วันต่อมาเป็นวันเทศกาลบุปผชาติประจำปี
นอกจากฉู่หลินหลางจะเตรียมตะกร้าบุปผาให้ซือถูเซิ่งแล้ว นางยังเตรียมของตนเองอีกหลายใบ ตั้งใจจะมอบให้อาจารย์กับสหายร่วมห้องเรียนในสำนักศึกษาสตรี
ทว่านางเตรียมพวกของที่ราคาแพงเกินไปไม่ไหว ส่วนตะกร้าบุปผาในจวนที่ใช้เงินซื้อมาล้วนเป็นของที่เตรียมให้ซือถูเซิ่งสานไมตรีกับผู้คน
ยามนี้นางมีสถานะเป็นบ่าวรับใช้ ในการสานไมตรีพรรค์นี้แค่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจเท่านั้นเป็นพอ ดังนั้นตะกร้าบุปผาของนางจึงทำขึ้นเองล่วงหน้าหลายวันแล้ว
ซือถูเซิ่งถูกลงโทษให้อยู่จวนทบทวนตนเอง เขาจะเดินเอ้อระเหยไปทั่วในวันเทศกาลเช่นนี้ก็คงไม่เหมาะสม อีกทั้งแม่ทัพหลี่เฉิงอี้ก็มาเยี่ยมเยียนเช่นเคย ตอนนี้อยู่ในห้องหนังสือกับซือถูเซิ่งมานานพักใหญ่แล้ว
ฉู่หลินหลางดูเวลาแล้วก็พาซย่าเหอกับตงเสวี่ยออกจากจวนโดยมีบ่าวรับใช้นามหวังอู่ติดตามไปด้วยอีกคน นำตะกร้าบุปผาไปมอบให้ทีละตระกูลตามลำดับ
ตอนไปถึงจวนฉีกง หน้าประตูจวนของอาจารย์ใหญ่ใกล้จะจมหายไปท่ามกลางทะเลบุปผาอยู่แล้ว
เดิมทีฉู่หลินหลางตั้งใจว่าจะวางตะกร้าบุปผาตามธรรมเนียมมารยาทแล้วก็จะกลับ แต่หวาซื่อฮูหยินของฉีจิ่งถังเห็นนางแล้วก็เดินยิ้มแย้มเข้ามารับตะกร้าบุปผาของนาง
พอรับของมาไว้ในมือ หวาซื่อถึงพบว่าตะกร้าบุปผาที่ฉู่หลินหลางมอบให้นี้ต่างไปจากปกติอยู่บ้าง ในตะกร้าสานจากกิ่งหลิวมิใช่บุปผาสดแต่อย่างใด แต่เป็นบุปผาพับจากกระดาษเซวียนจื่อย้อมสีจางๆ
แม้ว่าในเทศกาลบุปผชาติผู้คนจะนิยมติดบุปผากระดาษสีแดงตามยอดกิ่งไม้ ทว่าตะกร้าบุปผาที่มอบให้แก่กันนั้นมีของใครบ้างที่ไม่ใช้บุปผาสดที่ประชันขันแข่งความงามกันในตะกร้า ไม่มีคนใช้บุปผากระดาษราคาถูกเช่นนี้มาลวงตาผู้อื่นอย่างไม่กระดากใจ
หวาซื่อประหลาดใจอยู่บ้าง นางจึงอดเงยหน้าขึ้นมองฉู่หลินหลางไม่ได้
จังหวะนี้เองฉีกงซึ่งยืนชมบุปผาอยู่หน้าประตูก็เดินมาแล้ว เขามองบุปผากระดาษตะกร้านั้นแล้วเลิกคิ้วสีดอกเลาขึ้นพลางกล่าว
“นางเด็กน้อย เจ้ามีจุดประสงค์ใด คิดจะสาปแช่งตาเฒ่าหนังเหนียวอย่างข้ารึ”
ขณะนี้มีศิษย์หญิงคนอื่นๆ ของสำนักศึกษามามอบตะกร้าบุปผาเช่นเดียวกัน
ท่านหญิงอี๋ซิ่วชำเลืองมองตะกร้าบุปผาของฉู่หลินหลางแล้วก็ปิดปากหัวเราะเบาๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ ช่างน่าขายหน้าดีแท้ แต่สถานที่ที่คับคั่งไปด้วยชนชั้นสูงเช่นนี้ ด้วยฐานะของฉู่หลินหลางจะมอบสิ่งใดก็แลดูยากจนข้นแค้นอยู่ดี มิสู้รีบลาออกไปโดยไว อย่ามัวเสียเวลาอยู่รวมกับคนในแวดวงที่ไม่เหมาะสมกับตนให้ป่วยการ!
