ย่านผิงคังฟางนี้ทิศตะวันออกติดกับตลาดตะวันออก ทิศเหนือติดกับถนนชุนหมิง ทิศใต้ติดกับย่านเซวียนหยางฟาง ตั้งอยู่ในแหล่งเริงรมย์ที่เฟื่องฟู รอบด้านชุมนุมไปด้วยบรรดาผู้มีอำนาจวาสนา อีกทั้งไม่ไกลยังเป็นที่ทำการของฝ่ายบริหาร* ส่วนใหญ่ผู้ที่สอบเคอจวี่ผ่านระดับมณฑล ตัวเลือกผู้รับตำแหน่งขุนนาง และผู้ที่มาเมืองหลวงจากท้องที่ต่างๆ ล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
ด้วยทำเลที่พิเศษเฉพาะตัวนี้เอง ย่านผิงคังฟางจึงมีสตรีจากกองสังคีต** เข้าออกจำนวนมาก และดึงดูดให้คนหนุ่มชาวยุทธ์เจ้าสำราญมาเยือนที่แห่งนี้มากยิ่งขึ้น นานวันเข้าที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมของหอคณิกา คับคั่งด้วยนักท่องราตรี มีการร้องรำทำเพลงทุกค่ำคืน เป็นดินแดนที่ไม่หลับใหลของเมืองฉางอัน
ครั้นเจียงหลิงย่างเท้าเข้าย่านผิงคังฟางก็คล้ายพลัดตกจากราชธานีที่เข้มงวดเคร่งขรึมไปสู่โลกอีกใบ แสงไฟสองข้างทางสลัวส่อนัยคลุมเครือ จังหวะกลองดนตรีของชนต่างเผ่าเคาะตีอย่างร่าเริงล้อสายลมยามค่ำ ในอณูอากาศอวลด้วยกลิ่นหอมแป้งชาดที่ทำให้รู้สึกคลื่นเหียน บรรดาสตรีริมทางล้วนสวมชุดบางเบา พอแลเห็นเขาต่างก็โปรยยิ้มยั่วยวน ถึงขั้นเดินหน้ามาฉุดดึงเขาอย่างใจกล้า
เจียงหลิงราวกับถูกไฟไม่รู้ชนิดลามเลีย ก้าวคราเดียวไปหลบหลังหมิงหวาฉังกับเหรินเหยาทันใด ในใจหมิงหวาฉังลอบก่นด่าไปหนึ่งประโยคก่อนถามเสียงเบา
“เจ้าบอกว่ามาบ่อยไม่ใช่หรือ นี่กำลังทำอะไรของเจ้า”
เจียงหลิงฝืนรักษาหน้าตา ตอบอย่างปากแข็ง “ข้ามาบ่อยก็จริง แต่ตอนนี้พวกเจ้าเป็นผู้ติดตามของข้า ในเวลาเช่นนี้ผู้ติดตามควรอยู่ข้างหน้าคอยเปิดทาง มิฉะนั้นจะถูกผู้อื่นมองพิรุธออก”
หมิงหวาฉังไม่เชื่อ นางออกแรงผลักเขาพลางเอ่ย “ศักดิ์ฐานะมีสูงต่ำ ข้าจะให้เจ้านายเดินตามหลังได้อย่างไร เจ้านายเดินไปก่อน!”
