มู่ฉางโจวหันไปมอง
เฟิงอู๋จี๋ผายมือไปด้านข้าง เข้าไปในห้องพักของตนเอง
มู่ฉางโจวมองออกว่าเขามีบางอย่างอยากจะพูด จึงก้าวตามไป
เฟิงอู๋จี๋ปิดประตูลง ลังเลอยู่เล็กน้อยถึงค่อยๆ เดินเข้าใกล้ เล่าเสียงเบาให้ฟังต่อตรงหน้าเขา
เป็นเวลาหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ถึงเล่าจบ
เฟิงอู๋จี๋สูดจมูก “เดิมทีข้าไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีตของสกุลเฟิงพวกนี้ แต่หากครั้งนี้ไม่มีพี่รองมู่ก็ไม่มีทางจับตัวศัตรูผู้นั้นได้ นับประสาอะไรกับที่ข้าเห็นว่าท่านปฏิบัติต่อท่านพี่ข้า…” เขามองมู่ฉางโจว เอ่ยเสียงพึมพำ “ขอแค่หลังจากนี้พี่รองมู่ดีต่อท่านพี่ข้าบ้างก็พอ หลายปีมานี้ลำบากนางมากแล้วจริงๆ”
มู่ฉางโจวยืนหันหลังให้ประตู สีหน้านิ่งขรึมเสมือนไร้ซึ่งอารมณ์ ผ่านไปนานถึงได้เอ่ย “ข้าเต็มใจมอบให้ นางเองก็ต้องปรารถนารับด้วยถึงจะได้”
เฟิงอู๋จี๋เงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ ขณะที่มู่ฉางโจวหันตัวกลับเปิดประตูเดินออกไปแล้ว
เฟิงซุ่นอินหยิบผ้าเปียกมาเช็ดมือกับใบหน้าก่อนนอนลงบนเตียง บังคับให้ตนเองหลับตาลง หูซ้ายยังคงเจ็บอยู่
ทุกครั้งที่เจ็บขึ้นมาล้วนนำพาเรื่องในอดีตที่ฝังลึกอยู่ในใจออกมาด้วย ตัวคนคล้ายย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อนอีกครั้ง…
ยามบ่ายอันแสนอึมครึม เฟิงซุ่นอินยืนอยู่ในห้องหนังสือของบิดา มองดูสีหน้าหนักอึ้งของคนในครอบครัว ฟังบิดาพูดข่าวที่เปรียบดั่งฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นั้นออกมา
ขุนนางทัดทานถวายฎีกาทัดทานในท้องพระโรงว่าเฟิงเต้าเหิงมี่กั๋วกงเสนาบดีกรมทหารคนปัจจุบันยามทำศึกกับทูเจวี๋ยตะวันตกที่หลิงโจวเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพื่อชัยชนะกลับอาศัยชาวหลิงโจวเป็นเหยื่อล่ออย่างไม่เลือกวิธีการ หลังจากคว้าชัยชนะมาได้ก็สังหารชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยมเพื่อปกปิดความจริงเอาไว้ มีคนตายเป็นจำนวนมากถึงหลายพันคน เลือดหลั่งรินมากยิ่งกว่าการสังหารหมู่
ทูเจวี๋ยตะวันตกเต็มใจถวายเครื่องราชบรรณาการให้กับราชสำนัก ทั้งสองฝ่ายเจรจากันเรียบร้อย ทูตกลุ่มชู่มู่คุนที่ถูกส่งมาฉางอันเปิดเผยเรื่องนี้ออกมา ยิ่งบอกว่าในสงครามครั้งนั้นมีกลุ่มชู่มู่คุนเป็นแนวหน้า พวกเขามองเห็นทุกอย่างกับตาตนเอง เต็มใจอาศัยชื่อของคนทั้งเผ่าเป็นพยานพิสูจน์เรื่องนี้
ชั่วขณะนั้นก่อให้เกิดคลื่นลมลูกใหญ่ขึ้นมาทันที ทั่วทั้งราชสำนักต่างแตกตื่นโกลาหล
