ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3 บทที่ 16.1-16.3 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3 บทที่ 16.1-16.3 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 3

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3

ผู้เขียน : matgam

แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์

ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม

มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ

สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง

เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก

การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว

การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา

การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 16.1

 

อดีตและปัจจุบัน

 

‘แค่กๆ…’

ผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าที่ฉีกขาด ริมฝีปากที่มีรอยแตก และแก้มที่บวมเป่งอย่างกับถูกใครต่อยมา รวมไปถึงลำคอขาวที่มีรอยฝ่ามือปรากฏชัดเจน คิมแจยองวัยเก้าขวบกำลังนั่งคู้ตัวอยู่ตรงซอกหลืบในซอย โดยสวมเพียงรองเท้าแตะข้างหนึ่งบนเท้าเปล่าเปลือยท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในช่วงต้นฤดูหนาว

‘อือ…’

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกบีบคอมาหรือเปล่า พอจะอ้าปากพูดทีไรก็จะรู้สึกเจ็บคอขึ้นมาทุกที เด็กน้อยเม้มปากแน่นก่อนใช้มือเล็กๆ ถูปลายเท้าที่เย็นยะเยียบ เขามัวแต่รีบหนีจึงไม่ทันได้ใส่รองเท้าให้ดี ขืนปล่อยไว้แบบนี้อาจจะถูกหิมะกัดเอาได้ เด็กน้อยเงยหน้ามองร้านสะดวกซื้อที่อยู่ตรงข้ามถนนใหญ่ซึ่งอยู่ไกลออกไป เงินที่มีอยู่ติดตัวก็มีแค่ธนบัตรมูลค่าหนึ่งพันวอน เงินจำนวนนี้น่าจะพอให้ซื้ออาหารราคาถูกที่ร้านสะดวกซื้อมานั่งกินได้

ถึงยังไง…ก็ฆ่าไม่ได้อยู่แล้วนี่

คิมแจยองมักจะวิ่งไปที่ร้านสะดวกซื้อทุกวันหลังเลิกเรียนแล้วยืนมองมีดทำครัวที่แหลมคมพลางจินตนาการว่าจะนำมันไปแทงลุงที่กำลังนอนหลับอยู่ การซื้อมีดราคาหนึ่งหมื่นแปดพันวอนคือแรงผลักดันในการมีชีวิตอยู่เพียงหนึ่งเดียวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทว่าหลังจากเงินเจ็ดพันวอนที่ซ่อนไว้ในปลอกหมอนถูกขโมยไปและถูกซ้อมปางตายก็ทำให้เขาเปลี่ยนความคิด ต่อให้ร่างกายที่ผอมแห้งแบบนี้จะแทงมีดออกไปก็คงยากที่จะทำให้ชายวัยผู้ใหญ่รูปร่างกำยำบาดเจ็บ หลังจากสูญเสียเป้าหมายในการใช้ชีวิตไป เด็กน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงจึงตัดสินใจจะใช้เงินหนึ่งพันวอนที่เหลืออยู่ซื้อความสบายเพียงชั่วเสี้ยววินาที ขอเพียงพนักงานร้านสะดวกซื้อไม่ต่อว่าเด็กสกปรกมอมแมมอย่างตัวเองก็พอ เด็กน้อยกำเงินหนึ่งพันวอนในกระเป๋าแล้วหยัดตัวลุกขึ้น

‘โอ๊ย แม่ง! เลือดออกจนได้ คงโดนขูดตอนปีนหน้าต่างแหง’

‘อย่างน้อยก็ดีกว่าถูกตำรวจจับนะเว้ย ไอ้ห่านี่’

‘เวรเอ๊ย ทำไมต้องมาลงตรวจวันนี้ด้วยวะ…หืม?’

ในตอนนั้นเองคิมแจยองก็ได้สบตากับชายสองคนที่เดินออกมาจากซอยซึ่งด้านในเต็มไปด้วยโมเต็ล ชายทั้งสองที่เนื้อตัวคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้ามองเด็กน้อยร่างกายผอมแห้งตั้งแต่หัวจรดเท้า คิมแจยองเป็นเด็กหน้าตาน่ารักถึงขนาดที่หากไม่สกปรกมอมแมม ใครเห็นเข้าก็อาจเผลอคิดว่าเป็นนักแสดงเด็กได้ พวกเขากลืนน้ำลายลงคอก่อนหยุดเดินเพื่อพูดคุยกับคิมแจยอง

‘เจ้าหนู ไม่หนาวหรือไง’

‘…’

คิมแจยองเงยหน้ามองพวกเขาด้วยสายตาเรียบเฉย มันเป็นดวงตาเฉยชาที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อคนแปลกหน้าและไม่มีแม้แต่ความอยากรู้อยากเห็นหรือความหวังอย่างที่เด็กทั่วไปควรจะมี

‘พวกพี่ไม่ใช่คนเลวหรอกนะ พอดีเห็นดูเหมือนหนาวเลยอยากจะเข้ามาช่วยน่ะ’

คิมแจยองกลอกตาไปมาเพื่อหาทางหนีทีไล่ เขาต้องเดินไปอีกสามสิบก้าวกว่าจะถึงถนนใหญ่ มันเป็นระยะห่างที่หากผู้ใหญ่ร่างกายแข็งแรงสองคนตั้งใจจะจับเขาไว้ยังไงก็ไม่มีทางหนีพ้น ถ้างั้นก็มีอยู่แค่วิธีเดียว ในเมื่อคนพวกนี้เข้าใจว่าเขาเป็นเด็กผู้หญิง เขาก็จะเปิดเผยความเป็นชาย ต่อให้เปิดเผยไปแล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ตาม

‘ฉัน…ไม่ใช่ผู้หญิง…แค่กๆ…’

เสียงแหบแห้งดังออกมาจากลำคอ คิมแจยองรู้สึกแสบในลำคอจนทนไม่ไหวจึงต้องไอออกมา ในขณะที่ก้มหน้าไอไม่หยุดอยู่นั้น ชายทั้งสองคนก็ส่งสายตาให้กันแล้วเข้าไปจับแขนสองข้างของคิมแจยองไว้ แม้จะดิ้นจนสุดแรง แต่ก็ไม่อาจสู้แรงของชายวัยผู้ใหญ่ทั้งสองคนได้ หลังจากต่อต้านไปแล้วหนหนึ่ง เด็กน้อยก็เริ่มผ่อนแรงลง ในเมื่อแขนถูกจับไว้ยังไงตอนนี้ก็หนีไม่รอดอยู่แล้ว เด็กน้อยจึงแสร้งทำเป็นยอมแล้วรอโอกาสที่พวกมันเผลอ

‘มันต้องแบบนี้สิ พวกพี่จะรักษาแผลให้หนูเอง เดี๋ยวจะซื้อของอร่อยๆ ให้กินด้วย’

‘พอเชื่องแบบนี้แล้วยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่’

สุดท้ายก็ดันต้องมาเผชิญกับเรื่องน่ารำคาญเข้าซะได้ เขาน่าจะรีบออกไปจากที่นี่ตั้งแต่แรก ในขณะที่เขากำลังรู้สึกเสียใจพลางกำธนบัตรหนึ่งพันวอนในมือแน่นอยู่นั้น เสียงเด็กคนหนึ่งก็ดังก้องมาจากฝั่งถนนใหญ่

‘ไปซะ! ไปกำจัดวายร้าย!’

คิมแจยองมั่นใจว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเด็ก แต่กลับมีชายร่างใหญ่สวมชุดสูทสีดำกำลังวิ่งเข้ามาในซอยอย่างว่องไว

‘อะ…อะไรวะ เวรเอ๊ย!’

‘หนีโว้ย!’

