ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3 บทที่ 15.1-15.2 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3 บทที่ 15.1-15.2 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3

ผู้เขียน : matgam

แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์

ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม

มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ

สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง

เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก

การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว

การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา

การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 15.1

 

รัฐประหาร

 

หลังจากสถานการณ์สงบลงผมก็เดินเข้าไปหาพลจัตวาคิมมียอนทันที เธอเองก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีเป็นมิตรเช่นกัน แต่พอเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่สวมผ้าคลุมสีขาว เธอก็ซ่อนสีหน้าลำบากใจไว้ไม่อยู่ ผมจึงให้เหล่าผู้ศรัทธาที่ติดตามมารออยู่ข้างนอก ส่วนผมก็ตามเธอเข้าไปนั่งเก้าอี้ด้านใน

“นายนี่ชอบทำอะไรแปลกๆ อยู่เรื่อยเลยนะ แล้วนี่อะไร ชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่?”

“อยากเข้าลัทธิไหมล่ะครับ”

หลังจากยอมรับในโชคชะตาของตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้ผมไม่รู้สึกเขินอีกต่อไปแล้ว…และผมก็ตัดสินใจได้แล้วว่าจะเป็นผู้นำของลัทธินอกรีตที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกด้วยความเต็มใจ ชีวิตลูกผู้ชายเกิดมาครั้งหนึ่งก็ต้องตั้งปณิธานแรงกล้าแบบนี้สิ

“โทษทีนะ พอดีฉันนับถือพุทธ…”

“ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องนับถือหรอกครับ”

เพราะถึงยังไงก็มีแค่ความเชื่อที่เกิดจากความจริงใจเท่านั้นที่จะทำให้พลังของผมแข็งแกร่งขึ้น ผมค่อยๆ จิบกาแฟที่เธอยื่นให้

“ทำไมไม่พาคิมแจยองเข้ามาด้วยล่ะ อยู่ข้างนอกไม่ใช่เหรอ”

“หมอนั่นเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ผมเองก็ขี้เกียจอธิบาย จินปัง อยู่นิ่งๆ หน่อยสิ”

เจ้าจินปังดิ้นดุกดิกอยู่ในผ้าคลุม ถึงจะบอกให้อยู่นิ่งๆ แต่มันก็ยังชะโงกหัวออกมาแล้วเอียงคอมองพลจัตวาคิมมียอน

“…นี่มันอะไรอีกล่ะเนี่ย”

“จินปังครับ”

“อ๊ะ!”

ทันทีที่จินปังกระโจนตัวขึ้นมา พลจัตวาคิมมียอนก็ตกใจจนหลุดอุทานเบาๆ เธอก้มมองผึ้งตัวอวบอ้วนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองก่อนใช้มือที่หยาบกระด้างลูบไล้ตัวเจ้าจินปัง

“เจ้านี่มันน่ารักมากเลยแฮะ เหมือนสัตว์ประหลาดเลย”

“ก็…ประมาณนั้นครับ”

“ทั้งที่น่ารักขนาดนี้แต่เป็นสัตว์ประหลาดเนี่ยนะ”

“ผมเลยใช้มันเป็นมาสคอตของลัทธิไงครับ เห็นลายบนผ้าคลุมนี่ไหมล่ะครับ”

ผมให้เธอดูลายผึ้งที่ปักอยู่บนช่วงอกของเสื้อคลุมสีขาวด้วยความภูมิใจ ชุดเครื่องแบบของลัทธินี้ทำจากใยแมงมุมที่รีดออกมาจากพัคชังจินหลังจากเฆี่ยนตีเขาแบบไม่ให้ได้หลับได้นอน ตรงหน้าอกปักภาพด้านหลังของเจ้าจินปังที่เป็นมาสคอต ตอนแรกผมคิดว่าสัญลักษณ์ของลัทธิดูเรียบง่ายเกินไปหรือเปล่า แต่เพราะมาดูกียืนยันหนักแน่นและลายตัวอย่างที่ปักออกมาก็น่ารักมาก ผมจึงตัดสินใจใช้ภาพนี้

“…ที่ลัทธินั่นโอเคดีใช่ไหม”

“ราบรื่นดีครับ”

ผมและพลจัตวาคิมมียอนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันก่อนเข้าประเด็นสำคัญ สาเหตุที่ผมมาหาเธอวันนี้ก็เพื่อมาชิงตัวฮวังซูยอนที่ถูกซ่อนตัวไว้ในกองทัพ

“ฉันพอจะรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แต่คนพวกนั้นขังเธอไว้ตั้งหลายชั้น นายแอบพาเธอออกมาไม่ได้หรอก”

“พวกผมตั้งใจว่าจะแหกคุกแล้วพาเธอออกมาครับ”

“นายไม่ได้ลืมที่จะช่วยฉันใช่ไหม”

เธอยกยิ้มมุมปากเหมือนมีแผนการบางอย่างซ่อนอยู่ ผมรู้สึกเหมือนจะมีเรื่องยุ่งยากกว่าเดิมเกิดขึ้นเลยขมวดคิ้วรอเธอพูดต่อ

“การทำสงครามที่ขยายขอบเขตออกไปก็ไม่ได้แย่นักหรอก แต่มันมีวิธีที่ดีกว่านั้น”

“วิธีอะไรเหรอครับ”

“ช่วงนี้เห็นว่าพวกนายทำรายการวิทยุเหรอ”

“…เพิ่งเริ่มทำได้ไม่นาน คุณรู้ได้ยังไงครับ”

ผมคัดเลือกคนที่สามารถใช้เครื่องมือหรือคนที่มีประสบการณ์เคยทำงานที่สถานีออกอากาศแล้วจัดตั้งเป็นทีมเผยแผ่ลัทธิทางวิทยุ จากนั้นก็เริ่มถ่ายทอดสดในห้องส่งรายการวิทยุของสถานีออกอากาศที่อยู่ใกล้ๆ คราวนี้พลจัตวาคิมมียอนก็เริ่มอธิบายว่าเธอรู้ได้ยังไง ในเมื่อโปรเจ็กต์นี้เพิ่งเริ่มดำเนินการได้ไม่นาน

“ไม่ได้มีแค่พวกนายหรอกนะที่ฟังวิทยุ”

เธอนำวิทยุพกพาออกมาจากอกเสื้อ หลังจากปรับคลื่นความถี่ก็มีเสียงดังออกมา วิทยุกำลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าที่สถิตร่างมนุษย์จุติลงมาบนโลกแล้ว ชำระล้างคิมแจยองที่เป็นลูกครึ่งมนุษย์ปีศาจซึ่งถูกความชั่วร้ายเข้าครอบงำ ปราบราชาแห่งพิษ และคอยเข้าช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ จากนั้นก็เป็นการสัมภาษณ์เหล่าผู้ศรัทธา พวกเขาไม่เพียงแต่เปิดเผยตัวตนเท่านั้น ทว่ายังเปิดเผยความเจ็บปวดที่ได้เจอมารวมถึงการได้รับความช่วยเหลือทั้งน้ำตา ผมไม่รู้ว่ามีคนฟังวิทยุอยู่กี่คน แต่พอเห็นตัวเลขบนหน้าต่างสถานะเพิ่มขึ้นทีละนิดก็คิดว่ามันได้ผลอยู่เหมือนกัน

