกโจรร้ายสะกดรอยตามสตรีอย่างอุกอาจแล้วหรือ
จุดนี้ค่อนข้างเปลี่ยวเงียบ ส่วนพวกที่ตามหลังมาแต่ละคนก็ร่างใหญ่กำยำ ถ้าตอนนี้ร้องตะโกนเสียงดังจะเป็นการเร่งให้พวกเขาเข้ามาจับตัวคน อีกทั้งข้างกายนางก็มีแต่สาวใช้น้อยสองคนกับบ่าวรับใช้หนึ่งคน น่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา
เดินต่อไปข้างหน้าอีกจะเป็นหัวถนนสายหนึ่ง ตรงนั้นมีรถม้าซึ่งตัวรถทำจากไม้หลิวคันหนึ่งจอดอยู่ บนนั้นมีสารถีหน้าดำคล้ำนั่งอยู่ ดูเหมือนจะมองดูนางอย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้างเช่นกัน…
ฉู่หลินหลางจงใจชะงักฝีเท้าหยุดยืนชมดอกซิ่งบนกิ่งไม้ที่ทอดตัวออกมาเหนือกำแพงครึ่งหนึ่งในตรอกพลางขบคิดครู่เดียวก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว
นางรู้ว่าเหตุใดคนด้านหลังถึงได้รีรอไม่ลงมือเสียที…พวกเขากำลังรอให้นางเดินไปถึงปากตรอกที่รถม้าจอดอยู่อย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้นคนด้านหลังจะกรูกันเข้ามาจับนางที่ไม่ทันระวังตัวยัดเข้าไปในรถม้าที่เตรียมไว้โดยที่พวกสาวใช้ที่มาด้วยกันก็ยังตั้งตัวไม่ติด
พอนางอยู่บนรถม้าก็จะถูกปิดปากมัดมือมัดเท้าไว้กลายเป็นปลาบนเขียง จะทำอย่างไรกับนางก็ได้
ฉู่หลินหลางพยายามสูดลมหายใจลึกๆ คราหนึ่งให้ตนเองสงบอกสงบใจลงอย่างรวดเร็ว นางมองสำรวจไปรอบด้านแล้วหันไปกระซิบถามบ่าวรับใช้ด้านข้าง
“หวังอู่ ปกติเจ้าทำหน้าที่ผ่าฟืนจุดเตา ได้พกแท่งจุดไฟติดตัวไว้หรือไม่”
หวังอู่ฉงนสงสัย แต่ยังคงพยักหน้ากล่าวว่า “มีขอรับ ผู้ดูแลฉู่ต้องการใช้หรือ”
เห็นฉู่หลินหลางพยักหน้า เขาก็เอาแท่งจุดไฟที่พกไว้ส่งให้นาง
ฉู่หลินหลางหักแท่งจุดไฟเป็นสองท่อนแล้วขว้างไปทางรั้วไม้เตี้ยๆ จากนั้นกองฟืนที่วางกองไว้ของเรือนหลังหนึ่งก็เริ่มติดไฟลุกไหม้
กองฟืนพวกนั้นใช้การได้ไม่เลวจริงๆ ด้านบนยังวางกิ่งต้นสนเล็กๆ ซึ่งเป็นเชื้อไฟ พอเปลวไฟลามเลียก็ลุกพึ่บ ชั่วพริบตาก็มีควันลอยโขมงขึ้นมา
ซย่าเหอกับตงเสวี่ยจับต้นชนปลายไม่ถูก พากันมองไปทางคุณหนูใหญ่ของตนอย่างแตกตื่น
เหตุใดคุณหนูใหญ่ของพวกนางต้องวางเพลิงยามกลางวันแสกๆ หรือมีความแค้นกับคนในเรือนหลังนี้
จังหวะนี้เองฉู่หลินหลางก็ตะโกนเสียงดังลั่น “แย่แล้ว! ไฟไหม้แล้ว! รีบมาดับไฟกันเร็วเข้า” พอตะโกนจบนางก็กระซิบบอกอีกสามคนที่อยู่ข้างกาย “เร็วเข้า! ตะโกนพร้อมกับข้า”
แม้ตงเสวี่ยจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่เห็นไฟไหม้รุนแรงขึ้นทุกที ขืนไม่รีบดับไฟคงเผารั้วไม้จนหมดแล้ว นางจึงเริ่มตะโกนเสียงดังตามไปด้วย ส่วนอีกสองคนก็ส่งเสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนก
ชั่วขณะนั้นเสียงร้องตะโกนของพวกเขาก็ดังไปทั่วตรอกที่เงียบเชียบ
ครั้นสถานการณ์พลิกผันกะทันหัน พวกบุรุษฉกรรจ์ร่างใหญ่ที่สะกดรอยตามพวกนางล้วนตั้งตัวไม่ติด
ฉู่หลินหลางเห็นบุรุษฉกรรจ์ที่ตามหลังมาโดยตลอดพวกนั้นมีสีหน้าตกตะลึง คงคิดไม่ถึงเช่นกันว่าจู่ๆ นางจะจุดไฟแล้วตะโกนเรียกคน
บุรุษฉกรรจ์ที่เป็นหัวหน้าตระหนักได้ในทันใด
สตรีผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์เสียจริง! นางต้องรู้ทันพวกเขาถึงได้ใช้อุบายนี้เป็นแน่