ทั้งที่อีกฝ่ายวิ่งมาคนเดียว แต่ส่วนสูงเกินกว่าสองเมตรกลับให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามเหลือเกิน ชายทั้งสองคนรู้สึกหวาดกลัวจึงปล่อยมือคิมแจยองแล้ววิ่งกลับไปทางเดิม ทว่าไม่นานนักก็ถูกชายชุดสูทสีดำตามไปจับมาได้ทันก่อนถูกรัวหมัดใส่ไม่ยั้ง

‘…’

คิมแจยองมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอย แต่พอได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ กำลังวิ่งมา เขาก็หันไปมองฝั่งถนนใหญ่อีกครั้ง เด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันในชุดกางเกงผ้าสีเบจที่ถูกรีดมาอย่างดีกับเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กไหมพรมกำลังวิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับพวงแก้มสีแดงระเรื่อ เด็กชายที่เข้ามาใกล้เดินผ่านคิมแจยองไปอย่างรวดเร็วแล้วตรงเข้าไปหาชายชุดสูทสีดำ

‘จับล็อกคอ! ล็อกคอไว้สิ!’

‘ครับ!’

‘หักนิ้วเลย! ถอนฟันด้วย!’

‘เอ่อ…เดี๋ยวครับคุณชาย เรื่องนั้นมัน…’

‘ไม่ทำ? ถ้าไม่ทำ งั้นไล่ออกดีไหม’

‘ไม่ครับ!’

แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ชายชุดสูทสีดำก็ทำตามที่เด็กชายสั่ง แม้ตัวเองจะเป็นคนสั่งเองแท้ๆ แต่กลับทำหน้าเหยเกพลางตะโกนบอก

‘ขยะแขยง พอได้แล้ว!’

ชายชุดสูทสีดำถอนหายใจด้วยความโล่งใจก่อนหยุดการกระทำทั้งหมดของตัวเอง จากนั้นก็เปิดกระเป๋าสตางค์แล้วหยิบเช็คหลายสิบใบโปรยลงบนตัวของชายทั้งสองที่ล้มอยู่

‘…’

คิมแจยองจ้องมองกระดาษหน้าตาประหลาดที่ปลิวว่อนตกลงพื้นอย่างเงียบๆ ก่อนเดินเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ เมื่อเห็นเลขศูนย์ที่อยู่บนกระดาษก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ไม่อาจเทียบได้กับเงินหนึ่งพันวอนในมือ เขาจึงหยิบเช็คที่ตกลงพื้นใส่กระเป๋าหนึ่งแผ่นแล้วทิ้งธนบัตรหนึ่งพันวอนที่ยับยู่ยี่ในมือลงพื้น ชายชุดสูทสีดำและเด็กชายจ้องมองการกระทำของคิมแจยอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาราวกับเป็นมหาเศรษฐีที่ต่อให้เขาเอาเช็คไปแค่หนึ่งใบก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

‘นี่ เป็นอะไรหรือเปล่า’

‘…’

เด็กชายถามด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว คิมแจยองไม่รู้จะตอบอะไรจึงปิดปากเงียบและทำเพียงกะพริบตาปริบๆ ทันใดนั้นใบหน้าของเด็กชายก็คล้ายไม่พอใจ ก่อนจะตะเบ็งถามด้วยเสียงที่ดังยิ่งกว่าเดิม

‘ฉันอุตส่าห์เข้ามาช่วยจากอันธพาลพวกนั้น ไม่คิดจะขอบคุณกันหน่อยหรือไง’

ฉันเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว ทำไมต้องขอบคุณด้วยล่ะ

พอเห็นคิมแจยองยืนเหม่อ เด็กชายก็ยืนเท้าเอวพร้อมส่งเสียงฮึดฮัดออกมาและทำสีหน้าเอือมระอาคล้ายกำลังเลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่จนชวนให้คิมแจยองรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

‘พูดไม่ได้หรือไง เจ้าลูกเจี๊ยบ’

‘…?’

‘นายเป็นลูกเจี๊ยบหรือไง ลูกเจี๊ยบที่หมายถึงคนพูดไม่ได้น่ะ* หรือว่านายไม่รู้จักคำนี้’

ลูกเจี๊ยบ…

ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายใช้คำบางคำผิดไป แต่เพราะเจ็บคอจนไม่ค่อยอยากพูด คิมแจยองจึงพยักหน้าตอบกลับไปเงียบๆ เมื่อเด็กชายคิดว่าเขาพูดไม่ได้ สีหน้าไม่พอใจก็คลายลงเล็กน้อย

‘ถ้างั้นก็น่าจะบอกกันสิ’

‘…’

‘น่าสงสารจริงๆ เกิดมาเป็นขอทานแล้วยังเป็นลูกเจี๊ยบอีก’

เด็กชายได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมและถูกเอาอกเอาใจจึงพูดอะไรออกมาโดยไม่ค่อยไตร่ตรอง แม้มันจะเป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมา แต่คิมแจยองก็ยังคงมองเด็กชายนิ่งด้วยสีหน้าที่ไม่ใส่ใจนัก ทว่าเด็กชายกลับแก้มแดงระเรื่อขึ้นมา ทั้งยังพูดจาติดๆ ขัดๆ หลังจากได้สบตากับคิมแจยอง

‘…นะ…นี่เธอเป็นเด็กผู้หญิงหรอกเหรอ’

มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดตามปกติ พอคิมแจยองส่ายหน้า เด็กชายก็ถอนหายใจออกมา

‘ต่อให้เป็นเด็กผู้ชายแต่ถ้าเกิดมาหน้าตาดีอย่างนาย ยังไงก็โดนพวกอันธพาลรังแกอยู่ดีสินะ อย่างกับในการ์ตูนแน่ะ’

‘…’

‘เมื่อกี้นายเกือบงานเข้าแล้วรู้ไหม รู้เปล่าว่าถ้าตามตาลุงพวกนั้นไปแล้วจะเป็นยังไง’

คิมแจยองกำลังจะพยักหน้า แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเงาเข้ามาใกล้ใบหน้าอย่างกะทันหัน เด็กชายเข้ามาใกล้ก่อนเอามือป้องปากตัวเองราวกับจะบอกความลับให้ฟัง

‘ฉันจะบอกให้ฟังก็แล้วกัน เมื่อกี้ถ้านายตามตาลุงพวกนั้นไปล่ะก็…’

ลมหายใจขณะกระซิบกระซาบนั้นชวนให้รู้สึกจั๊กจี้ใบหน้า กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์และกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มของเด็กชายลอยมาแตะจมูก

‘แม่ฉันเคยบอกไว้ว่าพวกเขาจะไม่ให้กินขนม ไม่ให้ดูซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์ แล้วก็จะบังคับให้นั่งนิ่งๆ บนโต๊ะแก้โจทย์คณิตศาสตร์สิบหน้า’

‘…’

‘แถมยังต้องท่องสูตรคูณแม่เก้าอีกต่างหาก ฉันยังท่องไม่ได้เลย นั่นมันนรกชัดๆ’

‘…’

‘ได้ยินว่าต้องไปเข้าห้องน้ำคนเดียวด้วยนะ น่ากลัวมากเลยใช่ไหมล่ะ’

เมื่อเด็กชายพร่ำพูดเรื่องที่ไม่มีเค้าความจริงออกมายาวเหยียด ใบหน้าของคิมแจยองที่เคยไร้ความรู้สึกมาโดยตลอดก็เริ่มจะกระตุกเล็กน้อย ในขณะที่ใครบางคนต้องเร่ร่อนอยู่ข้างนอกในวันที่อากาศหนาวเหน็บจนเกือบถูกพวกจิตวิปริตจับตัวไป แต่ภาพในหัวของคุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีนั้นกลับช่างสวยงามเสียเหลือเกิน คิมแจยองไม่อยากฟังสิ่งที่เด็กชายพูดอีกต่อไปจึงหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังถนนใหญ่ ทว่าเด็กชายและชายชุดสูทดำก็พากันเดินตามมา

‘นายอายุเท่าไหร่’

‘…’

‘หูก็ไม่ได้ยินหรือไง’

‘…’

‘บ้านอยู่ไหนล่ะ อาศัยอยู่ในกระท่อมหรือเปล่า บ้านของฉันกว้างตั้งหนึ่งพันพยอง* แน่ะ’

‘…เฮอะ’

‘ห้องรับแขกบ้านฉันมีโทรทัศน์หนึ่งร้อยนิ้วด้วยนะ บ้านนายไม่มีล่ะสิ’

ต่อให้คิมแจยองนึกอยากเตะเด็กชายคนข้างๆ ที่กำลังพูดพล่ามด้วยความโมโห แต่ถึงจะโมโหมากแค่ไหนก็ต้องอดทนไว้เพราะชายชุดสูทดำกำลังวิ่งตามหลังมา เนื่องจากกลัวว่าอีกฝ่ายจะข้ามถนนตามไปจนถึงร้านสะดวกซื้อ เมื่อมาถึงถนนใหญ่คิมแจยองจึงรีบเปลี่ยนเส้นทางทันที

‘นี่! นายจะไปไหนน่ะ! ไปดูซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์ด้วยกันที่บ้านฉันสิ!’