ขณะที่ทั้งสองคนต่างหมายจะดึงอีกฝ่ายมาเป็นโล่กำบังลูกธนู เหล่าแม่นางด้านข้างล้วนหมายตาเจียงหลิงผู้มีรูปโฉมคมสัน ปากแดงฟันขาว มองคราเดียวก็รู้ว่ามีเงินทอง พวกนางจึงส่งสายตาให้กัน ก่อนยิ้มหวานแล้วกรูกันเข้ามาดึงทั้งสองคนไปทางหอของพวกนาง
“คุณชายมาครั้งแรกหรือ แม่นางในหอของพวกเราชอบต้อนรับแขกใหม่ที่สุด คุณชายเข้ามาลองดูเถิด”
หมิงหวาฉังกับเจียงหลิงต่างกำลังถ่อมตนให้อีกฝ่ายเดินนำ แต่กลับจมอยู่ท่ามกลางกลิ่นแป้งชาดอย่างไม่ทันตั้งตัว เกือบจะถูกแม่นางกลุ่มหนึ่งพาไปทั้งคู่ ขณะที่อยู่ในสถานการณ์คับขันเหรินเหยายังคงพึ่งพาได้ มือคว้าข้างละคน ใช้กำลังลากพาทั้งหมิงหวาฉังและเจียงหลิงออกจาก ‘กระแสน้ำวน’
หมิงหวาฉังไม่เคยออกแรงวิ่งเช่นนี้มาก่อน ไม่ง่ายกว่าจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือที่ยื่นมาจากทุกทิศทาง นางหยุดพักตรงมุมกำแพง หอบหายใจอย่างอกสั่นขวัญแขวน
ครั้นเหลือบตามองเจียงหลิงค่อยพบว่าเขาดูอเนจอนาถกว่านางเสียอีก เสื้อผ้าผมเผ้าล้วนถูกขยุ้มจนยุ่งเหยิงราวกับบุปผาบอบบางดอกหนึ่งที่ถูกพายุฝนพัดกระหน่ำย่ำยี
นางเวทนาเขาอยู่บ้างโดยไม่รู้สาเหตุ จึงตบบ่าเขาพลางเอ่ยปลอบ “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าพี่สาวเพียงนี้ วันหน้าหากหมดเงิน ดีชั่วอย่างไรก็ยังหาเลี้ยงปากท้องที่นี่ได้”
เจียงหลิงด่ากราดอย่างหัวเสีย “ไสหัวไป!”
เหรินเหยากลอกตาพลางพร่ำบ่น “พวกเจ้ายังมีแก่ใจเล่นอยู่อีก ไม่รู้พวกเราวิ่งมาที่ใดกันแล้ว จะหาหอเทียนเซียงกันอย่างไร”
หมิงหวาฉังขยับหนวดที่ถูกปัดจนเบี้ยวให้ตรงก่อนกล่าว “ง่ายดายยิ่ง พวกเราเดินไปตรงที่มีคนน้อยๆ ไม่ช้าต้องหาหอเทียนเซียงพบแน่”
เจียงหลิงกังขา “เพราะเหตุใด”
หมิงหวาฉังชี้แจง “ผู้ที่มาย่านผิงคังฟางล้วนมาเพื่อหาความสำราญ เมื่อคืนหอเทียนเซียงเพิ่งมีคนตาย เจ้าหน้าที่ต้องวุ่นวายทำคดีข้ามคืนจนวันนี้ พวกแขกย่อมรังเกียจว่าไม่เป็นมงคล ในช่วงเวลาอันสั้นจะไม่ไปหอเทียนเซียงแน่ ดังนั้นพวกเราเดินไปตรงที่คนน้อยที่สุดเป็นพอ”
เหรินเหยารู้สึกว่ามีเหตุผล นางสายตาดีจึงแนบกำแพงมองสำรวจ ก่อนชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง “พวกเจ้าดูทางนั้น คนทั้งหมดล้วนเดินเลี่ยงใช่หรือไม่”
หมิงหวาฉังกับเจียงหลิงชะโงกหน้าต่อกันหนึ่งบนหนึ่งล่างจนพ้นกำแพง แลเห็นหอสามชั้นซึ่งมีเสาคานสลักเสลาเขียนลายอย่างงดงามหลังหนึ่ง หอหลังนี้เมื่ออยู่ในย่านผิงคังฟางนับเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ทว่าขณะนี้หน้าประตูกลับว่างเปล่าวังเวง