“ถ้าปรับคลื่นความถี่มาทางนี้จะเป็นช่องของกองทัพแห่งชาติ ซึ่งจะเปิดซ้ำแค่เสียงที่ถูกบันทึกไว้เท่านั้น แน่นอนว่าเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อที่เชิญให้เข้าร่วมกองทัพ หรือไม่ก็บอกว่ากองทัพจะปกป้องคุณเองอะไรทำนองนั้น”

คราวนี้คลื่นความถี่ถูกปรับไปที่ช่องของกองทัพแห่งชาติ ซึ่งก็มีแค่เนื้อหาตามที่เธอบอกกำลังเล่นวนซ้ำ

“โลกกลายเป็นแบบนี้มากว่าครึ่งปีแล้ว ในสถานการณ์ที่ไม่มีครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่รัฐบาลคอยปกป้องจะมีสักกี่คนกันที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีสติ ทุกครั้งที่เกิดเวฟขึ้น จำนวนคนที่ฆ่าตัวตายก็มักจะพุ่งสูงขึ้น ล่าสุดนี้ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ แต่นายลองคิดดูสิ ในระหว่างที่ผู้คนต่างพากันวุ่นวายใจกลับมีรายการประหลาดโผล่ขึ้นมาซะงั้น”

พลจัตวาคิมมียอนบอกว่ารายการเผยแผ่ลัทธิของผมเริ่มถูกพูดถึงกันปากต่อปากในหมู่พลเรือนที่กองทัพดูแลอยู่ ถึงแม้ตอนนี้ทั้งโลกจะถูกตัดสัญญาณโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ตมาสักพักจนเหลือแค่โฆษณาชวนเชื่อของภาครัฐจากในวิทยุ แต่จู่ๆ กลับมีกลุ่มลัทธิปรากฏขึ้นโดยอ้างว่าตนเคยได้รับการช่วยเหลือจากลัทธิมากระตุ้นความสนใจของผู้คน

“ทหารที่มารายงานสองสามวันก่อนถามฉันว่าเดี๋ยวนี้ยังมีลัทธิแปลกๆ เหลืออยู่อีกเหรอ แถมยังดูสงสัยว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า”

“คุณเลยคิดจะเข้ามาขอใช้รายการของผมสินะครับ”

“เรียกว่าพึ่งพาอาศัยกันต่างหากล่ะ ถ้าฉันมีอำนาจก็จะช่วยโลกได้ง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอ”

จากนั้นพลจัตวาคิมมียอนก็ยื่นซองเอกสารมาให้ ผมจึงหยิบรูปถ่ายที่อยู่ในนั้นออกมาดู

“รูปนี้มัน…”

“เนียนใช่ไหมล่ะ”

มันคือรูปถ่ายที่พวกทหารกำลังทำการทดลองมนุษย์ ในรูปนั้นปรากฏใบหน้าของชายวัยกลางคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาอย่างชัดเจน ปกเสื้อของเขามีดาวสองดวงชวนสะดุดตา เธอที่อยู่ตรงหน้าผมมีดาวแค่ดวงเดียว…ถ้างั้นผู้ชายในรูปก็น่าจะเป็นผู้บัญชาการอิมกยูที่มีอำนาจสูงสุดของกองทัพในปัจจุบัน ผมจำได้รางๆ ว่าเคยเห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมนี้ตอนถูกจับพร้อมกับคิมแจยองเมื่อคราวก่อน

“นี่รูปตัดต่อเหรอครับ”

ถ้าจ่ายไฟได้ก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ ทำให้การปลอมแปลงไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป แต่นี่ไม่ใช่การพริ้นต์สี มันเป็นรูปถ่ายที่ล้างมาจากห้องมืดสำหรับล้างรูปโดยตรง

“พอดีฉันมีลูกน้องที่เหมือนกิ้งก่าอยู่คนหนึ่งน่ะ”

“เขามีสกิลพรางตัวเหรอครับ”

“เฮอะ ไอ้โง่อิมกยูนั่นขลุกอยู่แต่กับผู้ตื่นรู้ที่ถนัดด้านการต่อสู้ คงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผู้ตื่นรู้คนอื่นๆ มีสกิลอะไรกันบ้าง”

“คุณเลยคิดจะแต่งเรื่องว่าตอนนี้ท่านผู้บัญชาการกำลังทำการทดลองกับมนุษย์แล้วจะกระจายข่าวออกไป คุณอยากให้ผมช่วยเรื่องนั้นใช่ไหมครับ”

“แบบนี้ค่อยคุยกันได้หน่อย ท่านผู้นำลัทธิ”

ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวชะมัด…ผมควรจะรู้ตั้งแต่ตอนพูดเรื่องประธานาธิบดีแล้วเชียว มันไม่ใช่ความกล้าหาญของคนทั่วไปเลย ผมถึงขั้นอดสงสัยไม่ได้ว่าเธออาจเตรียมการทุกอย่างไว้แล้วและกำลังรอผมอยู่

ดูเหมือนถ้าคุยกับเธอต่อไปอาจเกินขอบเขตที่ผมจะรับไหว ผมเลยตัดสินใจเรียกมาดูกีที่รออยู่ข้างนอกให้เข้ามา เพราะคนที่พูดเก่งอย่างหมอนั่นน่าจะมีประโยชน์กว่าคนที่ไม่มีทักษะด้านการโกหกอย่างผม

“อย่ากังวลไปเลยครับ มาดูกีคนนี้จะทำแผนการนี้ให้สำเร็จเอง! ทำความเคารพท่านว่าที่ประธานาธิบดี…โอ๊ย!”

“ต้องทำความเคารพฉันสิ ไอ้หนูน้อย ถ้าทรยศเมื่อไหร่นายตายแน่”

“โอ๊ย เจ็บ เวรเอ๊ย…”

“เมื่อกี้ว่าไงนะ”

“ผะ…ผมบอกว่าโธ่เอ๊ย เชือกรองเท้าหลุดอีกแล้วน่ะครับ โอ๊ะ!”

ผมฟาดท้ายทอยมาดูกีไปสองครั้งจนล้มคว่ำไปบนโต๊ะ ถึงหมอนี่จะทำงานดี แต่ก็เชื่อถืออะไรไม่ได้เลยจริงๆ

 

“…และนี่คือแพคอึนชง ดีเจประจำรายการวิทยุแห่งศรัทธา สาวกลำดับที่สามของชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่ค่ะ จากนี้ไปจะเป็นการเริ่มต้นโปรแกรมรีรัน โปรดอย่าเปลี่ยนช่อง! แล้วมาพบกันอีกครั้งกับแขกรับเชิญสุดพิเศษในอีกสองชั่วโมงค่ะ”

“ไอ้พวกจัดรายการนี่เสียสติแบบนี้กันทุกคนเลยหรือไง”

“มันหลอกลวงกันทั้งนั้น…แต่ก็สนุกดีนะ ช่วงนี้ฟังแล้วหัวเราะตั้งแต่ต้นรายการเลย”

“แพคอึนชง? เสียงเธอก็ฟังดูมีเสน่ห์ดีนะ”

“นี่มันลัทธิอะไรเนี่ย”

“พอโลกเข้าสู่วันแห่งหายนะ อะไรแปลกๆ ก็ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด”