เด็กชายตะโกนเสียงดังลั่นมาจากด้านหลัง ทว่าคิมแจยองกลับไม่แม้แต่จะหันไปมอง เขาวิ่งไปเรื่อยๆ จนมาถึงร้านสะดวกซื้อที่อยู่ถัดไป โชคดีที่สองคนนั้นไม่ได้ตามมา คิมแจยองหยุดหอบหายใจอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ก่อนเพิ่งตระหนักได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขามีอารมณ์รุนแรงกับคนแปลกหน้านับตั้งแต่วันที่รู้สึกอยากฆ่าลุงของตัวเอง

รำคาญ

และนั่นก็คือความรู้สึกตอนที่คิมแจยองเจอกับซอนอึนซูเป็นครั้งแรก

 

หนึ่งเดือนต่อมา ในขณะที่คิมแจยองกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วหมู่บ้านหลังเลิกเรียน เมื่อฟ้าเริ่มมืดเขาตั้งใจจะกลับบ้าน แต่เท้าก็ดันไปเตะเข้ากับอะไรบางอย่าง มันคือรองเท้าผู้ชายขนาดสามร้อยมิลลิเมตร เมื่อมองไปรอบๆ เขาก็เห็นผู้ชายร่างใหญ่สวมชุดสูทดำนอนจมกองเลือดอยู่ข้างถังขยะ ดูจากเลือดที่ไหลออกมาจากศีรษะแล้วเหมือนจะถูกของแข็งฟาด แต่ต่อให้จะเห็นภาพนั้นคิมแจยองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรและยังคงก้าวเดินต่อไปอีกครั้ง

ความปลอดภัยของละแวกนี้ไม่ค่อยมีเท่าไหร่นัก บ้านเรือนเก่าคร่ำคร่า ตามตรอกซอกซอยคดเคี้ยวล้วนเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก อีกทั้งเสาไฟก็ยังมีแค่ไม่กี่ต้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็หาเช้ากินค่ำไปวันๆ แถมยังมีโรงน้ำชาถึงสองแห่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากนักในกรุงโซล สิ่งเหล่านั้นยิ่งเป็นตัวตอกย้ำให้บรรยากาศของละแวกนี้มืดมนยิ่งกว่าเดิม คิมแจยองเคยเข้าไปในโรงน้ำชานั้นแค่ครั้งเดียว ที่นั่นมีเพดานต่ำและทางเดินแคบจนผู้ใหญ่ตัวสูงอย่างลุงของเขายังต้องโน้มตัวถึงจะเดินผ่านไปได้ เมื่อเปิดประตูบานเก่าที่เรียงติดกันเป็นตับตามโถงทางเดินแคบที่ทอดยาวออกไปก็จะพบกับห้องคับแคบที่มีพื้นที่พอแค่ให้เอนตัวนอนเหยียดได้เท่านั้น ภายในนั้นมีทั้งตู้เย็นที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองคล้ำ ผ้าห่มที่เปื้อนคราบไคล วอลล์เปเปอร์ที่ขึ้นราเป็นจุดๆ และเสื่อน้ำมันที่มีรอยคราบอะไรบางอย่างติดหนึบ ลุงเคยลากเขาไปที่นั่นโดยบอกว่าจะไม่ส่งให้เขาเรียนหนังสือและตั้งใจว่าจะให้คอยช่วยทำงานจิปาถะแทน ทว่าแผนการทุกอย่างก็ต้องเป็นอันล้มเลิกไป เพราะเจ้าของโรงแรมที่เป็นผู้หญิงขู่ว่าจะโทรแจ้งความข้อหาทารุณกรรมเด็ก

ผู้คนในละแวกนี้ที่เดินสวนกันบนถนนล้วนไม่ต่างอะไรกับปลาที่ตายแล้ว เพราะเนื้อตัวทุกคนต่างมีกลิ่นอับชื้น ร่างกายดูอ่อนโหยโรยแรง และมีดวงตาที่ดูเลื่อนลอย ไม่นานนักคิมแจยองก็ถูกทำให้กลมกลืนไปกับบรรยากาศชวนเศร้าหมองของคนพวกนั้น แม้เขาจะไม่รู้ว่าคนพวกนั้นเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับบึงโคลนที่ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งจมลงเลย คิมแจยองคิดว่าสถานการณ์ของตัวเองไม่ได้ต่างไปจากคนพวกนั้นสักนิด

คิมแจยองอาศัยอยู่กับลุงมาได้หกเดือนแล้ว ในระหว่างนั้นเขาหลบหนีออกมาสองครั้งแล้วก็ถูกลุงจับได้ทั้งสองครั้ง ไม่มีทางที่เด็กน้อยวัยเก้าขวบจะหนีรอดจากเงื้อมมือตำรวจสายสืบมือฉมังที่มีผลงานน่าทึ่งด้วยอัตราการจับกุมคนร้ายเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันหลายปี เด็กน้อยหมดกำลังลงเรื่อยๆ กับการต่อสู้กับความยากจนและความรุนแรงที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ความยึดติดที่บิดเบี้ยว รวมทั้งพฤติกรรมของลุงที่ยากจะแยกแยะได้ว่ามันคือการสั่งสอนเพื่อมุ่งหวังให้เชื่อฟังหรือเพื่อล้างสมองกันแน่

เวียนหัวจัง

ฝีเท้าเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ เขาหมดแรงตั้งแต่ตอนอยู่ที่โรงเรียนแล้ว อาการคล้ายกับจะเป็นไข้จึงอยากรีบกลับบ้านไปซุกตัวนอนในผ้าห่ม ทว่าในขณะที่คิมแจยองกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในบ้านอย่างเงียบๆ เขากลับต้องชะงักหลังจากได้ยินเสียงบางอย่างแตกกระจายดังมาจากด้านใน ทุกครั้งที่ลุงดื่มเหล้ามักจะทำลายข้าวของบางอย่างแล้วเปิดประตูห้องเข้ามาระบายอารมณ์ใส่เขา ขืนเข้าไปตอนนี้รอยช้ำที่เพิ่งจะจางหายไปได้ไม่นานต้องกลับมาชัดเจนขึ้นอีกครั้งแน่ เขาจึงค่อยๆ ปล่อยมือจากที่จับประตูแล้วหมุนตัวเดินกลับออกไป วันนี้เขาต้องอยู่ข้างนอกจนกว่าลุงจะหลับอีกเช่นเคย หากมีเงินติดตัวอยู่สักหน่อยก็คงจะดี แต่หลังจากหนีออกไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อนแล้วบังเอิญได้เงินก้อนใหญ่ เขาก็ถูกลุงจับได้แล้วยึดไปภายในวันเดียวจนตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัว ไม่มีแม้แต่เหรียญหนึ่งร้อยวอนสักเหรียญเลยด้วยซ้ำ

คงต้องไปสนามเด็กเล่นแล้วล่ะ

 

สภาพของสนามเด็กเล่นที่เขตการปกครองกรุงโซลสร้างไว้เป็นสวัสดิการเมื่อนานมาแล้วไม่ได้รับการดูแลเลยแม้แต่น้อย สายชิงช้าขาด หลังคาของสไลเดอร์ทรงกระบอกก็ถูกใครบางคนเอาหินก้อนใหญ่ทุบจนแตก และเครื่องเล่นชนิดอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ขึ้นสนิมกันหมด นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่เด็กๆ แถวนี้มักมีกลิ่นสนิมติดตัวอยู่เสมอ ที่ผ่านมาจนถึงเมื่อเดือนก่อนเรื่องที่พวกคุณลุงขี้เมาในละแวกนี้ไปนอนฟุบหลับอยู่ที่สนามเด็กเล่นนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่เห็นได้ดาษดื่น แต่ตอนนี้การนอนตรงนั้นไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายเลย เพราะอากาศในเดือนธันวาคมนั้นเย็นจัดจนบาดผิวไปหมด

สนามเด็กเล่นเงียบสงบอย่างที่คาดการณ์ไว้ คิมแจยองหันมองไปรอบๆ หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีใคร เขาจึงเข้าไปขดตัวหลบลมหนาวในสไลเดอร์ทรงกระบอก

แต่ว่า…

‘เฮือก!’

