บทที่ 57.1
ดูเหมือนว่าสตรีผู้นี้ไม่ล่วงรู้ว่าเวลาที่นางงดงามที่สุดหาใช่ยามยิ้มหวานประจบเอาใจคน แต่เป็นท่าทางที่นางเบิกตาจนกลมโต เลิกคิ้วเรียวสูงอย่างดุดัน ทั่วร่างแผ่รัศมีความมีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยพลังออกมา เสมือนพริกเผ็ดทำให้แสบร้อนไปทั้งกาย ทว่าหลังได้ลิ้มชิมรสแล้วกลับติดใจมิรู้ลืม…
แน่นอนว่าตัวนางก็มีจุดที่ควรค่าแก่การลิ้มลองมากมายเหลือเกิน ซือถูเซิ่งคล้ายย้อนเวลากลับไปสมัยวัยเยาว์เมื่อครั้งที่ฉู่หลินหลางตัวน้อยหาเงินได้เป็นครั้งแรกแล้วพาเขาไปที่ร้านขายขนมหวาน เขาเห็นขนมหวานสารพัดชนิดละลานตาแล้วก็ไม่รู้ว่าควรเลือกเช่นไรดี
ชิ้นเดียวไม่พอ เขาอยากได้ทั้งหมด!
ระหว่างที่กำลังคลอเคลียกันก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องหนังสือดังขึ้น
ก้อนน้ำตาลที่ยังอ่อนนุ่มนิ่มในอ้อมแขนเขาเมื่อครู่ลุกขึ้นยืนทันควันราวกับถูกฟ้าผ่า หยิบไม้ขนไก่ตรงด้านข้างโต๊ะขึ้นมาแล้วเริ่มทำทีปัดฝุ่นตามเคย
แต่ฉู่หลินหลางลุกเร็วเกินไปจนหัวเข่ากระแทกขอบโต๊ะโดยไม่ทันระวัง นางจึงต้องลอบกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บ
คนที่เข้ามาคือตงเสวี่ย นางยกน้ำชามาให้
ขณะที่ตงเสวี่ยรินชาอยู่ คุณหนูใหญ่คงจะทำความสะอาดเสร็จแล้ว นางเหน็บไม้ขนไก่ในวงแขนพลางเดินกะโผลกกะเผลกอ้อมผ่านด้านหลังตงเสวี่ยออกไปโดยไม่เหลียวหลัง
ซือถูเซิ่งเห็นฉู่หลินหลางไปแล้วก็เงยหน้าขึ้นพูดกับสาวใช้ “วันหน้าหากไม่มีคำสั่งข้าห้ามเข้ามาในห้องหนังสือ”
เนื่องจากก่อนหน้านี้ในจวนไม่มีกฎระเบียบข้อนี้ ตงเสวี่ยจึงถามตรงๆ “เพราะอะไรหรือเจ้าคะ”
พอได้ยินคำถามกำเริบเสิบสานเช่นนี้ ซือถูเซิ่งกลับอธิบายสั้นๆ อย่างใจเย็นว่า “ไม่ดีต่อหัวเข่า”
“เอ๊ะ?” ตงเสวี่ยงุนงงอยู่บ้าง นางนึกไม่ออกชั่วขณะว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร แค่เห็นว่าใต้เท้าซือถูเอาใจใส่ต่อบ่าวไพร่เหลือเกิน หรือกลัวว่านางยกน้ำชามาให้บ่อยๆ จะปวดเมื่อยหัวเข่า
ทว่าซือถูเซิ่งไม่ให้คำอธิบายต่อ เพียงโบกมือเป็นเชิงบอกให้นางออกไป
ซือถูเซิ่งเริ่มตรวจแก้หนังสือราชการบนโต๊ะอย่างขะมักเขม้นต่อไป เขาต้องรีบอ่านทั้งหมดนี้ให้หมดโดยไว ไม่แน่ว่าอาจมีเวลาว่างไปดูหัวเข่าของคนผู้นั้นก็เป็นได้
ในเวลาเดียวกันทางด้านจวนรองผู้บัญชาการกองทหารม้ากลับไม่ใคร่สุขสงบนัก
หลังจากได้ยินท่านอาบอกเล่าคำพูดของฉู่หลินหลางให้ฟังแล้ว เฉินฟั่งก็แค่นเสียงเยาะอย่างสุดระงับ “ช่างไม่รู้ดีรู้ชั่วจริงๆ”
ตามที่เขาคิดไว้ในทีแรก แค่วางกับดักอะไรสักอย่าง สตรีนางนี้ย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของเขาแล้วมิใช่หรือ
นับตั้งแต่เห็นคราแรกที่ริมถนน เฉินฟั่งก็ตกตะลึงในความงามของฉู่หลินหลางและรู้สึกคันยุบยิบในใจแล้ว สตรีในวัยสาวสะพรั่งเต็มตัวเช่นนี้คือผลไม้ที่สุกกำลังดีในฤดูร้อน เด็ดเร็วกว่านี้ก็ดิบไปสักนิด เด็ดช้ากว่านี้ก็งอมไปสักหน่อย