ข่าวลือเกี่ยวกับรายการวิทยุแห่งศรัทธาที่ออกอากาศโดยชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่กำลังแพร่กระจายออกไปท่ามกลางเหล่าทหารรวมถึงพลเรือนที่พวกเขาดูแลอยู่ตามแผนของพลจัตวาคิมมียอน เมื่อเวลาผ่านไปคนที่เคยด่าทอในช่วงแรกว่าเป็น ‘พวกเสียสติ’ ‘ประสาทกลับ’ หรือ ‘พวกหลอกลวง’ กลับแห่มาฟังรายการถ่ายทอดสดกันมากมาย

ต้องเพิ่มฐานคนฟังก่อน ถึงจะได้รับความสนใจ

ผ่านไปไม่นานผู้บัญชาการอิมกยูที่ตั้งฐานทัพอยู่ในทำเนียบฟ้าก็เรียกประชุมผู้บังคับบัญชาระดับสูงหลังตระหนักได้ถึงความรุนแรงจากกระแสลัทธินอกรีตตามที่คาดการณ์ไว้ พวกเขาสงสัยว่าลัทธินอกรีตอาจสมคบคิดกับซอนจงกรุ๊ป เพราะผู้นำลัทธิเป็นน้องเล็กของซอนจงกรุ๊ป อีกทั้งข่าวลือที่ว่าคิมแจยองถูกชำระล้างแล้วก็เป็นแผนการลับที่ทำให้คิมแจยองผู้มีพลังอันน่าสะพรึงกลัวสามารถปรากฏตัวต่อสาธารณชนได้ก็เท่านั้น ผู้บัญชาการจึงมีคำสั่งให้กำจัดวิทยุทิ้งทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทัพจำกัดเสรีภาพโดยอ้างถึงความปลอดภัยจนมีการปะทะกันกับพลเรือน ทว่าเหล่าพลเรือนต่างก็พากันเงียบลงทันทีหลังจากกองทัพขู่ว่าจะส่งตัวออกไปให้เผชิญกับสัตว์ประหลาดด้านนอกที่กำลังอลหม่าน

“…เรียกเราว่าซอนอึนซู ผู้นำของชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่”

หลังจากนั้นซอนอึนซูและมาดูกีก็ถูกพาตัวเข้าไปในทำเนียบฟ้า

“วันทยหัตถ์! มาดูกี…ปลดประจำการครบวาระจากกองพลที่เจ็ดสิบสาม! ขอทำความเคารพผู้บัญชาการกองพลครับ!”

“เอาเถอะ เชิญทั้งสองนั่งตามสบาย”

“ครับ! ท่านผู้บัญชาการกองพล!”

“ตอนนี้ฉันเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว เรียกว่าผู้บัญชาการเถอะ”

“ครับ ท่านผู้บัญชาการ แฮะๆ…”

มาดูกีเน้นย้ำถึงการที่ผู้บัญชาการอิมกยูเคยเป็นผู้บัญชาการกองพลที่เจ็ดสิบสามด้วยสีหน้าขลาดเขลา ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผู้บัญชาการอิมกยูที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการศึกษา การเมือง และสายเลือดลดความระแวดระวังลงเล็กน้อย ถึงความจริงแล้วมาดูกีจะเคยเป็นเจ้าหน้าที่บริการสังคมจากศูนย์ชุมชน แต่ความหน้าไม่อายของเขานั้นน่าเหลือเชื่อจริงๆ

“อยากเป็นพันธมิตรกับกองทัพเหรอ”

“ครับ เพราะงั้น…”

“ท่านผู้นำลัทธิทำนายว่าจะต้องให้กองทัพร่วมมือกับเราเพื่อฟื้นฟูประเทศชาติ โลกมนุษย์เราถึงจะสงบสุขครับ”

มาดูกีชิงพูดแทรกซอนอึนซู ซอนอึนซูจึงชำเลืองมองมาดูกีครู่หนึ่งก่อนยกยิ้มแล้วปิดปากเงียบ บรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่อยู่ข้างๆ และผู้บัญชาการอิมกยูต่างรับรู้ได้ถึงความไม่ปรองดองกันจากท่าทีของทั้งสอง พวกเขามองว่าผู้นำลัทธิอย่างซอนอึนซูเอาแต่จับสังเกตท่าทีของมาดูกี

“ว่าแต่ท่านผู้นำลัทธิ คุณเป็นคนของซอนจงกรุ๊ปไม่ใช่เหรอ คุณน่าจะรู้นี่ว่ากองทัพและซอนจงกรุ๊ปเคยเป็นพันธมิตรกันแต่ก็จบลงไม่ค่อยสวย”

“อ้อ เรื่องนั้น…”

“ท่านผู้นำลัทธิตัดความสัมพันธ์กับซอนจงกรุ๊ปแล้วครับ ต่อให้เป็นครอบครัวร่วมสายเลือดแต่ท่านผู้นำลัทธิไม่ใช่คนที่จะให้อภัยพวกคนชั่วหรอกครับ”

มาดูกีพูดแทรกขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนต่างพากันขมวดคิ้วจนซ่อนสีหน้าไม่พอใจเอาไว้ไม่อยู่

“ฉันอยากฟังสิ่งที่ท่านผู้นำลัทธิพูด”

“ท่านผู้นำลัทธิยังเด็ก…”

“แกหยุดพูดแล้วให้ท่านผู้นำลัทธิพูดสักทีเถอะ”

ผู้บัญชาการอิมกยูขัดขวางมาดูกีที่จะพูดแทนซอนอึนซูอีกครั้ง มาดูกีจึงแสดงสีหน้าผิดหวัง ผู้บัญชาการอิมกยูยังสังเกตเห็นอีกว่ามาดูกีใช้มือหยาบกระด้างบีบต้นขาซอนอึนซูที่อยู่ใต้โต๊ะอย่างแรง เมื่อสายตาของทุกคนจ้องมองมา ซอนอึนซูก็ทำสายตาลุกลี้ลุกลนราวกับไม่รู้ว่าควรจะวางสายตาไว้ตรงไหน ก่อนจะเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ผมเป็นผู้นำลัทธิ ถะ…ถึงผมจะเคยอยู่ในซอนจงกรุ๊ป…แต่ซอนจงกรุ๊ปเป็นพวกคนชั่ว ผมเลยคิดว่าไม่ควรอยู่ใกล้พวกเขาครับ เพื่อทวงคืนสาธารณรัฐเกาหลีกลับคืนมาอีกครั้ง มาดูกี…เอ๊ย! ผม! ผมจึงคิดว่าควรจะเชื่อมั่นและปฏิบัติตามกองทัพครับ…!”

“…งั้นเหรอ”

บรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่างส่งสายตาให้กัน ลูกตาดำกลอกกลิ้งไปมา ริมฝีปากสั่นระริก เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอด้วยความประหม่าจนดูแหลมและแหบแห้ง เม็ดเหงื่อที่ไหลลงมาจากหน้าผาก รวมถึงท่าทางกระสับกระส่ายนั้นเป็นปฏิกิริยาทางกายที่ดูจริงจังเกินกว่าจะเป็นเรื่องโกหก

ซอนอึนซูเป็นแค่หุ่นเชิดหรือเปล่านะ

ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวทุกคน มาดูกีที่อยู่ข้างกันมีลักษณะผอมสูง หากมองผ่านๆ ก็ดูเหมือนพวกอันธพาล หากสิ่งที่พวกเขาคิดเป็นเรื่องจริง ซอนอึนซูก็เป็นแค่หุ่นเชิด และคนที่คอยชักใยเขาก็คือมาดูกีที่อยู่ข้างๆ

“…เราก็ต้องนึกถึงพันธมิตรในแง่บวกอยู่แล้ว ส่วนข้อสรุปจะแจ้งให้ทราบในวันพรุ่งนี้ พวกคุณออกไปได้แล้ว”

“ครับ…ครับ! เข้าใจแล้วครับ…!”

