บทที่ 63
ตอนนี้เฮ่อเส่อไชว่โผล่หน้าออกมาแล้ว เขาทั้งขาดที่พึ่งพาอย่างทูเจวี๋ยตะวันตก ทั้งเพิ่งโจมตีล้มเหลว นี่ถือเป็นโอกาสอันดีอย่างหาได้ยากยิ่ง เฟิงซุ่นอินไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป
นางมุ่งที่จะสืบค้นร่องรอยของอีกฝ่ายให้พบ
สายลมฤดูใบไม้ร่วงอันว้าเหว่พัดผ่านทิวเขาและทุ่งโล่งกว้าง เหนือศีรษะเพิ่งเผยแสงสว่างเรืองรอง เมื่อรุ่งอรุณมาเยือนอย่างเงียบๆ คนทั้งกลุ่มก็ออกห่างจากเมืองมาไกลแล้ว
ม้าเร็วกลุ่มหนึ่งควบเข้ามา ก่อนรั้งสายบังเหียนหยุดม้าลงไล่เลี่ยกัน
เฟิงซุ่นอินนำทางอยู่ด้านหน้าสุด นางเลิกหมวกคลุมกันลมขึ้นกวาดสายตามองไปรอบๆ สังเกตการณ์ลักษณะภูมิประเทศรอบข้าง
ออกจากฉินโจวมาเป็นวันที่ห้า หลายวันมานี้นอกจากหาโรงเตี๊ยมหยุดพักผ่อนในตอนกลางคืน เวลาที่เหลือล้วนใช้ไปกับการเดินทาง
เดินทางลัดมาถึงตอนนี้ ย้อนกลับมาถึงละแวกเขตแดนระหว่างเหอซีกับจงหยวนแล้ว ทว่ายังอยู่ห่างจากตำแหน่งที่ถูกซุ่มโจมตีอีกช่วงหนึ่ง
ทหารคุ้มกันนายหนึ่งก้าวขึ้นหน้ากุมมือเอ่ย “เรียนฮูหยิน พวกข้าสาบานว่าจะปกป้องฮูหยินจนตัวตาย แต่เวลานี้ฮูหยินควรกลับไปเยี่ยมครอบครัวนะขอรับ”
เฟิงซุ่นอินเข้าใจ พวกเขาคงคิดว่าสิ่งที่นางทำในเวลานี้ไม่ได้อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบ นางเอ่ยเสียงดังขึ้น “ออกเดินทางมาครั้งนี้พวกเจ้าเพียงต้องรับผิดชอบหน้าที่คุ้มกันอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องอื่นเป็นเรื่องของข้า” นางหยุดคิดแล้วเอ่ยต่อ “หากมีเวลาที่สู้ไม่ไหว พวกเจ้าสามารถหนีกลับไปเหลียงโจวได้เลย”
ทหารคุ้มกันเอ่ยทันที “ขอเพียงฮูหยินโปรดระมัดระวัง ท่านผู้บัญชาการมีคำสั่งลงมาว่าให้ความปลอดภัยของฮูหยินมาเป็นอันดับหนึ่ง พวกข้าน้อยไม่กล้าฝ่าฝืนหรอกขอรับ”
เฟิงซุ่นอินได้ยินชื่อตำแหน่งของมู่ฉางโจวเข้าโดยไม่ทันตั้งตัวก็หลุบตาลงเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้น ดึงสายบังเหียนเดินทางไปข้างหน้าต่อ ปากถึงได้ตอบรับอืมเสียงเบา
วิเคราะห์จากทิศทางที่เฮ่อเส่อไชว่หลบหนีไปในวันนั้นเขาน่าจะเร่ร่อนอยู่แถวเส้นเขตแดน มุ่งหน้าลงไปทางใต้
ทุกวันนี้ทางที่พวกเขามุ่งหน้ามาบังเอิญตรงกับทิศทางที่อีกฝ่ายหลบหนีไปพอดี ทว่าหลายวันมานี้กลับไม่พบเห็นร่องรอยของอีกฝ่ายเลยสักนิดเดียว
เฟิงซุ่นอินจึงรู้ว่าอีกฝ่ายอาจจงใจเดินทางอ้อม ทิศทางที่ดูมุ่งหนีลงใต้เป็นเพียงฉากบังหน้าที่สร้างขึ้นเพื่อสลัดทหารที่ไล่ตามมาให้หลุด เขาจะต้องเปลี่ยนทิศกลางทางแน่นอน
แสงอาทิตย์ฤดูใบไม้ร่วงโผล่พ้นออกมา เปิดเผยรอบข้างให้แจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
เฟิงซุ่นอินคาดการณ์ทิศทางที่อีกฝ่ายอาจหนีไปอยู่ในใจ สายตาก็เห็นว่าม้าที่ขี่อยู่เหยียบย่างเข้าสู่พื้นที่รกร้างไร้ผู้คนแล้ว จึงผ่อนความเร็วการเดินทางลง สถานที่แห่งนี้วิเวกวังเวง เวลาหลบหนีมีโอกาสจะหยุดพักอยู่ในสถานที่ประเภทนี้มากที่สุด
นึกถึงตรงนี้สายตานางก็แทบจะไล่มองสำรวจรอบข้างทีละชุ่นๆ ทั้งมองลงบนพื้น ทั้งเดินทางให้ช้าลงด้วยความรอบคอบระมัดระวัง
ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นร่องรอยสีคล้ำเล็กๆ วงหนึ่งบนพื้นดิน นางหยุดม้า ลงไปนั่งยองๆ ใช้มือขยี้ดูเล็กน้อยทันที
ปลายนิ้วนางขยี้ดินสีคล้ำวงเล็กๆ นั้น ยกขึ้นดมเบาๆ ก่อนปัดมือลุกขึ้นยืน ย้อนกลับขึ้นม้าอย่างรวดเร็วแล้วเดินทางตามร่องรอยต่อไปข้างหน้า “ไปตามทางนี้นี่ล่ะ”
นั่นเป็นรอยเลือด ละแวกนี้มีแต่หินผาขรุขระ แห้งแล้งเงียบวังเวง แม้แต่สัตว์สักตัวยังยากจะพบเห็น มีโอกาสเป็นได้เพียงร่องรอยที่คนเหลือทิ้งเอาไว้ ไม่แน่อาจมาจากเศษซากกองทัพของเฮ่อเส่อไชว่เอง
ฉับพลันนั้นทหารคุ้มกันสองนายควบม้าจากข้างหลังขึ้นหน้ามา คุ้มกันอยู่ทางซ้ายขวาของนาง
เฟิงซุ่นอินระวังตัวขึ้นมาทันที นางหันหน้ากวาดตามองรอบข้าง มองเห็นรูปปากพวกเขากำลังเอ่ยเสียงเบาว่าคล้ายมีเสียงกีบเท้าม้า
นางไม่อาจได้ยิน ยังดีที่พวกเขามีการระวังตัวมากพอ จึงผงกศีรษะให้พวกเขาแล้วหนีบท้องม้า เพิ่มความเร็วมากขึ้น
ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูง สาดแสงแรงกล้าจนรอบข้างสว่างไสวพาให้ดวงตาพร่ามัว ประหนึ่งว่าทุกหนแห่งต่างเหมือนกัน
ดินใต้กีบเท้าม้าดูอ่อนนุ่มลงเล็กน้อย เศษหินตามหน้าผาเปลี่ยนเป็นก้อนเล็กลง ทอดตัวยาวออกไปข้างหน้า ต้นหนามอูฐ* งอกเงยขึ้นมาเป็นพุ่มๆ