บทที่ 1 หิมะตกหนัก
เพิ่งพ้นช่วงส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่รัชศกเซิ่งลี่ปีที่หนึ่ง หิมะหนาหนักก็โปรยปรายลงมาจากผืนฟ้า ท่ามกลางหมอกหิมะขาวโพลนเจดีย์พุทธตั้งตระหง่านสูงต่ำลดหลั่นกัน เมืองลั่วหยางราวกับแปรเปลี่ยนเป็นแดนเซียนในชั่วข้ามคืน หมิงหวาฉังเพียงเงยหน้าก็สามารถแลเห็นหงส์สีทองเสียดเมฆบนยอดตำหนักเทวาหมื่นลักษณ์* ทั้งที่เก้ามังกรล้วนเร้นในสายหมอกแล้ว แต่หิมะที่ตกหนักเพียงนี้ยังคงไม่อาจบดบังพลังความฮึกเหิมที่หมายจะกระพือปีกทะยานขึ้นฟ้าของหงส์ตัวนั้นได้
หมิงหวาฉังถอนสายตากลับมา นางถูกไอหนาวแช่เย็นจนจามคราหนึ่ง
เจาไฉพร่ำบ่นใส่นางเช่นเคย “คุณหนู ปกติท่านชอบนอนตื่นสายก็แล้วไปเถิด แต่วันนี้เป็นวันที่จะต้องคารวะฮูหยินผู้เฒ่านะเจ้าคะ เหตุใดท่านยังกล้านอนเลยเวลาอีก”
ชุดคลุมสีแดงสดแบบมีหมวกในตัวปกคลุมหมิงหวาฉังไว้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า บนนั้นประดับด้วยขนกระต่าย คอเสื้อที่มีขนนุ่มแน่นบดบังใบหน้านางกว่าครึ่งค่อน ทำให้แม้แต่เสียงพูดก็กลายเป็นไม่ชัดเจน
เจาไฉคล้ายได้ยินคุณหนูพูดบางอย่าง ทว่านางหันไปก็เห็นเพียงใบหน้าที่งามประณีตยิ่งกว่าภาพปีใหม่** นั้นซ่อนอยู่ท่ามกลางปุยขนสีขาว ดูไม่คล้ายกำลังพูดอยู่ นางนึกว่าเป็นเพราะข้างนอกลมแรงเสียจนตนเองฟังผิดไป จึงพร่ำบ่นคุณหนูต่อตามปกติ
“คุณหนู ท่านจะเอื่อยเฉื่อยเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ จริงอยู่ว่าท่านเป็นถึงบุตรสาวฮูหยินบ้านใหญ่ของจวนเจิ้นกั๋วกง*** หรือก็คือคุณหนูสายตรงของเจิ้นกั๋วกง ที่ผ่านมาท่านไม่เอาใจใส่ก็ไม่มีใครกล้าว่าท่าน แต่ตอนนี้ใกล้วันปีใหม่ ท่านอายุสิบหกปีแล้ว ควรหาคู่ครองได้แล้วนะเจ้าคะ ฮูหยินด่วนจากไป การแต่งงานของท่านถึงอย่างไรก็ต้องให้ฮูหยินผู้เฒ่าช่วยจัดการ ขืนท่านยังไม่กระตือรือร้นขึ้นบ้าง ฮูหยินผู้เฒ่าจะนึกถึงท่านได้อย่างไรกัน”
ครั้นพูดจากเรื่องคารวะยามเช้ามาถึงเรื่องแต่งงาน เจาไฉก็เหมือนหีบเก็บคำพูดใบหนึ่งที่ถูกอ้ากว้าง เอ่ยไม่หยุดตั้งแต่เรื่องบรรดาคุณชายในเมืองลั่วหยางที่ยามนี้ยังไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย จากนั้นก็เน้นย้ำเป็นพิเศษถึงชาติตระกูลที่โดดเด่นของหมิงหวาฉังแล้วสรุปปิดท้าย
