ทั่วทั้งเมืองเหลียนผู้ใดบ้างจะไม่นอบน้อมยกยอปอปั้นใต้เท้าจาง กระทั่งเจ้าเมืองยังเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองเขาด้วยสุราอาหารชั้นเลิศ
แต่เพราะผู้ตรวจการคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้นี้สืบสวนคดีลักลอบขายธัญพืชในคลังเสบียงแล้วสาวไปถึงตัวน้องชายภรรยาของใต้เท้าจาง จึงเป็นเหตุให้ทั้งคู่ไม่ลงรอยกันมานาน สุดท้ายพอสุราเข้าปากก็พูดจาเลยเถิดไม่เข้าหูจนลงไม้ลงมือกัน
คนมีความคิดล้วนรู้ว่าการที่ผู้ตรวจการโจวตบหน้าคนไปสองฉาดนี้ถือเป็นการดับอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์ของตนเองเลยก็ว่าได้
คดีฉ้อราษฎร์บังหลวงในเมืองเหลียนเป็นปัญหาที่สั่งสมมาเนิ่นนาน เจ้าเมืองยังรู้จักหลบหลีกเดินเลี่ยงไปด้านข้าง แต่เผอิญโจวสุยอันไม่รู้จักกลิ่นเหม็นกลิ่นหอม พุ่งตัวกระโจนลงบ่ออุจจาระที่ท่วมคนตายได้
โจวสุยอันไม่มีคนหนุนหลัง เขาเป็นแค่บุตรหลานในครอบครัวยากจนที่มานะบากบั่นเล่าเรียนเขียนอ่านจนบังเอิญโชคดีสอบขุนนางได้ เป็นพวกที่ปราศจากฐานอำนาจใดๆ ทั้งยังปักหลักยืนหยัดในเมืองเหลียนได้ไม่มั่นคงผู้หนึ่งเท่านั้นเอง!
บัดนี้คนทั้งเมืองเหลียนตั้งตารอดูจางเสี่ยนเข้าเมืองหลวงไปขัดแข้งขัดขาบุรุษมุทะลุโจวสุยอันผู้นี้อยู่
กระนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าคนสกุลโจวหาได้โง่งมกันหมด คิดไม่ถึงว่าฉู่หลินหลางภรรยาของเขาจะรุดมาเป็นแนวหน้าสะสางปัญหายุ่งยากที่สามีก่อเอาไว้
แม่นางหลินย่อมรู้ถึงข้อพิพาทนี้ดี นางมองฉู่หลินหลางด้วยสีหน้าเหยียดหยาม…ฮูหยินใหญ่ผู้นี้หิ้วใบชาห่อเดียวมาประจบเอาใจ ช่างเป็นพวกตระหนี่ถี่เหนียวน่าขายหน้าเสียจริง!
คนสกุลโจวล้วนเป็นพวกเศษสวะ อีกไม่นานก็ต้องสิ้นผยองแล้ว ดังนั้นพอฉู่หลินหลางส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แม่นางหลินกลับปล่อยม่านลงอย่างดูแคลน
“สกุลจางของข้ายังมีปัญญาหาชาดื่มได้ไหว คงไม่ต้องให้ฮูหยินใหญ่วุ่นวายใจ สารถี จะจอดรถม้าเพื่ออันใด รีบไปต่อ!”
ขณะที่ม้าเริ่มยกกีบเท้าออกเดิน เพียงเห็นม่านรถม้าปลิวไหวๆ ฉู่หลินหลางถึงกับไม่คำนึงเรื่องกิริยามารยาท ยกชายกระโปรงกระโดดขึ้นรถม้าทันที
สารถีกับบ่าวไพร่ของสกุลจางไม่ทันระวัง เห็นหญิงงามเฉิดฉันพุ่งเข้าไปในรถม้าคล้ายแมวตัวหนึ่งก็ตั้งตัวไม่ติดไปชั่วขณะ
แม่นางหลินผงะหงายด้วยความตกใจเช่นเดียวกัน อาจเพราะฉู่หลินหลางผู้อ่อนหวานน่าเอ็นดูมีชาติตระกูลต่ำต้อย ขณะที่สตรีในเรือนขุนนางจะระมัดระวังเรื่องกิริยามารยาทมากที่สุด จึงไม่เคยเห็นใครแสดงท่าทางเป็นลิงค่างเช่นนางมาก่อน
สตรีผู้นี้คงไม่เหมือนกับสามีของนางที่พูดขัดหูเพียงคำเดียวก็ตบหน้ากันฉาดใหญ่กระมัง
แม่นางหลินยังไม่ทันตะโกนเรียกคนมาลากตัวอีกฝ่ายลงไป ฉู่หลินหลางก็ชิงยึดข้อมือนางไว้ก่อนแล้ว
ชั่วขณะนั้นแม่นางหลินรู้สึกว่าในดวงตาของฉู่หลินหลางที่อ่อนหวานน่าเอ็นดูละม้ายแฝงแววป่าเถื่อนเช่นบุรุษฉกรรจ์อยู่ในที แลดูน่าพรั่นพรึงอย่างน่าประหลาด ทำให้นางยกมือขึ้นบังหน้าตนเองไว้โดยพลัน…
ทว่าฉู่หลินหลางมิได้เงื้อมือตีคน เพียงจับมือแม่นางหลินไว้แล้วตั้งใจโน้มกายเข้าไปใกล้ ลดเสียงลงแล้วกล่าวขึ้น
“พวกบุรุษทะเลาะวิวาทกันย่อมเป็นเรื่องของพวกเขา ไยต้องกระทบกับมิตรภาพฉันพี่น้องของสตรีเรือนในอย่างพวกเราด้วยเจ้าคะ ข้าเห็นท่านเป็นดั่งพี่สาวครอบครัวเดียวกันมาโดยตลอด น้องชายท่านย่อมเป็นดั่งพี่น้องในครอบครัวข้าเช่นกัน ไฉนเลยจะไม่เห็นแก่อนาคตของเขาเพราะจะเอาชนะกันเพียงชั่วครู่ชั่วยาม…”
แม่นางหลินหรี่ตาเล็กน้อย ออกแรงสะบัดมือนางออกแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่เบาลงเช่นกัน “ท่านหมายความว่าอย่างไร”
ใบหน้าของฉู่หลินหลางฉายแววหนักใจหลายส่วน นางพูดเสียงเบาว่า “ถึงท่านจะเป็นพี่สาวของเสมียนหลินก็คงไม่รู้ว่าน้องชายจะใจกล้าจนก่อปัญหาอะไรไว้บ้าง เขาดูแลห้องคลังธัญพืชอยู่ แต่เป็นคนจิตใจดีเกินไป พวกที่อยู่ใต้อาณัติของเขาจึงยักยอกธัญพืชไปมิใช่น้อยๆ เวลานี้ฮ่องเต้ตั้งพระทัยจะเปลี่ยนแปลงแวดวงขุนนาง หากสืบสาวราวเรื่องขึ้นมา น้องชายของพวกเราจะเอาตัวรอดได้อย่างไรเจ้าคะ”
แม่นางหลินเกิดมาก็ไม่เคยกลัวคำขู่ของใคร หากโจวสุยอันจับจุดอ่อนอะไรได้จริงๆ คงเล่นงานไปนานแล้ว มีหรือจะอดทนข่มกลั้นไว้แล้วทะเลาะลงไม้ลงมือกันตอนเมาสุรา