everY
ทดลองอ่าน ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 บทที่ 11-12 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1
ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว
แปลโดย : เฉินเมิ่งหาน
ผลงานเรื่อง : Ni De Hei Liao Bi Ben Ren Ke Ai
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 11
นายเปิดโหมดทำงานให้ใครดูกัน
ณ งานเลี้ยงของกองถ่าย นอกจากนักลงทุนก็ยังมีนักแสดงบางส่วนเข้าร่วมด้วย อย่างเช่นเหมียวเหยี่ยที่เดบิวต์มาได้สักพักแต่ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไร สำหรับเขา แม้ว่าจะรับบทตัวประกอบใช้แล้วทิ้งมาตลอด แต่บทใน ‘หิมะมงคล’ นั้นต่างออกไปอย่างชัดเจน หากแสดงได้ดีก็อาจตกแฟนคลับได้
บริษัทและตัวของเหมียวเหยี่ยใช้ความตั้งใจไปไม่น้อยเพื่อแย่งชิงบทนี้มา แน่นอนอยู่แล้วว่าดินเนอร์ครั้งนี้เหมียวเหยี่ยจะต้องมาร่วมงานด้วย ช่วงเย็นขณะที่เขาเพิ่งจอดรถในชั้นจอดรถใต้ดินเสร็จก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ก่อนจะมีรถซูเปอร์คาร์สีแดงคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบข้างๆ รถของเขา
เหมียวเหยี่ย “…”
นี่คือบิดานักลงทุนท่านไหนกัน
เมื่อประตูรถเปิดออก เหมียวเหยี่ยก็พบว่าในรถกำลังเปิดเพลงประกอบเชยๆ ที่มักจะใช้ประกอบการเต้นในสวนสาธารณะ เป็นรสนิยมที่มีเอกลักษณ์สุดๆ
เขาถอยหลังเยื้องไปทางด้านข้างสองก้าวแล้วก็เห็นใครคนหนึ่งลงมาจากรถ คนคนนี้แต่งตัวเนี้ยบและพิถีพิถันดูคล้ายนักธุรกิจชั้นนำ ชายคนนั้นเดินอ้อมไปอีกฝั่งของรถ เหมียวเหยี่ยจึงได้รู้ว่าในรถยังมีอีกคนอยู่ด้วย
“หยุดร้องเพลงได้แล้ว รีบลงรถ” ชายคนนั้นเอ่ยเสียงเรียบเฉย “ระวังหัวชนด้วย”
ชายอีกคนสวมเสื้อฮู้ดกับรองเท้าผ้าใบสีขาว ภายใต้แสงไฟของชั้นจอดรถใต้ดิน ทั้งร่างของเขาให้บรรยากาศเหมือนนักศึกษาที่ดูสะอาดผุดผ่องท่ามกลางวงการอันวุ่นวาย ดังนั้นสมองของเหมียวเหยี่ยจึงอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงภาพสถานการณ์สปอนเซอร์รายใหญ่เลี้ยงดูเด็กหนุ่มนักศึกษาผู้ไร้เดียงสา
‘เด็กหนุ่มนักศึกษาผู้ไร้เดียงสา’ เห็นเหมียวเหยี่ยจากระยะไกลก็ทำเสียงจิ๊ปากออกมาก่อน แล้วเอ่ยว่า “โอ้ นี่คือหมอนั่นไม่ใช่เหรอ”
เหมียวเหยี่ยสั่นไปทั้งตัว “…”
เสียงนี้เขาไม่เคยลืมได้เลยในช่วงที่ผ่านมา
เจียง-โคตรดุ-อิ่ง
โชคดีที่เป้าหมายการโจมตีในวันนี้ของเจียงอิ่งไม่ใช่เขา พวกเขาจึงแค่ทักทายพอเป็นพิธี ก่อนหันปืนใหญ่ไปทางคนที่อยู่ข้างกาย
ในตอนนี้เองเหมียวเหยี่ยก็จำได้แล้วว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เจียงอิ่งคือชีจู๋ นักแสดงนำใน ‘หิมะมงคล’ นั่นเอง
ถึงแม้ว่าเหมียวเหยี่ยจะไม่ได้ดังมากนัก แต่เน็ตโทรศัพท์ก็มีมากพอและเน็ตของบริษัทก็ไวมากพอเช่นกัน ต้องรู้ว่าช่วงนี้แฟนคลับของเจียงอิ่งและชีจู๋กัดกันอย่างดุเดือดจนมืดฟ้ามัวดิน และตัวเขายังเคยกินเผือกเรื่องเกี่ยวกับทั้งสองคนมาไม่น้อย พอตอนนี้จู่ๆ ก็ได้เห็นว่าคนทั้งคู่ซึ่งอยู่ในจุดศูนย์กลางของพายุลงจากรถคันเดียวกันจึงรู้สึกตอบสนองไม่ทันไปชั่วขณะ
“อาจารย์ชี” แม้ชีจู๋อายุยังน้อย แต่ความนิยมและทักษะการแสดงของเขารวมถึงสถานะในวงการตอนนี้ก็สมควรที่เหมียวเหยี่ยจะเรียกเขาว่าอาจารย์
ชีจู๋ยังคงทำตามนิสัยปกติ นั่นคือพยักหน้าอย่างสุภาพแต่ห่างเหินให้กับเหมียวเหยี่ย