ทางด้านฉู่หลินหลางกลับมีท่าทีเปิดเผยอย่างยิ่ง นางเพียงคารวะอย่างอ่อนน้อม จากนั้นหยิบบุปผากระดาษในตะกร้าที่หวาซื่อถือไว้ออกมาหนึ่งดอกแล้วดึงเบาๆ บุปผาดอกนั้นก็คลี่ออกเป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง
เพียงเห็นกระดาษที่ย้อมสีตามขอบแผ่นนั้นเขียนคำอวยพรว่า ‘อายุมั่นขวัญยืน’ เป็นตัวอักษรตัวใหญ่บ้างเล็กบ้างไว้เต็มแผ่น
ก่อนหน้านี้ฉีกงเคยเห็นลายมือของนางมาก่อน ส่วนตัวอักษรคำว่า ‘ฝ่า’ ที่เขียนโย้เย้ในงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของเขานั้นก็อย่าไปเอ่ยถึง
ทั้งยังมีตัวอักษรตัวใหญ่โดดเด่นหนึ่งบรรทัดบนกระดาษข้อสอบตอนจะเข้าเรียนในสำนักศึกษาสตรี ตอนนั้นก็แค่เขียนได้พอเป็นระเบียบเท่านั้น ไม่เห็นทักษะการเขียนพู่กันใดๆ โดยสิ้นเชิง
แต่ตอนนี้คำอวยพรว่า ‘อายุมั่นขวัญยืน’ บนกระดาษแผ่นนี้กลับดูออกว่าฝีมือนางก้าวหน้าอย่างรวดเร็วยิ่ง อีกทั้งเขียนด้วยแบบตัวอักษรแตกต่างกันไป แม้ยังไม่นับว่าเข้าขั้น แต่ก็ไม่ค่อยขัดตาแล้ว
นางเด็กน้อยผู้นี้ยอมทุ่มเทใจศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง มีแววดี…
ฉู่หลินหลางยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวอย่างมีมารยาท “วันนี้เป็นเทศกาลบุปผชาติ เดิมทีควรมอบบุปผาสดให้ท่านอาจารย์ใหญ่กับท่านอาจารย์ฉี แต่พอคิดใคร่ครวญแล้วก็เห็นว่าท่านอาจารย์ใหญ่กับท่านอาจารย์ฉีมีศิษย์อยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง ในจวนจะต้องพร้อมพรั่งไปด้วยบุปผานานาชนิดที่อวดประชันความงามกันเป็นแน่ ข้าได้รับค่าจ้างรายเดือนไม่มาก จนปัญญาจะซื้อบุปผาชื่อดังราคาแพงเกินไปได้ไหว ถึงกระนั้นก็อยากแสดงน้ำใจของผู้เป็นศิษย์ จึงใช้กระดาษเซวียนจื่อที่ฝึกคัดลายมือในช่วงที่ผ่านมานี้พับเป็นบุปผานับร้อยนับพัน ถือเป็นคำอธิษฐานอวยพรนำมามอบให้ท่านทั้งสองเจ้าค่ะ”
คำกล่าวของนางเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ทุกคราพอถึงเทศกาลบุปผชาติ บุปผาจะราคาสูงเทียบเท่าทองคำ ถ้าเป็นบุปผาที่ราคาแพงสักหน่อยต้องทุ่มเงินกันมากมายเพียงใดก็หาได้เกินจริงไม่
แต่ไหนแต่ไรฉู่หลินหลางใช้เงินแต่ในเรื่องที่จำเป็น นางไม่มีเงินจะอวดร่ำอวดรวยกับใคร