ทันทีที่สอดตัวเข้าไป คิมแจยองก็คว้าตัวเด็กคนหนึ่งที่ส่งเสียงร้องพลางไถลตัวลงมาไว้ได้ทัน แม้จะมืดจนมองไม่เห็นใบหน้า แต่ดูจากรูปร่างและฟังจากเสียงแล้วน่าจะเป็นเด็กชายวัยเดียวกัน เด็กทุกคนที่อาศัยอยู่แถวนี้ไม่มีใครไม่มีปัญหาชีวิต มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรหากจะมีคนมาจับจองที่อยู่ก่อนแล้ว ทว่าร่างกายคิมแจยองตอนนี้ไม่สู้ดีนัก ประกอบกับไม่มีเครื่องเล่นไหนที่พอจะหลบลมได้เลย เขาจึงจำต้องเข้ามาในเครื่องเล่นสไลเดอร์ทรงกระบอกเครื่องนี้

‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’

‘เอ่อ…หืม? อื้ม! ได้อยู่แล้วสิ!’

ทีแรกเด็กคนนั้นตัวสั่นเทา แต่เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นเด็กเหมือนกันก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น คิมแจยองปีนสไลเดอร์ผ่านเด็กชายขึ้นไปด้านบนที่อยู่สูงขึ้นเพื่อหาที่สบายๆ

‘เดี๋ยวก่อน!’

เด็กชายคว้าแขนคิมแจยองไว้แล้วดึงลงมาข้างล่าง คิมแจยองรู้สึกตกใจที่เด็กคนนั้นค่อยๆ เข้ามาใกล้

‘โห ตัวนายอุ่นมากเลย’

‘…’

‘ถ้านอนเบียดกันแบบนี้ ยังไงก็นอนได้สองคน อากาศมันหนาวนี่นา เรามาอยู่แบบนี้กันดีกว่า ถ้านายขึ้นไปข้างบนจะโดนลมหนาวนะ’

‘ตรงนี้มันแคบ’

‘ถ้าไม่อยากแข็งตายก็ต้องอยู่แบบนี้แหละ ซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์ตอนขั้วโลกใต้ก็ทำแบบนี้’

มันเป็นความคิดที่ดูสมเหตุสมผลเกินกว่าจะเป็นสิ่งที่จำมาจากในการ์ตูน คิมแจยองตอบไปว่าเข้าใจแล้วก่อนนอนลงข้างเด็กชาย แม้ไม่ชอบการแนบชิดตัวติดกันกับคนอื่น แต่มันก็ทำให้รู้สึกหนาวน้อยลงจริงๆ

‘ตัวอุ่นขึ้นแล้ว แต่มือยังเย็นอยู่เลย รู้งี้น่าจะใส่ถุงมือมาด้วย’

เด็กชายคงอยากคลายความหนาวเย็นบนฝ่ามือด้วยร่างกายที่ร้อนรุ่มเพราะพิษไข้ จึงค่อยๆ ยื่นมือมาวางลงบนแก้มของคิมแจยอง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายตกใจแล้วผละออก เด็กชายก็กล่าวขอโทษอย่างเร็วไว ในจังหวะที่มือของเขาเคลื่อนผ่านไปได้ทิ้งกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มเอาไว้ คิมแจยองจึงเผลอได้กลิ่นนั้น

‘นี่ นายมีมือถือหรือเปล่า’

‘ไม่มี’

‘โอ๊ย ฉันก็ดันทำตกตอนหนีมาเหมือนกันน่ะสิ’

เด็กประถมต้นแถวนี้ไม่มีใครมีมือถือ เด็กชายคนนี้จึงไม่น่าจะใช่เด็กแถวนี้ จู่ๆ ภาพชายที่ล้มข้างถังขยะก็แวบเข้ามาในหัว

‘…ทำไมถึงหนีมาล่ะ’

ปกติคิมแจยองไม่ค่อยสนใจใคร เขาจึงประหลาดใจกับคำถามที่หลุดออกจากปากตัวเองจนเผลอกำมือแน่นอย่างทำตัวไม่ถูก ส่วนเด็กชายก็สูดน้ำมูกก่อนยื่นหน้าเข้ามากระซิบเบาๆ ข้างหู

‘คุณปู่ตัวร้ายไล่ตามมาทุบหัวบอดี้การ์ดของฉันแตก’

‘…คุณปู่ตัวร้าย?’

‘อื้ม คุณปู่ตัวร้ายตะโกนเสียงดังแล้วก็ไล่ตามมาตลอดทางเลย ฉันถึงหนีมาคนเดียวนี่ไง แต่ถนนแถวนี้ดันเหมือนเขาวงกตเลย มือถือก็หาย…ฉันเลยต้องมาแอบอยู่ที่นี่’

คิมแจยองรู้สึกเอะใจขึ้นมา คุณชายบ้านรวยที่ทำตัวน่ารำคาญ ชอบพูดจาเรื่องซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์ ชอบพาบอดี้การ์ดไปด้วยทุกที่ และมีกลิ่นหอมติดตัวอยู่ตลอด ทันใดนั้นภาพเด็กน่ารำคาญคนนั้นที่เคยเห็นเมื่อเดือนที่แล้วก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ

ถ้านั่งรถโดยสารจากย่านที่ทรุดโทรมแห่งนี้ไปไม่กี่ป้ายก็จะเจอย่านคนรวย หญิงเจ้าของโรงแรมขนาดเล็กเคยเล่าว่าลูกสาวของเธอทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่นั่นพร้อมพูดคุยอย่างภาคภูมิใจถึงชีวิตคนรวย อาคารที่นั่นสร้างโดยสถาปนิกชื่อดัง ภายในอาคารที่กำแพงสูงเหมือนคุกพวกนั้นมีสวนขนาดกว่าร้อยพยอง มีการเชิญนักดนตรีคลาสสิกมาเล่นดนตรีให้ฟังระหว่างมื้ออาหาร ทั้งยังเคยมีครั้งหนึ่งที่เด็กๆ เล่นซ่อนหากันแล้วหาตัวไม่เจอเพราะบ้านกว้างเกินไปจนต้องเรียกตำรวจมาช่วย…บางทีเด็กคนนี้อาจจะมาจากที่นั่น คิมแจยองโยนคำถามออกไปอีกข้อหนึ่งเพราะอยากมั่นใจว่าเด็กชายที่นอนอยู่ข้างกันคนนี้คือเด็กคนนั้นที่เคยเจอคราวก่อนหรือเปล่า

‘…นายมาแถวนี้ทำไม’

‘ฉันขอร้องพวกบอดี้การ์ดว่าอยากมาดูย่านขอทานน่ะสิ’

‘เพื่ออะไร’

‘เพื่อนใหม่ของฉันเป็นขอทานดอกไม้’

‘ขอทาน…ดอกไม้?’