“อาจารย์ชีของนายกำลังรีบไปประกวดนางงาม” เจียงอิ่งลากเสียงยาว เอ่ยตามหลังด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
เหมียวเหยี่ยที่เคยได้ยินเรื่องของชีจู๋มาก่อนก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นมิตรกับคนอื่นเท่าไร และยังรู้ด้วยว่าชีจู๋เคยขอให้เปลี่ยนตัวนักแสดงคนหนึ่ง เพราะนักแสดงคนนั้นแสดงพลาดซ้ำๆ ในกองถ่าย พอเขาได้ยินเจียงอิ่งพูดยั่วโมโหก็รู้สึกตกใจจนเหงื่อเย็นซึมออกมาทั่วร่าง แต่ชีจู๋กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ และทำแค่ดันหลังเจียงอิ่งเบาๆ “พูดมาก ไปได้แล้ว”
ทั้งสองคนเดินตรงไปที่ลิฟต์ทางออกของชั้นจอดรถใต้ดิน ขณะที่เหมียวเหยี่ยมองตามแผ่นหลังของทั้งคู่อย่างงุนงง มองส่งสองคนนั้นเดินเข้าไปในลิฟต์ และในวินาทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง เขาเหมือนจะเห็นชีจู๋ยกมือขึ้นมาขยี้ผมของเจียงอิ่งแบบเร็วๆ ไปสองที
เหมียวเหยี่ย “?”
เป็นไปไม่ได้ เขาต้องเห็นภาพหลอนแน่ๆ
ภายในลิฟต์ที่กำลังเลื่อนขึ้นไป เจียงอิ่งหันหน้าเข้าผนังและจัดทรงผมของตัวเองที่เพิ่งถูกชีจู๋ขยี้จนยุ่งเหยิง รู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่ก่อนออกมาตัวเองไม่เลือกชุดให้เป็นทางการกว่านี้
“คนบางคนพอดังแล้วนี่แตกต่างออกไปเลยนะ” เจียงอิ่งพิงผนังด้านหนึ่ง “ไม่เคยจะปิดโหมดทำงานเลย คืนนี้มีแฟนคลับของนายงั้นเหรอ นายเปิดโหมดทำงานให้ใครดูกัน”
ชีจู๋เหลือบมองผมที่กระดกขึ้นของเจียงอิ่งเหมือนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง “น้ำเสียงของคนบางคนตอนนี้พูดเหมือนคนขี้อิจฉาเลย”
“ฉันอิจฉานาย?” เจียงอิ่งโบกมืออย่างไม่ยอมรับ “ฉันมีเรื่องน่าสนใจให้ทำมากกว่าการเป็นคนดังอีก”
เช่น การรวบรวมข่าวดราม่าของนาย
“เหมือนนายจะอารมณ์ดีน่าดู…” ชีจู๋ไม่ได้ยิ้ม แต่เจียงอิ่งก็คิดว่าอีกฝ่ายอารมณ์ดีอยู่
“ช่วงนี้ฉันได้แฟนพันธุ์แท้มาคนหนึ่ง” ชีจู๋พูดแบบมีนัยแฝง
เจียงอิ่งนึกขึ้นได้ทันทีว่าอยู่ดีๆ แอ็กของ ‘เถ้าแก่ปู’ ก็ถูกยัดเยียดสถานะแฟนคลับให้เสียอย่างนั้น เขากัดฟันแน่น “งั้นช่วงนี้ฉันก็เหมือนจะได้แอนตี้แฟนมาคนหนึ่งสินะ”
ทั้งสองคนโต้เถียงกันไปมาตลอดทาง แสดงออกถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกันได้อย่างถึงพริกถึงขิง
“เจียงอิ่งมาแล้วเหรอ” ผู้กำกับเป็นคนรู้จักของพ่อเจียงอิ่ง พอเห็นเขายอมมาแสดงก็ดีใจและสั่งว่า “ชีจู๋พาเจียงอิ่งไปทักทายพวกนักลงทุนหน่อยนะ”
“แค่ทักทายเอง ใช่ว่าผมพูดไม่เป็นซะหน่อย” เจียงอิ่งเดินไปหาชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปีคนหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล “ใครจะอยากให้ชีจู๋พาไป”
“เจียงอิ่งใช่ไหม” พออีกฝ่ายเห็นเขาเข้ามาก็เอ่ยทักขึ้นก่อน “ฉันเคยเจอเธอตอนยังเด็ก พริบตาเดียวก็โตขนาดนี้แล้ว”
ชายวัยกลางคนมีผมขาวขึ้นที่ข้างขมับทั้งสอง ข้างกายมีเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเจียงอิ่งยืนอยู่ ซึ่งพอฝ่ายหลังได้ยินดังนั้นก็ส่งยิ้มให้เจียงอิ่ง
“สวัสดีครับประธานหลี่” เจียงอิ่งที่ไม่อยากน้อยหน้าจึงเริ่มเปิดโหมดธุรกิจด้วยการกล่าวชมเสริมไปว่า “ลูกสาวของคุณเองก็ด้วยครับ โตมาหน้าตาสะ…”
เขายังไม่ทันพูดจบ ชีจู๋ที่อยู่ข้างๆ ก็ยื่นมือมาบีบมือเขาอย่างแรง
“?” เจียงอิ่งวีนทันที “นายจะบีบฉันทำไม?!”