“แล้วก็…ชื่อมาดูกีใช่ไหม ฉันดีใจนะที่ได้เจอเพื่อนร่วมรบกองพลที่เจ็ดสิบสาม ไม่ได้เจอกันนาน ไปดื่มด้วยกันสักหน่อยไหมล่ะ”

“โธ่ เป็นเกียรติมากๆ เลยครับ ท่านผู้บัญชาการกองพล…เอ๊ย ท่านผู้บัญชาการ!”

ผู้บัญชาการอิมกยูให้ซอนอึนซูไปยังที่พักแขกก่อน ซอนอึนซูจึงลุกขึ้นยืนเก้ๆ กังๆ พลางสังเกตสีหน้าคนอื่น แต่พอมาดูกีโบกไม้โบกมือเป็นเชิงบอกให้ไป เขาก็ยืนตัวตรงแล้วเดินออกไปข้างนอกด้วยความลังเล ผู้บัญชาการอิมกยูและผู้บังคับบัญชาระดับสูงคนอื่นๆ ที่ได้เห็นภาพนั้นต่างก็พากันเทใจไปที่สมมติฐานของตน

“ท่านผู้นำลัทธิ…ดูประหม่านะ พาไปไหนมาไหนด้วยไม่เหนื่อยเหรอ”

“คงเพราะยังเด็กน่ะครับ แฮะๆ”

“ไหนลองบอกเหตุผลที่อยากผูกมิตรกับฝ่ายเรามาอีกทีสิ แต่คราวนี้ต้องพูดตรงๆ ห้ามโกหกเชียวนะ”

บรรดาทหารที่อยู่ด้านหลังผู้บัญชาการอิมกยูพากันเล็งปืนมาที่มาดูกี มาดูกีจึงยกมือทั้งสองข้างขึ้นช้าๆ เหมือนยอมจำนนก่อนยกยิ้มเจ้าเล่ห์

“ในรัฐบาลใหม่…รบกวนช่วยหาตำแหน่งให้ผมด้วยนะครับ”

สุดท้ายก็เป็นเรื่องนี้

ผู้บัญชาการอิมกยูคุ้นเคยกับแววตาของมาดูกีที่เต็มไปด้วยความโลภเป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองบัญชาการที่ยืนอยู่ข้างๆ หรือแม้แต่บรรดาทหารที่เล็งปืนไปที่มาดูกีเองต่างก็มีแววตาไม่ต่างกัน

“ถึงยังไงลัทธินี้ก็เป็นลัทธินอกรีตอยู่แล้ว ผมเองก็ไม่ได้คิดจะยืดเยื้อให้มันอยู่นานด้วย แต่ถ้าท่านผู้บัญชาการบอกให้เก็บไว้ก่อน ผมก็จะเก็บไว้ครับ ได้โปรดให้ผมได้ทำหน้าที่รับใช้ท่านด้วยเถอะครับ ร่างกายนี้มุ่งมั่นเตรียมพร้อมสำหรับรัฐบาลใหม่แล้ว ได้โปรดช่วยผมด้วยครับ!”

คนก่อตั้งลัทธินอกรีตไม่ใช่ซอนอึนซู แต่เป็นมาดูกีจริงๆ ด้วยสินะ

ผู้บัญชาการยกยิ้มมุมปาก

“ถ้างั้นไหนลองบอกมาซิว่าซอนอึนซูและคิมแจยองมารวมตัวกันได้ยังไง โดยเฉพาะคิมแจยอง”

“ครับ หึๆ ถ้างั้นคงต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ทักษะของท่านผู้นำลัทธิสินะครับ…”

มาดูกีอธิบายว่าสาเหตุที่ซอนอึนซูกลายเป็นผู้นำลัทธิเพราะมีสกิลที่สามารถชำระล้างพิษได้ ซอนอึนซูใช้โอกาสนั้นสร้างลัทธิเพื่อรวบรวมพลังของผู้ศรัทธาไปกำจัดราชาแห่งพิษ ส่วนคิมแจยองที่ได้รับพิษก็สูญเสียพลังไป มาดูกียังพูดโน้มน้าวด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์อีกว่าหากผู้บัญชาการอิมกยูต้องการพิสูจน์ก็ยินดีที่จะพาคิมแจยองมาที่นี่

 

วันต่อมา มาดูกีพาคิมแจยองมาแล้วตบหน้าเขา ฝ่ายคิมแจยองก็ร้องโอดโอยก่อนล้มลงบนพื้นแล้วกล่าวขอโทษขอโพยด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา ผู้บัญชาการอิมกยูสั่งให้ทหารที่อยู่ด้านหลังทุบตีคิมแจยองอีกหลายครั้ง ทหารจึงเข้าไปเตะท้องเขาอย่างอำมหิต คิมแจยองร้องโอดครวญออกมาอย่างเจ็บปวดก่อนหมดสติไป หลังมาดูกีตรวจสอบว่าเขาหมดแรงแล้วจึงทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับผู้บัญชาการอิมกยูก่อนโค้งคำนับเก้าสิบองศาเป็นการกล่าวลา จากนั้นก็แบกคิมแจยองที่นอนอยู่บนพื้นพาดไหล่พาออกมาข้างนอก

“เอ่อ…ไหวหรือเปล่า”

“…ผมดูไหวเหรอครับ”

มาดูกีวางคิมแจยองลงบนเตียงของที่พักซึ่งถูกจัดไว้ให้ก่อนหยิบบุหรี่ในกระเป๋าออกมาคาบไว้ คิมแจยองนอนบิดตัวเป็นเกลียวอยู่บนเตียง แต่แล้วเมื่อเขาผุดลุกขึ้นมาอีกครั้งก็กลายร่างเป็นชายหน้าตาธรรมดาอายุราวสี่สิบกลางๆ

“เมื่อวานผมคิดว่าท่านผู้นำลัทธิทำได้ดีแล้วนะ แต่ไม่คิดว่าคุณจะทำการแสดงได้สุดยอดขนาดนี้ ไม่คิดจะไปเป็นนักแสดงบ้างเหรอครับ”

“ผมเป็นนักแสดงครับ แต่ตอนเรียนการแสดงอยู่ที่แทฮังโน* ผมต้องไปเข้ากรมซะก่อน ชั้นใต้ดินมีโรงหนังเล็กๆ เลยอาศัยอยู่ที่นั่น…ผมขอสักมวนสิ”

มาดูกียื่นบุหรี่ให้หนึ่งมวนก่อนช่วยจุดไฟ

“อันนี้หน้าจริงๆ ใช่ไหม ดูธรรมดาเกินกว่าจะเป็นนักแสดงแฮะ”

“ไม่ใช่ครับ”