‘ฉันเคยเจอเขาแค่ครั้งเดียว…แต่นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้เห็นเด็กที่หน้าตาดีเหมือนเด็กนั่น พี่รองบอกว่าขอทานที่หน้าตาดีคือขอทานดอกไม้’

คิมแจยองที่กลายเป็นขอทานดอกไม้อย่างไม่ทันตั้งตัวได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น ความมืดทำให้เด็กชายไม่รู้ว่าคนที่นอนอยู่ข้างๆ ก็คือขอทานดอกไม้คนนั้น เด็กชายพูดจ้อไม่หยุดด้วยความตื่นเต้นจนลืมไปว่าต้องพูดเสียงเบาๆ

‘เด็กนั่นพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ ขี้กลัวอย่างกับลูกเจี๊ยบแน่ะ ใส่แต่เสื้อผ้าขาดๆ รองเท้าก็ไม่มี’

‘…’

‘ในบรรดาขอทานที่ฉันเคยเห็นมาตั้งแต่เกิด หมอนั่นน่ะเป็นสุดยอดขอทานเลยล่ะ น่าสงสารมากเลย’

‘…’

คิมแจยองคิดว่าหากเขามีไฟฉายก็อยากจะเปิดไฟแล้วส่องให้อีกฝ่ายดูชุดที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ ต่อให้มันไม่ใช่เสื้อผ้าราคาแพง แต่อย่างน้อยตอนนี้มันก็ไม่ได้ขาด ส่วนเรื่องรองเท้า…ตอนนั้นในหัวเขาคิดแค่ว่าต้องหนีจึงใส่รองเท้าแตะมาข้างเดียว แต่ตอนนี้เขาใส่รองเท้าผ้าใบสำหรับฤดูหนาวราคาหนึ่งหมื่นห้าพันวอนที่คุณป้าในหมู่บ้านซื้อจากตลาดมาให้ ถึงเขาจะไม่ได้ดูดีเท่าคุณชายบ้านรวย แต่เขาก็ไม่ได้มอมแมมเหมือนตอนที่เจอกันคราวก่อน

‘เฮ้อ…ว่าจะไปดูซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์พร้อมกับเด็กนั่นด้วย แถมฉันเคยบอกไปว่าที่บ้านกว้างตั้งหนึ่งพันพยอง แต่พอถามพ่อแล้ว พ่อบอกว่าไม่ใช่ ฉันก็เลยอยากมาบอกเรื่องนั้นอีกรอบน่ะ’

‘แล้วมันกี่พยองล่ะ’

‘บ้านฉันกว้างแค่ห้าร้อยสี่สิบพยองเอง แต่ถ้ารวมกับบ้านหลังอื่นๆ ที่มีอยู่ในโซลทั้งหมดก็หนึ่งพันพยองพอดี’

คิมแจยองไม่อาจจินตนาการได้ว่าห้าร้อยสี่สิบพยองหรือหนึ่งพันพยองนั้นกว้างแค่ไหน จึงทำได้เพียงแค่เดาคร่าวๆ ว่าอาจจะกว้างพอๆ กับสนามกีฬาโรงเรียน พอเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบสนองอะไร เด็กชายจึงกระแอมคล้ายรู้สึกผิดก่อนจะพูดต่อ

‘อะแฮ่ม…แต่ห้าร้อยสี่สิบพยองก็กว้างมากเหมือนกันนะ ตอนนี้คนในครอบครัวคงยังไม่รู้ว่าฉันหายตัวไป คุณปู่ก็ยุ่งเพราะงานที่บริษัท พ่อก็ถูกขังไว้ชั่วคราว พี่ใหญ่ก็ยุ่งเพราะต้องเตรียมงานแต่ง ส่วนพี่รองก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน…’

น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายทวีความดังขึ้นเรื่อยๆ เขาพูดเสียงดังขณะกำลังเพลิดเพลินกับเรื่องที่เล่า แต่แล้วก็ลดเสียงลงอีกครั้งคล้ายสังเกตได้ถึงสายตาของใครบางคน พอนอนฟังเงียบๆ ร่างกายคิมแจยองก็เริ่มผ่อนคลายคล้ายกำลังฟังเพลงกล่อมเด็ก รู้ตัวอีกทีคิมแจยองก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับลมหายใจของอีกฝ่ายที่ลอยมาสัมผัสแก้มอีกต่อไป ไม่นานนักดวงตาก็ค่อยๆ หรี่ปรือ

‘ว่าแต่ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ โดนแม่ดุเหรอ’

‘ฉันไม่มีแม่…’

‘ทำไมล่ะ’

‘เสียแล้ว…’

‘โห แม่ฉันก็ไปสวรรค์แล้วเหมือนกัน’

จากนั้นเด็กชายก็เริ่มเล่าเรื่องแม่ของตัวเอง เขาบอกว่าเวลาแม่โกรธจะน่ากลัวมากจนแม้แต่คุณปู่ก็ไม่กล้าขยับ ในวันก่อนที่แม่จะเสีย แม่นำสร้อยคอเส้นที่หวงที่สุดมาคล้องให้ นั่นอาจเป็นเพราะแม่รักเขามากที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสามคน เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งได้รู้ว่าพ่อมักเข้ามาในห้องตอนเช้ามืดเพื่อมองดูเขาขณะหลับแล้วก็ร้องไห้ออกมา ในหัวของคิมแจยองที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นจินตนาการถึงภาพของเด็กชายที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ราวกับพระราชวังและภาพครอบครัวสุขสันต์ ภาพคนในครอบครัวที่กำลังโศกเศร้าเพราะการจากไปของแม่ ไปจนถึงสร้อยคอเส้นใหญ่หรูหราที่ห้อยอยู่บนคอเด็กชาย ถึงไม่เคยเห็นสร้อยคอเส้นนั้นมาก่อน แต่ในเมื่อเป็นสร้อยคอที่คุณนายบ้านรวยหวงแหนที่สุด มันก็คงจะทั้งใหญ่และแวววาวน่าดู ภาพเด็กชายที่สวมสร้อยคอเส้นหนาในจินตนาการนั้นดูตลกนิดหน่อย

‘นี่ พวกเรามาเป็นเพื่อนกันไหม’

‘…อืม’

‘จริงเหรอ ถ้างั้นตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ ตอนนี้ฉันชอบนายมากกว่าขอทานดอกไม้ซะอีก’

‘อืม…ฮะ?’

คิมแจยองพลันได้สติ เนื่องจากเพิ่งถูกดึงกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริงอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาจึงเผลอพูดตะกุกตะกักออกมา หัวใจเต้นถี่ระรัวเพราะตกใจในขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับ ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกจนถึงตอนนี้เด็กชายมักทำตัวเรียบง่าย ใสซื่อ และทำสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ คิมแจยองสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่หลายครั้งเพื่อควบคุมสติก่อนถามกลับ

‘…ทำไม’

‘อะไร’

‘ทำไมถึงชอบฉัน…ทั้งที่หน้าก็ยังไม่เคยได้เห็น’

คิมแจยองรู้ดีว่าภาพลักษณ์ภายนอกของเขาทำให้ผู้อื่นประทับใจ เรื่องที่มีเด็กถูกทารุณกรรมเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในย่านนี้ ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดเรื่องแค่ครั้งสองครั้ง ดังนั้นสาเหตุที่ผู้คนในละแวกนี้คอยดูแลเอาใจใส่เขาจะเป็นอะไรไปได้ แม้แต่ที่โรงเรียนเองก็เช่นกัน ทั้งที่เขาไม่ได้ทำตัวน่ารักน่าเอ็นดู แต่เพื่อนร่วมห้องต่างก็เข้ามารุมล้อม เพราะแบบนี้ทีแรกเขาจึงไม่แปลกใจกับพฤติกรรมของเด็กชายไม่รู้จักโตที่ดั้นด้นมาถึงย่านนี้เพียงเพราะอยากเล่นกับ ‘ขอทานดอกไม้’ อย่างเขา ทว่าตอนนี้อีกฝ่ายก็มองไม่เห็นภาพลักษณ์ภายนอกของเขาสักหน่อย ทำไมถึงชอบเขากันนะ