ชีจู๋ “…”
ประธานหลี่ “…”
ชีจู๋หันไปโค้งให้ประธานหลี่แล้วจับข้อมือเจียงอิ่งเพื่อพาเขาไปที่มุมห้อง “คนนั้นไม่ใช่ลูกสาวของเขา นายพูดอะไรน่ะ นั่นคือภรรยาจากการแต่งงานครั้งที่สองของเขาต่างหาก”
เจียงอิ่ง “…ชิ”
การทักทายถือเป็นเรื่องคั่นเวลาเล็กๆ ที่สำคัญคือดินเนอร์ครั้งนี้เจียงอิ่งได้กินอย่างสำราญใจ ปกติแล้วตอนทำงานเขาจะยุ่งมากจนไม่มีเวลากิน ช่วงที่ไม่มีงานก็ขี้เกียจเกินกว่าจะกิน โดยรวมคือไม่มีเวลากินข้าวอย่างเป็นกิจจะลักษณะเท่าไร
อย่างไรก็ตามระหว่างกินข้าวเขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ อะไรที่ชีจู๋ไม่ชอบกิน เขาก็จะคีบมันไปใส่จานอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น ผ่านไปไม่นานในจานของชีจู๋ก็เต็มไปด้วยอาหารที่เจียงอิ่งคีบให้
เจียงอิ่ง “ไข่เยี่ยวม้าลูกนี้ลายสวยมาก นายเอาไปสิ”
เจียงอิ่ง “ฟักทองชิ้นนี้สีสวยสุดๆ ฉันว่านายต้องมีนะ”
เจียงอิ่ง “ผักชีอันนี้กลิ่นหอมมาก ไม่กินก็น่าเสียดายแย่”
เหมียวเหยี่ยที่อยู่ด้านข้างเห็นแล้วก็ต้องตกใจจนขวัญแทบหาย ฟักทองกับผักชีเขาไม่รู้หรอก แต่เมื่อก่อนชีจู๋เคยให้สัมภาษณ์ว่าเกลียดไข่เยี่ยวม้าแบบเข้ากระดูกดำ และจากนิสัยของชีจู๋ที่เขารับรู้มา อีกฝ่ายน่าจะโมโหแล้วล่ะ
“นายนี่รู้ละเอียดดีนะ” ชีจู๋พูดขณะที่มองภูเขาอาหารขนาดย่อมในจาน
“หา?” เจียงอิ่งแสดงได้แนบเนียนเลยทีเดียว
และหัวข้อสนทนาของอีกด้านก็กลับมาที่ตัวเจียงอิ่งอีกครั้ง
“ทักษะการแสดงของเด็กคนนี้ใช้ได้เลยนะ คนตระกูลเจียงช่างถ่อมตัวกันจริงๆ” ผู้กำกับเอ่ยชมเขาไม่ขาดปาก
“เสี่ยวอิ่ง ครั้งก่อนได้ยินแม่ของเธอบอกว่าตอนเด็กๆ เธอจับคีย์บอร์ดในพิธีหยิบของเสี่ยงทายเหรอ” นักเขียนบทนึกถึงเหตุการณ์น่าสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาได้
เจียงอิ่งที่ถูกกล่าวถึงอย่างกะทันหันวางตะเกียบในมือลง “เหมือนจะใช่ครับ ตระกูลเจียงของเราค่อนข้างน่าสนใจ ตอนนั้นพี่ชายของผมหยิบคีย์บอร์ด หลังจากนั้นเขาก็ไปเล่นกีฬาอีสปอร์ต”
“แล้วนายล่ะ?” จู่ๆ ชีจู๋ก็ถามขึ้น
Comments



