บทที่ 1
เหมันตฤดูที่แสนหนาวเหน็บ ฉู่หลินหลางซุกตัวอยู่บนรถม้าเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม* เต็มจนแข้งขาเริ่มแข็งตึงอยู่บ้าง
ก่อนออกจากจวน ซย่าเหอสาวใช้ของนางเอาเตาพกให้นางพกติดตัวสองอันพร้อมด้วยผ้าห่มไว้ห่มตัวอีกผืนอย่างเอาใจใส่แล้ว ทว่าพอนั่งนานเข้าเลือดลมไหลเวียนไม่คล่อง ทำให้สองขาเริ่มมีอาการเหน็บชาเป็นระลอก
นางถอนหายใจก่อนล้วงกระดองเต่าเก่าคร่ำคร่าจากอกเสื้อมาเขย่าเบาๆ เสียงเหรียญสำริดที่กลิ้งอยู่ข้างในช่วยให้จิตใจสงบลงได้ไม่น้อย
ขณะที่นางเก็บกระดองเต่าขึ้นมาแล้วพยายามจะเหยียดสองขาช้าๆ สาวใช้นอกรถม้าก็ส่งเสียงกระซิบบอก
“ฮูหยินใหญ่ รถม้าของจวนสกุลจางมาทางนี้แล้วเจ้าค่ะ”
ฉู่หลินหลางได้ยินแล้วก็หยิบใบชาสองห่อข้างกายพลางกัดฟันลุกขึ้นโดยไม่นำพาความรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนถูกเข็มตำ นางไม่แม้แต่จะให้สาวใช้ช่วยพยุงก็กระโดดลงจากรถม้า ตะเบ็งเสียงถามรถม้าที่แล่นช้าๆ อย่างลุกลี้ลุกลน
“ใช่แม่นางหลินของจวนสกุลจางหรือไม่เจ้าคะ”
สารถีได้ยินคนร้องเรียกก็ดึงสายบังเหียนหยุดจอด จากนั้นม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้นน้อยๆ สตรีออกเรือนแล้ววัยราวสี่สิบปีนางหนึ่งมองสำรวจสตรีอ่อนเยาว์โฉมงามผุดผาดซึ่งยืนอยู่ริมถนน
นางมีสองแก้มนวลเนียนอมเลือดฝาด สวมผ้าคลุมมีหมวกกันลมสีแดงดอกไห่ถัง** ยืนอมยิ้มอยู่ข้างกองหิมะที่เพิ่งหยุดตกไม่นาน แลดูโดดเด่นสะดุดตาละม้ายกิ่งดอกเหมยงามตา
ฉู่หลินหลางโบกห่อใบชาในมือไปมาพลางพูดด้วยสีหน้าแย้มยิ้มพริ้มพราย “ช่างประจวบเหมาะดีแท้ ตอนข้าลงรถม้าไปซื้อใบชา เงยหน้าขึ้นก็เห็นรถม้าของท่านพอดี”
แม่นางหลินผู้นั้นปรายตามองนางราวกับเห็นเหลือบไรน่ารังเกียจแล้วแค่นเสียงเยาะ “จะไม่ประจวบเหมาะได้หรือ วันนี้ข้าอุตส่าห์กำชับให้สารถีขับรถม้าอ้อมไปคนละทางกับจวนสกุลโจวของพวกท่านแล้วยังพบเจอท่านที่นี่อีก เช้าเพียงนี้ฮูหยินผู้ตรวจการยังออกมาซื้อใบชา คงจะติดการดื่มชาน่าดู!”
ฉู่หลินหลางคล้ายจับน้ำเสียงประชดประชันของอีกฝ่ายไม่ออก นางย่ำเท้าไปตามพื้นหิมะมาถึงข้างรถม้า ทอดลำแขนกลมกลึงไปข้างหน้ายื่นใบชาห่อหนึ่งส่งให้แม่นางหลิน เอ่ยอย่างประจบประแจง
“ข้าจำได้ว่าท่านชมชอบดื่มใบชาผู่เอ่อร์สุกเป็นที่สุด เผอิญใบชาผู่เอ่อร์อายุสามปีของแถบเตียน*** ที่ข้าสั่งจองไว้ได้ของมาแล้วพอดี ขอมอบห่อนี้ให้แม่นางหลินลองลิ้มรสดูเจ้าค่ะ”
แม่นางหลินไม่รับไว้ แววเยาะหยันบนหน้าฉายชัดขึ้น นางเลิกคิ้วกล่าวว่า “มิบังอาจ สามีข้าเป็นแค่จเรทหารชั้นผู้น้อยของเมืองเหลียนเท่านั้น ไฉนเลยจะน่าเกรงขามเท่าสามีท่านอย่าง…ท่านผู้ตรวจการโจว”
เมื่อวานซืนนี้เองโจวสุยอันผู้ตรวจการเมืองเหลียนกับจางเสี่ยนผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบกองทหารรักษาการณ์ทะเลาะวิวาทกันยกใหญ่ในจวนเจ้าเมือง
โจวสุยอัน…หรือสามีของฉู่หลินหลาง หลังดื่มสุราจนเมามายได้ที่ก็ตบหน้าจางเสี่ยนซึ่งอายุมากกว่าถึงยี่สิบกว่าปีสองฉาดใหญ่ต่อหน้าสหายขุนนางทั้งหลาย
จางเสี่ยนถูกเขาตบหน้าไปสองทีโดยไม่ยั้งแรงถึงกับล้มลงกับพื้นลุกไม่ขึ้น
เวลานั้นกลุ่มคนที่เห็นเหตุการณ์ล้วนใจหาย พากันเปลี่ยนความคิดที่มีต่อผู้ตรวจการคนใหม่…ผู้ตรวจการหนุ่มผู้นี้น่าจะเกิดปีขาลกระมัง มิหนำซ้ำยังเป็นจำพวกที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ถึงได้มีนิสัยบุ่มบ่ามวู่วามปานนี้!
ชาวเมืองเหลียนมีใครไม่ล่วงรู้ว่าปลายเดือนนี้ถึงเวลาที่ใต้เท้าจางจะไปเมืองหลวงเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว
แม้ว่าตำแหน่งจเรทหารนี้มีหน้าที่ตรวจสอบวินัยของกองทหารรักษาการณ์ชายแดนและรายงานสถานการณ์ทางทหารในเขตชายแดนต่อฮ่องเต้ด้วยตนเอง แต่ยามฮ่องเต้ซักถามสถานการณ์ทางชายแดนมักจะถามไถ่ถึงการประเมินผลการปฏิบัติงานของขุนนางท้องถิ่นด้วย
จางเสี่ยนในฐานะจเรทหารก็เปรียบได้กับเทพเจ้าเตา* ที่กลับขึ้นสวรรค์ไปรายงานความดีความชอบของมนุษย์เรานี่เอง!