‘ฉันกลัว…กลัวมากเลยด้วย แต่เพราะมีนายอยู่ข้างกันยังไงล่ะ’

‘ฉันแค่ต้องการที่หลบลมเหมือนกันก็แค่นั้นเอง’

‘อีกอย่างตัวนายก็อุ่นสบายมากด้วย’

‘ฉันตัวอุ่นเพราะเป็นไข้ต่างหาก’

‘เป็นไข้? นายไม่สบายเหรอ’

เด็กชายรีบยื่นมือออกไป ฝ่ามือที่เย็นคล้ายแผ่นน้ำแข็งวางลงบนหน้าผากอุ่น เด็กชายตกใจหลังรับรู้อุณหภูมิร่างกายที่ร้อนจี๋ก่อนเปลี่ยนเป็นเอาหลังมือเย็นเฉียบมาแตะบนแก้ม

เย็นจัง…

คิมแจยองเผลอถูไถใบหน้าเข้ากับฝ่ามือนั้น เด็กชายเห็นจึงเปลี่ยนท่าทางแล้วใช้มืออีกข้างช่วยระบายไอร้อน

‘จริงสิ ตอนที่สิบสี่ของซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์ภาคอดีตซีซั่นสอง มีฉากที่เอย์จิเผลอทำไฟไหม้หมู่บ้านแล้วชาวบ้านก็ตายกันหมด’

‘…’

‘ชาวบ้านที่รังแกคิราระเลยถูกไฟคลอกตายหมด ว่ากันว่านั่นถือเป็นโชคครั้งใหญ่สุดในชีวิตของเธอเลย’

‘เรื่องนั้น…มันเกี่ยวอะไรกันเหรอ’

‘ฉันแค่คิดว่าถ้ามีใครสักคนเข้ามาช่วยฉันเหมือนเอย์จิที่ช่วยคิราระก็คงจะดี แล้วจังหวะนั้นนายก็เข้ามาพอดี นายคือเอย์จิ ส่วนฉันคือคิราระ ถึงพวกเขาจะเป็นคู่หูตัวร้าย แต่พวกเขาก็เป็นคนดีนะ’

เด็กชายเล่าเรื่องการ์ตูนที่ชอบก่อนหัวเราะคิกคัก อันที่จริงคิมแจยองเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องอะไร แต่ถึงอย่างนั้นฝ่ามือเย็นเฉียบที่วางอยู่บนใบหน้าร้อนผ่าว กลิ่นอบอุ่นที่ติดอยู่ปลายจมูก และน้ำเสียงใสๆ ที่กำลังกระซิบอยู่ข้างหูก็ทำให้ร่างกายเขารู้สึกเบาสบาย คิมแจยองขยับตัวช้าๆ แล้วหันหน้าไปทางฝั่งตรงข้าม

‘ทำไมล่ะ นายไม่อยากเป็นเพื่อนฉันแล้วเหรอ’

‘…’

‘จิ๊ นายรู้ไหมว่าคนที่อยากเป็นเพื่อนกับฉันมีเยอะมากแค่ไหน’

แม้เสียงของเด็กชายจะเริ่มฟังดูไม่พอใจขึ้นเรื่อยๆ แต่คิมแจยองกลับไม่สามารถเอ่ยอะไรออกไปได้ เพราะมัวแต่หาคำนิยามให้กับความรู้สึกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้นอยู่ในใจตัวเองตอนนี้ มันไม่ใช่ความหงุดหงิดเหมือนตอนพบกันครั้งแรก ไม่ใช่ความโกรธพลุ่งพล่านเหมือนทุกครั้งที่ลุงพ่นคำด่าทอใส่ ไม่ใช่ความรำคาญเหมือนตอนถูกพ่อแม่ลากไปโรงพยาบาล ไม่ใช่ความรู้สึกสมเพชเหมือนตอนมองครูหรือเพื่อนร่วมชั้น…ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกันแน่

แปลกชะมัด…

หัวใจของเขาเต้นระส่ำคล้ายตอนสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจในขณะที่กำลังเคลิ้มหลับ แม้จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดูแล้ว แต่คราวนี้กลับยากที่จะทำให้มันสงบลง ใจหนึ่งอยากให้ร่างกายของเด็กชายที่แนบชิดอยู่ผละออกไป แต่อีกใจกลับอยากสัมผัสฝ่ามือเย็นนั้นอีกครั้ง

แปลกจริงๆ…

ทุกสัมผัสล้วนให้ความรู้สึกนุ่มนวลและอ่อนโยนคล้ายสายไหมสีชมพูที่ขายในสวนสนุก เขาเผลอขยับปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าด้วยความรู้สึกจั๊กจี้ แม้แต่โรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาตัวนานถึงสองปีตั้งแต่อายุเจ็ดขวบก็ไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ ที่นั่นแยกแยะระหว่างพฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้และยอมรับไม่ได้ ทั้งยังอธิบายถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสังคม การรักษาเป็นไปด้วยดี พฤติกรรมรุนแรงเริ่มแสดงออกลดลง ทว่าสิ่งที่เคยเรียนรู้ในตอนนั้นกลับไม่มีอะไรที่สามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ในตอนนี้ได้เลย…

‘…ครับ! คุณชายซอนอึนซูครับ!’

‘หืม?’

ในตอนนั้นเองเสียงที่ฟังดูรีบร้อนของใครบางคนก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ เด็กชายเงี่ยหูฟังก่อนหยัดกายท่อนบนขึ้น ดูเหมือนบอดี้การ์ดที่เคยหมดสติไปเพราะโดนคุณปู่ตัวร้ายคนหนึ่งตีหัวจะฟื้นแล้ว

‘เขามาตามหาฉันแน่เลย!’

เด็กชายไถลสไลเดอร์ลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโดดดึ๋งๆ ชูไม้ชูมืออยู่กับที่

‘ฉันอยู่ที่สนามเด็กเล่นนน!’

‘คุณชายยย! ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลยครับบบ!’

‘ไอ้พวกนี้ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วไม่รู้หรือไง! หุบปาก!’

‘…’

น่าเศร้าที่ยังไม่ทันได้พบกันด้วยความซาบซึ้ง หน้าต่างของอาคารที่อยู่ใกล้ๆ ต่างก็เปิดออกเสียงดังก่อนจะมีเสียงสบถหยาบคายดังลั่นออกมา ทั้งบอดี้การ์ดและเด็กชายจึงพากันปิดปากฉับ ในเมื่อบอกไปแล้วว่าตัวเองอยู่ที่สนามเด็กเล่น อีกไม่นานบอดี้การ์ดก็คงจะมาที่นี่ เด็กชายจึงปีนกลับเข้าไปในสไลเดอร์อีกครั้ง

‘ฉันจะกลับบ้านแล้วนะ’

‘…อืม’

‘นายล่ะ จะกลับเมื่อไหร่’

‘…อีกสักพัก’

‘พรุ่งนี้พวกเรามาเล่นด้วยกันไหม’

‘พรุ่ง…นี้…?’

ขืนอยู่ด้วยกันต่อไปเรื่อยๆ อาจจะรู้สึกแปลกกว่าเดิมก็ได้ เพราะแบบนั้นจึงต้องปฏิเสธ คิมแจยองอ้าปากพลางคิดในใจว่าต้องปฏิเสธไป ทว่าคำพูดกลับติดอยู่ในลำคอจนพูดไม่ออก

‘พรุ่งนี้บ่ายสามหลังเลิกเรียน หมู่บ้านขอทานนี้น่ากลัว…ถ้างั้นไปเจอกันที่สนามเด็กเล่นโรงเรียนประถมพยองฮวาแล้วกันนะ’

‘…’

‘ตกลงไหม พรุ่งนี้ต้องมานะ’

‘…อืม’

คิมแจยองรับคำพลางพยักหน้าตอบกลับไปอย่างยากลำบาก เด็กชายตีขาเขาเบาๆ ราวกับรู้สึกพึงพอใจก่อนไถลตัวลงไปข้างล่างอย่างไม่ลังเล ไม่นานนักหลังจากได้พบบอดี้การ์ดของตัวเองอีกครั้ง เด็กชายก็เตะหน้าแข้งอีกฝ่ายทันทีพร้อมกับตะโกนต่อว่าด้วยคำที่ไม่สมกับวัย

‘ไอ้เจ้างั่ง! คืนเงินเดือนมาเลยนะ!’