เขายกตนเป็นบุรุษเจ้าสำราญมาแต่ไหนแต่ไร เห็นผลไม้หวานที่สดใหม่น่ากินเช่นนี้มีเหตุผลอะไรไม่ฉวยโอกาสลองลิ้มชิมรสเล่า
แต่สตรีที่เคยออกเรือนแล้วอย่างฉู่หลินหลางไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่ยอมทำงานรับใช้พวกเขา เห็นทีว่าคงต้องคิดหาหนทางอื่น ถึงอย่างไรคนในจวนรองเสนาบดีที่จะซื้อตัวให้เป็นไส้ศึกได้นั้นไม่ได้มีแค่นางคนเดียว
เขาคิดคำนึงเช่นนี้แล้วก็เอ่ยอย่างเสียดายเหลือแสน “น่าเสียดาย…”
ท่านอาที่พิศดูสีหน้าของหลานชายอยู่ด้านข้างเข้าใจความหมายของเขาทันที เจ้าหัวมันอ้วนเตี้ยพูดกลั้วหัวเราะ
“ถึงสตรีผู้นั้นจะไม่มีไหวพริบ แต่จะละเว้นนางเช่นนี้มิได้ หาไม่แล้ววันหน้าคนอื่นจะเห็นว่าถ้อยคำของรัชทายาทเป็นดั่งผายลม ไม่มีใครให้ความสำคัญโดยสิ้นเชิง”
เฉินฟั่งมองเขาตาขวาง “อย่าเอ่ยถึงรัชทายาท! บัดนี้องค์ชายสี่กลับมามีอำนาจอีกครั้ง กระทั่งรัชทายาทเองจะกระทำการใดก็ต้องระวังรอบคอบไม่ให้เป็นเป้าสายตา”
คหบดีเฉินรับคำอย่างคล้อยตามด้วยรอยยิ้มประจบประแจง จากนั้นก็โน้มกายไปกระซิบพูดสองสามคำที่ข้างหูอีกฝ่าย
เฉินฟั่งมองเขาด้วยหางตาคราหนึ่ง “เหลวไหล นี่มันเรื่องเลวทรามต่ำช้าอันใดกัน”
คหบดีเฉินกลับไม่เดือดเนื้อร้อนใจ “คนของข้ากลุ่มนี้เมื่อก่อนเคยทำเรื่องเช่นนี้อยู่กลางป่ากลางเขา เชี่ยวชาญอย่างยิ่ง! อีกทั้งนางเป็นใครมาจากที่ใดกัน แค่อาศัยว่าตนเองรูปโฉมงดงามอยู่หลายส่วนแล้วไปพึ่งพาบารมีบุรุษไม่เลือกหน้าเท่านั้นเอง ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นนางจะชี้ตัวว่าเป็นใครได้หรือ ดูเหมือนว่านางเองยังต้องถือเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเกรงว่าหากมีเสียงเล่าลือออกไปแล้วจะเสื่อมเสียชื่อเสียง”
เฉินฟั่งเห็นว่ามีเหตุผล เขาเหลือบมองท่านอาด้วยสายตาแฝงนัยลึกล้ำก่อนวางท่าเป็นผู้ทรงคุณธรรมจอมปลอมแล้วกล่าวขึ้น
“วันนี้หูข้าไม่ได้ยินถ้อยคำนี้ ข้าไม่รู้อะไรทั้งสิ้น!”
คหบดีเฉินเข้าใจความหมายโดยไม่ต้องบอก เขาพูดพร้อมรอยยิ้มประจบสอพลอ “เข้าใจๆ ได้ตัวคนมาแล้วก็ขังไว้ในห้องที่มืดมิด รับรองว่านางมองไม่เห็นว่าเป็นใครตั้งแต่ต้นจนจบแน่”
เมื่อก่อนเขาเคยทำเรื่องพรรค์นี้บ่อยครั้ง มิฉะนั้นพ่อค้าขายใบชาเช่นเขาจะวางอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวงได้อย่างไร คนฐานะต่ำต้อยผูกสัมพันธ์กับผู้สูงศักดิ์ต้องยอมแลกได้ทุกอย่าง ต้องทำงานสกปรกที่ไม่มีใครอยากทำ!
น่าเสียดายที่สตรีสกุลฉู่ผู้นั้นไม่รู้กาลเทศะ นางคิดจริงๆ หรือว่ามีขุนนางสุจริตที่เลื่อนฐานะขึ้นมาจากบุตรหลานตระกูลยากจนต่ำต้อยคนหนึ่งเป็นผู้หนุนหลังแล้วจะล่วงเกินคนในเมืองหลวงได้ตามใจชอบ
สักวันถึงนางจะนึกเสียใจภายหลังก็สายเกินการณ์ อยากร่ำไห้ก็ไร้น้ำตาแล้ว!