บทที่ 58 หอคณิกา
เจียงหลิงยืนอยู่หน้าประตูย่านผิงคังฟาง มองไปเบื้องหน้าเห็นเหล่าสตรีงดงามหยาดเยิ้ม ประทินโฉมเข้มโดดเด่น สวมอาภรณ์เปิดเผยเรือนร่าง กำลังยิ้มเย้าชวนเชิญแขกอยู่ เขาก็ให้รู้สึกว่าสองขาของตนอ่อนยวบ
ด้านหลังเขายังมีผู้ติดตามอีกสองคน แต่ละคนร่างผอมบาง ใบหน้าเหลืองคล้ำ ไว้หนวดเรียวเล็ก หนึ่งในนั้นกำลังขมวดคิ้วดึงหนวดคล้ายหมดความอดทน ส่วนอีกคนกำลังจับจ้องด้านในของย่านผิงคังฟางด้วยสองตาที่เปล่งประกายคล้ายอดใจรอไม่ไหว
เจียงหลิง “…”
เห็นกันอยู่ว่าเขาต่างหากที่เป็นบุรุษ เหตุใดพวกนางสองคนกระตือรือร้นยิ่งกว่าเขาเสียอีกเล่า
ผู้ติดตามสองคนนี้คือหมิงหวาฉังกับเหรินเหยาที่แปลงโฉมแล้วนั่นเอง หอเยวี่ยหม่านเป็นฐานปฏิบัติการของหน่วยเค้าแมวนิล เครื่องมือแปลงโฉมตลอดจนอาวุธและอาวุธลับล้วนมีพร้อม พอหมิงหวาฉังกับเหรินเหยาแปลงโฉมแต่งกายเป็นบุรุษเสร็จ พวกเขาทั้งห้าคนต่างก็พกอาวุธแล้วแยกเป็นสองกลุ่มออกเดินทาง สุดท้ายจะไปสมทบกันที่หอเทียนเซียง
หมิงหวาฉังได้สัมผัสกับเครื่องมือแปลงโฉมเป็นครั้งแรก ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ทว่าแม้ใบหน้าจะสามารถปลอมแปลงได้ แต่เสียงกับรูปร่างกลับไม่สามารถปลอมแปลงได้ ผู้ที่มีสายตาเฉียบคมย่อมมองออกได้ในคราเดียวว่าพวกนางเป็นสตรี
กระนั้นถูกมองออกว่าเป็นสตรีก็หาได้เป็นไรไม่ สาวใช้ในบ้านผู้มีอำนาจสวมชุดบุรุษถือเป็นกระแสนิยม คุณชายร่ำรวยมากยศศักดิ์ผู้หนึ่งพาสาวใช้มาเสพสุขที่หอคณิกาไม่นับว่าแปลกหายาก ขอเพียงอย่าให้คนของหอเทียนเซียงเห็นรูปโฉมเดิมของพวกนางก็พอ
แม้ว่าหอเทียนเซียงไม่มีการคบหากับตระกูลสูงศักดิ์ แต่วันหน้าย้ายเมืองหลวงแล้ว สกุลหมิงกับสกุลเหรินล้วนต้องย้ายกลับมาเมืองฉางอัน นานวันเข้าใครจะรับรองได้ว่าจะไม่เกิดเหตุบังเอิญ หากคนของหอเทียนเซียงพบเจอคนของจวนเจิ้นกั๋วกงกับจวนผิงหนานโหวเล่า
เมื่อใดที่เหตุบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้น ผลที่ตามมาก็ยากจะคาดเดา แม้วันหน้าหมิงหวาฉังต้องย้ายออกจากจวนเจิ้นกั๋วกงอยู่แล้ว ไม่ไยดีสิ่งที่เรียกว่าชื่อเสียงสตรี กระนั้นมีเรื่องเพิ่มขึ้นมิสู้มีเรื่องน้อยลง ควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลมจะดีที่สุด
หมิงหวาฉังกระตือรือร้นจะไปหอคณิกา โตจนป่านนี้นางยังไม่เคยเห็นหอคณิกาสักครั้ง จึงสงสัยใคร่รู้จริงๆ จนแทบทนรอไม่ไหวอยากจะเข้าไปแล้ว ทว่าเจียงหลิงราวกับถูกตอกตรึงบนพื้น เนิ่นนานไม่ขยับเขยื้อน นางจึงกวาดตาไปทางเขาแล้วถามอย่างฉงนสงสัย
“เจ้ารออะไรอยู่”
สีหน้าเจียงหลิงยากจะบรรยายด้วยถ้อยคำสั้นๆ รักสนุกก็ส่วนรักสนุก แต่เขายังคงรู้จักขอบเขต จริงอยู่ว่าเขามือเติบไม่เอาการเอางาน พาเซอลี่กับเสือดาวเดินวางโตบนถนนไปทั่ว แต่เรื่องเที่ยวเตร่หอคณิกา ฉุดคร่าหญิงชาวบ้าน นั่นเป็นคนละเรื่องกัน
ตอนที่เขาเบื่อหน่ายก็แค่พาเป่าเป่ากับเป้ยเป้ยเข้าป่าล่าสัตว์ ไม่เคยมีความคิดจะเที่ยวสตรีมาก่อน ครั้งนี้กลับต้องไปหอคณิกา ‘ด้วยเรื่องส่วนรวม’ มิหนำซ้ำต้องพาแม่นางที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยถึงสองคน
เจียงหลิงรู้สึกตะขิดตะขวงจนพูดไม่ออก เสียงจึงแผ่วลงเรื่อยๆ “พวกเจ้าเป็นสตรี เข้าสถานที่พรรค์นี้ใช้ได้หรือ”
เหรินเหยาทนความคันบนใบหน้าไม่ไหว จึงเอ่ยอย่างหงุดหงิด “จะเข้าก็เข้า อย่าเอาแต่พูดพล่าม”
“ใช่ พวกเราเองยังไม่ถือสา เจ้าจะร่ำไรไปเพื่ออันใด” หมิงหวาฉังลอบมองเจียงหลิงแล้วเอ่ยอย่างเข้าใจ “คงไม่ใช่ว่าเจ้าเพิ่งมาครั้งแรก…จึงไม่กล้าเข้ากระมัง”
เจียงหลิงร้อนรนจนหอบหายใจ “ใครว่าข้าไม่กล้า ข้ามาจนชินแล้ว! นี่พวกเจ้าเลือกเอง เข้าไปแล้วพวกเจ้าอย่าได้เสียใจภายหลังแล้วกัน”
เจียงหลิงพูดพลางเชิดหน้ายืดอกเดินเข้าสู่ย่านผิงคังฟาง เห็นกันอยู่ว่าเป็นแดนบุปผาละมุนสิบหลี่ แต่เขากลับวางท่าเดินราวกับผู้ห้าวหาญพลีชีพเพื่อคุณธรรม