บอดี้การ์ดลุกลี้ลุกลนยื่นมือถือของเด็กชายที่เก็บได้จากพื้นคืนให้ เด็กชายรับมือถือมาแล้วชูสองแขนขึ้น ก่อนถูกบอดี้การ์ดอุ้มเดินออกไปจากสนามเด็กเล่น

คิมแจยองลูบไล้พื้นที่ว่างข้างกายที่เด็กชายเคยนอนเมื่อครู่ ไออุ่นได้จางหายไปแล้ว เหลือไว้เพียงพื้นพลาสติกเย็นเฉียบให้สัมผัส เขาจึงคู้ตัวกอดตัวเอง แม้ร่างกายจะร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ทว่าความหนาวเย็นกลับแทรกซึมลึกเข้ามาถึงกระดูก

หนาวจัง…

หากนอนหลับในที่แบบนี้อาจถูกพบเป็นศพในเช้าวันต่อมา เขาต้องขยับตัว…ต้องกลับบ้าน…ทว่าสุดท้ายก็ทำได้แค่คิด เพราะร่างกายที่อ่อนล้านี้ไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่แล้ว สายตาเริ่มพร่าเลือนลงทุกที แต่แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเด็กชายกำลังพูดจ้อไม่หยุดอยู่ข้างหูก่อนที่สติจะดับวูบไป

 

หลังจากลืมตาขึ้นมาคิมแจยองก็สบตากับลุงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ลุงกำลังจ้องมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ เขาจ้องมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกนั้นโดยไม่หลบสายตา จากนั้นลุงก็โยนถุงสีดำในมือมาให้ กล่องยาทั้งหมดและขวดน้ำเปล่าบรรจุห้าร้อยมิลลิลิตรกระเด็นออกมาจากถุงแล้วกลิ้งลงบนพื้น มีทั้งยาแก้หวัด ยาช่วยย่อย ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ และยาอื่นๆ เขาหยิบยาเหล่านั้นขึ้นมาอย่างไม่ได้ใส่ใจ

ไม่ได้คิดจะฆ่าฉันสินะ…

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่ต้องเผชิญหน้ากับลุง เขามักจะรู้สึกเหมือนมีหมอกหนาเข้ามาปกคลุมในหัว ซึ่งเกิดจากภาวะสิ้นหวังที่เกิดจากการเรียนรู้* ทว่าวันนี้แม้ร่างกายจะยังคงมีความรุ่มร้อนหลงเหลืออยู่ แต่สติกลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด คิมแจยองเพิ่งมาตระหนักได้ในสภาวะที่จิตใจปลอดโปร่งว่าลุงไม่ได้อยากให้เขาตาย ทั้งที่มันชัดเจนขนาดนี้ ทำไมเขาถึงคิดมาตลอดว่าลุงจะฆ่าเขากัน ขณะหยิบยาหนึ่งเม็ดออกมาจากกล่องยาแก้หวัดที่ตกอยู่บนพื้นแล้วเผลอยิ้มออกมา คิ้วของลุงก็กระตุกเล็กน้อย

‘ยิ้มอะไร’

‘…’

‘ฉันถามว่ายิ้มอะไร!’

ตอนนี้ผมเข้าใจเจตนาของลุงแล้วครับ

คิมแจยองกลืนยาลงคอพร้อมดื่มน้ำแทนการตอบคำถาม หลังจากปั้นหน้าให้ไร้อารมณ์ตามเดิมเพื่อไม่ไปยั่วโมโหลุงอีก คิมแจยองก็ล้มตัวลงนอนห่มผ้า เด็กชายวัยเก้าขวบซุกตัวในผ้าห่มอย่างอ่อนแรงพลางคลี่ยิ้มประหลาดราวกับคนสติไม่ครบถ้วน

ผม…ชนะ…

ลุงไม่ใช่พวกขี้เหล้าที่โง่เขลา เขาทำงานจับกุมอาชญากรที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพหลากหลายรูปแบบจึงเข้าใจกลไกความคิดของผู้เป็นหลานดีกว่าใคร ทว่าทันทีที่คิมแจยองรู้ว่าทุกอย่างเป็นกับดัก เกมก็กลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง คราวนี้ผู้เล่นไม่ใช่คิมแจยองอีกต่อไปแล้ว แต่ผู้เล่นคือลุงต่างหาก

เมื่อมั่นใจแล้วว่าลุงจะไม่ฆ่าตัวเอง แรงอาฆาตที่มีต่อลุงก็หายไป เมื่อเทียบกับการจ้องมองมีดในร้านสะดวกซื้อและจินตนาการถึงความตายของลุงแล้ว การทำลายการคาดเดาและสิ่งต่างๆ ที่ลุงคาดหวังไว้อย่างช้าๆ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่สนุกกว่าเยอะ เขารู้สึกตื่นเต้นจนความอิ่มเอมใจพลุ่งพล่านราวกับว่าเรื่องทั้งหมดนี้กลายเป็นเพียงแค่ ‘การละเล่น’ อย่างหนึ่ง หมอเคยบอกว่าอารมณ์ด้านลบจะส่งผลกระทบต่อเขาได้รุนแรงกว่าอารมณ์ด้านบวก ซึ่งมันก็เป็นความจริง…เพราะความปรารถนาในการทำลายล้างนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเอง ‘มีชีวิต’ เหมือนมนุษย์ขึ้นมาจริงๆ

ทนไว้…ทนไว้…ต้องข่มใจไว้ให้ได้

สิ่งที่ลุงปรารถนามากที่สุดคือการให้หลานที่จมอยู่ในโคลนตมพิสูจน์ว่าตัวเองคือ ‘ปีศาจ’ คิมแจยองตั้งใจแล้วว่าจะไม่ตอบสนองต่อความปรารถนานั้นของลุงและจะผลักลุงให้ลงสู่ขุมนรกด้วยความผิดหวัง

‘เวรเอ๊ย!’

ดูเหมือนลุงยังพอมีสามัญสำนึกเหลืออยู่บ้างจึงไม่กล้าลงไม้ลงมือซ้อมหลานที่นอนซมเพราะอาการป่วย ลุงจึงทำเพียงพ่นคำสบถหยาบคายออกมาแล้วปิดประตูห้องดังปังก่อนเดินออกไป คิมแจยองนอนนิ่งรอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าที่ลงน้ำหนักค่อยๆ เลือนหายไปไกล ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนผ้าห่มที่คลุมมิดถึงหัวลงมา

บ่ายสองสี่สิบนาที…

หลังเช็กเวลาบนนาฬิกาดิจิตอลที่แขวนอยู่บนผนัง คิมแจยองก็นึกถึงสัญญาที่เคยให้ไว้กับเด็กคนนั้นที่เจอกันในสนามเด็กเล่น พวกเขานัดกันว่าจะเจอกันตอนบ่ายสามที่โรงเรียนประถมพยองฮวา ขณะพยายามหยัดกายขึ้นอย่างทุลักทุเล สายตาพลันสะดุดเข้ากับวันที่ที่อยู่ข้างกัน

เฮ้อ…

ผ่านมาแล้วหนึ่งวันหลังจากวันนัด เขารู้สึกราวกับเรี่ยวแรงสลายหายไปจนหมดก่อนซบหน้าลงบนหมอน

ซอนอึนซู ซอนอึนซู ซอนอึนซู…

คิมแจยองท่องชื่อที่บอดี้การ์ดพูดหลายครั้งในใจ หัวใจที่เคยถูกลับจนคมกริบค่อยๆ ถูกปกคลุมด้วยความรู้สึกนุ่มนิ่ม เขากะพริบตาอย่างง่วงงุนพลางกระชับผ้าห่มไว้ในอ้อมแขนแน่นคล้ายตอนที่เผลอหลับไปอย่างช้าๆ ขณะฟังเสียงของเด็กชายในสไลเดอร์