‘ท่านพ่อจะสังหารชาวบ้านในเวลาสงครามได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ!’ นางเอ่ยอย่างอดไม่ได้
มี่กั๋วกงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ชุดขุนนางบนตัวยังไม่ได้ถอดออก คิ้วขมวดแน่นก่อนถอนหายใจเอ่ย ‘สถานการณ์ของราชสำนักในระยะนี้ค่อนข้างสั่นคลอน จู่ๆ เกิดเรื่องนี้ขึ้นมา เกรงว่าจะไม่เรียบง่าย’
เฟิงซุ่นอินเดินไปข้างกายบิดา ‘ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจปลดตำแหน่งยึดบรรดาศักดิ์ได้ในทันที ฝ่าบาททรงเชื่อโดยง่ายเลยหรือเจ้าคะ’
มี่กั๋วกงส่ายหน้า ‘เป็นเพราะมีหญิงชราชาวหลิงโจวอีกคนฟ้องร้องด้วยชีวิต เลือดอาบลาน เสียชีวิตอยู่นอกสำนักตรวจการ’
เฟิงซุ่นอินตื่นตกใจ
ทั่วทั้งห้องหนังสือเงียบเสียงลง ผู้ใดก็คาดไม่ถึงว่าจะเกี่ยวพันถึงชีวิตมนุษย์ เช่นนี้จะยังอาศัยปากพูดให้กระจ่างได้อย่างไร
‘เหตุการณ์กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทั่วแล้ว ภายในราชสำนักมีขุนนางยื่นทัดทานไม่ใช่แค่คนเดียว ฝ่าบาททรงทำได้เพียงริบตำแหน่งข้าเพื่อรอตรวจสอบ’ มี่กั๋วกงเอ่ยปลอบบุตรสาว ‘ถึงแม้จะถูกปลดและยึดบรรดาศักดิ์ ทว่าทรงทำไปเพื่อสงบเรื่องราว ยังไม่ได้ตัดสินโทษ ข้าย่อมรวบรวมหลักฐานและขอยื่นเรื่องพลิกคดีได้’
เฟิงซุ่นอินสีหน้านิ่งขรึม นิ้วมือกลับประสานกันแน่น ยังคงยากจะสงบใจลง
เฟิงอู๋ฮั่วที่อยู่ด้านข้างลุกขึ้นยืน เขาอายุสิบแปดปีแล้ว กำลังอยู่ในวัยหนุ่ม มีกลิ่นอายองอาจ วางตัวอย่างสุขุมไม่ลนลาน ‘ท่านพ่อวางใจได้ ข้าขอคำสั่งออกไปรักษาการณ์ที่ซย่าโจวแล้ว ฝ่าบาททรงไม่ได้ปลดข้า อาจมีใจอยากให้สกุลเฟิงรวบรวมหลักฐานยื่นอุทธรณ์ ซย่าโจวกับหลิงโจวอยู่ห่างกันเพียงด่านเดียว ข้าตั้งใจจะแอบไปสอดแนมอย่างลับๆ ค่อยมุ่งหน้าไปสืบที่กลุ่มชู่มู่คุนต่อขอรับ’
มี่กั๋วกงเอ่ยอย่างเป็นกังวล ‘รักษาการณ์ซย่าโจวเป็นหน้าที่สำคัญ ไม่อาจเสี่ยงอันตราย’
เฟิงอู๋ฮั่วเอ่ย ‘แต่ท่านพ่อถูกกักบริเวณอยู่ในจวน แล้วจะรวบรวมหลักฐานได้อย่างไร ถึงแม้ทางราชสำนักจะกำลังตรวจสอบ แต่ก็คืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า ข้าในฐานะบุตรคนโตย่อมควรออกหน้าขอรับ’
เฟิงซุ่นอินเอ่ยทันที ‘ข้าตามไปช่วยพี่ใหญ่ได้เจ้าค่ะ’
เฟิงอู๋ฮั่วหัวเราะ ‘ใช่แล้ว ให้อินเหนียงตามข้าไป ความจำนางดีเพียงนั้น สามารถช่วยข้าได้มากมายนัก’
เมื่อเขาหัวเราะก็คล้ายบรรยากาศอึมครึมภายในห้องสลายหายไปมาก แม้แต่เฟิงซุ่นอินยังพลอยยิ้มตามเขาไปด้วย