เฟิงซุ่นอินรั้งม้าให้หยุด กวาดตามองซ้ายขวาก่อนถามเสียงเบา “ยังมีเสียงความเคลื่อนไหวอยู่หรือไม่”
ทหารคุ้มกันตอบกลับ “ตอนนี้ไม่มีแล้วขอรับ แต่ไม่ทราบว่ายังแอบติดตามมาหรือไม่”
เฟิงซุ่นอินคิดแล้วลงจากม้า นางเอ่ยสั่ง “หยุดพักผ่อนที่นี่ หากมีเสียงความเคลื่อนไหวอีก เพียงทำเป็นไม่รู้สึกตัว ให้ล่อไปข้างหน้า”
ทุกคนกุมหมัดตอบรับ ต่างเคยชินกันมาจากกองทัพ แม้แต่พักผ่อนเองก็พักครึ่งหนึ่ง ลาดตระเวนครึ่งหนึ่ง
ตัวเฟิงซุ่นอินเองกลับไม่ได้พักผ่อน นางเดินตรวจสอบรอบๆ แทบจะไม่ปล่อยผ่านแม้แต่ชุ่นเดียว ก่อนจะสังเกตเห็นว่ามีพื้นดินบริเวณหนึ่งคล้ายราบเรียบเป็นพิเศษ นางเดินเข้าไปใกล้พลางหลุบตาเพ่งมอง ก่อนจะดึงมีดสั้นออกจากเอวกะทันหันแล้วนั่งยองๆ ลงออกแรงขุดดินตรงนั้น
เพียงไม่กี่ครั้งปลายมีดสั้นก็เปรอะรอยไหม้เกรียมสีดำ นางหยุดมือ หยิบดินก้อนหนึ่งขึ้นมามองโดยละเอียด
เป็นสีไหม้เกรียมดั่งผ่านการเผามาก่อนจริงๆ เพียงแต่ถูกกลบเกลื่อน ทั้งยังจงใจกระทืบย้ำๆ ดังนั้นพื้นดินบริเวณนี้ถึงดูราบเรียบเพียงนี้
เฟิงซุ่นอินเก็บมีดสั้นแล้วลุกขึ้นยืน ค่อยๆ เดินมองรอบๆ ต่ออีกครั้งหนึ่ง
ทหารคุ้มกันที่อยู่ใกล้ที่สุดนายหนึ่งกลัวจะมีอันตราย จึงเอ่ยเตือนขึ้นมา “ฮูหยินไม่อาจรั้งอยู่ที่ใดนานเป็นพิเศษ หากต้องการตามหาสิ่งใดมิสู้สั่งให้พวกข้าน้อยช่วยกันหาเถอะขอรับ”
นางถึงได้เอ่ยขึ้น “ลองดูว่ารอบๆ นี้มีรอยกีบเท้าม้าหรือไม่”
บรรดาทหารคุ้มกันต่างแยกย้ายไปตรวจสอบทันที
เฟิงซุ่นอินเหลียวหลังมองรอยไหม้เกรียมบนพื้นอีกครั้งหนึ่ง ก่อนเดินกลับไปกลบดินใหม่อีกหน
นี่เป็นร่องรอยของกองไฟจริงๆ ทหารชนเผ่าเร่ร่อนไม่เหมือนทหารชาวฮั่น ไม่ถนัดวิธีฝังหม้อหุงข้าว นิยมก่อไฟย่างเนื้อกิน ร่องรอยนี้อาจเกิดจากคนของเฮ่อเส่อไชว่ แต่ก่อนจากไปจงใจปกปิดร่องรอยอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษแล้ว
เพียงแต่สถานที่แห่งนี้ฝนไม่ค่อยตกลงมาและลมก็แรง บริเวณที่ถูกปกปิดนี้จึงถูกลมพัดจนพื้นตื้นขึ้น หากตั้งใจมองให้ดีย่อมมองเห็นความแตกต่างจากพื้นดินรอบข้างออก
ไม่ได้พบร่องรอยกองไฟที่อื่นอีก เฟิงซุ่นอินคิดในใจ หากไม่ได้เกิดจากความระมัดระวัง เช่นนั้นก็เพราะว่าคนที่ติดตามเฮ่อเส่อไชว่เหลือไม่มากแล้ว
เพิ่งคิดเสร็จ ทหารคุ้มกันนายหนึ่งก็เดินเข้าหาอย่างรวดเร็ว “พบแล้วขอรับฮูหยิน”
นางตามไปทันที ได้เห็นกีบเท้าม้าชุดหนึ่งทิ้งรอยอยู่บนพื้นอย่างชัดเจนจริงๆ
มองจากทิศทางแล้วมุ่งหน้าไปทางตะวันออก คล้ายมุ่งไปยังจงหยวนแล้ว แต่นางเหลียวหลังมองตำแหน่งของกองไฟอีกครั้งก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แม้ว่าผืนดินที่นี่จะอ่อนนุ่มไปบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นทิ้งรอยกีบเท้าที่ชัดเจนเพียงนี้เอาไว้ เป็นได้เพียงความจงใจเท่านั้น
กลุ่มชู่มู่คุนเจ้าเล่ห์ นางเคยได้รับบทเรียนมานานแล้ว หลายปีมานี้ยังคอยรับมือกับวันนี้อยู่ในใจมาตลอด จะพลาดจุดใดไปได้อย่างไร
นางหันตัวกลับขึ้นม้า “ไปยังทิศทางตรงกันข้าม”
เหล่าทหารคุ้มกันต่างตามขึ้นหลังม้า ขบวนเดินทางย่ำผ่านเศษหินออกไป เพียงไม่นานทหารคุ้มกันที่ก่อนหน้านี้คอยเฝ้าระวังอยู่ทางฝั่งซ้ายขวาก็ควบม้ามาหาเฟิงซุ่นอินอีกครั้ง
เฟิงซุ่นอินหันมอง “มีเสียงความเคลื่อนไหวอีกแล้วหรือ”
ทหารคุ้มกันฝั่งขวาตอบกลับ “ขอรับ มีเสียงกีบเท้าม้าอีกแล้ว แต่ฟังดูไม่ชัดนัก”
เฟิงซุ่นอินมองออกนานแล้วว่าพวกเขาต่างเป็นทหารยอดฝีมือที่ถูกคัดเลือกมาเป็นพิเศษ ทั้งระมัดระวังตัวและรอบคอบอย่างยิ่ง ในเมื่อพูดว่าเสียงกีบเท้าม้าไม่ชัด เช่นนั้นแสดงว่าผู้ที่มามีจำนวนไม่มาก แต่หากเป็นคนที่เฮ่อเส่อไชว่ส่งออกมาจะไม่เป็นการดี เพื่อไม่ไปแหวกหญ้าให้งูตื่น นางจึงควบม้าพุ่งไปข้างหน้าทันที “ทำตามที่ว่าไว้ก่อนหน้านี้ ล่อไปจับตัวคนที่ข้างหน้า”
ม้าห้อตะบึงเร็วรี่ หมู่บ้านที่มีบ้านเรือนเรียงตัวเป็นแนวยาวแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นในครรลองสายตา