“แค่กๆ…ไม่ใช่เหรอ”

“ทั้งชื่อทั้งหน้าเป็นของปลอมหมดครับ”

“โห…งั้นก็เท่ากับผมโดนต้มน่ะสิ ผมก็คิดอยู่ว่าชื่อคิมพยองบอม* มันฟังดูแปลกๆ”

จ่าสิบตรีคิมพยองบอมมองมาดูกีที่ส่ายหน้าไปมาก่อนคลี่ยิ้มบาง

“มีแค่พลจัตวาคิมมียอนเท่านั้นที่รู้ตัวตนของผม”

“นั่นไงๆ คุณยิ้มแค่ตอนพูดถึงพลจัตวาคิม ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ยังไงกันเหรอ”

“…”

“ทำไมทำหน้างั้นล่ะ มีความสัมพันธ์อะไรกันจริงๆ หรือไง คิกๆๆ”

จ่าสิบตรีคิมพยองบอมไม่สนใจคำพูดของมาดูกี เขาดับบุหรี่ตรงที่เขี่ยบนโต๊ะข้างเตียงราวกับไม่สนใจจะตอบ จากนั้นก็หยิบยาทาแผลในกระเป๋าออกมาทาปาก

“รบกวนช่วยจัดการเรื่องนี้ให้จบ อย่าให้ใครจับได้แล้วกันครับ ผมขอตัวพักผ่อนก่อน”

“คิกๆ…อย่าห่วงไปเลยครับ ผมเองก็นักแสดงคนหนึ่งเหมือนกัน ถ้าหน้าตาดูเข้าทีกว่านี้หน่อยผมก็คงไปเป็นนักแสดงแล้ว พอดีตอนเด็กกินยาจีนผิดไปน่ะ ผมเลย…”

“…”

“คราวนี้ไม่ตอบเลยแฮะ”

มาดูกีปล่อยให้จ่าสิบตรีคิมพยองบอมนอนอยู่บนเตียง ส่วนตัวเองก็เดินออกจากห้องไป เขาตบบ่าทหารที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูก่อนเดินทอดน่องไปตามโถงทางเดิน เป้าหมายคือห้องผู้บังคับบัญชาระดับสูง มาดูกีไม่เพียงแต่มีหน้าที่ใช้เส้นสายและเอาใจผู้บัญชาการอิมกยูเท่านั้น ทว่ายังรวมไปถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงทั้งหมดในกองบัญชาการอีกด้วย ถ้าได้เห็นมนุษย์ชั้นสูงพวกนั้นถูกอาชญากรชีวิตตกต่ำอย่างตัวเองปั่นหัวเล่นอย่างโง่เขลา ความสะใจคงล้นอกน่าดู

หึๆ เพราะรสชาติมันเป็นแบบนี้ไง ถึงเลิกหลอกคนไม่ได้สักที

เดิมทีเขาคิดว่างานนี้เป็นแค่งานเอาใจแบบเด็กๆ แต่ถ้าความเพลิดเพลินนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ บทบาทการเป็นสาวกของลัทธินอกรีตนี้ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ มาดูกีฮัมเพลงพลางก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า

 

วิทยุที่เคยถูกยึดกลับคืนสู่อ้อมอกของพลเรือนอีกครั้ง นาทีนี้กลับกลายเป็นว่ากองทัพไปเอาวิทยุมาเพิ่มแล้วแจกจ่ายให้ทุกคน พลเรือนต่างพากันปรับคลื่นความถี่ไปยังรายการวิทยุแห่งศรัทธาอีกครั้ง รายการนั้นก็ยังคงเผยแผ่คำสอนเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือมีการเน้นย้ำว่าศาสนาและประเทศไม่สามารถแยกออกจากกันได้ อีกทั้งฝ่ายตนก็พร้อมสนับสนุนกองทัพเพื่อฟื้นฟูประเทศขึ้นมาใหม่เสมอ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็เชิญนักแสดงชื่อดังมาร่วมรายการและจัดคอนเทนต์บันเทิงเพื่อดึงดูดความสนใจและความสนุกสนานของผู้ฟัง ทำให้รายการวิทยุแห่งศรัทธากลายเป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวของยุคนี้ไปโดยปริยาย ทุกคนจึงฟังวิทยุตลอดเวลาที่ตื่นนอน

“เนื้อแท้ของผู้บัญชาการอิมกยู! สถานที่ที่เต็มไปด้วยการทดลองมนุษย์ที่โหดร้ายทารุณ! หัวข้อเป็นยังไงบ้าง”

“ตัวอักษรสีแดงแบบนี้เชยมากครับ”

“ฮ่าๆ เหมือนบิละ* ของเกาหลีเหนือใช่ไหมล่ะ พิมพ์ไปขนาดนี้แล้วแก้ไม่ได้หรอก”

พลจัตวาคิมมียอนชี้ใบปลิวขนาดเอสี่ที่วางซ้อนกันจนเต็มผนังด้านหนึ่งก่อนหัวเราะออกมา ถึงผมจะไม่รู้ว่าบิละคืออะไร…แต่พอเห็นตัวอักษรสีแดงที่เขียนว่า ‘เนื้อแท้ของผู้บัญชาการอิมกยู! สถานที่ที่เต็มไปด้วยการทดลองมนุษย์ที่โหดร้ายทารุณ!’ แล้ว ถึงจะรู้สึกว่ามันเชย ทว่ามันก็สะดุดตาดี รวมถึงรูปตัดต่อที่ติดอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังก็เช่นกัน

…ผมเอาชนะผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แน่

ภายนอกของพลจัตวาคิมมียอนดูเหมือนอ่อนแอปวกเปียก แต่แท้จริงเธอเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายราวกับงูพิษ โชคดีที่ผมเป็นมิตรกับเธอ แต่ถ้าได้เจอกันในฐานะศัตรูก็น่าจะเหงื่อตก ในอนาคตก็หวังว่าอย่าได้กลายเป็นศัตรูกันเลย…

“คงไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับฮวังซูยอนหรอกใช่ไหมครับ นี่ก็ยืดเยื้อมานานแล้วนะ…”

“อย่ากังวลไปเลยน่า ตอนไปดูครั้งสุดท้ายก็ยังถูกขังไว้อย่างดีราวกับเป็นแขกบ้านแขกเมืองไม่มีผิด”

“…ถ้างั้นก็ค่อยโล่งใจหน่อยครับ”

แต่ทำไมถึงยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่แบบนี้ล่ะ ผมมองสิ่งพิมพ์พวกนั้นที่ทยอยออกมาพลางจมอยู่ในความคิด เมื่อเห็นแบบนั้นพลจัตวาคิมมียอนเลยเข้ามากอดคอผม

“อย่าคิดมากน่า อีกอย่างวันนี้ก็เป็นวันพักผ่อนวันสุดท้ายแล้ว มาสนุกกันดีกว่า ดื่มกันสักหน่อยไหม”

“…ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ครับ”

“เหล้าน่ะมันต้องเรียนรู้จากผู้ใหญ่ ไปกัน!”

