อีกประการหนึ่งต่อให้นางจ่ายเงินไปมากกว่านี้ ตะกร้าบุปผาของนางก็สู้ของพวกบุตรหลานตระกูลใหญ่ไม่ได้ เพราะเหตุนี้นางจึงคิดวิธีแสดงความขอบคุณต่ออาจารย์ผู้มีพระคุณอย่างประหยัดมัธยัสถ์เช่นนี้ออกมา
ตอนคัดลายมือนางก็ถือโอกาสเขียนคำอวยพรบนกระดาษเซวียนจื่อพวกนี้เสียเลย ทั้งยังสิ้นเปลืองเงินไม่กี่มากน้อย แต่ตอนที่เขียนนางตั้งใจมากก็แล้วกัน
แต่ถ้าหากพวกฉีกงไม่ชมชอบ…ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร! ถึงอย่างไรฉีกงก็เห็นนางขัดตาอยู่แล้ว ถึงจะรับนางเข้าเรียน แต่เหตุผลหลักๆ ก็แค่เห็นแก่หน้าซือถูเซิ่งเท่านั้น
การแสดงน้ำใจไมตรีตามมารยาทที่มิได้คาดหวังแม้แต่น้อยนิดเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง แม้จะตระหนี่ถี่เหนียวแต่ก็ชอบด้วยเหตุผลดี
เพียงแต่นางคิดไม่ถึงว่าตอนมอบตะกร้าบุปผานี้ ฉีกงจะบังเอิญมาเห็นเข้าพอดี
ฉีกงยังแกะบุปผากระดาษอีกสองสามดอก ตัวอักษรในแต่ละแผ่นล้วนไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นถ้อยคำอวยพร อีกทั้งบุปผาพวกนี้ยังพับได้เหมือนของจริง มิหนำซ้ำยังประพรมด้วยน้ำมันหอมไว้ ถ้าไม่มองดีๆ จะดูไม่ออกจริงๆ ว่าเป็นบุปผากระดาษ
แม้จะเป็นสิ่งของไม่ล้ำค่า ทว่ามีความตั้งใจจริงเต็มเปี่ยม…
ฉีกงแค่นเสียงขึ้นจมูก “ผู้มีวาจาไพเราะปั้นหน้าแย้มยิ้มมักขาดเมตตาธรรม! จงใจทำสิ่งของประจบสอพลอพรรค์นี้เพื่อดึงดูดความสนใจของคนกระมัง”
ถ้อยคำนี้รุนแรงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพูดออกจากปากของผู้เฒ่าฉี เป็นการตีตราว่าอีกฝ่ายเป็นคนถ่อย สามารถตกอยู่ในสถานการณ์น่าอับอายได้ทีเดียว
เหนือสิ่งอื่นใดด้านข้างยังมีฉีจิ่งถังกับภรรยารวมถึงคนที่มามอบตะกร้าบุปผาจากจวนต่างๆ ดีไม่ดีอาจทำให้ฉู่หลินหลางถูกดุด่าจนร้องไห้ออกมาทันทีก็เป็นได้
ศิษย์สองสามคนที่อยู่ใกล้ๆ เห็นแล้วยังรู้สึกอับอายแทนฉู่หลินหลาง โดยเฉพาะกวนจินเหอที่ยังนับว่ามีไมตรีอันดีกับนาง เด็กสาวตาแดงก่ำก่อนมองนางอย่างเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง
กระนั้นฉู่หลินหลางกลับมีพื้นฐานจิตใจที่ดี แม้ถูกดุด่าตำหนิต่อหน้าผู้คนหน้าก็ไม่เปลี่ยนสี นางหลุดหัวเราะก่อนกล่าว
“ท่านอาจารย์ใหญ่ดุด่าได้ถูกต้อง ตอนข้าเรียนพงศาวดารในสำนักศึกษาได้ยินว่ามีผู้ประเสริฐในราชวงศ์ก่อนต้องการแสดงกตัญญู จึงคัดลอกคัมภีร์มอบให้แก่อาจารย์เพื่อแสดงความจริงใจของตน ด้วยเหตุนี้ข้าจึงคิดวิธีนี้ออกมา เพียงแต่คัมภีร์มีตัวอักษรมากมายเหลือเกิน ข้ากลัวว่าจะคัดลอกไม่เสร็จ ถึงได้เลือกสรรเฉพาะถ้อยคำที่เป็นมงคล และเพื่อให้ดูมีจำนวนมากข้ายังอุตส่าห์เขียนตัวใหญ่ด้วย ท่านเก่งกาจจริงๆ ดูคราเดียวก็รู้เท่าทันว่าข้าเกียจคร้าน เช่นนั้นคราวหน้าคงจะเกียจคร้านไม่ได้แล้ว ข้าจะตั้งอกตั้งใจคัดคัมภีร์หนาๆ สักเล่มมาอวยพรท่านนะเจ้าคะ”
ชั่วชีวิตนี้ของฉีกงสั่งสอนศิษย์มานับไม่ถ้วน ยามเขาดุดันเข้มงวดขึ้นมาจะอบรมเทศนาศิษย์จนร้องไห้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
แต่สำหรับนางเด็กน้อยผู้นี้ ไม่ว่าเขาจะปฏิบัติกับนางอย่างไร นางก็ทำหน้าระรื่นไม่สะทกสะท้านเสมอ ไม่ต่างจากพวกหนังหนาฟันแทงไม่เข้า นับได้ว่ามีลักษณะของแม่ทัพหญิงที่มีหนทางรับศึกได้ทุกสถานการณ์ ดังคำกล่าวที่ว่ากองทัพมาขุนพลต้าน น้ำบ่ามาเขื่อนดินกั้น*
คำกล่าวที่คล้ายตำหนิตนเองว่าเกียจคร้านนี้แท้จริงแล้วกำลังบอกเขาเป็นนัยว่า ‘ขออภัยด้วย อุบายเหลวไหลที่เอาอย่างผู้ประเสริฐพวกนั้นล้วนเรียนรู้มาจากสำนักศึกษาของบุตรชายท่าน’
ฉีกงถูกนางเด็กน้อยตอบโต้เบาๆ อีกคราหนึ่ง เขาก็แค่นเสียงพูด “บุตรชายข้าใจอ่อนไปชั่วขณะ ถึงได้รับเจ้าเอาไว้ กลับทำให้เจ้าปากคมปากกล้ายิ่งขึ้น”
ฉู่หลินหลางจึงพูดยิ้มๆ “ถ้าเช่นนั้นวันหน้าข้าพบท่านจะสงบปากสงบคำ จะได้ไม่ยั่วโทสะท่านดีหรือไม่เจ้าคะ”
พูดจบนางก็ค้อมกายคารวะแล้วตั้งใจจะขอตัวกลับ