 

คิมแจยองได้เจอซอนอึนซูอีกครั้งหลังเข้าเรียนมัธยมปลายได้ไม่กี่วัน เมื่อกาลเวลาผันผ่านความรู้สึกในวัยเด็กเองก็เลือนรางตามไปด้วย จึงเป็นธรรมดาที่จะไร้ซึ่งความยินดียามได้พบเจอกันอีกครั้ง ซอนอึนซูจำคิมแจยองไม่ได้ แม้อีกฝ่ายจะจ้องมองมาตอนเดินสวนกัน แต่สำหรับคิมแจยองแล้ว สายตาแบบนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่เจอได้ในชีวิตประจำวัน

‘ไอ้พวกอันธพาลพวกนั้นทำโรงเรียนเสียชื่อเสียงหมดจริงๆ ทำไมไม่ไล่ออกไปให้หมดๆ เลยนะ’

‘พวกมันจะถูกไล่ออกได้ยังไง ซอนอึนซูนั่งหัวโด่อยู่ตรงนั้นทั้งคน นั่นซอนจงกรุ๊ปเลยนะ’

‘นี่ นายไม่เห็นเหรอว่าทุกครั้งที่ซอนอึนซูเกิดอุบัติเหตุก็จะต้องเปลี่ยนผู้อำนวยการใหม่ทุกครั้งน่ะ’

ซอนอึนซูกลายเป็นเด็กโง่เขลาที่อยู่กับพวกเด็กผู้ชายวัยเดียวกันและทำตัวเป็นอันธพาลไปวันๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากตอนเด็กเลย ทั้งซื่อบื้อ น่าสมเพช ดื้อด้าน และยังเห็นแก่ตัว แม้จะเป็นลูกชายของตระกูลเศรษฐีชื่อดัง ทั้งยังหน้าตาดี แต่ในโรงเรียนกลับไม่มีใครชอบซอนอึนซูเลยสักคน ซึ่งก็เป็นเพราะความเอาแต่ใจของตัวเอง

คิมแจยองเบือนหน้าหนี ตอนนี้ซอนอึนซูกลายเป็นคนที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้ว

‘แจยอง นายมองหมอนั่นอีกแล้วเหรอ’

‘…เอ่อ’

ถ้าไม่คอยระวังให้ดีสายตาก็มักจะเผลอมองซอนอึนซูอยู่ตลอด พอเห็นคิมแจยองขมวดคิ้ว ยูยอนฮาที่นั่งข้างกันจึงคิดว่าเขาไม่ชอบอันธพาลพวกนั้นเลยวิจารณ์อย่างออกรสต่อไป ซอนอึนซู พัคชังจิน แพยงพัล จองฮยอกจุน และคนอื่น ทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคนพวกนั้นเขาก็ยิ่งรู้สึกสมเพชซอนอึนซูเข้าไปใหญ่ อีกฝ่ายทั้งอวดเบ่งและต่อยตีเพื่อแบ่งลำดับชั้นกับนักเรียนคนอื่นไปทั่ว ตอนเด็กซอนอึนซูชอบการ์ตูนไร้สาระ ตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด คิมแจยองก้มหน้ามองหนังสือแบบฝึกหัดอีกครั้ง

สร้อยคอที่เป็นของที่ระลึกจากแม่…ใส่แล้วเข้ากันดีแฮะ

ในขณะที่กำลังแก้โจทย์ปัญหาในหัวก็เอาแต่นึกถึงซอนอึนซู จากที่เคยสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งของโรงเรียนก็ตกลงมาเป็นอันดับที่สาม เมื่อนึกถึงภาพของลุงที่ยิ้มเยาะแล้วบอกว่า ‘อย่างแกเนี่ยนะจะสอบติดมหาวิทยาลัยฮันกุก’ เขาก็พยายามจะกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง อีกไม่นานก็จะถึงเวลาจบเกมของลุงแล้ว เขาต้องทนต่อไปให้ถึงตอนนั้น…ทว่าทุกครั้งที่มองซอนอึนซู เขากลับรู้สึกว่าการผลักลุงตกลงไปในก้นเหวนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

ตอนมัธยมปลายปีสามพวกเขาได้อยู่ห้องเดียวกัน ซอนอึนซูเอาแต่นอนหลับทั้งคาบ พอถึงเวลาพักระหว่างคาบหรือพักกลางวันก็จะไปรวมกลุ่มกับพวกอันธพาลห้องอื่นแล้วออกไปข้างนอกด้วยกัน คิมแจยองนั่งโต๊ะด้านหน้าสุดจึงไม่มีโอกาสได้มองหน้าซอนอึนซูที่นั่งอยู่ด้านหลังบ่อยๆ

จิตใจของคิมแจยองว้าวุ่นหนักกว่าเดิม เขารู้สึกหงุดหงิดที่มีเพียงตัวเองจำเรื่องราวสมัยเด็กได้อยู่ฝ่ายเดียว ทั้งยังได้แต่จ้องมองซอนอึนซูราวกับเป็นสตอล์กเกอร์มาตลอดสามปี ในขณะที่กำลังเดินถือหนังสือไปยังล็อกเกอร์ เขาเผลอทำหนังสือเรียนตกใส่หัวซอนอึนซู พอโดนหนังสือตกใส่อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ซอนอึนซูก็ผุดลุกขึ้นยืนก่อนเข้ามากระชากคอเสื้อ คิมแจยองจึงปั่นประสาทอีกฝ่ายอย่างแยบยลก่อนกล่าวขอโทษ หลังจากนั้นซอนอึนซูก็เริ่มเห็นคิมแจยองอยู่ในสายตา

‘นี่ ซื้อกล่องดินสอใหม่หน่อยไหม นายเป็นขอทานหรือไง’

‘…’

‘จริงด้วย นายเป็นขอทานนี่ ขอยืมยางลบหน่อยแล้วกันนะ’

ซอนอึนซูหยิบยางลบจากกล่องดินสอของเขาไปโดยไม่รอคำอนุญาต เมื่อเห็นหลังมือที่มีกระดูกข้อนิ้วนูนเด่นและเต็มไปด้วยผิวหนังด้าน คิมแจยองก็เผลอกลืนน้ำลายลงคอ นับตั้งแต่ที่ซอนอึนซูเริ่มเข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น เขาก็มักจะรู้สึกถึงความต้องการแปลกๆ จึงเอาแต่นั่งลูบด้านในของกล่องดินสอที่มือซอนอึนซูเคยสัมผัสตลอดทั้งคาบเรียน

หน้าที่แล้ว1 of 3

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พฤกษางามในห้วงเมามาย บทที่ 1-2

บทที่ 1 เหมันตฤดูที่แสนหนาวเหน็บ ฉู่หลินหลางซุกตัวอยู่บนรถม้าเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม* เต็มจนแข้งขาเริ่มแข็งตึงอยู่บ้าง ก่อน...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 1-3

บทที่ 1 เงาร่างด้านข้างทอดลงบนกระดาษหน้าต่างบางๆ ของโรงเตี๊ยม เงานั้นเลือนรางจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นผู้ใด เพิ่งรุ่งสาง ภาย...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 1-2

บทที่ 1 หิมะตกหนัก เพิ่งพ้นช่วงส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่รัชศกเซิ่งลี่ปีที่หนึ่ง หิมะหนาหนักก็โปรยปรายลงมาจากผืนฟ้า ท่ามกลางหม...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พฤกษางามในห้วงเมามาย บทที่ 3-4

บทที่ 3 ชั่วขณะนั้นเสียงขออภัยโทษก็ดังขึ้นเป็นทอดๆ ทางด้านฉู่หลินหลางคุกเข่าก้มศีรษะลงนิ่งๆ รอคอยองค์ชายหกลงทัณฑ์อยู่ที่...

community.jamsai.com