“โอ๊ย ผมบอกว่าไม่ชอบเหล้าไงครับ”

เธอดึงดันที่จะลากผมออกไปจากโรงพิมพ์ พอมาคิดดูแล้วหลังจากกลายเป็นผู้ใหญ่ผมก็ไม่เคยเอาเหล้าเข้าปากเลยสักนิด ถ้าคิมแจยองกลับมา ผมลองชวนเขาไปดื่มเหล้าด้วยกันดีไหมนะ เขาคงไม่เคยดื่มเหมือนกันเพราะเป็นนักเรียนตัวอย่าง จะเมาเรื้อนไหมนะ ถ้าดื่มแล้วยิ้มก็คงจะน่ารักดี หรือต่อให้ร้องไห้ก็คงน่ารักอยู่ดี…

“เฮ้อ…”

หมอนั่นจะกลับมาตอนไหนกันนะ

 

วันต่อมา ใบปลิวหลายพันแผ่นปลิวว่อนอยู่กลางอากาศในฐานทัพของกองทัพ ผู้คนจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหารที่อยู่ที่นั่นต่างก็ต้องไปทำกายบริหารกันเป็นกลุ่มหลังกินข้าวเสร็จ แล้วใบปลิวเหล่านั้นก็ร่วงลงมาในช่วงเวลากายบริหารที่ทุกคนเดินออกมานอกอาคารอย่างพอดิบพอดี

“นี่มัน…อะไรเนี่ย”

“เนื้อแท้ของผู้บัญชาการอิมกยู?”

“มองไม่เห็นรูปเลยแฮะ ใครก็ได้ส่องไฟให้หน่อย!”

หลังเปิดไฟฉายที่ห้อยคออยู่เพื่อตรวจดูรูปบนใบปลิว พวกเขาต่างก็พากันตกใจ รูปนั้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์น่าสยดสยองที่พวกทหารรวมถึงผู้บัญชาการอิมกยูกำลังทำการทดลองกับร่างกายมนุษย์ แม้แต่บรรดาทหารที่เห็นรูปนั้นต่างก็พากันตกใจจนไม่สามารถควบคุมพลเรือนที่กำลังแตกตื่นได้ และในตอนนั้นเองผู้หญิงคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้น

“ซะ…ซูชาน…ซูชาน! ลูกแม่! กรี๊ดดด!”

“นี่คือซูชาน…ลูกชายที่คุณป้าเคยเล่าให้ฟังทุกวันเหรอคะ”

“ผู้ชายที่ถูกทดลองในรูปนี้เป็นลูกชายของผู้หญิงคนนั้น!”

ผู้หญิงที่ร้องไห้คร่ำครวญร้องเรียกลูกชายทรุดลงไปกับพื้นก่อนหมดสติ

“ปากก็บอกว่าจะปกป้องแต่กลับทำเรื่องสกปรกอย่างการทดลองมนุษย์เนี่ยนะ!”

“ไอ้พวกขยะสังคมเอ๊ย!”

เมื่อสายตาของพลเรือนที่มองกองทัพเปลี่ยนจากมิตรเป็นศัตรู นายทหารยศสูงจึงยิงปืนขึ้นกลางอากาศเพื่อควบคุมสถานการณ์

ปัง! ปัง!

“กำจัดให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่แผ่นเดียว!”

หลังจากเห็นว่าบรรดาทหารมีท่าทีลังเล นายทหารยศสูงคนเดิมจึงยิงปืนอีกครั้ง คราวนี้ลูกปืนฝังอยู่บนไหล่ของหนึ่งในทหารที่แสดงท่าทีลังเล พลเรือนเองก็พากันส่งเสียงโห่ร้อง

“ฝ่าฝืนคำสั่งประหารทันที! รีบกำจัดเดี๋ยวนี้!”

“…รับทราบ!”

“จากนี้ไปทุกคนห้ามปริปากพูดแม้แต่คำเดียวแล้วกลับเข้าที่พักไปซะ นี่ไม่ใช่คำเตือนแต่เป็นคำสั่ง!”

เหล่าทหารวิ่งเข้าไปแย่งใบปลิวที่พลเรือนถืออยู่ด้วยสีหน้าสับสน ยิ่งเข้าไปแย่งมากเท่าไหร่ ใบหน้าของพวกเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายใจมากเท่านั้น ในระหว่างนั้นมีพลเรือนแอบเก็บใบปลิวยัดเข้าไปในเสื้อ แต่ทหารไม่กี่นายที่เห็นภาพนั้นกลับปล่อยผ่านโดยแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

ผู้หญิงที่ออกตัวว่าเป็นแม่ของผู้ชายในรูปถูกคนที่อยู่ข้างๆ แบกขึ้นหลังกลับที่พักไป ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มเล็กน้อยต่างจากตอนที่หมดสติหลังร้องไห้คร่ำครวญ ทว่ากลับไม่มีใครเห็นเพราะผมยาวของเธอบดบังไว้

เรื่องราวที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในฐานทัพของกองทัพมากกว่าสิบแห่งในเวลาเดียวกัน

 

“นี่มันฝีมือใครกันแน่!”

ปัง!

ผู้บัญชาการอิมกยูส่งเสียงฮึดฮัดพลางทุบโต๊ะที่ทำจากหินอ่อนจนหักครึ่ง มาดูกีมองหน้าผากกว้างของผู้บัญชาการอิมกยูพลางคิดในใจ

สงสัยต้องดูแลเรื่องผมบนหัวหน่อยแล้วนะลุง

จากนั้นมาดูกีก็ก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ แม้จะถึงขั้นเตะขาโต๊ะก็แล้ว แต่ดูเหมือนผู้บัญชาการอิมกยูจะยังอารมณ์ไม่ดีขึ้น เขาหอบหายใจด้วยความฉุนเฉียวอยู่ครู่หนึ่งก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้

“มันเป็นรูปตัดต่อ! ฉันไม่เคยทำการทดลองมนุษย์!”

เหล่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่างส่งสายตาให้กันหลังได้ฟังคำพูดของผู้บัญชาการอิมกยู มาดูกีขมวดคิ้วทันทีที่รับรู้ได้ถึงบรรยากาศประหลาดซึ่งอบอวลอยู่ท่ามกลางเหล่าผู้บังคับบัญชาระดับสูง

อะไรกัน นี่มันบรรยากาศอะไรเนี่ย

ผู้บัญชาการอิมกยูเอาแต่ระบายความแค้นเคืองออกมาโดยไม่ได้สนใจท่าทีเหล่านั้น

“ฉันพอจะเดาได้แล้วว่าเป็นฝีมือใคร คนที่ทำเรื่องแบบนี้จะเป็นใครได้ถ้าไม่ใช่คิมมียอน!”

“เอ่อ…กลุ่มคนที่พลจัตวาคิมพามาเป็นแค่พวกกระจอกทั้งนั้น จะทำเรื่องแบบนี้ได้ด้วยเหรอครับ”

“แกยังไม่รู้จักคิมมียอน! นังนั่นมันอำมหิต! ฉันน่าจะฆ่ามันซะตั้งแต่ตอนนั้น…!”

ถ้อยคำด่าทอพลจัตวาคิมมียอนดังออกมาจากปากผู้บัญชาการอิมกยูอีกครู่หนึ่ง มาดูกีที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ตรงที่นั่งปลายแถวสอดส่ายสายตาไปรอบๆ เพื่อทำความเข้าใจความแตกแยกที่รับรู้ได้ก่อนหน้านี้ ทว่าความแตกแยกที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วนั้นไม่หวนกลับมาอีกเลย เขาจึงจับสังเกตอะไรไม่ได้

“ไปจับคิมมียอนมาเดี๋ยวนี้! ถ้ามันขัดขืนก็ฆ่าทิ้งซะ!”

