บทที่ 65
ม้าเร็วกลุ่มหนึ่งควบห้อตะบึงผ่านนอกหมู่บ้าน
ดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำเผยแสงยามอัสดง กองทัพใหญ่ของเหลียงโจวต่างอยู่ละแวกรอบนอกเขตทะเลทรายซึ่งอยู่ห่างผู้คนออกไป คนหลักร้อยที่เฟิงอู๋จี๋พามาด้วยล่วงหน้าเดินทางกลับฉินโจวไปก่อนแล้ว เหลือเพียงกลุ่มคนสิบกว่าคนนี้ที่ควบม้าเร็วกลับเข้าหมู่บ้าน
โรงเตี๊ยมหลังเก่าแห่งนั้นได้ต้อนรับแขกคนเดิมอีกครั้ง
เฟิงซุ่นอินลงจากม้า ทั้งตัวชโลมไปด้วยเหงื่อ นางต้องจับอานม้าเอาไว้ถึงยืนอยู่ได้มั่นคง หูซ้ายยังคงเจ็บอย่างห้ามไม่ได้มาจนถึงตอนนี้
เฟิงอู๋จี๋ก้าวฉับไวเข้ามาช่วยจับประคองแขนนางพร้อมเอ่ยเสียงเบา “ท่านพี่รีบไปพักผ่อน ข้าเป็นห่วงมาตลอดทางว่าท่านจะตกจากหลังม้าเอา”
เฟิงซุ่นอินมองไปข้างหลัง มู่ฉางโจวอยู่ห่างไปข้างหลังไม่กี่ก้าว เขาเพิ่งลงจากม้า หัวรองเท้าหุ้มข้อชี้มาทางนาง คล้ายขยับเดินมาทางนางก้าวหนึ่งแล้ว ทว่าหยุดลงเสียก่อน
นางไม่ได้มองหน้าของเขา แค่ให้เฟิงอู๋จี๋ช่วยประคองนางพาไปข้างหน้า คลื่นอารมณ์นางซัดสาด ตั้งแต่เฮ่อเส่อไชว่ตกจากม้าถูกจับตัวมาถึงตอนนี้เรื่องราวล้วนดูไม่สมจริงมาตลอด รู้สึกว่าสายตาของเขาตกลงบนร่างนาง จนกระทั่งนางเดินเลี้ยวหายไปยังเรือนหลังถึงได้คล้ายถูกตัดขาด
หูเป้ยเอ๋อร์ผูกม้า ดึงชุดชาวหูที่ไม่พอดีตัวบนร่าง ก่อนเดินมาหามู่ฉางโจว “ก่อนหน้านี้พวกเราไล่ตามมาถึงหมู่บ้านนี้เหมือนกันมิใช่หรือ นึกไม่ถึงว่าฮูหยินจะอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกันนะขอรับ”
มู่ฉางโจวถึงได้เก็บสายตามาจากเรือนหลัง นึกถึงเงาร่างที่บังเอิญมองเห็นในวันที่ตรวจสอบอยู่ในหมู่บ้าน ยามนั้นเขาหลงคิดว่าจำคนผิด เพียงหยุดอยู่ไม่นานก็จากไป นึกว่าตนเองคิดมากไปเอง…ที่แท้ก็ไม่ใช่
เดิมทีเคยรับปากว่าจะบอกเบาะแสของเฮ่อเส่อไชว่กับนาง แต่ตอนที่เจอตัวคนจริงๆ เขากลับผิดคำพูดไม่คิดบอกนาง หวังแค่ให้นางอยู่ที่ฉินโจวอย่างสงบสุขก็พอ นึกไม่ถึงว่านางจะออกมาจับคนด้วยตนเอง
มู่ฉางโจวนึกภาพเหตุการณ์ที่เห็นตอนไล่ตามเฮ่อเส่อไชว่ไปถึงในทะเลทรายหัวคิ้วก็กดลง ยืนนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม
หูเป้ยเอ๋อร์มองสีหน้าของเขาก่อนหันไปเรียกทหารมา “ลากตัวเจ้าสุนัขนั่นเข้ามา!”
ทหารสองนายกระชากตัวเฮ่อเส่อไชว่ที่ถูกมัดแน่นเป็นบ๊ะจ่างลงจากหลังม้าทันที เขาทั้งตกจากม้าและถูกยิงเข้าที่หัวไหล่ เวลานี้หมดสติไปนานแล้ว
มู่ฉางโจวไม่แม้แต่จะมองอีกฝ่ายสักครั้ง “หายามาจัดการแผลของเขา ห้ามปล่อยให้ตายไป”
หูเป้ยเอ๋อร์หัวเราะอย่างโหดเหี้ยม “เรื่องนี้ง่ายขอรับ ข้ารับรองว่าต่อให้เจ้าโจรสุนัขนี่อยากตายยังตายไม่ได้เลย!” ยังไม่ทันพูดจบก็เห็นมู่ฉางโจวขยับเท้าเดินไปทางเรือนหลังแล้ว เขาไล่ตามไป เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกคนจำได้จึงไม่ได้เรียกชื่อตำแหน่ง “พวกเราควรจะไปได้แล้วใช่หรือไม่ เพื่อจับตัวโจรสุนัขผู้นี้เลยไล่ตามมาไม่หยุด เหลือเวลาไม่มากแล้วนะขอรับ!”
มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไร ทั้งไม่ได้หยุดฝีเท้าเช่นกัน
หูเป้ยเอ๋อร์ได้แต่หยุดลง ยกมือขึ้นลูบหนวดเครา ก่อนหันไปเอ่ยกับทหารที่ลากตัวเฮ่อเส่อไชว่อยู่ “หาห้องพักสักห้องแล้วยัดตัวคนเข้าไปก่อน!”
มู่ฉางโจวตรงเข้าไปในเรือนหลัง มองเห็นประตูห้องพักที่อยู่ไกลที่สุดถูกเปิดออก
เฟิงอู๋จี๋ขมวดคิ้วเดินออกมา เมื่อเห็นมู่ฉางโจวเดินมาก็หยุดฝีเท้า ครั้งนี้กลับไม่ได้หลบเลี่ยง เอ่ยเรียกว่า “พี่รองมู่”
มู่ฉางโจวมองไปทางห้องพักด้านหลังเขาปราดหนึ่ง ก่อนกดเสียงลงเอ่ย “หูซ้ายนางเจ็บขึ้นมาอีกแล้วหรือ”
เฟิงอู๋จี๋เบิกตากว้าง รีบเดินเข้าใกล้ทันที “ท่าน…ท่านรู้เรื่องหูของท่านพี่ข้าแล้ว…”
มู่ฉางโจวเอ่ย “เจ้าว่าอย่างไรเล่า ข้ากับนางเป็นสามีภรรยากันนะ”
เฟิงอู๋จี๋รู้สึกเพียงว่าอีกฝ่ายดูจะเน้นประโยคสุดท้าย แววตาจึงวูบไหว รู้สึกว่าตนเองถามมากไปแล้ว เขามองซ้ายขวาสักพักใหญ่ถึงได้ถาม “เช่นนั้นพี่รองมู่รู้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านพี่ข้าถึงเป็นเช่นนี้”