“คุณหนู แม้ท่านไม่เคยชิงดีชิงเด่น ที่ผ่านมาคร้านจะแก่งแย่งชื่อเสียงด้านดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพ แต่ท่านมีจวนกั๋วกงกับคุณชายรองอยู่ทั้งคน รับรองว่าท่านจะได้คู่ครองที่ดีแน่นอนเจ้าค่ะ”
เจาไฉ เจ้าช่างสมกับเป็นสาวใช้ของข้าจริงๆ ‘ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง’ ก็ยังพูดเกลาคำให้น่าฟังได้ถึงขั้นนี้ ในเสินตู**** มีตระกูลขุนนางคับคั่ง ผู้มีบรรดาศักดิ์สูงก็ดาษดื่น คุณหนูตระกูลโด่งดังยิ่งมีมากเข้าไปใหญ่ ข้าหมิงหวาฉังไม่เคยแก่งแย่งชื่อเสียงด้านดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพ ใช่เป็นเพราะข้าไม่อยากหรือ
กระทั่งสาวใช้คนสนิทที่ลำเอียงเข้าข้างกันจนไร้ขอบเขตนับไปนับมาก็ยังรู้ว่าข้อได้เปรียบเพียงหนึ่งเดียวของหมิงหวาฉังอยู่ที่ชาติตระกูล เห็นชัดว่าหมิงหวาฉังผู้นี้เป็นปลาเค็ม***** ระดับต้นตำรับเพียงใด
หมิงหวาฉังถอนหายใจ แม้แต่เจาไฉยังมีใจรักความก้าวหน้ายิ่งกว่านาง นี่ทำให้นางเกิดความละอายเล็กน้อย แน่นอนว่านางไม่ได้ละอายที่ตนเองไม่ขยันขันแข็ง แต่รู้สึกผิดที่นางอาจทำให้เจาไฉผิดหวังเสียแล้ว
เพราะว่า…แม้แต่ข้อได้เปรียบด้านชาติตระกูลข้อนี้ก็ไม่เหลือแล้ว
วันนี้ที่หมิงหวาฉังตื่นสายไม่ใช่เพราะขี้เซาเสียทีเดียว แต่ยังเป็นเพราะเมื่อคืนนางฝันร้าย ในความฝันนั้นมีหญิงงามผอมเพรียวท่วงทีอ่อนช้อยดุจกล้วยไม้ผู้หนึ่งมาถึงสกุลหมิง บอกว่าตนเองต่างหากคือคุณหนูหมิง ทั้งยังนำหลักฐานออกมาแสดง
หลังจากเกิดความโกลาหล เจิ้นกั๋วกงบิดานางก็เดินออกมาจากเรือนชั้นใน เห็นทีคงจะตรวจสอบชัดเจนแล้ว จึงบอกเล่าอดีตช่วงหนึ่งด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ครั้งนั้นหวังอวี๋หลันฮูหยินของเจิ้นกั๋วกงได้ให้กำเนิดฝาแฝดหงส์มังกร* ที่หาได้ยากยิ่ง แฝดชายคนพี่ให้ชื่อว่าหมิงหวาจาง แฝดหญิงคนน้องให้ชื่อว่าหมิงหวาฉัง น่าเสียดายที่หวังอวี๋หลันตกเลือดหลังคลอด ไม่ทันได้เห็นบุตรก็หมดสติไปก่อน ด้วยเหตุนี้จึงเปิดโอกาสให้บ่าวชั่วก่อเรื่อง ตอนที่เจิ้นกั๋วกงตั้งชื่อให้บุตรไม่รู้เลยว่าแฝดหญิงคนน้องได้ถูกสลับตัวไปก่อนแล้ว
บ่าวชั่วผู้นี้คือหญิงสกุลซูแม่นมของหวังอวี๋หลัน คนในเรือนชั้นในล้วนเรียกนางอย่างยกย่องว่าซูหมัวมัว** นางเป็นบ่าวอยู่ในจวนชนชั้นสูง แต่ความจริงแล้วบ้านเกิดที่ชนบทก็มีที่นา ในท้องที่นั้นนับได้ว่าพอจะมีทรัพย์สิน