จนถึงตอนนี้ทุกอย่างถือว่าเป็นไปตามที่คิดไว้ คราวนี้ก็ถึงเวลาต้องปลีกตัวออกมาแล้ว ทว่าหลังจากออกมาจากห้องประชุม มาดูกีก็ยังไม่อาจสลัดความรู้สึกแปลกๆ นั้นออกไปได้ ความโกรธเกรี้ยวของผู้บัญชาการอิมกยูจากเหตุการณ์ในครั้งนี้รุนแรงกว่าที่คิด บรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่างส่งสายตาให้กันเพราะไม่กล้าขยับเขยื้อนในขณะที่เขายังโกรธอยู่…

ไม่หรอก…คงไม่มีอะไรหรอก…

มันควรจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย อย่างน้อยก็จนกว่าเขาจะหนีออกจากทำเนียบฟ้าได้ มาดูกีสืบเท้าเข้าไปในห้องที่จ่าสิบตรีคิมพยองบอมอยู่ ส่วนจ่าสิบตรีคิมพยองบอมเองก็แปลงร่างเป็นหนึ่งในผู้บังคับบัญชาระดับสูงและกำลังรอมาดูกีอยู่เช่นกัน ขณะเริ่มเล่าสถานการณ์ในห้องประชุมก่อนหน้านี้ให้จ่าสิบตรีคิมพยองบอมฟัง มาดูกีก็เอียงศีรษะด้วยความฉงน

“ผู้บัญชาการดูโมโหกว่าที่คิดนะครับ ไม่ใช่ว่าตาแก่นั่นเป็นโรคควบคุมอารมณ์ไม่ได้หรอกนะ”

“ตัวเองแพ้ก็เลยโมโหน่ะครับ”

“แพ้อะไรครับ”

“ไปกันเถอะครับ อีกเดี๋ยวก็จะถึงเวลาออกอากาศแล้ว เรารีบไปกันดีกว่า”

จ่าสิบตรีคิมพยองบอมเปิดประตูแล้วเดินออกจากห้องไป ทหารที่ยืนถือปืนอยู่หน้าประตูทำความเคารพเมื่อเห็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงและตะโกนด้วยความเคยชิน

“วันทยหัตถ์!”

แต่ผ่านไปไม่นานเขาก็นึกได้ว่าคนที่เข้าไปด้านในไม่มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเลยจึงเริ่มรู้สึกเอะใจขึ้นมา ทว่าในตอนนั้นเองเขาก็ถูกมาดูกีที่โผล่มาจากด้านหลังรัดคอจนน้ำลายฟูมปากก่อนหมดสติไป มาดูกีวางร่างของทหารที่หมดสติลงบนพื้นอย่างระมัดระวังแล้วดึงฮู้ดเสื้อคลุมที่ติดโลโก้ชุมนุมศักดิ์สิทธิ์ลงมาปิดใบหน้าจนมิดชิด

 

“ข่าวด่วน ได้รับการยืนยันแล้วว่ามาดูกีสาวกลำดับที่สองจากลัทธิของเราที่ถูกส่งตัวไปยังทำเนียบฟ้ามีบทบาทสำคัญในการทดลองมนุษย์ที่กองบัญชาการรับมือวิกฤตการณ์ชาติ ชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่ของเราขอประกาศว่าเราไม่อาจให้อภัยผู้บัญชาการและผู้บังคับบัญชาระดับสูงคนอื่นๆ ที่กระทำเรื่องไร้มนุษยธรรมและป่าเถื่อนได้ ขอย้ำอีกครั้ง ได้รับการยืนยันแล้วว่า…”

พอจ่าสิบตรีคิมพยองบอมและมาดูกีออกมาจากทำเนียบฟ้า รายการวิทยุแห่งศรัทธาที่เคยยกย่องกองทัพมาโดยตลอดก็ออกมายืนยันว่าข่าวลือเป็นเรื่องจริงและเริ่มเปิดฉากโจมตีอย่างดุเดือด เนื่องจากเป็นรายการที่พลเรือนในฐานทัพฟังกันทั้งวัน แรงสะเทือนของข่าวจึงยิ่งกระจายเป็นวงกว้าง และเมื่อไม่มีคำสั่งเพิ่มเติมลงมาจากหน่วยงานราชการระดับสูง พวกทหารก็ได้แต่เดินเตร็ดเตร่ไปมาเพราะไม่รู้จะทำอะไร

“ตอนนี้แหละ! ถ้าทหารผู้ภักดีอย่างคิมมียอนปรากฏตัวแล้วเข้าไปเชือดคอไอ้อิมกยูก็น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีนะ ฮ่าๆๆ”

“ครับๆ ก็คงจะเป็นแบบนั้น”

“เตรียมกระจายข่าวให้ดีล่ะ”

“อย่าห่วงเลยครับ ผมจะแต่งเรื่องให้เต็มที่เลย”

ผมและพลจัตวาคิมมียอนกำลังพาลูกน้องไปที่ทำเนียบฟ้าเพื่อเผชิญหน้ากับผู้บัญชาการอิมกยูและเหล่าผู้บังคับบัญชาระดับสูง รวมไปถึงทหารใต้บังคับบัญชาของพวกเขา สิ่งแรกที่เธอทำหลังโปรยใบปลิวคือไปดึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่อยู่ตามฐานทัพต่างๆ มาเป็นพวกเดียวกัน และนั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมถึงไม่มีคำสั่งเพิ่มเติมลงมา ซึ่งแน่นอนว่ายังมีพวกที่ไม่คล้อยตามอยู่ด้วย แต่เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ต่อให้คนพวกนั้นตายไปก็ไม่ได้สร้างความยุ่งยากอะไร

“ท่านผู้นำลัทธิ นายเคยบอกว่าตัวเองแข็งแกร่งมากใช่ไหม”

“แล้วมันยังไงเหรอครับ”

“แข็งแกร่งเท่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ หรือเปล่า”

พลจัตวาคิมมียอนชี้อาโรกันเชียที่กดฮู้ดจนปิดบังใบหน้า แต่พอเขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ผมก็กดหัวเขาลง ต่อให้กระจายข่าวผ่านทางวิทยุว่าเขาถูกชำระล้างแล้ว แต่ถ้ามีใครจำหน้าคิมแจยองได้ พวกทหารคงได้แตกตื่นแน่

“ก็…คงจะพอๆ กันนั่นแหละครับ ช่วงนี้ผมแข็งแกร่งขึ้นตั้งเยอะ”

“งั้นเหรอ ค่อยโล่งใจหน่อย หึๆ”

“ถามทำไมครับ”

“เปล่าหรอก ไม่มีอะไร มากันครบแล้ว ไปกันเถอะ”

พวกเรามาถึงด้านหน้าทำเนียบฟ้ากันแล้ว ตอนแรกผมคิดว่าทหารของฝ่ายผู้บัญชาการอิมกยูจะจัดวางกองกำลังไว้ แต่ถนนที่มุ่งหน้าไปยังทำเนียบฟ้ากลับว่างเปล่าและเดินผ่านไปได้อย่างง่ายดาย แปลกชะมัด คนพวกนั้นไม่มีทางหนีไปแน่ๆ…ใครเห็นก็ต้องสงสัยว่ามันอาจจะเป็นกับดัก แต่พลจัตวาคิมมียอนกลับเดินไปข้างหน้าโดยไม่สนใจอะไร

“สตรีนางนั้นถึงจะดูไม่มีพิษมีภัย แต่มีแผนในใจอยู่แน่นอน”

“นั่นน่ะสิ แปลกจัง ที่จริงเธอก็น่าจะยึดตำแหน่งผู้บัญชาการได้โดยไม่ต้องให้พวกเราช่วยด้วยซ้ำ”

ผมกระซิบกระซาบกับอาโรกันเชียพลางเดินตามหลังพลจัตวาคิมมียอนไป

“เราถูกโจมตี!”

ในตอนนั้นเองพื้นถนนเริ่มสั่นสะเทือน บรรดาทหารชั้นผู้น้อยของพลจัตวาคิมมียอนที่เดินเรียงแถวตามมาห่างๆ บ้างก็ถอยหลัง บ้างก็หนีกันไปคนละทิศคนละทาง พื้นดินหลายจุดยกตัวสูงขึ้น ถึงจะมีคนได้รับผลกระทบจากการโจมตีครั้งแรก แต่ก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

“ฉันรู้ทักษะของพวกแกหมดแล้ว ฮ่าๆ!”

พลจัตวาคิมมียอนทุ่มหมัดลงกับพื้นดินที่กำลังจะยกตัวขึ้นจนมันสั่นสะเทือนก่อนสงบลง

“ตรงนี้เดี๋ยวพวกเราจัดการเอง พวกนายสองคนลงไปช่วยฮวังซูยอนที่ชั้นใต้ดิน!”

“ชั้นใต้ดิน? ทางเข้าอยู่ไหนล่ะครับ”

“ไปด้านหลังอาคารแล้วจะเห็นทางไปบังเกอร์ชั้นใต้ดิน!”

ไม่นานนักก็มีห่าลูกธนูโปรยลงมาจากท้องฟ้า ผมปัดลูกธนูทิ้งก่อนมอบหมายหน้าที่นั้นให้เหล่าผู้ศรัทธา พวกเขาน่าจะพอช่วยได้ เพราะผมพามาแต่พวกที่พอจะมีสกิลช่วยบัฟเวลาต่อสู้ แสงสีขาวจากร่างกายและมือของผู้ศรัทธาที่สวมเสื้อคลุมสีขาวเข้าปกคลุมเหล่าทหารฝ่ายพันธมิตรไว้ ดูศักดิ์สิทธิ์สุดยอดไปเลยแฮะ ผมหมุนตัวกลับไปด้วยความหวังว่าหนึ่งในพวกทหารจะกลายเป็นผู้ศรัทธาของผมหลังการสู้รบเสร็จสิ้น

“ไปกันเถอะ”

ผมและอาโรกันเชียวิ่งอ้อมทำเนียบฟ้าก่อนมุ่งหน้าไปยังบังเกอร์ชั้นใต้ดินที่มีทหารยืนเฝ้าอยู่ พวกเขาตั้งท่าจะโจมตีหลังเห็นพวกผม แต่สุดท้ายกลับพากันทรุดลงกับพื้นพร้อมกันในคราวเดียว ซึ่งนั่นเป็นเพราะถูกอาโรกันเชียใช้สกิลควบคุมจิตใจ

“จิ๊…วันแห่งหายนะก็ใกล้เข้ามาแล้ว ยังต้องมาเสียแรงไปกับการแก่งแย่งอำนาจไร้สาระเพื่อเติมเต็มความโลภของตัวเองอีกเช่นนั้นรึ มนุษย์ช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่น่าสมเพชเสียจริง”

“เอาเถอะ รู้แล้วน่า รีบเข้าไปช่วยฮวังซูยอนออกมากันได้แล้ว”

ประตูเป็นแบบสแกนลายนิ้วมือ ผมคว้าข้อมือทหารนายหนึ่งที่หมดสติแล้วลากมาทาบลายนิ้วมือ สัญญาณไฟขึ้นเป็นสีแดงทำให้ประตูไม่ยอมเปิด คราวนี้ผมคว้าข้อมือของทหารที่ดูเหมือนจะอยู่ในระดับสูงสุดขึ้นมาทาบลายนิ้วมือ พอสัญญาณไฟขึ้นเป็นสีเขียว ตัวล็อกประตูก็ปลดออก หลังจากเปิดประตูเข้าไปอาโรกันเชียก็ทำจมูกฟุดฟิด

“กลิ่นประหลาดลอยมาจากด้านใน”

“กลิ่นประหลาด?”

พอทำจมูกฟุดฟิดผมก็เริ่มได้กลิ่นเหมือนกัน กลิ่นยาฆ่าเชื้อจางๆ ลอยออกมาเตะปลายจมูกพร้อมกับอากาศเย็นชื้นของชั้นใต้ดิน

“ได้แต่กลิ่นยาฆ่าเชื้อ”

ทุกครั้งที่เดินไปตามโถงทางเดินจะมีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับแล้วไฟก็จะสว่างขึ้นโดยอัตโนมัติ หลังเดินไปได้ไม่นานก็มีประตูอีกบาน คราวนี้เป็นประตูโปร่งใสจึงมองเห็นด้านในได้ มันมีโครงสร้างเหมือนห้องทดลองและมีกลุ่มคนใส่ชุดป้องกันเชื้อนั่งอยู่หน้ากล้องจุลทรรศน์ ซึ่งพวกเขากำลังทำการทดลองอะไรบางอย่าง เนื่องจากต้องใช้ลายนิ้วมือเพื่อเปิด ผมจึงลังเลว่าจะทุบมันดีไหม แต่จู่ๆ หนึ่งในทีมวิจัยคนหนึ่งที่กำลังทำการทดลองก็ผุดลุกขึ้นเดินมาทางพวกเราช้าๆ ก่อนเปิดประตู ซึ่งครั้งนี้ก็ไม่วายถูกอาโรกันเชียควบคุมจิตใจเช่นกัน

“พวกแกเป็น…! อึก”

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พฤกษางามในห้วงเมามาย บทที่ 1-2

บทที่ 1 เหมันตฤดูที่แสนหนาวเหน็บ ฉู่หลินหลางซุกตัวอยู่บนรถม้าเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม* เต็มจนแข้งขาเริ่มแข็งตึงอยู่บ้าง ก่อน...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 1-3

บทที่ 1 เงาร่างด้านข้างทอดลงบนกระดาษหน้าต่างบางๆ ของโรงเตี๊ยม เงานั้นเลือนรางจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นผู้ใด เพิ่งรุ่งสาง ภาย...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 1-2

บทที่ 1 หิมะตกหนัก เพิ่งพ้นช่วงส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่รัชศกเซิ่งลี่ปีที่หนึ่ง หิมะหนาหนักก็โปรยปรายลงมาจากผืนฟ้า ท่ามกลางหม...

everY

ทดลองอ่าน ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 บทที่ 1-2 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว แปลโดย : เฉินเมิ่งหาน ผลงานเรื่อง : Ni De Hei L...

community.jamsai.com